เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 116 ได้รับอภินิหารอีก: เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 116 ได้รับอภินิหารอีก: เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
ตอนที่ 116 ได้รับอภินิหารอีก: เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
โครมคราม… อารามมังกรผงาดสั่นสะเทือนอย่างหนัก ไป๋หลงอยู่ตรงไหล่เขา มันแลบลิ้นออกมาและขยับไปมาไม่หยุด เจียงเจี้ยนและไป๋ฉีต่างมองเจียงฉางเซิงอย่างตื่นตระหนก
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าที่ภูเขาสั่นสะเทือนในวันนั้นมิใช่เพราะเจียงฉางเซิงบิดขี้เกียจ แต่เป็นเพราะวันนั้นเขากำลังน้าวคันธนูอยู่ภายในห้องด้วยมือขวาและไม่ได้น้าวจนโค้งเต็มที่
เจียงฉางเซิงจับคันธนูด้วยมือซ้าย น้าวสายธนูด้วยมือขวา เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนโบกสะบัดเป็นเสียงดัง ผมยาวพลิ้วไหว รัศมีแสงเจ็ดสีของเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันส่องลงมาที่ใบหน้าของเจียงฉางเซิง อึดใจนี้แสนยานุภาพของเขาพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
เจียงเจี้ยนผู้อยู่ในขั้นเทวชนสัมผัสได้เพียงว่าร่างกายที่ตนทึกทักว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่งสามารถแตกสลายกลายเป็นฝุ่นควันได้ตลอดเวลา
“อาจารย์ปู่… อยู่ในระดับชั้นใดกันแน่…” เจียงเจี้ยนมองเหม่อไปที่ใบหน้าด้านข้างของเจียงฉางเซิงอย่างอกสั่นขวัญผวา ไป๋ฉีก็มองเหม่อไปเช่นกัน
มุมปากของเจียงฉางเซิงโค้งขึ้น ก่อนคลายมือขวาลง สายธนูหดตัวทันใด บังเกิดแสงสว่างแรงกล้าขึ้นในพริบตา!
ลำแสงสุดพรั่นพรึงสาดส่องออกมาจากเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน ทำให้อารามมังกรผงาดสว่างจ้าจนไม่เหลือสีสันใด ทุกคนที่อยู่ภายในเมืองหลวงกำลังจับจ้องไปยังกระบี่แห่งฟ้าดินของเทพกระบี่ ทันใดนั้นสายตาของพวกเขาก็ถูกลำแสงแรงกล้าช่วงชิงความสนใจไป พวกเขาต้องหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัวด้วยความตกใจ
ลำแสงขนาดมหึมาหาใดเปรียบพุ่งออกมาจากทิศทางของอารามมังกรผงาด ทะลุผ่านอากาศบนเมืองหลวง นำพาเอาพละกำลังที่ไม่อาจต้านทานปะทะเข้ากับเงากระบี่ฟ้าดินที่เกิดจากกระบี่นับล้านๆ เล่มผนึกตัวเข้าด้วยกัน
โครม…
เงากระบี่ฟ้าดินถูกทำลายจนแตกสลายทันใด แสงแรงกล้าสาดส่องไปบนตัวเทพกระบี่ เขาเงยหน้าขึ้น หมวกฟางปลิวไปเพราะลมพัด เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาไม่มีเวลามาคิดมาก แสงแรงกล้าท่วมทับตัวเขา
กระบี่ที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วข้างหลังเขาก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียด บ้างก็ถูกปะทะจนกระเด็นกระจัดกระจายออกไปทั่วทุกแห่งในฟ้าดิน ราวกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา
เบื้องล่าง ฝนกระบี่ที่กระจายตัวอยู่เต็มท้องฟ้าทำให้ผู้คนที่มาชมการต่อสู้หวาดกลัว ต่างหลบกันจ้าละหวั่น ทว่ากระบี่เหล่านั้นกลับหยุดและลอยค้างอยู่กลางอากาศในทันใด ไม่ได้ตกลงมา รวมทั้งกระบี่ที่กำลังจะตกลงมาภายในเมืองด้วย
