เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ - ตอนที่ 625 ภาคการแตูนแหงชาติ 25 พบกัน
ช่วงนี้บริษัทตระกูลฉินอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ตระกูลฉินที่แตกแยกก็เพิ่งกลับมารวมตัวกันได้ไม่นาน ผู้บริหารระดับสูงที่น่าเชื่อถือยังเป็นที่ขาดแคลน
ทีแรกหัวหน้าฉินวางแผนจะอยู่เซี่ยงไฮ้อีกสองวันเพื่อ คอยดูแลฉินหร่านไปด้วย
จริงๆ แล้วคนตระกูลฉินเป็นห่วงเธอมากไป แต่เนื่องจาก งานเยอะ เมื่อสักครู่สํานักงานใหญ่เพิ่งจะเรียกเขากลับไป ด่วน
“หัวหน้าฉิน คุณรีบร้อนขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่ทาน อาหารกลางวันให้เสร็จก่อนล่ะ?” ในบรรดากลุ่มจิน-มู่-สุ่ย- หั่ว-ทู่ เฉิงมู่เข้าออกตระกูลฉินบ่อยที่สุด เขาจึงพบหน้า หัวหน้าฉินอยู่หลายครั้ง
หัวหน้าฉินส่ายหน้า “นายน้อยสองกับคุณลู่กําลังรอผม กลับไป”
เขาเปลี่ยนกระเปาเอกสารเสร็จ ก่อนจะจากไปยังมอง ฉินหร่านอย่างเจ้ากี้เจ้าการ “คุณหนู กินหม้อไฟน้อยๆ หน่อย นะครับ คุณลู่บอกว่า…”
“เอ฿ะ หยุด” ฉินหร่านเอามือยันโต฿ะ เธอเงยหน้ามอง หัวหน้าฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หัวหน้าฉิน วันนี้หมดลิมิต แล้ว”
แม้จะอ้างชื่อลู่จือสิง แต่สุดท้ายหัวหน้าฉินก็ไม่กล้าทําตัว อวดดีต่อหน้าเจ้านายอีก
ถึงอย่างไรเสียลู่จือสิงก็โดนเธอแฮ็กโทรศัพทแมาแล้ว ถึง จะไม่มีใครในบริษัทพูดออกมา แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ กล้าแฮ็กลู่จือสิ
งอย่างเปิดเผย ทว่าลู่จือสิงกลับไม่สนใจและไม่สะทกสะท้าน ใดๆ
เพียงเพราะเป็นฉินหร่าน
เขากล่าวลากับฉินหร่านอย่างสุภาพก่อนจะออกไปด้วย ความเคารพนบน้อม
เฉิงมู่ไปส่งเขาลงไปข้างล่าง
หลังจากหัวหน้าฉินไปแล้ว ฉินหร่านก็ถึงจะค่อยๆ เอน หลังพิงเก้าอี้ เธอเอื้อมมือยื่นเมนูอาหารแสนประณีตบนโต฿ะ ให้บรรณาธิการเสิ่น “บรรณาธิการเสิ่น คุณสั่งอาหารก่อน เลย”
ตรงข้ามเธอ บรรณาธิการเสิ่นกับผู้ช่วยเฉายังคุยเรื่อง คุณชายสี่ตระกูลหลิ่วยังไม่ทันจบก็ถูกขัดจังหวะ
เขากับผู้ช่วยเฉามองไปทางประตู
ฉินหร่านยื่นเมนูอาหารให้เขา บรรณาธิการเสิ่นรับมา โดยไม่รู้ตัว การเคลื่อนไหวยังเกร็งเล็กน้อย
แน่นอนว่าทั้งสองจําชายวัยกลางคนคนเมื่อกี้ได้ นั่นก็คือ คนจากเมืองหลวงที่มั่วจือไหวต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเองเมื่อวาน นี้
ในเซี่ยงไฮ้ น้อยมากที่จะเห็นมั่วจือไหวปฏิบัติต่อใครสัก คนด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นผู้ช่วยเฉากับบรรณาธิการเสิ่น จึงจําได้เป็นอย่างดี
แม้หัวหน้าฉินจะมีท่าทางต่างจากผู้ประสบความสําเร็จ ชั้นนําเมื่อวานไปมากโข แต่บรรณาธิการเสิ่นกับผู้ช่วยเฉาก็ยัง จําได้
บรรณาธิการเสิ่นเปิดเมนูอาหารหน้าแรก เขาอ่านทีละ คํา แม้เขาจะรู้หมดทุกตัว ทว่าขณะนี้ในหัวของเขากลับเอา แต่คิดเรื่องฉินหร่าน ปะติดปะต่อคําเหล่านี้ไม่ได้เลย
เขากระแอมเสียง “ตะเกียงวิเศษ เมื่อกี้นี้คือ…”
“ผู้อาวุโสในครอบครัว” ฉินหร่านถือถ้วยชา อธิบาย ขึ้นมาลอยๆ
“เอี๊ยด——”
เฉิงมู่กลับมาจากส่งหัวหน้าฉินที่ชั้นล่าง เสียงเปิดประตู เพิ่งทําให้บรรณาธิการเสิ่นกับผู้ช่วยเฉารู้สึกตัว
เฉิงมู่ยังจําได้ว่าเมื่อสักครู่บรรณาธิการเสิ่นยังคุยกันเรื่อง คุณชายสี่ตระกูลหลิ่ว เขานั่งที่นั่งฝใ่งนอกพลางมอง บรรณาธิการเสิ่น “เมื่อกี้คุณพูดถึงคุณชายสี่ตระกูลหลิ่ว?”
