เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 120 ตระกูลอันแข็งแกร่ง แผนการของจอมราชัน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 120 ตระกูลอันแข็งแกร่ง แผนการของจอมราชัน
ตอนที่ 120 ตระกูลอันแข็งแกร่ง แผนการของจอมราชัน
“มีพลัดพรากลาจาก พานพบจึงล้ำค่า มิพบหน้า จึงเฝ้าคอยพบพานอีกครา”
เจียงฉางเชิงลูบศีรษะของมู่หลิงถั่วแล้วหัวเราะแผ่วเบา มู่หลิงถั่วฟังไม่เข้าใจ แต่นางก็ชวนคุยอย่างกระตือรือร้น
“ระยะนี้ข้าฝึกวิชากระบี่วิชาหนึ่งอยู่ พี่ฉางเชิง พวกเรามาฝึกวิชาด้วยกันหน่อยดีหรือไม่”
นางอายุแปดขวบจึงเริ่มรู้ความแล้ว นางไม่น้อยใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหมือนตอนสี่ขวบอีกต่อไป นางรู้ว่าพรสวรรค์ของตนเองไม่ธรรมดา เมื่อได้รับอิทธิพลจากผู้คนรอบข้างกับเจียงฉางเชิงจึงทำให้นางหลงใหลในวรยุทธ์
คนในตระกูลคาดหวังให้นางฝึกวรยุทธ์เพราะนั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตระกูล แต่เจียงฉางเชิงคาดหวังให้นางฝึกยุทธ์เพราะหวังว่านางจะมีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น
เจียงฉางเชิงไม่มีทางปฏิเสธคำขอร้องของมู่หลิงถั่ว ทั้งสองคนเริ่มประลองวรยุทธ์กัน เจียงฉางเชิงย่อมไม่เผด็จศึกมู่หลิงถั่วในพริบตา เขายอมอ่อนข้อ ให้ตนเองเป็นฝ่ายได้เปรียบเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น มู่หลิงถั่วก็ยอมแพ้บอกว่าตนเองเหนื่อยแล้ว เจียงฉางเชิงแอบหัวเราะ ในฝันก็เหนื่อยได้ด้วยหรือ
ทั้งสองคนนั่งอยู่ริมทะเลสาบ มู่หลิงถั่วเริ่มระบายเรื่องราวในใจของนางให้ฟัง นางถือกำเนิดมาก็ไม่ธรรมดา ตระกูลจึงคาดหวังในตัวนางอย่างยิ่ง เมื่อนางค่อยๆ เติบโตขึ้น นางก็สูญเสียอิสระไป ทั้งวันมีแต่การฝึกวรยุทธ์
ตระกูลหาอาจารย์มาให้นางมากถึงห้าคน ทั้งด้านกำลังภายใน วิชากระบี่ การหล่อหลอมกายา วิชาท่าร่าง และประวัติศาสตร์แห่งวิถียุทธ์ ทุกวันมีตารางเรียงรายเต็มไปหมด
เจียงฉางเชิงหัวเราะ มีเรียนวิชาสายศิลป์เสียด้วย ดูท่าตระกูลมู่จะไม่ธรรมดาอยู่นะ เขาฟังอย่างตั้งใจ แต่ไม่เอ่ยคำพูดหยอกล้อที่อยู่ในใจออกมา
ใกล้ฟ้าสาง เจียงฉางเชิงจึงบอกลามู่หลิงถั่ว มู่หลิงถั่วยังเยาว์วัย ยามนี้สิ่งที่เจียงฉางเชิงต้องการจะทำมีเพียงการอยู่เคียงข้างนางจนเติบใหญ่ คอยชี้แนะวรยุทธ์ให้นางเป็นบางครั้ง ฟังความในใจของนางบ้างเป็นบางหนเท่านั้น
เจียงฉางเชิงออกมาจากความฝัน เขาลืมตาตื่น จากนั้นจึงใช้ฟังก์ชันแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ในใจ
“ข้าอยากรู้ว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปเทพโบราณแข็งแกร่งเพียงใด”
