เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 119 แต้มเซ่นไหว้สิบล้านกับต้าจิ่งไท่จง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 119 แต้มเซ่นไหว้สิบล้านกับต้าจิ่งไท่จง
ตอนที่ 119 แต้มเซ่นไหว้สิบล้านกับต้าจิ่งไท่จง
เจียงจื่ออวี้ยืนอยู่ริมหน้าต่างของตำหนักบรรทม เขามองสายฝนห่าใหญ่นอกหน้าต่างอย่างเงียบสงบ ในมือถือชาร้อนหนึ่งถ้วย หลายปีนี้เขาแก่ชราขึ้นเร็วยิ่งนัก ตัวเขายามอายุเจ็ดสิบปีมิอาจองอาจเฉกเช่นวันวานอีกแล้ว เขาเหมือนตาแก่ธรรมดาที่เหลือเปลวเทียนแห่งชีวิตเพียงริบหรี่
“ที่แท้ท่านก็พูดถูกต้องแล้ว ท่านต่างหากที่เป็นลิขิตสวรรค์ของต้าจิ่ง”
เจียงจื่ออวี้คลี่ยิ้มพลางพึมพำกับตนเอง เขาเริ่มนึกทบทวนชีวิตนี้ของตนเอง ความรุ่งโรจน์และความสำเร็จอันยอดเยี่ยมล้วนแต่ได้ท่านพ่อมอบให้ บางทีอาจถึงเวลาที่สมควรจากไปแล้ว เจียงจื่ออวี้คิดอยู่เงียบๆ
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นเจียงฉางเซิงที่อยู่บนท้องฟ้าก็หายวับไปกับอากาศ สายฝนห่าใหญ่ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ขับไล่ไอร้อนระอุบนผืนแผ่นดิน อีกด้านหนึ่งเหนือท้องนภาของเมืองหลวงรัฐเฉียน ปรากฏเงาร่างของเจียงฉางเซิง เขาเริ่มเรียกลมเรียกฝน นำฝนห่าใหญ่มาให้ประชาชนรัฐเฉียน
ภายในเรือนพัก เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวิชา คนที่เขาส่งออกไปข้างนอกล้วนเป็นร่างแยก ไม่ว่าอย่างไรต้าจิ่งก็กว้างใหญ่เหลือเกิน เขาเรียกลมเรียกฝนได้ แต่ยังทำให้ครอบคลุมทั่วทั้งต้าจิ่งไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงแบ่งร่างแยกเจ็ดสิบสองร่าง ใช้เวลาสองวันให้ร่างแยกร่างอื่นหาตำแหน่งดีๆ ที่จะให้ฝนตก หลังจากนั้นจึงผลัดกันขอฝน ทำเช่นนี้จึงจะไม่เปิดเผยวิชาแยกร่างของเขา
อย่างมากที่สุดผู้คนก็จะคิดว่ามรรคาจารย์เดินทางได้รวดเร็วนักระหว่างเสกฝนให้ใต้หล้า แม้แต่เทพกระบี่กับเจียงเจี้ยนก็ไม่รู้ว่าเจียงฉางเซิงซ่อนตัวอยู่ในห้อง
สายฝนห่าใหญ่ของรัฐจิ่งตกติดต่อกันอยู่ครึ่งวัน เมื่อสายฝนพ้นผ่าน ท้องนภากลับมาใสกระจ่าง ทั่วทั้งเมืองก็โห่ร้องด้วยความยินดี
หลายวันหลังจากนั้นร่างแยกของเจียงฉางเซิงยังใช้วิชาเรียกลมเรียกฝนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ็ดสิบสองรัฐได้รับน้ำฝน ปาฏิหาริย์เช่นนี้ล่วงรู้ไปถึงอาณาจักรรอบด้าน ต้าจิ่งและทั่วหล้าต่างตกตะลึงกับความสามารถของมรรคาจารย์ มีประชาชนกับผู้ฝึกยุทธ์ตั้งรูปสลักของมรรคาจารย์แล้วจุดธูปเซ่นไหว้ในบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางพงไพรและขุนเขา ฉีหยวนกับลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าอารามที่สร้างขึ้นใหม่ ดื่มด่ำกับน้ำฝนที่รินรดกายา
“ฝนตกแล้วจริงๆ! มรรคาจารย์เป็นท่านเซียนจริงๆ ด้วย”
“อาจารย์ ท่านทายถูกแล้ว มรรคาจารย์ไม่ได้คุยโวจริงๆ”
“เก่งกาจเหลือเกิน บอกว่าฝนจะตกก็ทำให้ฝนตกได้ ที่นี่อยู่ห่างจากรัฐจิ่งตั้งสี่หมื่นลี้เชียวนะ!”
