เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 5 ดูดซับปราณ
บทที่ 5 ดูดซับปราณ
ในยามนี้หลี่ลี่ไม่จำเป็นต้องจุดเทียนเพื่อดูตำราแต่อย่างใด เขาอ่านเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหงในความมืด แล้วเริ่มฝึกฝนทันที
สำหรับการฝึกฝนในขั้นแรกคือการกลั่นแปลงวิญญาณยุทธ์ให้ได้เสียก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็นเก้าระดับ เรียกกันโดยทั่วไปว่า เก้าวิถีแปรผันวิญญาณยุทธ์ ได้แก่ ระดับแปรผันปราณ ระดับแปรผันโลหิต ระดับแปรผันเส้นชีพจร ระดับแปรผันกระดูก ระดับแปรผันกายเนื้อ ระดับเสริมแกร่งภายใน ระดับเสริมแกร่งวิญญาณ ระดับเสริมแกร่งกายา และระดับเสริมแกร่งจิตวิญญาณ
การฝึกฝนคือการดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลก เข้ามาสู่ทะเลปราณ*[1] แล้วแปรผันเป็นปราณยุทธ์ที่ใช้ในการต่อสู้ จากนั้นก็เสริมสร้างร่างกายและจิตวิญญาณให้แข็งแกร่ง ก่อให้เกิดเป็นทักษะการต่อสู้ที่ทรงพลังมากมาย
สำหรับการกลั่นแปรลงวิญญาณยุทธ์ขั้นแรกสุด คือระดับแปรผันปราณ โดยระดับแปรผันปราณคือการดูดซับปราณ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานแรกของการฝึกฝนสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทุกคน
เคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหงระบุไว้ว่า ก่อนอื่นต้องนั่งสมาธิให้จิตใจสงบ ตั้งสมาธิให้มั่นคง ห้าหทัยทะยานนภา*[1] จิตวิญญาณห้ามแยกออกจากปราณ และปราณห้ามแยกออกจากจิตวิญญาณ ลมหายใจต้องสัมพันธ์กัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียวโอบอุ้มซึ่งกันและกัน ไม่ฝืนและไม่ยึดติด ปล่อยวางจิตใจให้ว่างเปล่า สงบนิ่งและรับรู้ตลอดเวลา
เมื่อหลี่ลี่อ่านข้อความเหล่านี้แล้วก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
เดิมทีหลี่ลี่คิดว่าในฐานะผู้ที่ข้ามมิติมา ย่อมต้องเคยเห็นโลกมาอย่างกว้างขวาง เมื่อเริ่มฝึกฝนก็ควรจะมีพรสวรรค์เป็นพิเศษ ทว่าเพียงแค่ขั้นตอนแรกของการฝึกฝนก็ทำให้เขารู้สึกยากลำบากแล้ว
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันคือสิ่งใดกันแน่ เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย! หลี่ลี่รู้สึกมึนงงอย่างถ่องแท้
หากไม่เข้าใจในทางทฤษฎี ก็ลองปฏิบัติดู บางทีประโยคเหล่านี้อาจจะหมายถึงการจดจ่ออยู่กับสมาธิ ปรับลมหายใจให้มั่นคง
หลี่ลี่ทำความเข้าใจตามความคิดของตนเอง จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำของเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง เริ่มต้นโดยการดูดซับปราณเข้ามาที่ฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะ โดยให้ไหลเวียนไปตามเส้นปราณที่ระบุไว้ในตำราฝึกฝน จนไปถึงทะเลปราณ
เมื่อลองฝึกฝนอยู่สักพัก พบว่าการฝึกฝนนั้นราบรื่นจนเกินคาด หลี่ลี่ตั้งสมาธิ รู้สึกได้ถึงปราณเส้นบาง ๆ ไหลเข้ามาจากฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะราวกับสายน้ำค่อย ๆ ไหลมารวมกันที่ทะเลปราณ
หลังจากที่รวบรวมปราณจากทะเลปราณขึ้นมาได้เล็กน้อย หลี่ลี่ก็หยุดการฝึกฝน เขาลุกขึ้นยืน แล้วรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลงไปราวกับว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
หลี่ลี่พยายามควบคุมปราณในทะเลปราณให้ไหลไปยังฝ่ามือ ปราณนั้นเชื่องมาก และค่อย ๆ ไหลมาที่ปลายนิ้วของเขา
เมื่อมองไปที่ปลายนิ้วจากภายนอก ไม่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทว่าเขากลับสามารถรู้สึกได้ถึงปราณเส้นหนึ่งในนิ้ว
ดูเหมือนว่าหลี่ลี่จะดูดซับปราณยุทธ์ได้สำเร็จแล้ว เมื่อคิดดูแล้วการฝึกฝนก็ไม่ได้ยากเย็นมากนัก!
