เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ - ตอนที่ 623 ภาคการแตูนแห่งชาติ 23 เจ๊หร่านนัด บรรณาธิการกินหม้อไฟ พบกัน
- Home
- เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ
- ตอนที่ 623 ภาคการแตูนแห่งชาติ 23 เจ๊หร่านนัด บรรณาธิการกินหม้อไฟ พบกัน
ในขณะเดียวกัน สุสานของมู่จงหยวน
เวลาสิบโมง นายท่านมู่และคนอื่นๆ ก็มาถึงกันแล้ว
มู่จงซีและคนสําคัญของตระกูลมู่ก็อยู่ที่นี่ แต่มู่จื่อหนิงไม่ อยู่
“วันนี้จื่อหนิงไปคุยงานสําคัญ” มู่จงซีอธิบายให้นาย ท่านมู่ฟใง “คงกลับมาไม่ทัน”
มู่จื่อหนิงงานเยอะตลอดเวลา นายท่านมู่จึงไม่ได้แปลก ใจอะไร แค่ผงกหัว “ไม่เป็นไร”
เมื่อเขาหมุนตัวเตรียมจะไปก็พบว่ามู่หนานยังยืนอยู่ริม ถนน รูปร่างสง่าผ่าเผยมองไปทางสี่แยกทางฝใ่งซ้ายมือ
“เสี่ยวหนาน?” นายท่านมู่ชะงักก่อนจะถามด้วยความ อ่อนโยน “ทําไมไม่ขึ้นไปล่ะ?”
เขาคิดว่ามู่หนานไม่กล้าขึ้นไปเพราะประหม่า
“ผมรอแม่ผมมา” เมื่อพูดถึงหนิงเวย สีหน้ามู่หนานก็ดี ขึ้นมา เขาก้มหน้าดูเวลาในโทรศัพทแ “เธอใกล้จะถึงแล้ว อีก สองนาที”
“แม่คุณ?” พ่อบ้านมู่ผงะเมื่อได้ยินดังนี้ “คุณแม่ของคุณ มายังไงครับ?”
คนอื่นในตระกูลมู่ก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ
ช่วงนี้มีการประชุมสุดยอด จึงมีการจํากัดเที่ยวบิน คน ส่วนใหญ่ต่างก็ได้ยินมู่หนานคุยโทรศัพทแกับแม่ตั้งแต่เมื่อคืน แล้ว อีกฝุายยังอยู่เมืองหลวง
เมื่อคืนหลังจากมู่หนานกลับไป นายท่านมู่ยังพูดเรื่องห นิงเวยต่ออีกหน่อย
สองวันที่ผ่านมา นับวันคนตระกูลมู่ก็ยิ่งไม่กล้าดูถูกมู่ หนาน แต่พวกเขายังจําเรื่องหนิงเวยได้
จะมาเวลานี้ได้อย่างไร?
“ได้ตั๋วพอดีน่ะ” มู่หนานได้ยินก็นิ่งไปสักพักก่อนจะเอ่ย ขณะที่เขากําลังพูด บริเวณสี่แยกก็มีรถตู้คันหนึ่งค่อยๆ ขับมา ทางนี้ “เธอมาแล้ว”
จนกระทั่งเห็นหนิงเวยลงจากรถ คนตระกูลมู่ก็ถึงจะเชื่อ
เพียงแต่รู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ
ในบรรดาคนตระกูลมู่เหล่านี้มีไม่กี่คนที่รู้จักหนิงเวย เป็น การพบกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปสิบกว่าปี พวกเขาจึงไม่ได้ คุยอะไรกันมากนัก
นายท่านมู่สังเกตเห็นว่าหนิงเวยยังแข็งแรงดี เขา ทักทายหนิงเวยและขึ้นบันไดไปอย่างเงียบๆ
มีเพียงนักวางแผนตระกูลมู่เท่านั้นที่มองไปยังรถคันที่ห นิงเวยนั่งมา
“คุณมองอะไร?” คนข้างๆ ถาม
นักวางแผนชะงักพร้อมกับพูดด้วยความลังเล “คุณดูซิว่า รถคันนั้นเหมือนรถของตระกูลหลิ่วไหม?”