รัศมีแสงถูกยิงออกไปจนปลายสุดฟ้าดิน จวบจนลำแสงแผดกล้านั้นหายวาบไป ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ปรากฏเป็นภาพของสายปราณสองเส้นบนท้องฟ้าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเว้นระยะห่างกันนับร้อยจั้ง ราวกับท้องฟ้าถูกกรีดจนแยกออกจากกัน ร่องรอยอัศจรรย์เช่นนี้ทำให้ทั้งลูกนัยน์ตาและจิตวิญญาณของทุกคนต้องสั่นสะท้าน
คนที่อยู่ใกล้มองเห็นร่างของเทพกระบี่ เขามีเลือดอาบไปทั้งตัวและกำลังร่วงลงมา แต่ยังไม่ทันถึงพื้นตัวของเขาก็พลันเลี้ยวและลอยไปทางอารามมังกรผงาด มองเห็นว่าแขนขาทั้งสี่ของเขาห้อยลงมา ชัดเจนว่าหมดสติหรือกระทั่งอาจจะตายแล้ว
ศึกเป็นตายตะลึงหล้าที่ทุกคนวาดหวังไว้ไม่ได้เกิดขึ้น เดิมทีนึกว่าเทพกระบี่และมรรคาจารย์จะต่อสู้กันจวบฟ้ามืดจนตะวันจันทราไร้แสง นึกไม่ถึงว่าการต่อสู้จะยุติลงรวดเร็วเช่นนี้
แต่ก็ไม่มีผู้ใดเคลือบแคลงในความแข็งแกร่งของเทพกระบี่ แสนยานุภาพของเขาทำให้ผู้คนไม่อาจหลงลืมได้ พูดได้เพียงว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่า แข็งแกร่งกว่าจนถึงขั้นที่ไม่อาจจินตนาการได้ วิชายุทธ์ของมรรคาจารย์เป็นสุดยอดในใต้หล้า!
เจียงจื่ออวี้ถอนหายใจยาวพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ได้เกินความคาดหมายแต่อย่างใด”
เจียงซิ่วสังเกตเห็นเหงื่อกาฬบนหน้าผากของเขา จึงรู้ว่าเมื่อครู่นี้เขาก็ตื่นตกใจเพราะเทพกระบี่เช่นกัน แต่เขาก็ไม่กล้าเปิดโปงเสด็จพ่อ ทำได้เพียงยกย่องความแข็งแกร่งของท่านปู่ไปตามน้ำ
ณ จวนตระกูลอวี้ เมืองหลวง ประมุขตระกูลขุนนางประคองจันทร์ อวี้ฉินเผิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเหม่อลอย พลางเอ่ยพึมพำว่า “เทพกระบี่อยู่ในขั้นจักรวาล เช่นนั้นมรรคาจารย์จะอยู่ในระดับชั้นใด….”
อวี้เหยียนสูดหายใจลึกๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางต้องตื่นตะลึง แต่สิ่งที่นางเคยรู้ก็จะถูกทำลายลงทุกครั้ง ราศีตอนเทพกระบี่ปรากฏตัวนั้นน่าเกรงขามเพียงใด ลมปราณทรงอานุภาพเช่นนั้นทำให้ชาวยุทธ์ในเมืองหลวงตั้งเท่าไรต้องขวัญผวา นึกไม่ถึงว่าจะถูกมรรคาจารย์เอาชนะได้ด้วยกระบวนท่าเดียว
กระบี่บนท้องฟ้าค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาบนถนน ลงมาบนหลังคา ลงมาบนพื้นดินระหว่างเหล่าชาวยุทธ์ข้างนอกเมือง ไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว ยิ่งเป็นดังนี้ทุกคนก็ยิ่งเลื่อมใสในความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ ไม่สิ สิ่งนี้นับเป็นอภิมหาอภินิหารได้แล้ว!
เจียงฉางเซิงรับตัวเทพกระบี่ที่ลอยเข้ามา พาเขาเข้าไปภายในเรือน เจียงเจี้ยนยังคงมองเหม่อไปยังภาพสุดอลังการบนท้องฟ้า เนิ่นนานยังไม่อาจดึงสติกลับมาได้
ไป๋ฉีกระโดดลงมาจากบนกำแพง มันเดินมาที่ใต้ต้นไม้และเริ่มฝึกตน แม้ว่าการต่อสู้เมื่อครู่นี้จะสั้นนัก แต่กลับทำให้มันเลือดลมพลุ่งพล่าน นี่ต่างหากคือพละกำลังที่ควรมุ่งมั่นปรารถนาในชีวิตอันสั้นนี้!
เกิดเสียงอื้ออึงสะเทือนฟ้าขึ้นในเมืองหลวงและยอดเขายุทธ์ ทุกคนต่างร้องอุทานอย่างตกใจเพราะความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์
เจียงเจี้ยนตั้งสติกลับมาได้ เขากำสองหมัดแน่นพร้อมมีรอยยิ้มตื่นเต้นยินดีบนใบหน้า มิน่าเล่าอาจารย์ปู่จึงได้ให้เขาบรรลุถึงขั้นกายาทองคำก่อนจึงจะลงเขาได้ ที่แท้ความแข็งแกร่งในวิถียุทธ์นี้ไร้ขอบเขตจริงๆ ขั้นกายาทองคำเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น!
