เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 115 วิถีกระบี่สี่ร้อยปี กระบี่แห่งฟ้าดิน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 115 วิถีกระบี่สี่ร้อยปี กระบี่แห่งฟ้าดิน
ตอนที่ 115 วิถีกระบี่สี่ร้อยปี กระบี่แห่งฟ้าดิน
“อวดดีไม่เบาเลย กล้าส่งสาส์นท้ารบมาก่อน ไม่เล่นงานลับหลัง เขาคิดว่าตนเองมีโอกาสจริงหรือ” ไป๋ฉีหัวเราะพลางพ่นลมออกทางจมูก
เจียงเจี้ยนเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “แต่กระบี่เมื่อครูนี้ก็รวดเร็วนัก คนผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆ”
เจียงฉางเซิงวางกระบี่ลงและเอาจดหมายในมือไปเผาจนกลายเป็นเถ้า เจียงเจี้ยนถามด้วยความสงสัยว่า “อาจารย์ปู่ขอรับ ท่านคิดไว้แล้วหรือไม่ว่าจะสู้อย่างไร จะประลองกระบี่กับเขาหรือ จะใช้ดัชนีปราณของตระกูลเฉินขอรับ”
ในใต้หล้านี้จะมีใครไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ก็เป็นวิชากระบี่เช่นกัน และวิชากระบี่บรมวิสุทธิ์ก็ได้กลายเป็นยอดเคล็ดวิชาในตำนานไปแล้ว ดัชนีตระกูลเฉินก็แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน เพียงดัชนีเดียวก็สามารถเอาชนะยอดเคล็ดวิชานับหมื่นนับพันได้แล้ว จนบัดนี้ยังไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน
เจียงฉางเซิงพลิกมือขวานำเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาและกระทุ้งลงบนพื้น อัญมณีเจ็ดสีบนตัวเกาทัณฑ์ส่องแสงวิบวับไปบนใบหน้าของเจียงเจี้ยนและไป๋ฉี
“นี่เป็นศาสตราเทวะใดหรือขอรับ” เจียงเจี้ยนตกตะลึงและเอื้อมมือออกไปสัมผัสเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันโดยไม่รู้ตัว
เจียงฉางเซิงไม่ได้ขวาง กล่าวว่า “นี่เป็นเกาทัณฑ์เทพที่ข้าหลอมออกมา ที่จริงเมื่อเทียบกับวิชากระบี่แล้วข้าชำนาญวิชาเกาทัณฑ์มากกว่า”
เจียงเจี้ยนน้าวสายธนูของเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันโดยไม่รู้ตัว เขาถึงกับต้องเบิกตาโต จากนั้นก็ออกกำลัง ไม่ว่าเขาจะออกกำลังเท่าใดก็ไม่อาจน้าวสายเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันได้เลย
ไป๋ฉีเปิดปากเอ่ย “อย่าแสร้งทำไปหน่อยเลย ไม่ตลกนะ”
เจียงเจี้ยนเบ่งกำลังจนใบหน้าแดง “ข้าไม่ได้แสร้งทำ ไม่เชื่อเจ้าก็มาลองดู!” เขาคลายมือแล้วให้ไป๋ฉีลองดู
ไป๋ฉียกอุ้งเท้าหมาป่าของมันขึ้นมาเกี่ยว ปรากฏว่าก็ดึงไม่ได้จริงๆ
เจียงเจี้ยนหันไปถามเจียงฉางเซิงอย่างตื่นเต้นว่า “ยังมีศาสตราเทวะเช่นนี้อีกหรือไม่ขอรับ”
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มี เพราะวัสดุชั้นดีที่จะนำมาหลอมศาสตราหาได้ยาก เป็นอย่างไร ของรักของอาจารย์ปู่ร้ายกาจใช่หรือไม่”
เจียงเจี้ยนพยักหน้าอย่างตื่นเต้นและกล่าวว่า “อาจารย์ปู่ เมื่อใดจะทำให้ง้าวสามแฉกสองคมหนักยิ่งกว่านี้เล่าขอรับ”
เมื่อเทียบกับเกาทัณฑ์แล้ว เขาชอบง้าวสามแฉกสองคมมากกว่า ยาวขึ้นอีกรุ่นก็แข็งแกร่งขึ้นอีกรุ่น เพียงแต่เขาไม่พึงพอใจกับน้ำหนักหนึ่งหมื่นชั่งแล้ว
“รออีกสักหน่อยเถิด ข้าให้เสด็จพ่อของเจ้าคอยสอดส่องหาวัตถุดิบหลอมศาสตราที่หนักกว่านี้เอาไว้แล้ว” เจียงฉางเซิงกล่าวทั้งหัวเราะเหอะๆ เขาหันไปมองที่ขอบฟ้าด้วยแววตากระเซ้าเย้าแหย่
เทพกระบี่ ดูซิว่าวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าจะทานรับลูกธนูของข้าหนึ่งดอกไหวหรือไม่!