“ศรัทธาในมรรคาจารย์ ส่งเสริมสันติภาพ ลิขิตสวรรค์ย่อมอยู่กับพวกเรา!”
“ที่แท้บนโลกใบนี้นอกจากวิชายุทธ์แล้วก็มีวิชาเซียนอยู่จริงๆ”
ฉีหยวนฟังคำพูดของลูกศิษย์ทั้งหลายแล้วทอดถอนใจ เขาหวนคิดถึงภาพยามเจียงฉางเซิงย้ายภูเขาเมื่อวันนั้น เขาได้ประจักษ์ภาพที่เจียงฉางเซิงยกยอดเขายุทธ์ขึ้นมากับตาตนเอง ภาพนั้นน่าตกตะลึงกว่ายามเห็นอีกฝ่ายเคลื่อนภูเขาไปด้านหน้ากับตาเสียอีก
นับจากวันนั้น ในใจฉีหยวน เจียงฉางเซิงก็คือเทพเซียน
ฉีหยวนหัวใจเต้นตึกตักเอ่ยว่า “มีมรรคาจารย์ปกป้องพวกเรา พวกเจ้าต้องตั้งปณิธานให้แน่วแน่ หากวันหน้าใต้หล้าสงบสุข พวกเจ้าย่อมมีคุณงามความดีมหาศาล หลังจากตายไปจะได้กลายเป็นเซียน”
ลูกศิษย์ทั้งหลายขานรับอย่างเบิกบานพร้อมเพรียงกัน ความฮึกเหิมในจิตใจลุกโชติช่วง
สามวันให้หลัง เจียงฉางเซิงหายตัวไปจากด้านในห้อง โผล่มาปรากฏตัวใต้ต้นวิญญาณปฐพีจากความว่างเปล่า เจียงเจี้ยนกับไป๋ฉีเห็นเขาก็ขยับเข้ามาถามไถ่สถานการณ์อย่างตื่นเต้นทันที
“อาจารย์ปู่ เสกฝนทั่วทั้งต้าจิ่งแล้วหรือ” เจียงเจี้ยนถามอย่างคาดหวัง
เจียงฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ เขาเพิ่งเคยใช้พลังวิญญาณมากมายปานนี้เป็นหนแรก ร่างแยกทั้งหมดล้วนสลายหายไปหลังพลังวิญญาณหมดลง ไม่ได้เดินทางกลับมา
เจียงเจี้ยนได้ยินดังนั้นก็ยินดีปรีดายิ่งนัก ไป๋ฉีตั้งท่าจะเข้าไปเลียเจียงฉางเซิง แต่ถูกนิ้วเดียวของเจียงฉางเซิงกดหน้าผากเอาไว้ก่อนจึงขยับไปข้างหน้าไม่ได้
เทพกระบี่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาอดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “ขอบังอาจถาม นั่นคือวิชายุทธ์หรือวิชาเซียนกัน”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “บนโลกใบนี้มีวิชาเซียนที่ไหน รอเจ้าบรรลุระดับขั้นที่สูงกว่านี้ เจ้าก็จะทำได้เอง”
เทพกระบี่ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า ขอเพียงไม่ใช่วิชาเซียนเขาก็ยังมีความหวังว่าจะไขว่คว้ามาครองได้ สายตาของเขามีเปลวเพลิงลุกโหม เริ่มคาดหวังว่าการติดตามเจียงฉางเซิงจะนำความก้าวหน้าเช่นไรมาให้ตน
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ “เรียกลมเรียกฝนก็เป็นเจตจำนงแห่งฟ้าดินแบบหนึ่ง เจ้าลองขบคิดเรื่องนี้ดู”
ได้ยินคำนี้ สีหน้าของเทพกระบี่ก็เหมือนฉุกคิดบางสิ่งได้ เขาเดินไปตรงมุมแล้วทำสมาธิใคร่ครวญทันที ผู้อาวุโสชี้แนะเขาแล้ว
เจียงเจี้ยนก็ได้รับแรงกระตุ้นครั้งใหญ่เช่นกัน เขาเริ่มฝึกกำลังภายในทันที จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าขั้นกายาทองคำยังสูงไม่พอ เป้าหมายของข้าคือขั้นจักรวาล ไม่สิ ระดับขั้นที่สูงยิ่งกว่าขั้นจักรวาล!
