เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 3 ตำราวิถียุทธ์
บทที่ 3 ตำราวิถียุทธ์
หลังจากที่หลี่ลี่ได้รับโอกาสพิเศษ ในใจของเขาก็รู้สึกหนักแน่นยิ่งขึ้น ทำให้เขามั่นใจในวันข้างหน้ามากขึ้น
หลังทานอาหารเช้า หลี่ลี่ก็กลับมาจัดเรียงตำราเบ็ดเตล็ดเหล่านั้นต่อ…
เนื่องจากในยามนี้สายตาของเขาเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับอารมณ์ที่ผ่อนคลายและมีสมาธิจดจ่อมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเขาเพิ่มขึ้นมาก ในช่วงเช้าหลี่ลี่สามารถจัดตำราเบ็ดเตล็ดได้มากกว่าสามร้อยเล่ม
และด้วยด้วยความเร็วเช่นนี้ รวมถึงการที่เขาสามารถทำงานล่วงเวลาในตอนกลางคืนได้ สำหรับการจัดตำรามากกว่าพันเล่มต่อวันจึงไม่ใช่เรื่องยาก
นี่ถือเป็นผลลัพธ์จากความรอบคอบในการทำงานของเขาทำให้ได้มาซึ่งโอกาสพัฒนาตนเอง ดังนั้นหลี่ลี่จึงตรวจสอบตำราแต่ละเล่มอย่างน้อยสามครั้งเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด จากนั้นจึงจัดหมวดหมู่ให้เรียบร้อย
ถ้าหากผ่านไปอีกสองวัน เมื่อเขาคล่องแคล่วมากขึ้น ความเร็วก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก การทำงานให้เสร็จภายในสิบวันจึงถือเป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอนอยู่แล้ว
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว หลี่ลี่ก็นึกถึงของวิเศษอย่างตำราวิหารแห่งราตรี เขาจึงไปนอนบนเตียงไม้ไผ่ ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม แล้วนำตำราวิหารแห่งราตรีมาคลุมไว้ในผ้าห่มโดยรอบตัวนั้นมืดสนิท
หลี่ลี่จ้องมองตำราวิหารแห่งราตรีอย่างใจจดใจจ่อ เขาอยากจะเข้าไปฝึกฝนอีกครั้ง แต่น่าผิดหวังที่หน้าปกของตำรายังคงเป็นบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใด ดูเหมือนว่าตำราวิหารแห่งราตรีจะปรากฏตัวได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ไม่ใช่แค่ต้องอยู่ในความมืดเท่านั้น
ขณะที่หลี่ลี่กำลังจะลุกออกจากผ้าห่มไปจัดตำราต่อ เขาก็รู้สึกเจ็บที่ต้นขาราวกับมีคนตบแรง ๆ ผ่านผ้าห่ม
ชายหนุ่มตกใจกระโดดออกจากผ้าห่ม พบว่าผู้ดูแลหลิวยืนอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ จ้องมองเขาอย่างดุดัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เจ้าเด็กขี้เกียจ! ยามกลางวันตะวันโด่งเช่นนี้ควรมุ่งมั่นทำงาน แต่เจ้ากลับขี้เกียจมานอนผ่อนกายหย่อนใจอยู่เช่นนี้หรือ? สำนักหมิงเยว่มิใช่ที่สำหรับผู้เกียจคร้านไร้จุดมุ่งหมาย! หากเจ้ามิอาจอดทนฟันฝ่าความยากลำบาก ก็รีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย! กลับไปเป็นขอทานร่อนเร่ตามวิถีทางของเจ้า อย่ามาดึงดันแย่งชิงโอกาสอันล้ำค่าจากศิษย์ที่ใฝ่รู้! ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ปรารถนาจะเข้ามาศึกษาในสำนักแห่งนี้!”