[ขอบเขตกว้างเกินไป ยามนี้ไม่อาจพยากรณ์ได้ ระบบต้องการเวลาสำรวจโชคชะตาในใต้หล้า]
“ข้าอยากรู้ว่าตระกูลที่มู่หลิงถั่วอยู่แข็งแกร่งมากเพียงใด”
[ขอบเขตกว้างเกินไป ยามนี้ไม่อาจพยากรณ์ได้ ระบบต้องการเวลาสำรวจโชคชะตาในใต้หล้า]
เจียงฉางเชิงจนปัญญา หลายปีที่ผ่านมาเขามักพยากรณ์เช่นนี้บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้รับผลพยากรณ์ที่ชัดเจน ทวีปเทพโบราณอยู่ไกลเพียงใดกันแน่นะ เขาเลิกขบคิดแล้วหันมาจดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญ
ปีแรกที่เจียงซิ่วขึ้นครองบัลลังก์ เขามุ่งมั่นตั้งใจอย่างยิ่ง ส่งผลให้องครักษ์ชุดขาว สำนักใต้หล้ากับพ่อค้าที่เดินทางไปมาเมืองหลวงมีจำนวนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
เขาผลักดันการผลิตเต็มกำลัง เริ่มค้นหาทรัพยากรและผลิตผลในแผ่นดิน กระตุ้นให้การค้าภายในเจ็ดสิบสองรัฐรวมไปถึงการค้ากับอาณาจักรอื่นก้าวหน้า แนวทางการปกครองเช่นนี้ของเขาทำให้อาณาจักรรอบด้านต่างพากันโล่งอก เห็นชัดว่าฮ่องเต้รัชสมัยนี้ไม่คลั่งไคล้การทำสงครามเหมือนจิ้งไท่จงในอดีต
เจียงซิ่วแต่งตั้งเจียงเทียนหมิ่น พระนัดดารัชทายาทที่จิ้งไท่จงเคยกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ลำดับถัดไปขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาท เพราะต้องการหยุดยั้งอันตรายจากศึกแย่งชิงราชบัลลังก์
ปีนี้เจียงซิ่วอายุสี่สิบหกปี เขาใกล้จะอายุเต็มสี่สิบเจ็ดปีแล้ว กำลังอยู่ในช่วงวัยแห่งการมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่
อารามมังกรผงาดยังคงเป็นสถาบันเดียวที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เคารพนับถือ แต่ละวันผู้เดินทางมาเซ่นไหว้มีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลด ประชาชน พ่อค้าและผู้ฝึกยุทธ์จากเขตต้าฮวงก็เริ่มเดินทางมารัฐซือเช่นกัน
ตั้งแต่สมัยการปกครองของจิ้งไท่จง แม้แผ่นดินจะมีทั้งสิ้นเจ็ดสิบสองรัฐ แต่สิบสามรัฐยังคงเป็นหลัก ทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ล้วนกระจุกรวมตัวอยู่ในสิบสามรัฐ แดนศักดิ์สิทธิ์สำคัญทั้งสองแห่งก็ล้วนอยู่ในรัฐซือ ดังนั้นไม่ว่าจะสำหรับพ่อค้า ขุนนางหรือผู้ฝึกยุทธ์ สิบสามรัฐก็คือดินแดนที่ทุกผู้คนในใต้หล้าเฝ้าฝันปรารถนา ส่วนรัฐซือยิ่งถือว่าเป็นที่สุด มันคือศูนย์กลางของต้าจิ้ง ถูกเชิดชูเป็นมหารัฐแห่งใต้หล้า
คิมหันต์ตบเท้ามาเยือนแล้ว
อวี้เหยียนอี้เดินทางมาเยี่ยมเจียงฉางเชิงพร้อมกับพาใครอีกคนมาด้วย เขาก็คือจางอิงหัวหน้าของหอการค้ายอดวาสนา เจียงฉางเชิงให้พวกเขาข้ามสะพานมา จากนั้นก็ออกมาพบจางอิงที่ลานเรือน
