เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 34 กวาดล้าง
บทที่ 34 กวาดล้าง
เบื้องหน้าลานเขาบัวแดง สำนักกลาง
หลี่ลี่มองเห็นประตูหินแกะสลักโบราณของสำนักกลางแต่ไกล เบื้องหลังประตูมีลานกว้างใหญ่ บนลานมีศิษย์สามสี่ร้อยคนนั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ตั้งใจฟังคำบรรยายของอาจารย์ที่อยู่เบื้องหน้า
สำนักกลางนั้นเหมือนกับสำนักล่าง นอกจากจะมีอาจารย์ประจำชั้นแล้ว บทเรียนอย่างเช่นเรื่องโอสถและวิถีการบ่มเพาะพลังนั้น ส่วนใหญ่แล้วศิษย์ทุกคนจะเรียนร่วมกัน บนลานกว้างแห่งนี้
แท้จริงแล้วหลี่ลี่มาเพื่อตามหาอาจารย์จาง แต่บัดนี้เขาก็ถือเป็นศิษย์ของสำนักกลาง เมื่อมาพบกับอาจารย์กำลังสอน หลี่ลี่จึงนั่งลงฟังอย่างตั้งใจที่ท้ายกลุ่มคน
บทเรียนในครั้งนี้เป็นการแนะนำเรื่องยาเบื้องต้น เมื่อไปถึงระดับสี่เป็นต้นไป ยาเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยเหลือการบ่มเพาะพลัง สามารถกล่าวได้ว่า หากมียาเพียงพอ อย่างน้อยก็ช่วยให้ใช้เวลาน้อยกว่าศิษย์ระดับเดียวกันหลายเดือนหรือเป็นปีเลยทีเดียว
อาจารย์ผู้นี้อธิบายได้น่าสนใจยิ่ง ทำให้หลี่ลี่เกิดความสนใจในวิถียาอย่างมาก
การสอนครั้งหนึ่งใช้เวลาสองชั่วโมง หลี่ลี่มาช้า เพิ่งจะฟังได้เพลิน ๆ การสอนในสัปดาห์นี้ก็สิ้นสุดลง อาจารย์ผู้นั้นหันหลังเดินจากไป
หลี่ลี่ยืนขึ้น เดินตามอาจารย์ไปยังโรงเรียน
“นี่! หลี่ลี่ ยังไม่ครบเจ็ดวัน ใครอนุญาตให้เจ้ากลับมา หรือเจ้าคิดว่าสามารถเอาชนะศิษย์ระดับสี่ได้แล้ว?”
ขณะที่หลี่ลี่กำลังจะจากไป ศิษย์ทั้งสี่คนที่เคยไล่เขาไปเขาเหนือก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้ง
หลี่ลี่ทำเพียงยักไหล่ กล่าวอย่างไม่แยแส “ท่านอาจารย์จางเป็นคนสั่งให้ข้ากลับมาเอง”
“ท่านรองอาจารย์ใหญ่จะไปที่เขาเหนือ ไปพบเจ้าด้วยตัวเองเชียวหรือ? คิดไม่ถึงว่าในสำนักเรายังมีศิษย์เช่นนี้อยู่อีก! ฮ่า ๆ” เด็กหนุ่มทั้งสี่หัวเราะเยาะหยันไม่หยุด
หลี่ลี่ไม่ได้พูดอะไรมาก จะเชื่อหรือไม่ก็ช่างเขา หลี่ลี่ขี้เกียจอธิบาย แต่เขาไม่รู้เลยว่า ช่วงที่เขาไปรับใช้ที่เขาเหนือไม่กี่วัน ชื่อเสียงของเขานั้นเลื่องลือไปทั่วสำนักกลาง หลี่ลี่กลายเป็นศัตรูในสายตาของศิษย์เก่าเกือบทั้งหมด
การขัดขวางศิษย์เก่า ในสายตาของศิษย์เหล่านี้ถือเป็นการอกตัญญู โดยเฉพาะศิษย์ที่ออกมาจากกลุ่มที่ห้าอันแข็งแกร่ง
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยชื่อหลี่ลี่ ทันใดนั้นก็มีศิษย์อีกกว่าสิบคนมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ในจำนวนนั้นมีหลี่หย่งเล่อ ศิษย์ที่ออกมาจากกลุ่มที่ห้าอันแข็งแกร่ง ผู้ซึ่งต้องการจะสั่งสอนหลี่ลี่อยู่ตลอดเวลา
“ที่นี่คือสำนักกลาง ไม่อนุญาตให้เจ้าอวดดี ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ก็เลือกศิษย์ระดับสี่มาประลองกันสักคนสิ!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดอย่างเย็นชา
หลี่ลี่ส่ายหัว กล่าวอย่างไม่แยแสเช่นเดิม “ข้าไปถึงระดับที่หกแล้ว พวกเจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า ทำไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่มีอารมณ์มาเล่นกับพวกเจ้าหรอก”
“อะไรนะ? เจ้าล้อเล่นหรือเปล่า?” ได้ยินหลี่ลี่พูดเช่นนั้น เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาทันที ศิษย์รอบข้างอีกสิบกว่าคนต่างพากันหัวเราะ
“เพิ่งจะเข้าสำนักกลางได้ไม่ถึงวัน ก็ฝึกฝนถึงระดับหกแล้ว เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะจริง ๆ หรือ?”