ครึ่งปีหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงคอยเรียกลมเรียกฝนให้ต้าจิ่งเดือนละหน ช่วยให้ต้าจิ่งผ่านหน้าแล้งอันโหดร้ายหนนี้มาได้ พอมาถึงสิ้นปี หิมะห่าใหญ่ก็โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า มหันตภัยจากฟ้าดินหนนี้จึงผ่านพ้นไปได้เสียที ฤดูสารทถูกเบียดกระเด็นหายไปที่ใดแล้วก็ไม่ทราบ
[ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบเก้า ภัยแล้งในรอบพันปีที่ดำเนินมายาวนานครึ่งค่อนปีผ่านพ้นไปแล้ว เจ้ารอดพ้นเคราะห์ภัยหนนี้มาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวิชาเบ็ดเตล็ด นามว่า “บันทึกค่ายกล”]
เป็นอย่างที่คิด มีรางวัลรอดชีวิตให้ตักตวงอีกแล้ว! ภัยหิมะพันปีเมื่อหนก่อนก็เป็นเช่นเดียวกัน เจียงฉางเซิงเบิกบานใจ เขารับบันทึกค่ายกลมาอย่างเงียบๆ
บันทึกค่ายกลเป็นตำราฝึกค่ายกลเซียนเล่มใหญ่ สอนเขาว่าจะสร้างค่ายกลอย่างไร ในบันทึกค่ายกลจดบันทึกค่ายกลไว้นับร้อยชนิด แต่พวกมันล้วนเป็นค่ายกลพื้นฐานและค่ายกลสนับสนุน ไม่มีพลังทำลายล้างอันแข็งแกร่ง แต่สำหรับเจียงฉางเซิงนี่มากพอแล้ว เขาตั้งใจจะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นผู้ฝึกเซียนผู้มีความสามารถรอบด้านอยู่พอดี
ภายในครึ่งปี แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเพิ่มขึ้นมาอย่างพรวดพราด จำนวนแต้มที่เพิ่มขึ้นหนนี้เหนือกว่าหนไหนๆ จนเทียบกันไม่ติด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เรียกลมเรียกฝนมาให้ทั้งเจ็ดสิบสองรัฐ ทั้งยังไม่ใช่แค่หนึ่งหน ยามนี้ชาวบ้านทั้งหลายจึงบูชาเขาเป็นเทพ
เมื่อสิ้นปีมาเยือน แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็ทะลุสิบล้าน
นั่นหมายความว่ามีคนหันมาจุดธูปเซ่นไหว้เขาจำนวนหลายล้านคนภายในครึ่งปี ตัวเลขนี้น่ากลัวมาก มันแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีของเขาภายในต้าจิ่ง แล้วนี่เป็นเพียงการจุดธูปเซ่นไหว้เท่านั้น ผู้คนที่นับถือเลื่อมใสเจียงฉางเซิงส่วนมากยุ่งอยู่กับการดำรงชีวิตไม่ก็การฝึกยุทธ์ พวกเขาย่อมไม่มีเวลาว่างมาตั้งรูปสลักจุดธูปเซ่นไหว้เขา การเพิ่มจำนวนยังดำเนินต่อไป!