“ข้าน้อยจางอิงแห่งหอการค้ายอดวาสนา ชื่นชมมรรคาจารย์มานานแล้วจึงเดินทางมาคารวะ”
จางอิงค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม วรยุทธ์ของคนผู้นี้บรรลุขั้นเทวจิตแล้วนับว่าไม่อ่อนแอ สาเหตุสำคัญที่เจียงฉางเชิงยอมพบเขาก็เพราะว่าเขามาจากทะเลสวรรค์
ผู้แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปแห่งนี้เพิ่งจะมีค่าเท่ากับเก้าหมื่นแต้มเซ่นไหว้ แต่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในทะเลสวรรค์มีค่าเท่ากับหนึ่งแสนเก้าหมื่นแต้มเซ่นไหว้ สิ่งนี้มากพอจะทำให้เห็นความห่างชั้นของดินแดนทั้งสอง
อวี้เหยียนอี้เอ่ยต่อว่า
“หอการค้ายอดวาสนายินดีมอบของขวัญพบหน้าให้อารามมังกรผงาด แล้วยังมีเรื่องอื่นต้องการพบท่าน ข้ากลัวว่าท่านจะพลาดโอกาสนี้จึงพาเขามา”
จางอิงอยากพบมรรคาจารย์มานานแล้วแต่ทุกข์ใจที่ไร้หนทาง เขาเคยขอให้เจียงซิ่วช่วยแนะนำ แต่กลับถูกเจียงซิ่วปฏิเสธอย่างอ้อมๆ สาเหตุก็เพราะหนึ่งกลัวว่าจะรบกวนเจียงฉางเชิง สองคือกลัวเจียงฉางเชิงจะถูกคนพาตัวไป
เจียงฉางเชิงถามว่า
“มีธุระใดหรือ”
จางอิงข่มอารมณ์ให้กลับมาสงบ จังหวะที่เห็นเจียงฉางเชิงหนแรกเขาตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายยิ่งนัก เมื่อรวมกับเรื่องที่มรรคาจารย์เคยขอฝน เขาย่อมตื่นเต้นกับการได้พบหน้าเจียงฉางเชิง
“หอการค้ายอดวาสนาถือกำเนิดในทะเลสวรรค์และก่อตั้งมาแปดร้อยปีแล้ว พวกเราครอบครองผลผลิตมากมายในทะเลสวรรค์ วิถียุทธ์เจริญรุ่งเรือง เล่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อนทวีปที่ต้าจิ้งอยู่เคยเกิดสงครามครั้งใหญ่ของชาวยุทธ์ที่ถูกเล่าลือเป็นตำนาน พลังแห่งโชคชะตากับผืนแผ่นดินจึงเสียหายอย่างหนัก”
“ฝึกยุทธ์อยู่ที่นี่ อย่างมากที่สุดก็บรรลุขั้นจักรวาลได้เท่านั้น แต่เท่าที่ข้ารู้มาทะเลสวรรค์บ่มเพาะผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่านั้นได้ ข้าไม่แน่ใจว่าท่านบรรลุถึงระดับขั้นนั้นหรือยัง แต่ข้าคิดว่าท่านน่าจะไปถึงแล้ว ท่านแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ย่อมไม่ควรอยู่แต่ในต้าจิ้ง แต่ควรเดินทางไปยังดินแดนที่โลกแห่งวรยุทธ์กว้างใหญ่กว่านี้”
“เทวตำนานทั้งหลายบนโลกใบนี้ แท้จริงล้วนเป็นการสำแดงฤทธิ์เดชของผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝีมือแข็งแกร่งในยุคโบราณ นอกจากทำให้เป็นอมตะไม่ได้ ระดับชั้นแห่งวิถียุทธ์ก้าวไปได้สูงเพียงใด ไม่มีผู้ใดบอกได้ชัด ข้าน้อยน้อมเชิญมรรคาจารย์มาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของหอการค้ายอดวาสนา หอการค้ายอดวาสนายินดีดูแลมรรคาจารย์ อีกทั้งทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ของทะเลสวรรค์ก็ยอดเยี่ยมกว่าต้าจิ้งยิ่งนัก ไยมรรคาจารย์ไม่กลับไปกับข้าเล่า”