ความปิติเติมเต็มหัวใจของเขาเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มนั่งสมาธิอีกครั้ง แล้วก็เริ่มดูดซับปราณต่อไป
ในยามนี้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ปราณนับไม่ถ้วนถูกไหลเวียนเข้าสู่ทะเลปราณอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ค่อย ๆ รวมตัวกัน หลี่ลี่พยายามฝึกฝนตามวิธีการของตำราฝึกฝน โดยให้ปราณไหลไปยังปลายนิ้ว ทันใดนั้นบริเวณปลายนิ้วมือก็กลายเป็นสีเขียวขึ้นมาจริง ๆ
ในตำราฝึกฝนระบุไว้ว่า หากสามารถทำให้ปลายนิ้วมือกลายเป็นสีเขียวได้ แสดงว่าสามารถรวบรวมปราณยุทธ์ได้หนึ่งเส้นแล้ว ซึ่งโดยปกติแล้ว บุคคลทั่วไปจะต้องใช้เวลาประมาณแปดถึงสิบวันจึงจะทำสำเร็จ
“ไม่คิดเลยว่าข้าจะฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้!” หลี่ลี่รู้สึกประหลาดใจ เมื่อมองดูท้องฟ้าด้านนอก ในยามนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนดึกดื่นแล้ว หากยังฝึกฝนต่อไปอีก เกรงว่าจะถึงรุ่งสางพอดี
เนื่องจากเป็นการฝึกฝนครั้งแรก หลี่ลี่เกรงว่าหากฝึกฝนหนักมากเกินไปจะไม่ดี จนอาจทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้ เขาจึงหยุดฝึกฝน แล้วต้องการจะนอนหลับพักผ่อนครู่หนึ่ง
ก่อนจะนอน เขายังนึกถึงตำราวิหารแห่งราตรี จึงลุกขึ้นแล้วไปหยิบออกมาจากใต้เตียง จากนั้นจึงนอนลงบนเตียง แล้วเริ่มเปิดอ่าน…
ตัวอักษรวิหารแห่งราตรีที่พร่าเลือน เช่นเดียวกับหอคอยสองชั้นของหอประลองยุทธ์ที่ยังคงพร่ามัว ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้
หลี่ลี่ถอนหายใจ พร้อมกับใช้นิ้วมือลูบไปที่ตัวอักษรวิหารแห่งราตรี ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง แล้วใช้นิ้วกลางสัมผัสตัวอักษรวิหารแห่งราตรี ก่อนที่ตัวอักษรเหล่านั้นพลันกลายเป็นสีเขียวขึ้นมาทันที
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ปราณยุทธ์ไหลออกจากนิ้วมือของหลี่ลี่อย่างฉับพลัน แล้วก็ไหลซึมเข้าไปในตำราวิหารแห่งราตรี
เขาตกใจจนรีบชักมือกลับ ปราณยุทธ์ก็ขาดออกจากกันในทันที ในตอนนี้ปราณยุทธ์บางส่วนยังคงอยู่ในนิ้วมือของเขา ทว่าสีเขียวบนนิ้วมือกลับจางลงไปมาก หลี่ลี่รู้สึกว่าปราณยุทธ์ในนิ้วของเขาหายไปเป็นจำนวนมาก
“ที่แท้ตำราวิหารแห่งราตรีก็ต้องการดูดซับปราณยุทธ์” เขาสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตำราวิหารแห่งราตรีอย่างตั้งใจ ดูเหมือนว่าจะชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิตใจของเขาที่คิดไปเองหรือเป็นความจริงกันแน่
หลังจากคิดอยู่ครู่ใหญ่ หลี่ลี่ก็รู้สึกว่าพลังที่ตำราวิหารแห่งราตรีต้องการก็คือปราณยุทธ์… ตำราวิหารแห่งราตรีกับผู้ฝึกฝนมีความคล้ายคลึงกัน นั้นคือสามารถดูดซับปราณจากสวรรค์และโลก แล้วแปรผันให้เป็นปราณยุทธ์ได้ เช่นเดียวกับผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์
ปราณจากสวรรค์และโลกนั้นเทียบไม่ได้กับปราณยุทธ์โดยตรงเช่นนี้ หากมอบปราณยุทธ์ให้ตำราวิหารแห่งราตรีในปริมาณมากได้ ของวิเศษชิ้นนี้ก็จะใช้งานได้อีกครั้ง
