เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 6 ผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกฝน
บทที่ 6 ผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกฝน
เหล่าศิษย์ที่เป็นบุตรหลานของผู้ฝึกยุทธ์หลายคนต่างอุทานด้วยความตกใจ หลังจากชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็เปิดวงล้อมออก แล้วตะโกนไปยังเหล่าศิษย์ที่มาจากตระกูลมั่งคั่งอีกกลุ่มหนึ่งว่า “ใบบรรดาพวกเรามีผู้มีพรสวรรค์หนึ่งคนแล้ว ภายในสี่วันเขาฝึกฝนจนสามารถส่งปราณยุทธ์ออกมาได้หนึ่งเส้นแล้ว น่าขันที่พวกโง่เขลาเหล่านั้นทำงานหนักมาสามวัน แต่ยังไม่สามารถกลั่นปราณยุทธ์ได้เลย!”
เมื่อเหล่าศิษย์ทายาทตระกูลมั่งคั่งอีกกลุ่มหนึ่งได้ยินการยั่วยุจากฝั่งนี้ ต่างก็แสดงสีหน้าโกรธเคืองออกมาทันที เด็กหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะแล้วพูดว่า “ฮ่าฮ่า มีอันใดน่าตื่นเต้นกัน? พูดถึงผู้ที่มีพรสวรรค์ พวกเรามีตั้งสองคนที่ฝึกฝนปราณยุทธ์หนึ่งเส้นได้แล้ว”
สองหนุ่มโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับยกนิ้วก้อยขึ้นมา พบว่านิ้วของพวกเขากลายเป็นสีเขียวเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาฝึกฝนจนส่งปราณยุทธ์หนึ่งเส้นได้สำเร็จแล้ว
“ฮ่าฮ่า พวกเราเริ่มฝึกฝนช้ากว่าพวกเจ้าตั้งสามวัน แต่พวกเจ้ากลับมีผู้ที่ฝึกฝนจนส่งปราณยุทธ์ออกมาได้น้อยกว่าพวกเราเสียอีก พึ่งพาชาติตระกูลไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด? บิดาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ บุตรชายก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์งั้นหรือ?”
“คนเกียจคร้านที่ไม่เคยทำอะไรเลยเช่นพวกเจ้า จะรู้อะไรเกี่ยวกับความยากลำบาก กลับไปเป็นคุณชายที่บ้านเถิด!!”
…
เหล่าศิษย์ทายาทตระกูลมั่งคั่งที่ทำงานรับใช้มาเป็นเวลาสามวัน ต่างรู้สึกอับอาย เมื่อถูกผู้อื่นเยาะเย้ย พวกเขาจึงไม่ยอมแพ้ คิดหาวิธีตอบโต้ด้วยคำพูดที่รุนแรง
สวี่เถาเห็นว่าฝ่ายตัวเองกำลังเสียเปรียบ ทุกคนสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาว่า “หึ! แล้วพวกเจ้าที่ซื้อโอสถบำรุงปราณมาสองเม็ดนั้นมีประโยชน์อย่างไรเล่า? อย่างไรเสีย พวกเจ้าก็ไม่ได้ฝึกฝนด้วยตนเอง พวกเจ้าคิดจะพึ่งพาเงินทองและโอสถไปตลอดชีวิตหรือ? ในอีกสองวันข้างหน้าก็จะถึงวันเปิดเรียน เมื่อนั้นมาดูกันว่าผู้ใดจะสามารถ แย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าชั้นมาได้ ค่อยมาดูกันว่าพวกเจ้ามีฝีมืออะไรมาสู้กับข้า!!”
สวี่เถาพูดจบก็จากไปอย่างหยิ่งผยอง มุ่งหน้าไปยังป่าหลังภูเขาเพื่อหาที่เงียบสงบในการฝึกฝน
เหล่าศิษย์บุตรหลานผู้ฝึกยุทธ์ที่เหลือ เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว จึงตะโกนด่าทอทันที “ที่แท้ก็ซื้อโอสถมากินนี่เอง นั่นนับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างไร? พวกเจ้ายังต้องหวังพึ่งเงินของตระกูลอยู่ดี ถ้ามีฝีมือก็ฝึกฝนด้วยตนเองสิ!”