เทพกระบี่มาถึงรัฐจิ่ง! เรื่องนี้สร้างความอึกทึกครึกโครมให้แก่เมืองหลวง มีชาวยุทธ์มาที่ด้านบนและด้านล่างยอดเขายุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ชาวยุทธ์จำนวนมากรวมตัวกันอยู่นอกเมือง เมื่อทอดสายตาออกไป ภายในรัศมีสิบลี้ล้วนเป็นโรงเตี๊ยมที่สร้างขึ้นชั่วคราวทั้งสิ้น ในร้านรวงต่างๆ มีผู้คนเต็มไปหมด ทุกคนล้วนกำลังเฝ้ารอศึกเป็นตายซึ่งเป็นยอดสุดในวิถียุทธ์ครานี้
มรรคาจารย์เป็นเซียนในแดนมนุษย์ ส่วนเทพกระบี่นั้นยิ่งเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทาน เมื่อสองร้อยปีก่อนอายุขัยของเขาเหนือกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้ ในสายตาของพวกเขา ทั้งมรรคาจารย์และเทพกระบี่ต่างก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั้งสิ้น
เหล่าขุนนางสูงศักดิ์และพ่อค้าก็กำลังรอคอยศึกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะการมาของเทพกระบี่ทำให้การค้าขายภายในเมืองเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ พวกพ่อค้าพากันยิ้มจนหุบไม่ลง แม้แต่เหล่าองค์ชาย องค์หญิง พระสนมและคนอื่นๆ ในวังหลวงก็ยังสนทนากันถึงการต่อสู้ครั้งนี้
เจียงจื่ออวี้และเจียงซิ่วขึ้นไปตั้งโต๊ะบนหลังคาตำหนักระฆังทองเพื่อรอชม ไม่บ่อยครั้งนักที่สองพ่อลูกจะได้ผ่อนคลายเช่นนี้
เจียงซิ่วกล่าวว่า “เสด็จพ่อ ต้าฮวงจะถูกต้าจิ่งกลืนกินอย่างช้าสุดในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หลังจากนั้นทรงตัดสินพระทัยว่าจะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้นอนเอนหลังอยู่บนหลังคา ถือลูกฮวากั่วลูกหนึ่งอยู่ในมือ เขากินไปพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มไปพลางว่า “เราย่อมต้องทำสงครามต่อไป ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่จะพยายามขยายอาณาเขตของต้าจิ่งออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เจียงซิ่วรีบบอก “เสด็จพ่อจะต้องมีพระชนม์ชีพยืนยาวนับร้อยปี ไม่สิ สองร้อยปีพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าเด็กโง่ เรารู้จักร่างกายของเราดีที่สุด หากไม่ไปถึงขั้นเทวชน ผู้ใดจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงสองร้อยปี แค่หนึ่งร้อยปีก็ยังยากนัก” เจียงจื่ออวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม สายตาเขามองออกไปแสนไกลพร้อมกับมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขาปล่อยวางเปลือกที่ห่อหุ้มกายลงแล้ว ทั้งตัวเขาจึงผ่อนคลายนัก ไม่เกรงกลัวความเป็นตาย ไม่หวาดหวั่นต่อวัฏสงสาร
เจียงซิ่วนิ่งเงียบ เขารู้สึกขัดแย้งอย่างยิ่งอยู่ภายในใจ ทางหนึ่งก็อยากให้เจียงจื่ออวี้มีชีวิตยืนยาว แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นกังวลว่าตนเองจะไม่มีชีวิตยืนยาวเท่าเจียงจื่ออวี้