เมื่อหลี่ลี่คิดได้ดังนั้น เขาขบกรามแน่น ส่งปราณยุทธ์ทั้งหมดในร่างกายเข้าไปในตำราวิหารแห่งราตรี
วิหารแห่งราตรีก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน มันดูดซับปราณยุทธ์ที่หลี่ลี่เพิ่งจะฝึกฝนมาทั้งหมดไปจนหมดสิ้น
หลี่ลี่ตรวจดูตำราวิหารแห่งราตรีอย่างละเอียด ซึ่งตัวอักษรนั้นดูชัดเจนกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย ดูเหมือนว่าปราณยุทธ์ที่ดูดซับเข้าไปนั้นมีเพียงน้อยนิด หากต้องการฟื้นฟูให้ตำราวิหารแห่งราตรีกลับมาเป็นเหมือนสภาพเดิมที่เขาเห็นในตอนแรก ก็ไม่รู้ว่าจะต้องดูดซับปราณยุทธ์เข้าไปอีกมากเพียงใด
ในยามนี้ตำราวิหารแห่งราตรียังเลือนรางมาก หลี่ลี่จึงไม่กล้าเข้าไปในตำราวิหารแห่งราตรี เพราะเขาเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้ หากเขาเข้าไปแล้วพลังของตำราวิหารแห่งราตรีเกิดหมดลง แล้วกักขังจิตวิญญาณของเขาเอาไว้ที่นั่นจะทำอย่างไร?
หลี่ลี่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝน ดังนั้นจึงควรระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า
ปราณยุทธ์ที่เขารวบรวมมาด้วยความยากลำบากกลับหายไปในพริบตา เขารู้สึกไม่เต็มใจอย่างมาก จึงเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง ครานี้ความเร็วในการดูดซับปราณจากสวรรค์และโลก แล้วแปรผันเป็นปราณยุทธ์นั้นเร็วกว่าเมื่อครู่มาก หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ปราณยุทธ์ที่หลี่ลี่สูญเสียไปก็ถูกเติมเต็มกลับคืนมา
ความเศร้าโศกแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี เขาเหลือบมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเก็บตำราวิหารแห่งราตรีไว้ใต้เตียงตามเดิม จากนั้นก็นอนหลับไป
กระทั่งรุ่งเช้า เสียงไก่ขันและเสียงนกร้องปลุกให้เขาตื่นขึ้น
หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลี่ลี่ก็หยิบตำราหมัดเก้าทลายออกมา แล้วเริ่มฝึกฝน
ในยามนี้ปราณยุทธ์ในร่างกายของเขามีเพียงเล็กน้อย จึงไม่สามารถใช้วิชายุทธ์ใดใดได้เลย การเรียนรู้กระบวนท่าต่าง ๆ ของหมัดเก้าทลายช่วยในฝึกฝนกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแกร่ง จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการฝึกฝนปราณยุทธ์เช่นกัน
เคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง เคล็ดวิชาหมัดเก้าทลาย เคล็ดวิชาดาบเก้าเงา คัมภีร์สู่วิถีโอสถ คัมภีร์สู่วิถีเยียวยา และคัมภีร์ฝึกฝนเบื้องต้น หากศึกษาตำราเหล่านี้พร้อม ๆ กันจะสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ การฝึกฝนนั้นต้องวางแผนเวลาให้ดี จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีได้
หลี่ลี่ฝึกฝนเคล็ดวิชาหมัดเก้าทลายอยู่นานราวหนึ่งชั่วยาม ก็ถึงเวลาทานอาหารแล้ว หลี่ลี่จึงไปที่โรงอาหารเพื่อทานอาหารเช้า…
วันนี้กระเพาะอาหารของเขามีความอยากอาหารมากเป็นพิเศษ หลี่ลี่กินอาหารเป็นสองเท่าจากที่เขาเคยกิน ดูเหมือนว่าจะเป็นผลมาจากการฝึกฝนปราณยุทธ์ ถึงกระนั้นเขาก็ดีใจเป็นอย่างมาก