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็โต้เถียงกันอยู่พักหนึ่ง ต่างก็หน้าแดงด้วยความโกรธ ท้ายที่สุดก็แยกย้ายกันไปด้วยความโกรธแค้น ดูท่าวันเปิดเรียนคงจะมีศึกหนักในการแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าชั้น
ศิษย์ทั้งหกสิบคนจะถูกจัดอยู่ในชั้นเรียนเอก โดยจะมีหัวหน้าชั้นเรียกว่า หัวหน้าชั้นเอก ศิษย์แต่ละคนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นหินวิญญาณสามก้อนต่อเดือน ส่วนหัวหน้าชั้นนอกจากจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มอีกหนึ่งก้อนต่อเดือนแล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษมากมายในการรับภารกิจ รวมถึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับอาจารย์มากขึ้นขึ้นด้วย เรียกได้ว่าได้เปรียบกว่าผู้อื่นมาก
นอกจากนี้ หัวหน้าชั้นเอกยังมีอำนาจในการสั่งการศิษย์คนอื่น ๆ ได้ด้วย ทว่าทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจและความสามารถของตนเอง และยังมีศิษย์ที่พรสวรรค์บางคนที่มุ่งมั่นฝึกฝนอย่างเดียว ไม่อยากถูกรบกวนด้วยเรื่องไร้สาระ จึงไม่ยอมเป็นหัวหน้าชั้นเอก และหัวหน้าชั้นเอกก็ไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้เช่นกัน
หลี่ลี่พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาครุ่นคิดว่าเรื่องเช่นนี้ก็เหมือนกับเมื่อครั้งที่เขาเรียนหนังสือในชาติที่แล้ว แม้แต่ในหมู่นักเรียนก็ยังมีเรื่องขัดแย้งกันได้
ชายหนุ่มเหลือบมองดูนิ้วมือของตนเอง ตัดสินใจว่าจะไม่ไปแย่งชิงกับพวกเขาเหล่านั้น การฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียรต่างหากที่สำคัญกว่า
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เขาเดินตามทางขึ้นเขาไปจนถึงกลางเขา แล้วพบกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ดูเงียบสงบ ยามที่มั่นใจว่าบริเวณนี้ไม่มีใครอื่นอีก จึงวางห่อผ้าที่แบกมาลงบนพื้น แล้วนั่งลงฝึกฝนทันที
การเดินจากกลางเขากลับไปที่โรงอาหารของสำนักใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป ซึ่งเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยทั่วไปเหล่าศิษย์จะพกอาหารติดตัวมาด้วย แล้วหาที่กินกันเองบนเขา ส่วนในห่อผ้าของหลี่ลี่นั้น นอกจากอาหารแล้วก็ยังมีตำราลับอยู่หกเล่ม
สภาพแวดล้อมบนเขานั้นดีกว่าในห้องของหลี่ลี่มาก การฝึกฝนที่นี่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น บนยอดเขายังมีเรือนฝึกฝนอยู่หลายหลัง ซึ่งมีต้นไม้วิญญาณอยู่ เอื้อต่อการฝึกฝนมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับศิษย์ใหม่อย่างเขาแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เข้าไป
หลี่ลี่หยิบเอาตำราคู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับการรักษาและตำราความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฝึกฝนออกมาอ่าน
ตำราสองเล่มนี้มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนมาก ยกตัวอย่างเช่น ในตำราความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฝึกฝนได้เขียนไว้ว่าการนำอาหารติดตัวขึ้นเขามาด้วยจะช่วยประหยัดเวลาในการฝึกฝน รวมถึงยังมีเรื่องของระยะเวลาที่เหมาะสมในการฝึกฝนแต่ละครั้งอีกด้วย
สำหรับตำราคู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับการรักษายิ่งเป็นตำราที่ต้องอ่าน เพราะในนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการรักษาอาการบาดเจ็บ วิธีป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงจากการบาดเจ็บ และเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการรักษาโรคอีกมากมาย
เขาอ่านตำราอย่างมีความสุข หลี่ลี่คิดว่าถ้าหากเขาฝึกฝนไม่สำเร็จ การเป็นหมอก็ไม่เลว แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะล้มเลิกการฝึกฝน เพียงแค่เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาเฉย ๆ เท่านั้น