“อย่าคิดให้มากเลย แม้การรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งจะยากเย็น แต่หากราชสกุลเจียงยังคงสืบทอดปณิธานนี้ต่อไป รุ่นแล้วรุ่นเล่า ยังคงมีความกระตือรือร้นเช่นที่บรรพบุรุษมี ย่อมต้องมีวันหนึ่งที่สามารถรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียวได้ สร้างสายนทีใหม่ของประวัติศาสตร์ เราคิดตกแล้ว เราคงจะทำไม่ทันหรอก วันหน้าต้องอาศัยพวกเจ้าแล้ว” เจียงจื่ออวี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขาอายุหกสิบหกปีแล้ว ในบรรดาจักรพรรดินับว่ามีอายุยืนยาว อย่างไรเขาก็ลำบากตรากตรำอยู่ทุกวัน
เจียงซิ่วเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ลูกเข้าใจและจะต้องสืบทอดปณิธานของเสด็จพ่อต่อไปเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจื่ออวี้วางลูกฮวากั่วในมือลง ปัดมือแล้วกล่าวว่า “วันนี้เราจะบอกความลับเรื่องหนึ่งของตระกูลเจียงให้เจ้าได้รู้ เจ้าจงจำไว้ให้มั่น วันหน้าก็จะต้องบอกกล่าวแก่ว่าที่กษัตริย์คนต่อไปสืบทอดต่อไปเรื่อยๆ ต้องให้ทายาทของราชสกุลเจียงในภายภาคหน้ารู้เรื่องนี้ แต่ห้ามแพร่งพรายออกไป จะมีเพียงฮ่องเต้แห่งราชสกุลเจียงเท่านั้นที่รู้”
เจียงซิ่วได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันทีและรีบพยักหน้า
เจียงจื่ออวี้เริ่มเล่าตั้งแต่ครั้งต้าจิ่งก่อตั้งแคว้น เมื่อได้ยินว่าองค์รัชทายาทองค์แรกของต้าจิ่งถูกสับเปลี่ยนตัว เจียงซิ่วก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขาพอจะคาดเดาเบาะแสได้บ้างอยู่ภายในใจ แต่เขาก็ยังฟังต่อไปเรื่อยๆ อย่างว่าง่าย
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เจียงซิ่วก็ต้องตกอยู่ในความงงงัน แม้เขาจะเดาได้ว่าที่แท้แล้วอาจารย์ปู่เป็นท่านปู่ของเขา แต่นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวทั้งหมดจะพลิกผันเช่นนี้ อาจารย์ลุงผิงอันก็เป็นคนในราชสกุลเจียง
“ระดับยุทธ์ของท่านปู่เจ้านั้นสูงส่งจนยากจะจินตนาการได้ อายุของเขาย่อมต้องยืนยาวมาก หากถ่ายทอดความลับนี้ออกไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า อาจมีวันหนึ่งที่แผ่นดินของต้าจิ่งต้องเผชิญกับลมฝนกระหน่ำ บ้านเมืองเจียนล่มสลาย คนรุ่นต่อๆ ไปยังสามารถอาศัยเบาะแสนี้ไปหาท่านปู่ของเจ้า และช่วยให้ต้าจิ่งพลิกฟื้นจากวิกฤตได้” เจียงจื่ออวี้จ้องมองไปแสนไกลขณะกล่าวอย่างราบเรียบ
เจียงซิ่วกำสองมือที่อยู่ในแขนเสื้อจนแน่น พยักหน้าอย่างหนักแน่นและกล่าวว่า “ลูกจะจดจำไว้ให้มั่น ไม่มีทางให้ความลับนี้ขาดตอนเป็นแน่”
สองพ่อลูกรู้ดีว่าเจียงฉางเซิงไม่ได้หลงใหลต่อชื่อเสียง ทั้งไม่ปรารถนาในผลประโยชน์ แต่จดจ่ออยู่กับการฝึกยุทธ์ ไม่ได้ลงเขามานานมากแล้ว การวางตัวเช่นนี้จะดูแลลูกๆ หลานๆ ของราชสกุลเจียงได้อย่างไร เมื่อเครือญาติขยายออกไป หากลูกหลานของราชสกุลเจียงไม่ได้พึ่งพาเจียงฉางเซิงอีก เจียงฉางเซิงก็จะค่อยๆ ปลีกตัวออกไปเพราะเหตุนี้
เมื่อเจียงซิ่วสงบสติอารมณ์ของตนลงได้แล้วก็หันไปมองที่ขอบฟ้า ทะเลเมฆบนท้องฟ้าฉีกตัวออกคล้ายถูกกระบี่ฟันจนขาด ทำให้ผืนฟ้าแยกจากหนึ่งเป็นสองแผ่น เป็นภาพแสนยิ่งใหญ่อลังการ
เทพกระบี่มาแล้ว!