ทะเบียนรถของตระกูลใหญ่ในเซี่ยงไฮ้มีปูายทะเบียน พิเศษ
ปูายทะเบียนรถของตระกูลหลิ่วมีลักษณะเด่นชัดและ ค่อนข้างโอ้อวด จึงจําได้ง่าย
“ที่คุณพูดก็เหมือนอยู่นะ” ทันทีที่นักวางแผนพูดออกมา คนคนนั้นก็นิ่งไปเล็กน้อย “เลขสี่ตัวหน้าเหมือน…”
ทั้งสองมองหน้ากันพลางคิดปะติดปะต่อถึงเรื่องที่เมื่อ คืนหนิงเวยยังอยู่เมืองหลวงแล้วมาถึงเซี่ยงไฮ้ในเวลานี้ ทั้งยัง เป็นช่วงการประชุมสุดยอด ทั้งสองส่งสายตามองหน้ากันด้วย ความตกใจ…
**
ฉินหร่านออกจากบ้านตระกูลหลิ่วมาแล้วก็ไม่ได้รีบ กลับไปหากู้ซีฉือในทันที
แต่หาร้านขนมที่อยู่ใกล้ๆ
เธอเป็นคนไม่ชอบกินของที่มีรสหวานหรือเผ็ด แต่ช่วงนี้ กลับรู้สึกชอบของหวานขึ้นมาหน่อยๆ เฉิงเจวี้ยนอยู่ห่างจากที่นี่ไปสองถนน ถนนเส้นนี้ยังใช้ได้ ทว่าถนนข้างๆ ถูกปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉินหร่านถือช้อนในขณะที่ถือโทรศัพทแไปด้วย หน้าโทรศัพทแแสดงบทสนทนาที่คุยกับเหยียนซี—— (ท่านเทพ พรุ่งนี้ผมว่าง พวกเราไปกินหม้อไฟด้วยกัน ไหม? พอดีว่าผมจะให้คุณช่วยดูเพลงใหม่ของผมด้วย) พอพูดถึงหม้อไฟ ฉินหร่านก็ย่นคิ้ว เธอไม่ได้ปฏิเสธเหยียนซี แค่ตอบกลับไปว่า “ตกลง” ตรงข้ามฉินหร่านยังมีหัวหน้าฉินที่สวมแว่นตากรอบทอง นั่งอยู่ เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาให้ฉินหร่าน “คุณหนู
ครับ นี่คือสัญญาที่ผมจะเซ็นกับเอ็กซแตรีมคอมิกสแตอนบ่าย คุณลองอ่านดูสิครับ”
หลักๆ แล้วฉินหร่านเป็นผู้ชักใยเรื่องเอ็กซแตรีมคอมิกสแอยู่ เบื้องหลัง หลังจากทําสัญญาเสร็จ ลู่จือสิงก็ให้ชายวัย กลางคนรับหน้าที่นํามาให้ฉินหร่านอ่านด้วยตัวเอง
ฉินหร่านกินเค้กไปหนึ่งคําก็วางโทรศัพทแลง เธอยื่นมือรับ สัญญามา
เอกสารสัญญาของบริษัทตระกูลฉินมีความเป็นมืออาชีพ มาโดยตลอด เนื้อหาใกล้เคียงกับที่ฉินหร่านได้อธิบายไว้มาก ทั้งยังเสริมข้อกฎหมายที่ฉินหร่านไม่ได้สนใจไว้ด้วย “มีโควตา ทดสอบระบบแค่คนเดียว?”
หลังจากอ่านข้อสุดท้ายเสร็จ ฉินหร่านก็นิ่งไปเล็กน้อย
“นี่คือข้อเรียกร้องของคุณชายหกครับ” หัวหน้าฉินพูด มาถึงตรงนี้ก็เหลือบมองฉินหร่าน “คุณหนู ช่วงนี้คุณวาด การแตูนอยู่ใช่ไหมครับ?”