พอพูดถึงตรงนี้ เฉิงมู่ก็มองไปทางฉินหร่าน “คุณหนูฉิน ผม จะลองไปถามหลิ่วเจวี๋ยดูดีไหม?”
“แล้วแต่” ฉินหร่านไม่สนใจ เธอแค่หรี่ตามอง บรรณาธิการเสิ่น “บรรณาธิการเสิ่น คุณมีปใญหากับ บรรณาธิการหลิ่ว?”
“มีความแค้นส่วนตัวบางอย่าง” บรรณาธิการเสิ่นตอบ เขาก้มหน้าจิบชาพลางระงับอาการกระสับกระส่าย
เขากับผู้ช่วยเฉาไม่ได้โง่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ทํางานนี้มา นานหลายปี การร่วมมือระหว่างตระกูลมั่วกับตระกูลฉินครั้ง นี้อย่าว่าแต่เป็นที่ฮือฮาในเอ็กซแตรีมคอมิกสแเลย มันยังเป็นที่ ฮือฮาไปทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้อีกด้วย
‘คุณฉิน’ ท่านนั้นสนิทสนมกับตะเกียงวิเศษมาก และยัง เรียกเธอว่าคุณหนู…
ไหนจะยังมี “หลิ่วเจวี๋ย” คนนั้นที่ออกมาจากปากเฉิงมู่ อีก…
บรรณาธิการเสิ่นไม่รู้ว่าหลิ่วเจวี๋ยเขียนด้วยตัวอักษรจีน ตัวไหน แต่รู้ว่าแซ่ “หลิ่ว” ที่เฉิงมู่พูดถึงนั้น ร้อยทั้งร้อยก็คือ คนตระกูลหลิ่วนั่นเอง
ทั้งสองตระหนักได้ว่าตะเกียงวิเศษดูเหมือนจะไม่ใช่คน ธรรมดา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคุณหนูพันล้าน
“อืม” ฉินหร่านพยักหน้าและไม่ได้ถามอะไรมาก เธอให้ พวกเขาสั่งอาหาร
บรรณาธิการเสิ่นสั่งมั่วๆ ไปไม่กี่อย่าง
ผู้ช่วยเฉาก็สั่งด้วยความมึนงง
**
เวลาสิบเอ็ดโมง
ถึงเวลาตั้งหม้อไฟแล้ว บริกรเปิดหม้อไฟ วัตถุดิบในหม้อ ค่อยๆ ร้อนขึ้น
บรรณาธิการเสิ่นเงียบอยู่เป็นเวลานาน ท่าทีของเขา ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังคุยเรื่อง บรรณาธิการหลิ่วอย่างจริงจัง
เขาพูดไปด้วยในขณะที่มองที่นั่งด้านข้างฉินหร่านไปด้วย ที่นั่งตรงนั้นยังมีน้ําอุ่นอยู่หนึ่งแก้ว และไม่ใช่ที่นั่งของคนที่ชื่อ เฉิงมู่คนนั้น ถึงขนาดมีชุดถ้วยตะเกียบวางไว้ชุดหนึ่ง
“ยังมีเพื่อนอีกคนที่กําลังมา ต้มเนื้อกันก่อน รอสุกแล้ว เขาคงมาถึง” ฉินหร่านเห็นเขามองมาที่ที่นั่งข้างตัวเอง เธอจึง เอื้อมมือหยิบจานเนื้อใส่ลงในหม้อเผ็ดระหว่างที่อธิบายไป ด้วย
ตอนนี้บรรณาธิการเสิ่นกินต่อไม่ได้แล้ว การพบหน้า ตะเกียงวิเศษครั้งนี้กระทบจิตใจเขามากไปหน่อย
แค่พยักหน้าแบบขอไปที “อ้อ คุณยังมีเพื่อนที่กําลังจะ มาด้วยสินะ”
สองนาทีต่อมา
เฉิงมู่ชายร่างกํายําที่นั่งอยู่อีกด้านคนเดียวลุกขึ้นอีกครั้ง เขาเดินไปเปิดประตู
คนที่มาคราวนี้คือชายหนุ่มที่สวมผ้าปิดจมูกและยังมี หมวกแก฿ปสีดํา มาในเสื้อคลุมสีดําที่สวมอยู่บนตัว