ห่างออกไปร้อยลี้ เทพกระบี่ก้าวมาข้างหน้า มีหมู่กระบี่ตามมาข้างหลังเรียงรายอยู่ ณ ขอบฟ้า ยากจะประมาณจำนวนได้
เบื้องล่าง ผู้คนที่อยู่เต็มภูเขาและชายป่าต่างเงยหน้าขึ้นมอง มีทั้งชาวยุทธ์ที่กำลังเร่งเดินทางมาที่เมืองหลวง มีทั้งรถม้าส่งสินค้าเข้ามา ทุกคนต่างต้องตกตะลึงกับภาพที่แสนอลังการนี้
ชาวยุทธ์ที่มีกระบี่อยู่ในมือต่างไม่อาจควบคุมกระบี่ได้ กระบี่แต่ละเล่มออกจากฝักด้วยตัวมันเองก่อนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงและเข้าไปร่วมในหมู่กระบี่นั้น
เทพกระบี่ยังคงเดินมาข้างหน้า เขาเข้ามาใกล้เมืองหลวงเข้าไปทุกที ผ่านไปไม่นานเหล่าชาวยุทธ์ที่รออยู่นอกเมืองก็มองเห็นเขาเดินเข้ามาจากขอบฟ้า รวมทั้งหมู่กระบี่ที่อยู่ข้างหลังเขา ที่เวลานี้เป็นราวกับแม่น้ำกระบี่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรนัก
“ซี้ด…นั่นก็คือเทพกระบี่หรือ”
“มีกระบี่มากมายเพียงนั้นจริงๆ หรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน เดิมทีเคล็ดควบคุมกระบี่ก็อัศจรรย์พันลึกมากอยู่แล้ว ควบคุมกระบี่ตั้งมากมายถึงเพียงนี้เดินทางมา ลมปราณของเขาจะต้องยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด”
“ช่างเป็นจิตกระบี่ที่น่ากลัวจริงๆ กระบี่ของข้าขยับอยู่ไม่หยุดเลย”
“สมแล้วที่เป็นเทพกระบี่ เป็นเช่นเทพจริงๆ มรรคาจารย์ได้พบกับศัตรูตัวฉกาจแล้ว!”