“ข้าว่าไอ้หนูคนนี้คงเหลิงไปแล้วกระมัง”
“ระดับหก คงเป็นระดับสูงสุดที่เจ้าใฝ่ฝันสินะ!”
“เขาคงฝันกลางวันอยู่แน่ ๆ ยังไม่ตื่นเลยมั้ง!”
เสียงหัวเราะดังลั่น ศิษย์รอบข้างต่างพากันพูดจาดูถูกหลี่ลี่
แน่นอน สิ่งที่หลี่ลี่พูดนั้นช่างน่าตกตะลึง แม้แต่รองอาจารย์ใหญ่จางที่ผ่านโลกมามาก ยังถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ศิษย์ทั่วไปอย่างพวกเขาจะเชื่อได้อย่างไร?
“ในเมื่อเขาพูดเองว่าแปรผันวิญญาณยุทธ์จนถึงระดับหกแล้ว พวกเจ้าจะไม่ลองขึ้นไปทดสอบหน่อยรึ? แม้แต่อาจารย์จะตำหนิลงมา การได้ประลองกับผู้ที่แปรผันวิญญาณยุทธ์ถึงระดับหกสักสองสามกระบวนท่า คงจะไม่ถูกลงโทษหรอก” หลี่หย่งเล่อพูดอย่างร้ายกาจ
คำพูดนี้ได้กระตุ้นความคิดของศิษย์ส่วนใหญ่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งมุมปากยกยิ้ม นำพาเพื่อนศิษย์ระดับสี่อีกสามคนพุ่งเข้ามา
“พวกข้าขอประลองกับน้องชายระดับหกสักสองสามกระบวนท่าก็แล้วกัน” พูดจบ ระดับสี่ทั้งสี่คนก็ล้อมหลี่ลี่เอาไว้ ปรากฏฝ่ามือเงาพุ่งเข้าโจมตีหลี่ลี่
“พูดจาโอ้อวด ข้าจะตีให้พ่อเจ้ายังจำไม่ได้เลย” เด็กหนุ่มร้องเสียงเย็น เปลี่ยนฝ่ามือเป็นกำปั้น พุ่งเข้าหาใบหน้าของหลี่ลี่
หลี่ลี่ได้แต่ถอนหายใจ มาที่สำนักกลาง เขาก็แค่อยากจะฝึกฝนให้ดี ไม่นึกว่าทั้งสองครั้งที่เข้ามา จะถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้ ทำให้ในใจของเขาลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ
“ไม่รูจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน” หลี่ลี่กล่าวเสียงเย็น เผชิญหน้ากับการปิดล้อมของคนทั้งสี่โดยไม่หวั่นไหว
เท้าก้าวออกอย่างฉับพลัน ร่างของหลี่ลี่พุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มคนนั้นราวกับพยัคฆ์ กำปั้นขวาพุ่งออก หมัดทลาย!
ในระดับสี่เหมือนกัน เด็กหนุ่มมั่นใจว่าตนเองฝึกฝนมาหลายเดือน พลังลมปราณต้องแข็งแกร่งกว่าหลี่ลี่มาก เห็นหลี่ลี่โจมตีเข้ามาโดยไม่สนใจสิ่งใด เขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนทิศทาง กำปั้นยังคงพุ่งตรงไป
ตึง!!
เสียงปะทะดังขึ้น เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่มือขวา จากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรอีก แต่ก่อนที่เขาจะร้องออกมาได้ หลี่ลี่ก็หลุดออกจากวงล้อมของคนทั้งสี่อย่างแปลกประหลาด พุ่งมาอยู่ข้างกายเขา
“จำเอาไว้ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมเป็นผู้นำ เวลาอวดอ้างทั้งหลายควรเอาไปฝึกฝนจะดีกว่า” หลี่ลี่กล่าวอย่างเยือกเย็น ไม่ได้ลงมือหนัก มือซ้ายคว้าเอวของเด็กหนุ่ม สะบัดอย่างแรง เด็กหนุ่มคนนั้นก็ถูกโยนออกไป
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนตั้งรับไม่ทัน ไม่มีใครคาดคิดว่า ในวงล้อมเช่นนั้น หลี่ลี่จะหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย ยังทำร้ายศิษย์ระดับสี่ได้อีก
“พวกเรารุมมันเลย! อย่าปล่อยให้เสียโอกาสในการขอคำชี้แนะนี้ไป” หลี่หย่งเล่อขมวดคิ้ว ตะโกนเสียงดัง
เหล่าผู้คนที่มารวมตัวกัน ล้วนมีเจตนาร้ายต่อหลี่ลี่ บัดนี้หลี่หย่งเล่อส่งเสียงเรียก พวกเขาจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป ต่างพากันรุมล้อมหลี่ลี่อย่างรวดเร็ว
ศิษย์กว่าสิบคนรุมล้อมศิษย์หนึ่งคน สำนักกลางอันแสนสงบสุข นานแล้วที่ไม่มีเรื่องตื่นเต้นเช่นนี้ ทันใดนั้นศิษย์ที่เดินผ่านไปมา ก็มีหลายคนมารวมตัวกัน ดูว่าเกิดอะไรขึ้น