ผู้ดูแลหลิวกล่าวจบก็ตวัดมือตบหลี่ลี่ทันที แต่เพราะหลี่ลี่มีปราณยุทธ์คุ้มกันไว้ เขาจึงไม่มีปฏิกิริยาใดเลย ทว่าบนใบหน้าของเขาก็ยังมีรอยนิ้วมือห้านิ้วประทับอยู่
หลี่ลี่เผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายมาตลอดสิบสี่ปี ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เริ่มต้นจากการเป็นทาสชั้นต่ำสุดในเหวศิลากาฬไร้ซึ่งอิสรภาพ ถูกกดขี่ข่มเหง
แม้กระทั่งเมื่อเขาหนีออกได้ หลี่ลี่ก็ยังคงเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบาก ถูกบีบให้เป็นเด็กขอทานร่อนเร่ไร้ที่พึ่งพิง ดังนั้นชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความต่ำต้อย ไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี
หลี่ลี่ถูกส่งข้ามมิติมายังโลกนี้ ต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมา และในตอนนี้ เขายังถูกผู้ดูแลหลิวดูถูกเหยียดหยาม ความทรงจำอันเลวร้ายจากอดีตกว่าสิบปีที่ผ่านมา ผุดขึ้นมาในหัวเขา ก่อให้เกิดความโกรธแค้นอย่างรุนแรง
จากคำพูดของผู้ดูแลหลิวก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องการช่วงชิงตำแหน่งศิษย์นอกสำนักของหลี่ลี่ และเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะร่วมมือกับอาจารย์เหอวางแผนกำจัดหลี่ลี่ ขับไล่เขาออกจากสำนัก
ในเมื่อไม่อาจจบลงอย่างสันติ ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นคนดีอีกต่อไป เปลวไฟแห่งความโกรธที่คุกรุ่นมานานก็ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
“แค่จัดหมวดหมู่ตำราหมื่นเล่มให้เสร็จภายในสิบวันไม่ใช่หรือ? งานนี้ไม่ได้ยากมากนัก ฉะนั้นผู้ดูแลหลิววางใจได้ ถึงเวลานั้นข้าจะทำให้เสร็จแน่นอน หากต้องการให้ข้าออกจากการเป็นศิษย์นอกสำนัก ท่านก็ต้องทำตามกฎของสำนักด้วย”
ผู้ดูแลหลิวรู้สึกทั้งโกธรและขบขันกับน้ำเสียงหยิ่งยโสและท่าทีเหยียดหยามของหลี่ลี่ “เจ้าเด็กนี่ช่างใจกล้าเสียจริง! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาโอ้อวดต่อหน้าข้าเช่นนี้? ถ้าเจ้าทำงานไม่สำเร็จ ข้าจะรายงานต่อสำนักว่าเจ้าขี้เกียจ อู้งาน ขัดขืนคำสั่งแล้วไล่เจ้าออกจากสำนักไปเสีย!”
“แล้วถ้าหากข้าทำงานนี้สำเร็จหรือเสร็จสิ้นก่อนกำหนดเล่าจะเป็นอย่างไร?” หลี่ลี่ยกคิ้ว ถามเสียงดัง
“เจ้าน่ะหรือ?” ผู้ดูแลหลิวหัวเราะเยาะ “ถ้าเจ้าทำทำงานนี้สำเร็จ ข้าจะมอบหินวิญญาณให้เจ้าห้าก้อน และถ้าทำเสร็จเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน ข้าจะให้เจ้าเพิ่มอีกหนึ่งก้อน”
หลี่ลี่ตาเป็นประกายและพูดเสียงดังว่า “ผู้ดูแลหลิวพูดเองนะ อย่ากลับคำล่ะ”
ผู้ดูแลหลิวยิ้มเยาะแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กลับคำงั้นหรือ? สิ่งสำคัญที่สุดของผู้สอนคือการเป็นแบบอย่างที่ดี หากทำเรื่องผิดสัญญา ฝ่ายวินัยจะยังให้ข้าเป็นผู้สอนต่อหรือ? เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่โกงเจ้า แต่ถ้าหากเจ้าทำไม่เสร็จ เจ้าจะยอมออกไปจากสำนักหมิงเยว่โดยสมัครใจหรือไม่? การเดิมพันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรือ?”
“ได้ เช่นนั้นก็ตกลงกันตามนี้ หากข้าทำไม่สำเร็จภายในสิบวัน ข้าจะยอมออกจากสำนักหมิงเยว่!”
เมื่อผู้ดูแลหลิวได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบเขียนข้อตกลงที่ทั้งสองพูดกันไว้แล้วประทับตราให้เรียบร้อย ก่อนจะแบ่งเป็นสองฉบับ
เมื่อได้รับสัญญา ผู้ดูแลหลิวส่งเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วเดินจากไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาคิดในใจ… หลานชายของเขาทำผิดพลาดระหว่างการทดสอบเข้าเรียน จึงไม่สามารถเข้าสำนักหมิงเยว่ได้ ทว่าบัดนี้มีคนโง่เขลาคนหนึ่งสละสิทธิ์ให้แล้ว ไว้ถึงเวลานั้น เขาค่อยนำของขวัญไปมอบให้ท่านอาจารย์ใหญ่ แล้วขอให้หลานชายของเขาเข้ามาแทนที่
หลังจากผู้ดูแลหลิวออกไปแล้ว หลี่ลี่ก็เอามือลูบใบหน้าที่เพิ่งโดนตบ จากนั้นก็เริ่มจัดเรียงตำราต่อ…
ด้วยความสามารถในการมองเห็นในความมืดได้ดี หนึ่งวันของหลี่บี่เทียบเท่ากับสองวันของคนอื่น ๆ อีกทั้งเขายังเป็นผู้ที่อยู่มาแล้วถึงสองชาติภพ มีความรู้และประสบการณ์มากมาย การทำภารกิจให้สำเร็จล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่แน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาทำภารกิจเสร็จเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน ก็จะได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นหนึ่งก้อนหินวิญญาณ สำหรับหนึ่งก้อนหินวิญญาณมีค่าเท่ากับทองคำแท่งหนึ่ง ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว แม้ว่าจะอดข้าวอดน้ำเจ็ดวันเพื่อแลกมาก้อนหินวิญญาณเพียงหนึ่งก้อน หลี่ลี่ก็ยินดีที่ทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับการที่เขาจะได้มากกว่าหนึ่งก้อน!