“ข้าว่าก็ไม่แน่ มรรคาจารย์แข็งแกร่งเพียงใดพวกเราก็ไม่รู้แน่ชัด อย่าลืมเสียเล่าว่าวันนั้นผู้แข็งแกร่งลึกลับที่เรียกขานตนเองว่าอยู่ในขั้นสวรรค์มาปิดฟ้าบังตะวัน ก็มิใช่ว่ายังถูกมรรคาจารย์จัดการได้สบายๆ หรอกหรือ”
เหล่าชาวยุทธ์ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
เทพกระบี่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นกระบี่ของชาวยุทธ์แต่ละคนก็พากันออกจากฝักและพุ่งขึ้นสูง ภาพที่เห็นนี้น่าตื่นตะลึงเช่นกัน มียอดฝีมือที่ลองพยายามจับด้ามกระบี่ของตนเอาไว้แต่ก็ไร้ผล ยังถูกดึงออกไปจนฝ่ามือเป็นรอยแผล น่าหวาดเสียวยิ่งนัก
พวกเขาเห็นเทพกระบี่ข้ามศีรษะพวกตนไป หมู่กระบี่ขนาดมหึมาได้ทีสิ้นสุดก็กระจายตัวออกตรงหน้าพวกเขา ทำให้พวกเขาใจเต้นรัวและปากอ้าตาค้าง
พวกเขาสัมผัสได้ว่าลมปราณบนท้องฟ้านั้นราวกับมหาสมุทรเวิ้งว้าง ส่วนลมปราณของพวกเขาช่างดูเล็กน้อยเช่นน้ำถ้วยหนึ่งเท่านั้น
เทพกระบี่เข้ามาใกล้แล้ว เขาเดินเลาะตามกำแพงเมืองทิศเหนือและตรงไปยังอารามมังกรผงาดที่อยู่ติดกับประตูเมืองทิศเหนือ
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง…
ภายในเมืองหลวง กระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนออกจากฝักและลอยเข้าไปร่วมกับหมู่กระบี่ข้างหลังเทพกระบี่ เหมือนกับฝนกระบี่ลอยอยู่บนฟ้า ชาวยุทธ์จำนวนมากตื่นตกใจและวิ่งออกมามองภาพนี้ข้างนอกตัวอาคารอย่างตกตะลึง
คนผู้นี้ก็คือเทพกระบี่ตัวจริง!
“ข้าน้อยยินดีจะใช้วิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดต่อสู้กับมรรคาจารย์ มรรคาจารย์โปรดลงมือ!” เทพกระบี่เอ่ย
เสียงสะท้อนก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน เนิ่นนานไม่หยุดลงเช่นกัน เจียงจื่ออวี้และเจียงซิ่วเห็นภาพนี้แล้วก็ต้องรู้สึกทึ่งไป
ภายในเรือนพักของอวี้เหยียน อวี้ฉินเผิงบิดาของนางก็มาด้วยและยังมีศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักประคองจันทร์ ทุกคนล้วนมองเทพกระบี่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ยิ่งเป็นผู้มีระดับยุทธ์สูงก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความน่าหวาดกลัวของเทพกระบี่ นอกจากลมปราณแล้ว พวกเขายังสัมผัสได้ถึงจิตกระบี่
เทพกระบี่ใช้จิตกระบี่ควบคุมกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วน มองคล้ายกับกำลังใช้ลมปราณแต่ความจริงแล้วมันกลับแผ่ขยายออกมาเอง เมื่อใดที่ลงมือจะต้องทำให้ฟ้าถล่มดินทลาย กระทั่งทำให้เมืองหลวงราบเป็นหน้ากลอง
“เจ้าลงมือเถิด อย่าได้ไปทำร้ายชาวบ้านในเมืองเป็นพอ”
น้ำเสียงราบเรียบของเจียงฉางเซิงดังขึ้นและสะท้อนไปมาไม่หยุดเช่นกัน ในเมื่ออีกฝ่ายบีบคั้นเพียงนี้ เขายอมแพ้เรื่องของแสนยานุภาพไม่ได้เช่นกัน และจะต้องให้คนทั่วทั้งเมืองได้เห็นการต่อสู้ครั้งนี้
เมื่อเทพกระบี่ได้ยินก็หยุดเท้าทันใด เขายกมือขวาขึ้นไปจับกระบี่ที่อยู่ข้างหลัง กำด้ามกระบี่ด้ามหนึ่งแล้วชักออกมา
ชิ้ง…
แสงกระบี่ส่องไปทั่วฟ้าดิน เทพกระบี่วางกระบี่ในมือในแนวนอนก่อนคลายมือออก กระบี่งามเล่มนี้ก็ลอยอยู่ตรงหน้าเขา
ข้างนอกเมืองหลวง ชาวยุทธ์และชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนแหงนหน้ามองเขา ศิษย์ของอารามมังกรผงาดบนยอดเขายุทธ์และเหล่าผู้มาทำบุญต่างก็มองอย่างตึงเครียดเป็นที่สุด ราศีของเทพกระบี่เหนือกว่ายอดฝีมือที่เคยมาท้าสู้ก่อนหน้านี้มากมายนัก
ภายในเรือนพัก ไป๋ฉีมองเจียงฉางเซิงขยับเส้นเอ็นและกระดูกด้วยสีหน้าตั้งตารอเต็มเปี่ยม
เจียงเจี้ยนยืนอยู่บนกำแพงลานหันหน้าไปบอกว่า “อาจารย์ปู่ เขาจะลงมือแล้วนะขอรับ!”