หลังจากอ่านตำรามานานกว่าครึ่งชั่วยาม หลี่ลี่ก็หยิบเอาตำราคู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับวิถีแห่งโอสถขึ้นมาอ่านดู แล้วพบคำอธิบายเกี่ยวกับโอสถบำรุงปราณ ซึ่งในตำราระบุไว้ว่า เมื่อกินเข้าไปแล้วจะสามารถดูดซับปราณได้ในปริมาณมาก ถือเป็นโอสถที่ช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝน
การพึ่งพาโอสถไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องใช้เงินอีกด้วย แม้ในยามนี้เขาจะมีหินวิญญาณอยู่แปดก้อน แต่ในวันข้างหน้าเขายังต้องใช้ประโยชน์อีกมาก ซึ่งในยามนี้เขาฝึกฝนได้เร็วมากอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องซื้อโอสถบำรุงปราณ
หลังจากอ่านตำราคู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับวิถีแห่งโอสถอยู่พักหนึ่ง เขาก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง
ในการฝึกฝนครั้งนี้ ปราณยุทธ์ไหลเวียนเข้าสู่จุดรวมพลังทั้งห้าอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไปรวมกันที่ทะเลปราณ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ทั้งที่ในตำราความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฝึกฝนระบุไว้ว่าถ้ารู้สึกเหนื่อยล้าก็ควรหยุดฝึกฝน
ปราณยุทธ์ในทะเลปราณดูเหมือนจะควบแน่นเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ หลี่ลี่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เมื่อปราณยุทธ์ก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน หลี่ลี่จึงหยุดฝึกฝน แล้วลืมตาขึ้น
บัดนี้ตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ดูท่าอีกไม่นานก็คงจะมืดแล้ว
“อ่า ไม่คิดเลยว่าจะฝึกฝนไปนานขนาดนี้!”
หลี่ลี่รู้สึกประหลาดใจมาก แต่อย่างไรก็ตามอาหารกลางวันของเขาก็ยังเหลืออยู่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปกินข้าวที่โรงอาหาร
เขาควบคุมปราณยุทธ์ในทะเลปราณให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณจนถึงแขน จากนั้นจึงไปรวมกันที่นิ้วมือข้างขวา
ทันใดนั้นปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น นิ้วมือขวาทั้งห้านิ้วกลายเป็นสีเขียว มือขวาของหลี่ลี่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลัง
ด้วยความตื่นเต้นและสงสัย เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วออกแรงบีบ ก้อนหินก็แตกเป็นผุยผง
“โอ้โห สุดยอดไปเลย!”
เพื่อทดสอบพลังเพิ่มเติม หลี่ลี่ชกหมัดไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างแรง ทันใดนั้นต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้สองคนโอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบไม้นับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา
หลี่ลี่เพิ่งได้รู้ว่าปราณยุทธ์นั้นทรงพลังขนาดไหน ถ้าเป็นคนธรรมดาต่อให้ใช้แรงทั้งหมดทุบต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ มือคงหักไปแล้ว เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง และกำลังครุ่นคิดว่า การฝึกฝนของเขานั้นเร็วมาก เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์อันล้ำเลิศเลยทีเดียว
ในตำราความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการฝึกฝน ระบุไว้ว่าโดยปกติแล้วคนทั่วไปที่ฝึกเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหงจะต้องใช้เวลายี่สิบกว่าวัน ถึงจะควบแน่นปราณยุทธ์ได้ห้าเส้นและทำให้นิ้วทั้งห้าเป็นสีเขียวได้ ไม่น่าเชื่อว่าหลี่ลี่จะทำได้ภายในวันเดียว
“หรือว่าข้าจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกฝน?”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าทุกคนก็น่าจะมีศักยภาพไม่ต่างกันมาก เหล่าศิษย์บุตรหลานของผู้ฝึกยุทธ์ก็ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาอย่างดี ส่วนเหล่าศิษย์ที่มาจากตระกูลมั่งคั่งก็อาศัยโอสถในการฝึกฝน พวกเขาต่างก็มีข้อดีแตกต่างกันไป แล้วเหตุใดเขาถึงฝึกฝนได้เร็วถึงขนาดนี้? หรือว่าเขาจะมีพรสวรรค์จริง ๆ?