ข้างหลังชายหนุ่มยังมีชายร่างท้วมวัยกลางคนตามมา ด้วย
คนที่นําหน้าเตี้ยกว่าเฉิงมู่เล็กน้อย
มองเห็นหน้าไม่ค่อยชัด เห็นแค่นิ้วขาวเรียวของมือคู่นั้น คล้ายกับมือของศิลปิน มีออร่าความเป็นศิลปินอยู่ในตัว
“พวกคุณมากันได้สักที” เฉิงมู่ปิดประตูพร้อมกับพูดไป ด้วย
“ออกมาก่อนเวลาตั้งหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว แต่มีการปิด ถนนและจํากัดการสัญจรก็เลยมาสาย” ในห้องมี เครื่องปรับอากาศ เหยียนซีถอดหมวกแก฿ปออกแล้วดึงผ้าปิด จมูกลง เก็บของยัดใส่กระเปาเสื้อกันลมสีดําทั้งหมด จากนั้น ก็ถอดเสื้อกันลมแขวนไว้อีกด้าน
เขาเดินตรงไปที่นั่งข้างฉินหร่าน พอเห็นคนสองคนที่นั่ง ตรงข้ามฉินหร่านก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด
ตั้งแต่ฉินหร่านแต่งงาน เขาก็ได้รู้จักผู้คนมากมาย
ตอนนี้แม้แต่บอสวังก็ยังนับถือคนที่เหยียนซีรู้จัก
“สวัสดีครับ ผมชื่อเหยียนซี” เหยียนซีทักทาย บรรณาธิการเสิ่นและผู้ช่วยเฉาที่นั่งฝใ่งตรงข้ามอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งลง
“เคร฿ง——” ถ้วยชาในมือผู้ช่วยเฉาพลิกคว่ําร่วงลงกับพื้น น้ําชาสีใสหกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น “ร…ราชาเหยียน ? ? !” ผู้ช่วยเฉาสูดลมหายใจเย็นๆ ปฏิกิริยาของเธอไม่ได้เสแสร้ง
ตอนที่สตูดิโอของฉินซิวเฉินกดถูกใจเวยปออีอีจื่อหนิง ฝุายบรรณาธิการก็พูดด้วยความปลาบปลื้มอยู่หลายครั้ง
ฉินซิวเฉินกับเหยียนซีเป็นสองคนที่ได้รับการแต่งตั้งให้ เป็นราชาต่างแขนงแห่งวงการบันเทิง
ผู้ช่วยเฉากับบรรณาธิการเสิ่นไม่ได้ให้ความสนใจวงการ บันเทิง แต่พวกเขาต่างก็เคยได้ยินเพลงของเหยียนซีตามท้อง ถนนมาก่อน เคยเห็นเอ็มวีเพลงของเหยียนซีเล่นอยู่บนปูาย โฆษณา
ผู้ช่วยเฉากับบรรณาธิการเสิ่นพยายามคิดว่าเหยียนซีเป็น พนักงาน แต่จากสถานะปใจจุบันของเหยียนซีผู้ซึ่งเป็นดั่งเทพ แห่งอุตสาหกรรมดนตรี แน่นอนว่าเขาย่อมต่างจากคนทั่วไป อย่างพวกเขาลิบลับ
“ทั้งสองท่านเป็นคนเซี่ยงไฮ้หรือเปล่าครับ?” เหยียนซี เป็นคนไม่ชอบคุยเหมือนฉินหร่าน ในห้องนี้จึงมีเพียงบอสวัง ที่ทําหน้าที่เชื่อมไมตรี