จางอิงถามไป หัวใจก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เขารู้ว่ามรรคาจารย์เป็นอาจารย์ของจิ้งไท่จง ทว่ายามนี้จิ้งไท่จงสวรรคตแล้ว เขาจึงกล้าเอ่ยปากเชื้อเชิญ
เจียงฉางเชิงส่ายหน้าบอกว่า
“ขอบคุณเจตนาดีของเจ้า แต่ข้าไม่อยากไปจากต้าจิ้ง”
จางอิงร้อนใจทันที เขาคิดจะเกลี้ยกล่อมต่อ แต่เมื่อคิดทบทวนอีกครั้ง เรื่องนี้ย่อมมิอาจฝืนใจคน อีกอย่างเขาก็ไม่มีคุณสมบัตินั้น เขาจึงได้แต่คว้าสิ่งที่ดีรองลงมา
“หอการค้ายอดวาสนายินดีมอบอาวุธชั้นเลิศและศาสตราเทวะ รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่เหมาะกับการหล่อหลอมเอ็นกระดูกบำรุงร่างกาย ให้อารามมังกรผงาดเพื่อแสดงไมตรี”
เจียงฉางเชิงคลี่ยิ้มพยักหน้า หลังจากนั้นก็ให้เจียงเจี้ยนส่งจางอิงลงจากภูเขาไป
อวี้เหยียนอี้เดินมาข้างเขาแล้วบอกว่า
“บิดาของข้าเตรียมจะส่งลูกศิษย์จำนวนหนึ่งไปเข้าร่วมหอการค้ายอดวาสนาเพื่อออกไปเพิ่มพูนความรู้ นับแต่โบราณหอการค้าจากโพ้นทะเลใช่จะมาเยือนแผ่นดินนี้เป็นหนแรก พวกเขาไปเยือนราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งแห่งอื่นเช่นกัน การที่หอการค้ายอดวาสนาถูกใจต้าจิ้งย่อมพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพของต้าจิ้งแล้ว”
เจียงฉางเชิงตอบว่า
“ย่อมได้ ข้าไม่มีอันใดคัดค้าน”
ต้าจิ้งต้องการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง ย่อมปิดกั้นตนเองหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งจำเป็น
อีกด้านหนึ่งเจียงเจี้ยนเดินมาส่งจางอิงพลางชวนสนทนาสัพเพเหระไปด้วย
“หัวหน้าจาง มีวัตถุดิบที่ช่วยทำให้ง้าวสามแฉกสองคมเล่มนี้ของข้าหนักขึ้นหรือไม่”
เจียงเจี้ยนยิ้มแย้มถามเขา
จางอิงหัวเราะแล้วพยักหน้าถามว่า
“เจ้าอยากให้หนักขึ้นเท่าใดเล่า”
เจียงเจี้ยนครุ่นคิดแล้วบอกว่า
“สักล้านชั่ง? ไม่ไหวๆ มากเกินไปหน่อย สักห้าแสนชั่งก็แล้วกัน”
จางอิงได้ยินคำตอบ หนังตาก็กระตุกยิกๆ อดใจไม่ไหวถามว่า
“เจ้าอยู่ระดับชั้นใดกัน”
“เทวชนสิ”
“ต่อให้เป็นขั้นเทวชน ถือศาสตราเทวะหนักห้าแสนชั่งก็ไม่สะดวกนักกระมัง”
ยกได้กับใช้งานได้มันคนละเรื่องกันนะ ไม่ว่าขั้นเทวชนคนใดก็อาศัยลมปราณยกสิ่งของหนักห้าแสนชั่งได้ แต่หากคิดจะใช้มันเป็นอาวุธ นั่นย่อมเป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง น้ำหนักขนาดนี้กลับจะส่งผลต่อการต่อสู้
“ไม่เป็นไร เอาไว้ฝึกวรยุทธ์ ข้าไม่รีบร้อนจะลงเขาเสียหน่อย รอข้าบรรลุขั้นกายาทองคำแล้วค่อยให้ท่านช่วยสร้างอาวุธหนักล้านชั่งให้”
“เรื่องนี้…ก็ได้”
“ฮ่าๆ ขอบคุณหัวหน้าจาง!”