ทันใดนั้น… หลี่ลี่ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเป็นเพราะผลจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่งอย่างแน่นอน
เมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่ง เขาก็ลองฝึกฝนทันที หลังจากไม่ได้เข้าไปในตำราวิหารแห่งราตรีก็ผ่านมาสี่ห้าวันแล้วที่หลี่ลี่ไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้
การฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่งในครานี้ กลับเป็นไปอย่างราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ ปราณยุทธ์ไหลเวียนไปตามจุดชีพจรและเส้นลมปราณ ขณะนั้นปราณยุทธ์เส้นหนึ่งไหลเวียนรอบดวงตาของเขาอย่างช้า ๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
หลังจากฝึกฝนเสร็จ ดวงตาของเขาก็ดูเหมือนจะเฉียบคมขึ้นอีกเล็กน้อย
ในที่สุดหลี่ลี่ก็เข้าใจแล้วว่าวิชาเหล่านี้ล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อนหน้านี้เขาไม่มีปราณยุทธ์จึงไม่สามารถฝึกฝนวิชาแห่งราตรีหนึ่งข้างนอกได้ ทว่าบัดนี้เขามีปราณยุทธ์ในร่างกายแล้ว จึงสามารถฝึกฝนได้
การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานทำให้ตอนนี้หลี่ลี่รู้สึกหิวมาก เขาจึงกินอาหารที่เตรียมมาจนหมด จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักข้างล่าง
เมื่อกลับมาถึงหอพัก ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เขาปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย แล้วแอบหยิบตำราวิหารแห่งราตรีออกมา จากนั้นเขาใช้นิ้วมือสัมผัสกับตำรา ครู่ต่อมา… นิ้วทั้งห้าก็กลายเป็นสีเขียว
ปราณยุทธ์ค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ตำราวิหารแห่งราตรี จนกระทั่งปราณยุทธ์ทั้งหมดหายไป เขาจึงหยุดมือ
ในยามนี้ตำราวิหารแห่งราตรีชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าวันนี้จะดูดซับปราณยุทธ์ไปได้มาก ถึงขนาดที่มองเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนขนาดนี้
หลี่ลี่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ แต่แล้วเขาก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เนื่องจากสูญเสียปราณยุทธ์ไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เส้นลมปราณและกระดูกฝ่อลงเล็กน้อย เป็นเหตุให้รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
เขารีบเก็บตำราวิหารแห่งราตรี แล้วเริ่มนั่งสมาธิดูดซับพลังปราณใหม่
ไม่นาน กระแสลมปราณก็ไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว เมื่อหลี่ลี่รู้สึกได้ถึงลมปราณที่ก่อตัวขึ้นในทะเลปราณ เขาก็จึงหยุดฝึกฝน
เมื่อหลี่ลี่เริ่มควบคุมปราณยุทธ์ในร่างกายได้แล้ว นิ้วมือขวาทั้งห้าของเขาก็เปล่งแสงสีเขียวออกมาในความมืด ปราณยุทธ์ที่สูญเสียไปเมื่อครู่กลับคืนมาแล้ว
หลี่ลี่ไม่ได้เสียหายอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังได้เติมเต็มพลังให้กับตำราวิหารแห่งราตรีอีกด้วย ทำให้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หลี่ลี่เปิดประตูห้อง แล้วก้าวออกไป มองดูดวงดาวบนท้องฟ้า ขณะนี้น่าจะยามอิ๋นแล้ว*[1] ยังมีเวลาให้เขาได้นอนอีกหนึ่งชั่วยาม เขาเหยียดแขนและขาออก แล้วกลับเข้าห้องไปนอน
[1] ยามอิ๋น เริ่มนับตั้งแต่เวลา 03.00 – 05.00 น.