ถ้าเป็นพวกปลาไหลในวงการบันเทิง เขาจะไม่สุงสิงด้วย ทว่าตอนนี้เขาซักถามเส้นสนกลในเอากับบรรณาธิการเสิ่น และผู้ช่วยเฉาไปหนึ่งรอบ เหยียนซีและบอสวังดูไม่ได้เย็นชาเข้าถึงยากอย่างที่ บรรณาธิการเสิ่นและผู้ช่วยเฉาจินตนาการเอาไว้ แต่ยังมี ไมตรีน่าคบหาอีกด้วย บรรณาธิการเสิ่นและผู้ช่วยเฉาเริ่มผ่อนคลายได้ในไม่ช้า พวกเขาร่วมวงสนทนากับเฉิงมู่และบอสวังด้วยกัน ฝใ่งตรงข้าม เหยียนซีก็กําลังคุยกับฉินหร่าน “คุณจะกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่?” เหยียนซีกินหม้อซุป ใส ฉินหร่านกําลังถือตะเกียบ “ดูสถานการณแก่อน ทางนี้ยัง มีงานอื่นอีก”
“เรื่องเรียบเรียงเพลงสองเดือนนี้…” ฉินหร่านไม่ได้หันหน้าไป เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ รู้สิ ยังไม่มีเวลา ไม่ต้องมาถามฉัน” เหยียนซีลูบจมูกพลางมองฉินหร่าน “อ้อ” จากนั้นก็ถาม ถึงอีกเรื่อง เป็นคําถามที่แสนจะธรรมดา เขาอยากเป็นพ่อทูนหัวให้ ลูกในท้องฉินหร่าน พวกเขากินไปด้วยคุยกันไปด้วย กินไปจนถึงสองชั่วโมง ฉินหร่านกินได้ครึ่งเดียวก็ไม่กินแล้ว เธอให้บริกรเสิรแฟ ของหวานพร้อมกับแตงโม พอพวกเขาทานข้าวเสร็จก็จะกลับกันแล้ว ผู้จัดการยัง ถามฉินหร่านว่าจะกลับไปดูรายการวาไรตี้กับพวกเขาไหม
ฉินหร่านปฏิเสธ
ผู้จัดการกับเหยียนซีขับรถออกไปก่อน
ฉินหร่านจึงหันมาทางบรรณาธิการเสิ่น เธอนํารายการ สัญญาที่หัวหน้าฉินเพิ่งให้มายื่นให้บรรณาธิการเสิ่น “บรรณาธิการเสิ่น นี่ให้คุณ”
“นี่คืออะไร?” บรรณาธิการเสิ่นรับมา นี่คือเอกสารที่ห่อ ด้วยกระดาษคราฟทแฉบับหนึ่ง
“คุณดูก็รู้เอง” ฉินหร่านโบกมือให้เขาแล้วบอกลา “ไม่ ต้องกังวลเรื่องคุณชายสี่ตระกูลหลิ่วนี่จนไม่เป็นอันทําอะไร”
รถเฉิงเจวี้ยนเพิ่งมาจอดข้างหน้าพอดี จากนั้นฉินหร่านก็ ขึ้นรถไป
หลังจากรถคันสีดําขับออกไปแล้ว ผู้ช่วยเฉากับ บรรณาธิการเสิ่นก็มองหน้ากัน ผู้ช่วยเฉากระแอมเล็กน้อย
“ตะเกียงวิเศษเกินความคาดหมายฉันจริงๆ เธอไม่ขาดเงิน จริงๆ ด้วย มิน่าล่ะเธอถึงไม่กลัวคุณชายสี่ตระกูลหลิ่ว…”
ดูจากรถที่เพิ่งมารับเธอเมื่อกี้ เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นรถรุ่น ไหน แต่จําโลโก้ได้
โลโก้นี้ราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย
ผู้ช่วยเฉาทอดถอนใจ จากนั้นก็เลื่อนสายตามองมาที่ เอกสารในมือบรรณาธิการเสิ่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ดูซิว่าเธอเอาอะไรให้คุณ?”
เธอจําได้ว่ามันคือของที่ “คุณฉิน” ท่านนั้นให้ตะเกียง วิเศษก่อนหน้านี้
บรรณาธิการเสิ่นพยักหน้า เขายื่นมือแกะซองกระดาษ คราฟทแนั้น
ด้านในเป็นเอกสารฉบับหนึ่ง