“อือ” ฉินหร่านพยักหน้าโดยไม่มีความทุกขแใจใดๆ
หัวหน้าฉินพูด “อเอ” เพียงคําเดียว เขาพอจะเข้าใจ เหตุผลที่ลู่จือสิงทําอะไรฉินหร่านไม่ได้
มีคนต่อหลายคนจากแผนกเขียนโปรแกรมของบริษัทมา เพราะเทพPคนนี้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยพบเธอเลย
จึงไม่น่าแปลกใจที่ลู่จือสิงไม่ชอบคุยกับคนเหล่านั้น
มิฉะนั้นเวลาที่คุยกัน พวกเขาก็เอาแต่ถามว่าเทพPไป ไหนแล้ว ลู่จือสิงจะพูดอะไรได้ บอกว่าฉินหร่านไป ห้องปฏิบัติการแล้ว หรือหนีไปวาดการแตูนแล้ว ? ?
“จริงสิครับ นี่เป็นสัญญาทดลองสําหรับหนังสือการแตูน ของคุณ คุณเซ็นก่อนสิครับ” หัวหน้าฉินหยิบสัญญาอีกฉบับ ออกมา จากนั้นก็ยื่นปากกาให้ฉินหร่าน “ข่าวบริษัทตระกูล ฉินร่วมมือกับตระกูลมั่วน่าจะออกช่วงบ่าย”
ฉินหร่านอ่านเสร็จก็เซ็นชื่อตัวเอง
ทั้งฉบับจริงและสําเนา
“ผมจะนําสัญญาสองฉบับนี้ไปที่เอ็กซแตรีมคอมิกสแ ถ้า พวกเขาประทับตราแล้ว ผมจะส่งให้คุณหนึ่งฉบับ ไว้พรุ่งนี้ผม ติดต่อคุณไปอีกทีนะครับ” หัวหน้าฉินเห็นฉินหร่านเซ็น สัญญาเสร็จก็เก็บสัญญาพร้อมกับบอกลาฉินหร่าน
พอออกจากประตูและนั่งบนรถ เขาก็ต่อสายหาลู่จือสิง
รายงานอาการฉินหร่านตามที่เห็นวันนี้
**
เอ็กซแตรีมคอมิกสแ
มั่วจือไหวกําลังอยู่ในห้องทํางาน เขาให้คนไปสืบเรื่อง บรรณาธิการเสิ่นแล้ว
ในบริษัทแทบจะไม่มีความลับ ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันมั่วจือ ไหวก็พบว่าบรรณาธิการเสิ่นและบรรณาธิการหลิ่วมี ความแค้นกันอยู่
เลขายืนอยู่ข้างๆ เขา รายงานให้เขาฟใง “พวกเขามี ความแค้นส่วนตัว บรรณาธิการหลิ่วเป็นคนกว้างขวาง อันที่ จริงถ้าให้ตะเกียงวิเศษไปอยู่กับบรรณาธิการหลิ่วคงไปได้ไกล กว่านี้ ส่วนบรรณาธิการเสิ่น…เขายื่นเรื่องย้ายไปอีกสาขาด้วย ความสมัครใจแล้วครับ ออกวันพรุ่งนี้”
จากบรรณาธิการหลักไปเป็นผู้ช่วย
“คุณออกไปก่อน” พอฟใงจบมั่วจือไหวก็กลืนน้ําลาย เขา โบกมือให้เลขาออกไป พอห้องทํางานไม่มีใครแล้ว เขาก็หยิบโทรศัพทแออกมา เปิดรูปโปรไฟลแตะเกียงวิเศษจากรายชื่อเพื่อนสนิท เขานิ่งไปสักพัก ไม่รู้จะพูดอะไรอยู่นาน เขาเองก็ไม่มีวิธีจัดการเรื่องบรรณาธิการเสิ่น เขาไม่รู้ว่า บรรณาธิการสองคนนี้ขัดแย้งกันเรื่องอะไร แต่บรรณาธิการ เสิ่นเป็นคนยื่นเอกสารย้ายออกไปเอง การโยกย้ายตําแหน่งบรรณาธิการนี้ยังกวนใจมั่วจือไหว แต่มั่วจือไหวเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ง่ายๆ หลังจากนั้นสักพัก มั่วจือไหวก็กดโทรศัพทแส่งข้อความให้ ฉินหร่าน
พอเขาส่งไปแล้วก็ยืนอยู่ในห้องทํางานเงียบๆ อยู่นาน จนกระทั่งมีคนเคาะประตูมาจากด้านนอก บอกว่าคนจาก บริษัทตระกูลฉินมาแล้ว
“คนตระกูลฉิน?” มั่วจือไหวเรียกสติพร้อมกับจัดแจง เสื้อผ้า “พาฉันไป”