เขาถูกกระตุ้นเข้าให้แล้ว และสาบานว่าวันหน้าจะต้องหมั่นเพียรในการฝึกฝนให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้อาจารย์ปู่ผิดหวัง
ภายในเรือน เจียงฉางเซิงเริ่มทำการรักษาเทพกระบี่ เขาจงใจยั้งมือ ด้วยกลัวว่าเทพกระบี่จะถูกยิงตายในศรเดียว ในจิตกระบี่ของเทพกระบี่ไม่มีจิตสังหาร มีเพียงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่บริสุทธิ์เท่านั้น เขาเพิ่งเคยพบคนเช่นนี้เป็นครั้งแรก เสียดายยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากสังหารไปเสียก็น่าเสียดาย
ผ่านไปพักหนึ่งเทพกระบี่ก็ลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น เขามองเจียงฉางเซิงด้วยความอ่อนล้า นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเมื่อเห็นคนตรงหน้า เขารู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็คือมรรคาจารย์ มรรคาจารย์ที่มีฉายาว่ารูปลักษณ์ไม่แก่ชราผู้นั้น
“นั่น…เป็น…ยอดเคล็ดวิชา…ใด….” เทพกระบี่เอ่ยถามอย่างยากเย็น น้ำเสียงสั่นเครือ
เจียงฉางเซิงตอบไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ข้าเรียกว่า ยิงตะวัน”
“ยิง…ตะวัน…” เทพกระบี่เอ่ยออกมาเท่านั้น จากนั้นก็ไออย่างรุนแรง เลือดลมถาโถมขึ้นมาก่อนหมดสติไปโดยสิ้นเชิง
เจียงฉางเซิงรักษาเขาต่อไป แม้เขาจะยั้งมือแล้ว แต่อาการบาดเจ็บของเทพกระบี่ก็ยังหนักหนาสาหัสเกินไป แม้จะช่วยกลับมาได้ คาดว่าแม้ใช้เวลาหลายปีก็ยังยากจะรักษาให้หายดีได้
“เฮ้อ ข้าก็ระวังมากแล้ว…” เจียงฉางเซิงถอนหายใจด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจ เคราะห์ดีที่เทพกระบี่เพียงแค่หมดสติไปเท่านั้น
[ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบห้า เทพกระบี่ได้ยินว่าเกิดมรรคาจารย์ผู้หนึ่งขึ้นในใต้หล้า จึงออกมาจากที่พำนักเพื่อมาท้าสู้ เจ้ารอดชีวิตจากการท้าสู้ของเขาได้สำเร็จ พ้นเคราะห์ถูกสังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นอภินิหาร นามว่า “เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต”]
อภินิหาร! เจียงฉางเซิงตื่นเต้นดีใจ สายตาที่มองไปยังเทพกระบี่ยิ่งเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้การ จะต้องนัดกับเจ้าหมอนี่เอาไว้สักหน่อยว่าวันหน้าให้มาสู้กันใหม่ แล้วจะนัดอย่างไร ก็ต้องให้ความหวังเขา!
เทพกระบี่พ่ายแพ้ยับเยินอยู่ภายในเมืองหลวง! เรื่องนี้แพร่กระจายออกไปภายในต้าจิ่งราวกับลมสลาตัน ยิ่งพูดก็ยิ่งขยายวงออกไป โรงเตี๊ยมในแต่ละท้องถิ่นต่างสนทนาถึงการต่อสู้ในครั้งนี้ คนจำนวนมากภาคภูมิใจที่ได้เห็นศึกครั้งนี้ด้วยตาตนเอง ใช้เป็นเรื่องที่ไว้อวดอ้างกันได้และทำให้คนรอบข้างนับถือเลื่อมใส
ครั้งนี้ไม่เหมือนกับศึกใหญ่ครั้งก่อน เทพกระบี่แสดงกำลังของตนตั้งแต่อยู่นอกต้าจิ่ง เขาเดินเท้ามานับแสนลี้ มีคนจำนวนมากที่ได้เห็นความแข็งแกร่งของเขากับตา และถึงกับทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกว่าผู้อื่นไม่อาจเอาชนะเขาได้ แต่ถึงกระนั้นเทพกระบี่ที่แข็งแกร่งดังที่ว่ามาก็ยังถูกมรรคาจารย์จัดการจนยับเยิน ทั้งๆ ที่มรรคาจารย์ไม่ได้ออกไปจากเขาด้วยซ้ำ!