หลี่ลี่ตั้งใจแน่วแน่เพื่อให้ได้มาซึ่งหินวิญญาณ เขาจึงทุ่มเทจัดเรียงตำราอย่างขมักเขม้น
ผู้จัดการหลิวและเหอวั่นอาจจะร่วมมือกันวางแผนที่จะไล่เขาออกจากสำนักหมิงเยว่ แม้ว่าหลี่ลี่จะอ้อนวอนหรือทำตัวน่าสงสาร ก็คงไม่มีประโยชน์สู้ใช้ความสามารถที่มีต่อสู้กับพวกเขาดีกว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบของสำนัก พวกเขาก็ไม่กล้าทำอันใดกับเขาได้
เมื่อถึงยามค่ำคืน ภายในห้องโถงมืดสนิท ช่วงนี้เป็นช่วงฟ้าครึ้มไม่มีแสงจันทร์แม้แต่น้อย เพราะงั้นไม่มีโอกาสที่จะจัดเรียงตำราโดยอาศัยแสงจันทร์ได้อย่างแน่นอน ผู้ดูแลหลิวคิดว่าสวรรค์เข้าข้างเขาแล้ว คนที่เพิ่งเป็นศิษย์ใหม่ ทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าด้วย จะไปรู้เรื่องอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกกังวลเลยว่าจะแพ้เดิมพันให้หลี่ลี่ เพียงแค่รอให้ถึงกำหนดสิบวันก็จะสามารถไล่หลี่ลี่ออกไปจากสำนักได้แล้ว
ทว่าผู้ดูแลหลิวกลับไม่รู้เลยว่า ภายในห้องโถงอันมืดมิดนั้นหลี่ลี่กำลังจัดเรียงตำราอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นช่วงกลางวัน!
หลี่ลี่จัดเรียงตำราอย่างมุ่งมั่นนานเกือบแปดชั่วยาม ขณะนี้เขาจัดตำราเสร็จไปแล้วกว่าหนึ่งพันเล่ม เมื่อจดบันทึกตำราเล่มนี้เสร็จ เขาก็จะหยุดพักแล้ว
ยามที่กลับไปยังเตียงไม้ไผ่ เขาหยิบตำราวิหารแห่งราตรีออกมา นึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็ปรากฏตัวที่หอประลองยุทธ์ เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่ง
หลี่ลี่เคยแอบฝึกเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่งในช่วงกลางวันมาแล้ว ทว่ามันกลับไม่ได้ผล เส้นลมปราณไม่โปร่งใส ไม่สามารถหมุนเวียนพลังได้เลย ดูเหมือนว่าวิชานี้จะสามารถฝึกได้แค่จิตวิญญาณเท่านั้น ดังนั้น ในช่วงกลางวันเขาจึงไม่ได้ลองอีก
ภายในห้องวิญญาณยุทธ์ชั้นหนึ่ง หลี่ลี่หลับตาลงแล้วเริ่มฝึกฝนทันที เขาฝึกหลอมรวมปราณไปที่ดวงตาหกครั้งติดต่อกัน ก่อนจะออกจากวิหารแห่งราตรี
พอมาถึงห้องโถง ในยามนี้หลี่ลี่พบว่าในความมืดเขาสามารถมองเห็นสิ่งของภายในระยะครึ่งจั้ง*[1] ได้อย่างชัดเจนแล้ว แบบนี้การจัดเรียงตำราก็เทียบเท่ากับตอนกลางวันเลย
“เยี่ยมจริง ๆ ข้าทำงานหนึ่งวันเทียบเท่ากับคนอื่นถึงสองวัน เช่นนั้นแล้วข้าจะกลัวอันใดกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ฮ่าฮ่าฮ่า! ผู้ดูแลหลิว ท่านเต็มใจจะมอบหินวิญญาณให้ข้าเอง ข้าก็จะรับไว้โดยไม่เกรงใจ ขอบใจท่านยิ่งนัก!”