“ขอเรียนถามน้องชายคนนี้ ปีนี้อายุเท่าใด ข้าดูแล้วเจ้ายังเยาว์วัยนัก”
“สามสิบห้าปีแล้ว”
“ขั้นเทวชนอายุสามสิบห้าปี…สุดยอดมาก”
จางอิงตกตะลึงจริงๆ แม้แต่ที่ทะเลสวรรค์ เขาก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีขั้นเทวชนที่อายุสามสิบห้าปีมาก่อน แต่เขาไม่กล้าแสดงออกว่าตกตะลึงมากเกินไป หัวใจเขามีไฟลุกโชน ชักชวนมรรคาจารย์ไม่สำเร็จ ชักชวนคนผู้นี้ก็ได้ พรสวรรค์ระดับนี้ วันหน้ามีหวังอย่างยิ่งว่าจะบรรลุขั้นจักรวาล! ไม่สิ ต้องบรรลุอย่างแน่นอนต่างหาก!
ครึ่งวันหลังจากนั้น อวี้เหยียนอี้ก็จากไป จังหวะเดียวกับที่องครักษ์ชุดขาวมาเยือนพอดี พวกเขานำหีบสิบกว่าใบมาส่งให้ เจียงฉางเชิงเก็บพวกมันเข้าไปในแหวนมหาวิญญาณ หลังจากนั้นก็เดินออกไปจากเรือน
เทพกระบี่หนังตากระตุกยิกๆ นั่นมันวิชาอะไรกัน
จู่ๆ เขาก็คลางแคลงคำพูดของเจียงฉางเชิง วิชาเมื่อครู่นั่นจะอธิบายว่าอย่างไรอีก เขาไม่เคยได้ยินว่ามีวิชายุทธ์ที่ทำให้หีบใบใหญ่กองเบ้อเริ่มหายวับไปได้มาก่อน
เจียงฉางเชิงไม่สนใจความคิดของเขา ต่อให้เขาถาม แค่หลอกลวงต่อไปก็ใช้ได้แล้ว
เจียงฉางเชิงมาถึงตีนเขามังกรผงาดก็เตรียมตัววางค่ายกล สิ่งแรกที่ต้องวางคือค่ายกลเบิกวิญญาณ มันจะทำให้ปราณวิญญาณจากผืนพสุธามารวมตัวกันในค่ายกล หรือก็คือเขามังกรผงาด
หลังจากนั้นเขายังตั้งใจจะสร้างค่ายกลลับแลกับค่ายกลหมอกเซียนด้วย พวกมันจะทำให้เขามังกรผงาดเร้นกายอยู่ในหมอกหนาแลดูลึกลับ หากมีคนกล้าบุกรุก คนผู้นั้นก็จะหลงทาง
การวางค่ายกลครั้งแรกทำให้เขาตื่นเต้นเล็กน้อย เขาใช้เวลาไปเจ็ดวันเต็มๆ กว่าจะวางค่ายกลสำเร็จ ต่อจากนั้นยังใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งกว่าจะทำให้ค่ายกลขนาดใหญ่ทั้งสองสำแดงฤทธิ์
ไป๋หลงที่พลังเทียบเท่าขั้นเทวชนดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง มันชูหัวขึ้นมามองเจียงฉางเชิงที่กำลังเดินขึ้นมาบนภูเขา
“นายท่าน ท่านทำสิ่งใดหรือ”
หลังจากเลื่อนขั้นไป๋หลงก็พูดภาษามนุษย์ได้ เสียงของมันคล้ายกับเสียงของไป๋ฉีพอสมควร ใกล้หมึกเปื้อนดำแท้ๆ
เจียงฉางเชิงตอบผ่านๆ ไม่กี่ประโยคก็เดินจากไป ทิ้งให้ไป๋หลงมองเขาอย่างงงๆ อยู่ที่เดิม
เวลาผ่านไปอย่างว่องไว กว่าจางอิงจะมาเยือนอีกครั้งก็ช่วงสิ้นปี เขานำวัตถุดิบหลอมอาวุธที่เจียงเจี้ยนต้องการมามอบให้ เจียงเจี้ยนตื่นเต้นดีใจแทบแย่เลยทีเดียว