ปีเฉียนอู่ที่ห้าสิบ เจียงฉางเซิงพาเจียงเจี้ยนเดินทางมาเยี่ยมเจียงจื่ออวี้
เจียงจื่ออวี้ได้พบหน้าองค์ชายองค์อื่นแล้ว หนนี้จึงมีเพียงปู่หลานคู่นี้ที่มาพบเขา เจียงซิ่วก็อยู่ด้วย
เจียงจื่ออวี้ยนอนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรงยิ่งนัก เจียงเจี้ยนเห็นสภาพเช่นนี้ของเขาก็ลนลานรีบไปคุกเข่าข้างเตียง ถามไถ่อาการของเขาอย่างเป็นห่วง
เจียงจื่ออวี้ลูบศีรษะของเจียงเจี้ยนแล้วหันไปมองเจียงฉางเซิง เขาเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “ท่านพ่อ… ลูกอกตัญญู มิอาจอยู่กตัญญูท่าน ต้องล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง…”
พอคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เจียงเจี้ยนก็เบิกตาโต เขาหันขวับไปมองเจียงฉางเซิงอย่างไม่อยากเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร… ความจริงแล้วอาจารย์ปู่คือท่านปู่ของเขาหรือ นี่มันเรื่องอะไรกัน
เจียงฉางเซิงเดินมาข้างเตียงแล้วใช้วิชาหวนชีวัน ฟื้นพละกำลังของเจียงจื่ออวี้กลับมาบางส่วน
เจียงจื่ออวี้สัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงอย่างรวดเร็ว เขาค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ยืดตัวบิดขี้เกียจหนึ่งหนแล้วถอนหายใจ “ท่านพ่อยังเก่งกาจเช่นเดิม”
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้ามีความปรารถนาใดยังไม่สัมฤทธิ์ผลหรือไม่”
เขามีบุตรชายคนนี้เพียงคนเดียว ย่อมาลัยอาวรณ์
เจียงจื่ออวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าปรารถนาจะเห็นต้าจิ่งรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง แต่มันกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันแล้ว คงจะให้ท่านใช้วิชาลวงตาแสดงให้ข้าเห็นไม่ได้กระมัง ฮาๆ”
เจียงเจี้ยนยังตกอยู่ในความตะลึง เขาหันไปมองเจียงซิ่วแล้วพบว่าเจียงซิ่วมีท่าทีนิ่งสงบ เขารู้ทันทีว่าพี่ใหญ่รู้ความจริงอยู่แล้ว
“พวกเจ้าสองพี่น้องไปคุยกันด้านข้างเถิดไป ข้ากับท่านปู่ของพวกเจ้าจะคุยกันตามลำพังสักหน่อย” เจียงจื่ออวี้โบกมือไล่
เจียงซิ่วลากเจียงเจี้ยนเดินไปทางตำหนักข้างที่อยู่ด้านข้างทันที เจียงฉางเซิงเดินมานั่งข้างเตียง เจียงจื่ออวี้อดใจไม่ไหวหดตัวฟุบลงมาบนหน้าตักของเขาเหมือนสมัยเป็นเด็กน้อย แม้เจียงฉางเซิงจะยังหน้าตาเหมือนอายุสิบแปด ส่วนเขากลายเป็นมังกรชราแล้ว แต่ในหัวใจของเขา เจียงฉางเซิงยังคงเป็นขุนเขาชั่วนิรันดร์ ขุนเขาที่ทำให้เขาปลดความระแวงและท่าทีเสแสร้งทั้งหมดลงได้
“ท่านพ่อ จู่ๆ ข้าก็คิดถึงท่านแม่อย่างยิ่ง ตั้งแต่เล็กจนโต นางอยู่ข้างกายข้ามาตลอด ข้าจำได้ว่ามีหนหนึ่งข้ากับเจียงจื่อหานทะเลาะกัน เจียงจื่อหานเรียกคนกลุ่มหนึ่งมาตั้งใจจะรุมซ้อมข้า จู่ๆ ท่านแม่ก็ปรากฏตัว…”
เจียงจื่ออวี้พูดสิ่งที่ตนเองอยากพูดอย่างเงียบๆ เจียงฉางเซิงตั้งใจฟังพลางลูบแผ่นหลังของเขาอย่างอ่อนโยน เหมือนเช่นเมื่อหลายสิบปีก่อนในอารามมังกรผงาด