เขาร้อนใจนักเพราะเจียงฉางเซิงช่างใจเย็นเหลือเกิน หากหมู่กระบี่ขนาดยักษ์นั้นพุ่งเข้ามา เขามังกรผงาดจะต้องถูกทำลายเป็นจุณ
เจียงฉางเซิงยกเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันขึ้นมาและกระโดดมาข้างกายเขา ไป๋ฉีก็เข้ามายืนอยู่อีกด้านหนึ่งของเจียงฉางเซิง พวกเขายืนเคียงไหล่และมองไปยังเทพกระบี่ที่อยู่ไกลออกไป
“อย่าได้ตื่นตระหนก จงดูว่าจะเป็นกระบี่ของเขาแข็งแกร่งหรือว่าลูกธนูของข้าคมกริบกว่ากัน” เจียงฉางเซิงกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ เขายกเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันขึ้นด้วยมือซ้ายแล้วเริ่มเล็งไปยังเทพกระบี่
“ข้าน้อยฝึกยุทธ์มาสี่ร้อยปี เมื่อสองร้อยปีก่อนสำเร็จวิถีกระบี่ บรรลุขั้นจักรวาล สองร้อยปีต่อมาเข้าถึงวิถีกระบี่ ตระหนักรู้ถึงจิตกระบี่ฟ้าดิน กระบี่นี้จะต้องทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี มรรคาจารย์อย่าได้ดูแคลนกระบี่ของข้า นี่คือกระบี่แห่งฟ้าดิน!”
เมื่อเสียงของเทพกระบี่สิ้นลง มือขวาของเขาก็ผลักออกไปในทันใด กระบี่ที่อยู่ตรงหน้าเหินออกไปและหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุดไปพร้อมกัน
หมู่กระบี่ที่อยู่ข้างหลังเทพกระบี่ระเบิดออกตาม ทั้งกระบี่ประจำกาย กระบี่ล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนหมุนอยู่รอบเทพกระบี่ ก่อนพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตา กระบี่ทั้งหมดก็ประกอบตัวเข้าด้วยกันโดยมีกระบี่ล้ำค่าที่หมุนวนอยู่ก่อนหน้านี้เป็นปลายกระบี่ ปราณกระบี่แผ่ขยายออกไป ก่อนผนึกเข้าเป็นกระบี่ขนาดมหึมาเล่มหนึ่ง แยกฟ้าและดินออกจากกัน แล้วพุ่งไปยังอารามมังกรผงาดด้วยพลังรุนแรงเกินต้านทาน
ราวกับทุกคนถูกกระแทกเข้าที่หน้าอกอย่างแรงครั้งหนึ่ง ทุกคนต่างมองภาพนี้อย่างทำอะไรไม่ถูก
ในเวลาเดียวกัน!
อารามมังกรผงาดก็สั่นสะเทือนอย่างหนัก ทำให้ยอดเขายุทธ์ที่อยู่ในแถบใกล้ๆ สั่นสะเทือนไปด้วย แต่ทั้งชาวบ้าน ศิษย์ของอารามมังกรผงาดและแขกที่มาทำบุญต่างนึกว่าเกิดขึ้นเพราะอานุภาพกระบี่ของเทพกระบี่