เจียงฉางเซิงรู้จากแต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มขึ้นอย่างทะลักล้นว่าผลกระทบของศึกครั้งนี้ไม่ด้อยไปกว่าครั้งเขาย้ายภูเขาก่อนหน้านี้เลย
หนึ่งเดือนให้หลัง อาการบาดเจ็บของเทพกระบี่ทุเลาลงบ้างแล้วและสามารถเดินไปมาได้ แสงอาทิตย์สาดส่องบนตัวเขาตอนที่เดินออกมาจากในห้อง เขาสัมผัสถึงความรู้สึกหนึ่งราวกับอยู่กันคนละโลก
เจียงเจี้ยนลืมตาขึ้นก่อนมองไปทางเขาพร้อมกับความสงสัยเต็มดวงตา ส่วนไป๋ฉีกลับตกใจจนตัวหด ด้วยกลัวว่าเทพกระบี่จะหันมาเล่นงาน ดูจากใบหน้าของเทพกระบี่น่าจะอายุเพิ่งห้าสิบปีเท่านั้น จึงไม่นับว่าชราเกินไป แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่แววตาของเขาก็ยังคมกริบ ทำให้ไม่กล้าสบตากับเขา
เขาสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่ง เดินกะโผลกกะเผลกไปโค้งตัวคำนับตรงหน้าเจียงฉางเซิง “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิต”
เจียงฉางเซิงเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย ในสายตาของเขาแล้วเจียงฉางเซิงจะต้องเป็นผู้อาวุโสและต้องมีอายุมากกว่าเขาเสียอีก ตัวเขาเป็นถึงผู้มีพรสวรรค์สุดยอดในใต้หล้า แล้วคนรุ่นหลังจะเกินหน้าเขาไปได้อย่างไร
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างราบเรียบทั้งที่ไม่ได้ลืมตาว่า “ที่ข้าช่วยนั้นไม่ได้ช่วยเปล่าๆ นับแต่นี้ไปจงอยู่กวาดพื้นให้ข้าภายในเรือนนี้ หากวันหน้าวิชากระบี่ของเจ้าก้าวหน้าขึ้น ข้าอนุญาตให้เจ้ามาท้าสู้กับข้าได้อีกครั้ง”
เทพกระบี่ถามอย่างตื่นเต้นว่า “วิถีกระบี่ยังสามารถก้าวหน้าขึ้นได้อีกหรือ”
เจียงฉางเซิงไม่ได้ส่งเสียงใดอีก เทพกระบี่ฟังความหมายนอกเหนือคำพูดนั้นออก แววตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมา สุดท้ายก็ตัดสินใจหันหลังเดินไปที่มุมเรือนพัก หยิบไม้กวาดขึ้นมาและเริ่มกวาดพื้น
เจียงฉางเซิงไม่ได้ขวาง ดูคล้ายเขาเย็นชาแต่ภายในใจเบิกบานยิ่งนัก
หลังจากฝึกฝนมาหนึ่งเดือนเขาก็สำเร็จวิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต อภินิหารชนิดนี้ทำให้เขามองเห็นพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปมากๆ ได้ จะเห็นดินแดนที่อยู่ไกลออกไปเท่าใดก็ต้องดูว่าเขาใช้พลังวิญญาณไปเท่าใด ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้เขาก็เรียนรู้ในระยะแรกเท่านั้น ยังสามารถฝึกต่อไปเพื่อให้ตนเองสามารถมองเห็นได้ไกลยิ่งกว่าเดิม
เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตเมื่อผนวกเข้ากับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน เรียกได้ว่าเหมาะสมกันเป็นที่สุด! อาจเป็นเพราะเขาใช้เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเอาชนะเทพกระบี่จึงได้อภินิหารนี้มา และช่วยให้วิชาเกาทัณฑ์ของเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
เมื่อคิดจบเจียงฉางเซิงก็กระโดดขึ้นมาบนยอดสุดของต้นไม้วิญญาณปฐพี สองเท้าเหยียบอยู่บนใบไม้และมองไปที่ขอบฟ้า เขามองไปทางทิศใต้ ม่านตากลายเป็นสีทอง มองเห็นได้รางๆ ว่ามีแสงสีทองสองเส้นถูกยิงออกไป ฟ้าดินหดเข้ามา ทัศนียภาพนับหมื่นนับพันแห่งสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา
เขารวบรวมสมาธิพยายามมองไปยังพื้นที่ที่ไกลออกไป ภูเขาลำน้ำ ผืนแผ่นดิน นทีกว้างแม่น้ำใหญ่ผ่านไปเรื่อยๆ กำแพงเมืองหลายกำแพงผสานอยู่ภายใน ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็มองเห็นมหาสมุทร ยังไม่พอ มหาสมุทรหดเข้ามาอย่างรวดเร็ว สายตาของเขารวมอยู่ที่จุดสิ้นสุดของผิวน้ำทะเล สายตายังคงขยับไปข้างหน้าไม่หยุด
เทพกระบี่ที่กำลังกวาดพื้นอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นเจียงฉางเซิง เขาเห็นว่ามีแสงกระบี่รางๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง เขาแอบตกใจ ไม่รู้ว่านั่นคือยอดเคล็ดวิชาใด
เจียงเจี้ยนอดขยับเข้าไปหาไม่ได้แล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสเทพกระบี่ ข้าชื่อว่าเจียงเจี้ยน วันหน้าโปรดชี้แนะด้วยนะขอรับ”
เทพกระบี่ไม่ได้สนใจเขา หากแต่กวาดพื้นต่อไป เจียงเจี้ยนดึงผ้าโพกหัวออกทันที เผยดวงตาที่สามของตนออกมา แล้วขยับเข้าไปตรงหน้าเทพกระบี่ เทพกระบี่ปรายตามองอย่างไม่ตั้งใจหนหนึ่งแล้วกลับต้องตกตะลึงไปทันใด
“เหตุใดเจ้า…” เทพกระบี่กล่าวอย่างตกใจ เขามองออกว่าเจียงเจี้ยนเป็นมนุษย์ไม่ใช่ปีศาจเป็นแน่แท้
เจียงเจี้ยนกล่าวอย่างได้ใจว่า “ข้าเป็นศิษย์หลานของอาจารย์ปู่ ตอนนี้อายุยี่สิบเก้าปี ขอสอบถามผู้อาวุโสเทพกระบี่ว่าข้ามีคุณสมบัติที่จะได้อยู่ในขั้นจักรวาลหรือไม่”
อายุยี่สิบเก้าปี? เทพกระบี่เบิกตากว้างก่อนเข้าไปคว้าไหล่ของเจียงเจี้ยนเข้ามาพินิจดูอย่างละเอียด ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตกใจ
“ผู้มีความสามารถอัศจรรย์…เป็นผู้มีความสามารถอัศจรรย์ในรอบหมื่นปี…หรือจะเป็นผู้มีร่างกายที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ศิษย์พี่เอ่ยถึง…” เทพกระบี่พึมพำกับตนเอง พลางดึงตัวเจียงเจี้ยนเข้ามาดูอย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาบาดเจ็บ เจียงเจี้ยนจึงไม่อยากใช้กำลัง ได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามใจ
ในขณะเดียวกัน ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็มองเห็นเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง ทว่าบนเกาะนี้ไม่มีคนอยู่อาศัย เขาขยับไปข้างหน้าต่อ อยากลองดูว่าจะมองเห็นพื้นดินหรือไม่
ผ่านไปพักหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นหมู่เกาะจำนวนนับไม่ถ้วนเรียงรายกันเต็มไปหมด ขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน เกาะที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดใหญ่กว่ารัฐหนึ่งของต้าจิ่งทีเดียว เกาะในทะเลนับพันนับหมื่นเชื่อมต่อกันกลายเป็นทัศนียภาพที่งดงามตระการตา
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงรอยประทับสังสารวัฏของปราชญ์แห่งสี่สมุทร หรือว่าที่นี่จะเป็นทะเลสวรรค์ เขาเริ่มเสาะหาปราชญ์แห่งสี่สมุทรโดยใช้ประสาทสัมผัสเข้าร่วมด้วย เวลาผ่านไปครึ่งถ้วยชา เขาจึงจับรอยประทับสังสารวัฏของปราชญ์แห่งสี่สมุทรได้อย่างชัดเจน
ปราชญ์แห่งสี่สมุทรในวัยสิบห้าปีขายปลาอยู่ในตลาด ข้างกายเขาไม่มีคนอยู่ด้วย ดูจากการแต่งกายของเขาเห็นชัดว่ายากจนนัก ร่างกายผอมแห้ง เป็นคนละคนกับเขาในชาติภพที่แล้วซึ่งเป็นคนอ้วนท้วนทีเดียว
หาพบได้จริงด้วย! เจียงฉางเซิงตื่นเต้นดีใจ เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตไม่เพียงใช้กับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันได้ดียิ่งเท่านั้น ยังนำมาใช้ร่วมกับรอยประทับสังสารวัฏได้อย่างดีเลิศด้วย