สำหรับลูกศิษย์หกสิบคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเหอวั่น บัดนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม โดยศิษย์กลุ่มแรกเป็นบุตรหลานของผู้ฝึกยุทธ์ ที่ ณ เวลานี้พวกเขาฝึกฝนกันมาแล้วแปดวัน ศิษย์กลุ่มที่สองคือเหล่าศิษย์ที่มาจากตระกูลมั่งคั่ง ฝึกฝนมาแล้วห้าวัน ส่วนศิษย์กลุ่มที่สาม ในยามนี้มีเพียงหลี่ลี่คนเดียวเท่านั้นที่เพิ่งมาถึง
ศิษย์สองกลุ่มนี้ต่างก็พักอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว จนเริ่มรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น คนหนุ่มสาวมักจะสนิทกันได้ง่าย พวกเขาจึงกลายเป็นสหายที่สนิทกันหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นพวกพ้องไปแล้ว
ภูเขาทางด้านหลังเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝน เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เหล่าศิษย์กลับไม่ได้รีบไปฝึกฝน พวกเขามารวมตัวกันแล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกฝนซึ่งกันและกัน
หลี่ลี่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เขาอยากจะหาเรื่องคุยกับศิษย์เหล่านี้ แต่พวกเขากลับเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างหยิ่งผยอง พร้อมกับมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่สนใจที่จะพูดคุยด้วย
ดังนั้นหลี่ลี่จึงถูกเมินเฉย ได้แต่ฟังพวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนาน
“เมื่อวานนี้สวี่เถาฝึกฝนปราณยุทธ์หนึ่งเส้นได้สำเร็จแล้ว!”
เด็กหนุ่มร่างท้วมคนหนึ่งป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนคนนั้นคือตัวเขาเอง
“เว่ยเหว่ย เจ้าพูดจริงหรือ?”
ทันใดนั้น เหล่าศิษย์กลุ่มที่หนึ่งผู้ซึ่งเป็นบุตรหลานของผู้ฝึกยุทธ์ ต่างก็รุมล้อมไปรอบ ๆ สวี่เถา พวกเขาแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและอิจฉา ต่างก็ขอให้สวี่เถารีบแสดงให้ดู
สวี่เถาเป็นหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วเข้ม ตาคม หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกสง่าผ่าเผย เขาพูดอย่างหยิ่งผยองว่า “เรื่องเท่านี้เอง ความจริงแล้วข้าสามารถทำให้นิ้วมือกลายเป็นสีเขียวได้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เพียงแต่เพิ่งจะถูกเจ้าเว่ยเหว่ยปากมากเห็นเข้าเมื่อวานก็เท่านั้น”
เหล่าศิษย์บุตรหลานผู้ฝึกยุทธ์บางคนไม่เชื่อ บางคนก็แสดงความยินดี บางคนก็พยายามเอาใจ จากนั้นพวกเขาก็ขอร้องให้สวี่เถาแสดงให้ดูโดยเร็ว
สวี่เถาไม่มีทางเลือก จึงทำได้เพียงส่งปราณยุทธ์ออกมา ทันใดนั้นนิ้วก้อยข้างซ้ายของเขาก็กลายเป็นสีเขียว
[1] ทะเลปราณหรือจุดชี่ไห่ คือ จุดที่อยู่ใต้สะดือและเป็นทะเลของพลังปราณหยวน (หยวนชี่)
[2] ห้าหทัยทะยานนภา คือ ท่าห้าหัวใจหงายหรือที่เรียกว่าท่าดอกบัวคู่เป็นท่าร่างกายที่ใช้ในการฝึกลัทธิเต๋า ท่านี้เอื้อต่อการไหลของเส้นปราณที่ราบรื่นและความมั่นคงของความคิด