รากฐานตระกูลฉินอยู่ในเมืองหลวง ตระกูลมั่วไม่ได้คบ ค้าสมาคมกับตระกูลฉิน แต่พักหลังตระกูลฉินมีชื่อเสียงเป็น วงกว้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข่าวลือในวงสังคมที่เป็นที่พูดถึงกันมา เป็นเวลานาน นอกจากนี้สี่ตระกูลหลักในเมืองหลวงยังมี เส้นทางธุรกิจในรัฐMกันเกือบทุกตระกูล
ตอนแรกที่ตระกูลฉินเรียกเขามาร่วมงาน มั่วจือไหวก็ยัง ไม่อยากจะเชื่อ
เพราะถึงอย่างไรตระกูลมั่วก็ยังไม่เคยร่วมมือกับตระกูล ฉินมาก่อน จนกระทั่งหัวหน้าฉินโทรมาหาเขา มั่วจือไหวถึงได้เชื่อ เขาขึ้นลิฟตแลงไปชั้นล่างและเจอกับหัวหน้าฉินที่บริเวณ ทางเดินเข้าพอดี “หัวหน้าฉิน” มั่วจือไหวสวมสูทสีดํา รูปร่างสูงใหญ่รูป งาม ดูสุภาพมาก เขาทักทายหัวหน้าฉินอย่างมีมารยาท ขณะนี้หัวหน้าฉินไม่ได้เป็นคนขี้บ่นเหมือนตอนที่อยู่ต่อ หน้าฉินหร่านอีก เขาวางท่าเคร่งขรึมและพยักหน้าให้มั่วจือ ไหวด้วยท่าทางจริงจัง ทั้งสองเข้าไปเจรจาความร่วมมือในห้องประชุม
ที่ฝุายบรรณาธิการ มู่จื่อหนิง บรรณาธิการหลิ่ว และ บรรณาธิการเสิ่นรวมถึงคนอื่นๆ ที่เพิ่งกลับมาเห็นฉากนี้เข้า พอดี
มองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาเห็นหน้าค่าตาหัวหน้าฉินแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
“คนเมื่อกี้เป็นใคร? เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคุณชายมั่วยํา เกรงคนอื่นแบบนี้”
“ไม่รู้สิ เหมือนจะแซ่ฉินนะ ในเซี่ยงไฮ้มีตระกูลนี้ด้วย เหรอ?”
“พวกคุณคงไม่ได้ลืมข่าวลือภายในบริษัทไปแล้วหรอก นะ? นี่คือตระกูลชั้นนําในเมืองหลวงที่จะมาร่วมมือกับเรา…”
“……”
พวกเขาเกาะกลุ่มสนทนา
นักเขียนชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ มู่จื่อหนิงยิ้มและมองไป ทางมู่จื่อหนิง “น่าจะเป็นโควตาทดสอบระบบเพียงหนึ่งเดียว น่ะ การแตูนของคุณชายมั่วดัดแปลงเป็นละครทีวีไปแล้ว แล้ว ยังได้ดาราดังเป็นนักแสดงหลักอีกด้วย เขาคงไม่สนใจการ ทดสอบระบบนี้หรอก คงเป็นเธอแน่ๆ”
“ก็ไม่แน่” มู่จื่อหนิงหัวเราะพลางพูดถ่อมตัว “บริษัทยัง มีนักเขียนเก่งๆ อีกตั้งหลายคน อย่างพวกตะเกียงวิเศษ”
“เธอทําไม่ได้หรอก” ช่วงนี้ในบริษัทมีข่าวลือเกี่ยวกับ ตะเกียงวิเศษมากมาย “ผลงานของเธอยังมีไม่มาก จื่อหนิง ฉันคงต้องแสดงความยินดีล่วงหน้ากับเธอแล้ว”
โปรเจกตแของตระกูลฉินไม่ได้เป็นโปรเจกตแเล็กๆ
เพราะการร่วมมือของบริษัทสองตระกูล หนึ่งคือตระกูล อันดับหนึ่งอันดับสองของเซี่ยงไฮ้ อีกหนึ่งก็เป็นตระกูลชั้นนํา ที่สถานะสูงกว่าตระกูลมั่ว
ความร่วมมือทั้งสองก็เพียงพอที่ทําให้ทั้งวงการ สั่นสะเทือนได้
มู่จื่อหนิงยิ้มและไม่ได้พูดต่อ
ไม่ไกลออกไป บรรณาธิการเสิ่นก็ได้ยินประโยคนี้ เขา ชะงักและไม่ได้พูดอะไร แน่นอนว่าตะเกียงวิเศษชั่วโมงบินไม่ เท่ามู่จื่อหนิง อันที่จริงถ้าจะมอบโปรเจกตแนี้ให้มู่จื่อหนิงก็ไม่ นับว่าน่าแปลกใจอะไร
คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วที่เอ้อระเหยลอยชายมาตลอด มองมู่จื่อหนิง “เดี๋ยวเราลองไปถามคุณชายสามตระกูลมั่วดู หน่อย”
ขณะที่พูดก็ดูโทรศัพทแไปด้วย
ในโทรศัพทแมีข้อความวีแชทเข้ามาพอดี สีหน้าคุณชายสี่ ตระกูลหลิ่วเข้มขึ้นมาในพริบตา
“มีอะไรคะ?” มู่จื่อหนิงสังเกตเห็นสีหน้าของเขา
คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วไม่พูดอะไร เขาแค่เดินไปตรงหน้า บรรณาธิการเสิ่นพลางหัวเราะเยาะ “บรรณาธิการเสิ่น คุณนี่ เก่งจริงๆ”
บรรณาธิการเสิ่นที่กําลังจะกลับได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “บรรณาธิการหลิ่ว คุณจะพูดอะไรก็พูดให้มันดีดี อย่ามา พูดจาประชดประชันกันแบบนี้”
“ตีสองหน้า คุณทําได้ดีจริงๆ” คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วมอง เขา สายเฉียบคมขึ้นมาเล็กน้อย “คุณกําลังจะแย่งคนกับผม
ใช่ไหมล่ะ ได้ ผมจะคอยดูซิว่าคุณจะพาเธอไปถึงจุดสูงสุดได้ ยังไง บรรณาธิการเสิ่น คอยดูเถอะ!”
เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก หลังจากพูดจบก็เดินกลับไป ที่ห้องทํางาน
มู่จื่อหนิงมองทั้งสอง เลิกคิ้วเล็กน้อยและตาม บรรณาธิการหลิ่วไป
ตอนที่เข้าไปในห้องทํางาน บรรณาธิการหลิ่วก็อารมณแ เสียมาก
แม้เขาจะเป็นลูกนอกสมรส แต่เนื่องจากเถ้าแก่หลิ่ว ยอมรับเขา เขาจึงนับว่าเป็นอหังการน้อยในเซี่ยงไฮ้ คุณชายสี่ ตระกูลหลิ่วเองก็รู้ว่าใครแหย่ได้ใครแหย่ไม่ได้
ตอนที่ทํางานบรรณาธิการในช่วงแรกๆ ตระกูลหลิ่วก็อยู่ ในช่วงเปลี่ยนแปลงอํานาจ เขาผู้ดํารงชีวิตอยู่ในรอยแยกจึง ไม่ได้สร้างปใญหาอะไรมากนัก
ตอนนี้ตระกูลหลิ่วมั่นคงแล้ว หลิ่วเซียวก็ไม่ค่อยสนใจเขา ดังนั้นการที่คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วจะจัดการบรรณาธิการเสิ่น ย่อมไม่มีใครกล้าพูดอะไร
คนกลุ่มไหนในเซี่ยงไฮ้ที่แหย่ไม่ได้ เขามีรายชื่ออยู่ในมือ หมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าบรรณาธิการเสิ่นไม่ได้เป็นหนึ่งใน รายชื่อของเขา
“มีอะไรถึงโมโหได้แบบนี้?” มู่จื่อหนิงมองคุณชายสี่ ตระกูลหลิ่ว ส่วนตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วกัดบุหรี่ หน้าตาอึมครึม “แค่คน สองคนที่ตาต่ํา”
**
นอกฝุายบรรณาธิการ ผู้ช่วยเฉาที่สวมรองเท้าส้นสูงเดิน มา
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” บรรณาธิการเสิ่นมองเธอด้วย ความร้อนใจ
“ตะเกียงวิเศษของพวกคุณ” ผู้ช่วยเฉามองบรรณาธิการ เสิ่นด้วยความสับสน “ฉันได้ยินคนในแผนกบรรณาธิการหลิ่ว บอกมาว่า ตะเกียงวิเศษแจ้งกับบรรณาธิการหลิ่วด้วยตัวเอง ว่าเธอจะอยู่สังกัดของคุณเท่านั้น บรรณาธิการหลิ่วเคยถูกคน เมินแบบนี้ที่ไหนกัน?”