เว่ยอ๋องน้อยในอดีตเติบใหญ่เป็นฮ่องเต้ต้าจิ่งผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้าแล้ว ยามนี้เขากำลังจะพกความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏในรอบหมื่นปีกลับไปพำนักใต้ผืนพสุธา
ชีวิตนี้ของเจียงจื่ออวี้นับได้ว่าสมบูรณ์แบบ ยามเยาว์วัยกอบกู้แผ่นดิน ยามหนุ่มทำศึกทั่วหล้า ยามชราปกครองแผ่นดินอย่างชาญฉลาด ไม่เคยตัดสินใจผิด
เจียงฉางเซิงภาคภูมิใจในตัวเจียงจื่ออวี้ยิ่งนัก แม้เขาจะคอยหนุนหลังเจียงจื่ออวี้อยู่ แต่ก็แค่ยามเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเท่านั้น การปกครองใต้หล้าแห่งนี้ได้ดีย่อมเป็นคุณงามความดีของเจียงจื่ออวี้ ความลำบากตรากตรำเบื้องหลังความสำเร็จนี้มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะจินตนาการออก
สองพ่อลูกสนทนากันเนิ่นนานนัก สุดท้ายเจียงฉางเซิงก็จากไป ทิ้งเจียงเจี้ยนให้อยู่เป็นเพื่อนบิดาของตน
เดือนเจ็ด ฮ่องเต้สวรรคต พระชนม์มายุสิริรวมเจ็ดสิบเอ็ดปี องค์รัชทายาทเจียงซิ่วสืบราชบัลลังก์ ประชาชนทั่วหล้าต่างร่ำไห้โศกศัลย์ ทว่ามีเพียงประชาชนในสิบสามรัฐเท่านั้นที่รู้ซึ้งถึงคุณงามความดีของเจียงจื่ออวี้และอาลัยอาวรณ์เขาอย่างแท้จริง
ก่อนเจียงจื่ออวี้สิ้นใจ เจียงฉางเซิงมอบแต้มเซ่นไหว้ ประทานพรให้เขาสองแสนแต้มอย่างเงียบๆ อวยพรให้ชีวิตหน้าของเขามีพรสวรรค์ดียิ่งกว่านี้
ปีนี้เจียงฉางเซิงอายุหนึ่งร้อยปีพอดี แล้วก็เป็นหนึ่งร้อยปีแรกของต้าจิ่งอีกด้วย เขายืนอยู่ตรงหน้าผาคอยส่งบุตรชายของตนเองอยู่เงียบๆ
เจียงเจี้ยนหวนกลับมาอารามมังกรผงาดอีกหน เขาตรากตรำฝึกหนักกว่าเดิม เพราะเขาได้รู้แล้วว่าแผ่นดินต้าจิ่งได้มาไม่ง่าย เขาจะต้องสืบต่อหน้าที่ปกป้องแผ่นดินต้าจิ่งแห่งนี้ต่อไป
เดือนเก้า เจียงซิ่วขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป นามของรัชศกจะเปลี่ยนเป็นเหรินเตอ สืบต่อปณิธานของเจียงจื่ออวี้ต่อไป
เจียงซิ่วถวายพระนามให้เจียงจื่ออวี้เป็นไท่จง จารึกนามบนป้ายวิญญาณว่าจิ่งไท่จง
ใต้จันทรายามราตรี เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนต้นไม้ทอดสายตามองเมืองหลวงอันรุ่งเรือง พลางหวนนึกถึงชีวิตหนึ่งร้อยปีของตนเอง ศัตรู สหาย ครอบครัว คู่แค้น ทุกคนล้วนลอยหายไปต่อหน้าต่อตาเขา
มีทุกข์ มีสุข มีโศกเศร้า มีความรู้สึกจนปัญญา อารมณ์นับหมื่นแปรเปลี่ยนเป็นจิตใจอันแน่วแน่ แม้นสรรพสิ่งผันแปรตามกาลเวลา ผู้คนที่คุ้นเคยทยอยจากจร แต่เขายิ่งต้องพากเพียรฝึกบำเพ็ญ เขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อจึงจะพิสูจน์ได้ว่าผู้คนที่เขาห่วงใยเหล่านั้นยังคงอยู่ สิ่งนี้ก็คือความตั้งมั่นแรกของเขา
นอกจากการมีชีวิตเป็นอนันต์แล้ว สิ่งที่เขาแสวงหาอีกสิ่งหนึ่งก็คือการแข็งแกร่งจนไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า!