หลี่ลี่จ้องมองหลี่หย่งเล่ออย่างเอาเรื่อง สองครั้งที่ถูกล้อม ล้วนเป็นฝีมือการยุแยงของเด็กคนนี้ หลี่ลี่จะไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่
คนกว่าสิบคนล้อมเข้ามา คงไม่ใช่แค่พูดคุยกันธรรมดาๆ หลี่ลี่ไม่เกรงใจอีกต่อไป บิดเอว ออกแรงที่เท้า ผสานกระบวนท่าฝ่ามือแมวป่าของวิชาหมัดแมวเข้ากับวิชาหมัดเก้าทลาย หลี่ลี่พุ่งเข้าหาหลี่หย่งเล่อเป็นคนแรก
“ไอ้หนู นรกมีจริง สวรรค์ไม่รับแล้ว” หลี่หย่งเล่อเป็นถึงระดับห้า เห็นหลี่ลี่พุ่งเข้ามาหาตน เขาก็ยิ้มเยาะ พุ่งเข้ารับมือ
สำหรับคนเจ้าเล่ห์คนนี้ หลี่ลี่รู้สึกขยะแขยงอย่างที่สุด ร้องเสียงเย็น ไม่ปรานีอีกต่อไป
การปะทะกันอย่างดุเดือด หลี่ลี่ใช้พลังของการแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับห้า เสียงดังสนั่นหวั่นไหว หลี่หย่งเล่อถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป เสียงกระดูกดังขึ้น ทุกคนรู้ดีว่าแขนของหลี่หย่งเล่อคงหักไปแล้ว
แม้จะอยู่ในระดับห้า แต่ก็ไม่อาจจะเทียบเท่าหลี่ลี่ได้ ถูกกระแทกเพียงกระบวนท่าเดียวก็กระเด็นออกไป ศิษย์คนอื่น ๆ ลังเลที่จะลงมือ
แต่หลี่ลี่ไม่ลังเล ลงมือก่อนได้เปรียบ ถูกคนพวกนี้ล้อมเอาไว้ หลี่ลี่ต้องเป็นฝ่ายคว้าโอกาสก่อน
หลี่ลี่รวบรวมพลัง ฤทธิ์เทพมังกรสวรรค์ ดึงพลังของตนออกมาอย่างเต็มที่ ใช้วิชาหมัดเก้าทลาย เสียงลมปราณคำรามต่อเนื่องไม่หยุด ในชั่วพริบตา ศิษย์กว่าสิบคนก็ถูกกระแทกกระเด็นออกไปทั้งหมด
แน่นอนว่าหลี่ลี่ยั้งมือไว้ กระดูกของศิษย์เหล่านี้ไม่ได้หัก แต่ก็ต้องบาดเจ็บภายใน มากพอที่จะทำให้พวกเขาต้องพักฟื้นหลายวัน
อื้อ!
หลี่ลี่ลงมือ ศิษย์เก่ากว่าสิบคนถูกกระแทกกระเด็นออกไป ทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนักกลางต่างพากันตะลึงงัน
ทำร้ายศิษย์เก่า อวดดี ชื่อเสียงของหลี่ลี่โด่งดังไปทั่วสำนักกลางอีกครั้ง
“พวกเจ้ายังยืนดูอะไรกัน? ไอ้หนูคนนี้เข้ามาในสำนักกลางก็มีแต่จะเป็นภัย พวกเรารุมมันเลย สั่งสอนมันสักหน่อย คนเยอะผิดคนเดียว อาจารย์คงไม่ลงโทษพวกเราหรอก” แขนหัก หลี่หย่งเล่อเจ็บจนเหงื่อเย็นไหลอาบ แต่เขาก็ถือว่าเป็นลูกผู้ชาย เจ็บปวดเช่นนี้ เขากลับไม่ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
ศิษย์สำนักกลางที่มารวมตัวกันมีไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน ได้ยินหลี่หย่งเล่อพูดเช่นนั้น ต่างพากันมองหน้ากัน
ชื่อเสียงของหลี่ลี่นั้นเลวร้าย เลื่องลือไปทั่วสำนักกลาง บัดนี้มาทำร้ายศิษย์เก่าอีก ศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักกลางจึงเกิดความคิดที่จะลงมือพร้อมกัน
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?” ขณะที่ศิษย์รอบข้างกำลังลังเล เสียงตะโกนเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง
ทุกคนรีบแยกออกจากกัน จางถงหลินเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา แต่เมื่อเห็นหลี่ลี่ยืนอยู่ตรงกลาง ศิษย์สำนักกลางกว่าสิบคนนอนอยู่บนพื้น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน หางตาเต้นตุบ ๆ
“เจ้าหนู เจ้านี่มันโด่งดังไปทั่วจนเกิดปัญหาจริง ๆ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะ ไปที่ไหนก็เป็นที่จับตามอง!” จางถงหลินได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