“อะไรนะ?” เมื่อได้ยินดังนั้นบรรณาธิการเสิ่นก็ลุกขึ้น ทันที เขาเดินไปเดินมาในห้องทํางานด้วยอารมณแที่ซับซ้อน นั่นเป็นเรื่องโกหก มุมปากกระตุก “ตะเกียงวิเศษนี่…”
“เธอคงรักคุณจริงๆ” ผู้ช่วยเฉานิ่งไปสักพัก “คุณซาบซึ้ง ไหมล่ะ?”
หลังจากคิดดูอีกที เธอก็ถามว่า “เธอ…อายุเท่าไหร่กัน แน่?”
“คุณคิดไร้สาระอะไรกันเนี่ย?” บรรณาธิการเสิ่นปราย ตามองเธอพลางขมวดคิ้ว
ผู้ช่วยเฉาพยักหน้า ควบคุมความคิดในใจ “ไว้ค่อยคุย เรื่องนี้กันทีหลัง” เธอทําหน้าจริงจัง ลดเสียงพูด “ฉันได้ยิน คนของบรรณาธิการหลิ่วบอกว่ามู่จื่อหนิงเรียกบรรณาธิการ หลิ่วว่าคุณชายสี่”
“แซ่หลิ่วในเซี่ยงไฮ้ คนที่สามารถทําให้มู่จื่อหนิงเรียก คุณชายสี่ได้เป็นใคร คงไม่ต้องให้ฉันพูดแล้วมั้ง?”
บรรณาธิการเสิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างรุนแรง
เขารู้ภูมิหลังบรรณาธิการหลิ่ว ก่อนหน้านี้จึงยกตะเกียง วิเศษให้บรรณาธิการหลิ่วไป แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าจะมีตื้น ลึกหนาบางเช่นนี้
คุณชายสี่ตระกูลหลิ่ว
ในเซี่ยงไฮ้ แค่คําว่า “หลิ่ว” ก็เพียงพอที่จะบดขยี้คนได้ แล้ว
บรรณาธิการเสิ่นต่อสายไปที่วีแชทของตะเกียงวิเศษ
ตะเกียงวิเศษเหมือนกําลังทานข้าวอยู่ ด้านข้างมีเสียง เอื่อยเฉื่อยของผู้ชายคนหนึ่ง ครั้งที่แล้วบรรณาธิการเสิ่นก็เคย ได้ยินเสียงนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมาก พูดตรงไปตรงมา “ตะเกียงวิเศษ คุณพูดอะไรกับบรรณาธิการหลิ่ว คุณนี่ก่อ เรื่องจริงๆ เลย ? !”
ปลายสาย ฉินหร่านตอบ “อ้อ” อย่างไม่ใส่ใจ “คุณจะ ย้ายงานไปที่สาขาย่อยเหรอ?”
“ผมกําลังพูดกับคุณเรื่องบรรณาธิการหลิ่ว” หลังจาก ซาบซึ้ง บรรณาธิการเสิ่นก็แทบเสียสติ “คุณรู้ไหมว่าเขา…”
“บรรณาธิการเสิ่น พรุ่งนี้คุณว่างไหม?” ฉินหร่านพูดตัด บท
ตะเกียงวิเศษเป็นคนห้วนๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว บรรณาธิการเสิ่นชะงัก “ว่าง”
“ไปกินหม้อไฟด้วยกันเป็นไง?” ฉินหร่านยื่นมือรับชานม ที่เฉิงเจวี้ยนส่งให