เมื่อใดเขาไร้คู่ต่อกรอย่างสมบูรณ์ บางทีเขาอาจทลายขีดจำกัดของฟ้าดิน บุกเบิกวิถีเซียน สร้างเทพเซียนขึ้นมาได้ แล้วตัวเขากก็จะกลายเป็นผู้ปกครองสูงสุดของทวยเทพเหล่านั้น
นี่เป็นเพียงเป้าหมายอันไกลโพ้น รอให้เขาไร้คู่ต่อกรจริงๆ เสียก่อน อยากทำสิ่งใดย่อมทำสิ่งนั้นได้ เพียงแต่ว่ายามนี้เขายังต้องพยายามต่อไป เป็นเสาหลักของต้าจิ่งแห่งนี้ก็ไม่เลว เขาไม่ได้ปกป้องต้าจิ่งเพียงเพราะเป็นแผ่นดินของตระกูลตนเองอีกต่อไปแล้ว แต่เขาทำเพื่อตอบแทนประชาชนที่ศรัทธาในตัวเขาเหล่านั้นด้วย
ในเมื่อเป็นเทพเทวาในหัวใจของประชาชนแล้วไซร้ จะไม่ประทานโชคลาภความสุขให้ประชาชนได้อย่างไร นี่ก็คือการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่าเขามอบโชคลาภให้ประชาชนทั้งมวล ไม่ใช่ประชาชนทุกคน
ไป๋ฉีหมอบอยู่บนพื้น เฝ้ามองเขาอยู่เงียบๆ
เจียงเจี้ยนกำลังฝึกวรยุทธ์ เทพกระบี่กอดตะกร้ากระบี่อยู่บนชายหลังคา เขากำลังจับจ้องดวงจันทราสว่างไสวพลางหวนคะนึงถึงอดีต เขาเองก็มีคนในอดีตของตัวเขาเองเช่นกัน เขาก็เหมือนกับเจียงฉางเซิง ไม่ถูกความรักความผูกพันในอดีตผูกมัดเอาไว้ มีแต่จะเปลี่ยนความคิดถึงให้กลายเป็นแรงผลักดันในการก้าวไปข้างหน้า ไขว่คว้าการเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด
ปีเหรินเตอที่หนึ่ง ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ย่อมนำพาสิ่งใหม่ๆ ตามมา ล่วงสู่รัตติกาล เจียงฉางเซิงไปเข้าฝันมู่หลิงลั่ว
ปีนี้มู่หลิงลั่วอายุใกล้ครบแปดขวบแล้ว สถานที่ในฝันคือหน้าน้ำตกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มู่หลิงลั่วยืนฝึกกระบี่อยู่หน้าทะเลสาบ แม้จะอายุยังน้อยแต่กระบวนท่าเฉียบคมยิ่งนัก เทียบกับผิงอัน เจียงเจี้ยนกับหวงชวนตอนอายุเท่ากันแล้ว นับว่าแข็งแกร่งกว่ามาก ระหว่างที่สะบัดกระบี่ถึงกับมีปราณกระบี่ออกมาด้วย
สาวน้อยคนนี้ช่างเหลือเกินจริงๆ… แม้แต่ตอนฝันก็ยังฝึกวรยุทธ์อีก!
เจียงฉางเซิงยืนอยู่ริมทะเลสาบ เฝ้ามองอย่างเงียบๆ ตอนนั้นเองมู่หลิงลั่วก็เหลือบมาเห็นเจียงฉางเซิง สีหน้ายินดีปรีดาพลันปรากฏ นางกระโจนมาถึงข้างกายเจียงฉางเซิงในบัดดล แล้วแหงนหน้าถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“พี่ฉางเซิง ข้าไม่ฝันเห็นท่านมาครึ่งปีแล้ว ครึ่งปีนี้ท่านไปที่ใดมาหรือ”