หลี่ลี่ตื่นเต้นมาก เขาเริ่มจัดเรียงตำราอีกครั้ง พร้อมกับแรงผลักดันจากหินวิญญาณทำให้เขาไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่นอน
การจัดเรียงตำราดำเนินต่อไปจนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อนับรวมกับตำราที่เขาจัดไปแล้วเมื่อวาน บัดนี้ตำราที่จัดหมวดหมู่เสร็จเรียบร้อยแล้วมีมากกว่าสองพันเล่ม ในยามนี้เขาคุ้นเคยกับหมวดหมู่ของตำรามากขึ้นแล้ว ด้วยความเร็วนี้ การทำภารกิจให้สำเร็จภายในห้าวันจึงไม่ใช่ปัญหาเลย
ยิ่งจัดเรียงตำราไปมากขึ้นเท่าไหร่ ความเร็วก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่การทำภารกิจให้สำเร็จภายในสี่วันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทว่าหลี่ลี่ก็ไม่อยากทำให้เสร็จเร็วเกินไป เพราะนอกจากจะเหนื่อยล้ามากขึ้นแล้ว ยังจะดูอวดดีจนเกินไปอีกด้วย
ชายหนุ่มตัดสินใจจัดเรียงตำราไปตามความเร็วที่เหมาะสม นั่นคือสองพันเล่มต่อวัน เมื่อถึงเวลากลางคืนเขาก็จะไปที่หอประลองยุทธ์เพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่ง
ทว่าในคืนวันที่สาม หลังจากฝึกฝนหลี่ลี่ก็พบว่าภาพวาดบนปกตำราวิหารแห่งราตรีเริ่มพร่าเลือนลงทีละน้อย ราวกับว่ามันกำลังค่อย ๆ จะเลือนหายไป
หลี่ลี่เริ่มตื่นตระหนก เขารู้ได้ในทันทีว่าตำราวิหารแห่งราตรีก็ต้องใช้พลังงานในการหล่อเลี้ยงเช่นกัน และเขาได้ใช้งานมาหลายวันแล้ว คงจะใช้พลังงานในตำราวิหารแห่งราตรีไปมากทีเดียว
เขาไม่รู้วิธีที่จะเติมพลังให้กับตำราวิหารแห่งราตรี ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้งานตำราวิหารแห่งราตรีได้อีกต่อได้แล้ว ทางเดียวที่เขาทำได้คือต้องปล่อยให้ตำราวิหารแห่งราตรีพักฟื้นตนเองไปสักพัก แล้วคอยสังเกตดูว่ามันจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้หรือไม่?
หลังจากนั้น หลี่ลี่ก็ไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่งอีก ทำให้เขามีเวลาในการทำงานมากขึ้น ยามนี้ความสามารถในการมองเห็นในความมืดของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก ทุก ๆ วันที่จัดเรียงตำรา หลี่ลี่ก็ยิ่งชำนาญมากขึ้น หากเขาตั้งใจจัดเรียงตำราอย่างเต็มที่แล้ว คาดว่าจะสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้ภายในห้าวัน
บัดนี้หลี่ลี่กลับไม่ได้รีบร้อนแล้ว เขาเริ่มอ่านเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับการฝึกฝน รวมถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของสำนัก เขาอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างตั้งใจ
หนึ่งในตำราเหล่านั้นมีชื่อว่า ‘ตำราวิถียุทธ์’ หลี่ลี่เริ่มอ่านจากคำอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณยุทธ์ทั้งเก้าระดับ
วิญญาณยุทธ์เก้าระดับแบ่งออกเป็น ระดับแปรผันปราณ ระดับแปรผันโลหิต ระดับแปรผันเส้นชีพจร ระดับแปรผันกระดูก ระดับแปรผันกายเนื้อ ระดับเสริมแกร่งภายใน ระดับเสริมแกร่งวิญญาณ ระดับเสริมแกร่งกายา และระดับเสริมแกร่งจิตวิญญาณ
ในช่วงหลายปีถัดจากนี้ หลี่ลี่จะต้องฝึกฝนวิญญาณยุทธ์ทั้งเก้าระดับในสำนักนอก
ตำราวิถียุทธ์ไม่ใช่ตำราในการฝึกฝน ดังนั้นจึงไม่ได้บอกวิธีการฝึกฝนแต่ละขั้นอย่างเจาะจง แต่เล่าเรื่องราวการต่อสู้มากมาย ภายในเล่มยังมีเรื่องราวที่เล่าถึงวิธีการใช้จุดอ่อนของคู่ต่อสู้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า หรือเรื่องราวที่เล่าถึงวิธีเอาชนะคู่ต่อสู้โดยใช้กลยุทธ์ หลี่ลี่อ่านเรื่องราวเหล่านี้อย่างเพลิดเพลิน
[1] จั้ง คือมาตรวัดของจีน 1 จั้ง ประมาณ 3.3 เมตร