เจียงฉางเชิงเพิ่มน้ำหนักง้าวสามแฉกสองคมให้เขาทันทีในคืนนั้น น้ำหนักของง้าวเพิ่มมาเป็นห้าแสนชั่งหรืออาจหนักกว่านั้นนิดหน่อย
แม้แต่เทพกระบี่ หากไม่ใช้ลมปราณ เวลาเหวี่ยงง้าวสามแฉกสองคมเล่มนี้ก็สิ้นเปลืองแรงมากนัก เขาเข้าใจทันใดว่าเหตุใดเจียงเจี้ยนจึงไม่ฝึกกระบี่ ช่างสมกับเป็นปีศาจจริงๆ
ภายในถ้ำอันมืดทึมแห่งหนึ่ง ตะเกียงน้ำมันดวงแล้วดวงเล่าแขวนอยู่บนผนังถ้ำ จอมราชันสังหารแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชนั่งสมาธิอยู่บนแท่นบูชาแท่นหนึ่ง กระแสลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเวียนวนอยู่รอบกาย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นก่อนจะเห็นเจ้าลิขิตเดินเข้ามา ด้านหลังมีผู้ฝึกยุทธ์ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเดินตามมาด้วยสองคน
เจ้าลิขิตหยุดยืนเบื้องหน้าจอมราชันสังหารแล้วถามว่า
“ขอเรียนถามจอมราชัน อีกนานเท่าใดจึงจะบรรลุ”
จอมราชันสังหารตอบทั้งที่ไม่ลืมตา
“อย่างเร็วห้าปี อย่างช้าก็สิบปี”
เจ้าลิขิตเงียบงัน
“เทพกระบี่พ่ายแพ้แล้ว เป็นตายยังมิทราบ ข้าจะเรียกลูกศิษย์ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชทั้งหมดกลับมาแล้วปล่อยให้กองกำลังจากโพ้นทะเลเข้าไปในทวีป หากต้าจิ้งยังขยายอำนาจต่อไป ช้าเร็วศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าย่อมมาเยือน บางทีพวกเราไม่ต้องลงมือก็อาจจัดการมรรคาจารย์ได้”
จอมราชันสังหารเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
เจ้าลิขิตเงยหน้าถามเสียงเกรี้ยวกราด
“อะไรนะ เจ้าเอาสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้ ภารกิจของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชของพวกเจ้าคือการปกปักษ์ดินแดนผืนนี้ หากปล่อยให้กองกำลังจากโพ้นทะเลบุกรุกเข้ามา หายนะเมื่อหลายพันปีก่อนก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีกหน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
ในตอนนี้เอง ผู้ฝึกยุทธ์สองคนที่อยู่ด้านหลังจู่ๆ ก็เข้ามากดหัวไหล่ของเขาไว้ เขาคิดจะสลัดให้หลุดแต่กลับถูกสกัดจุดเสียก่อน วิชาสกัดจุดของขั้นกายาทองคำสองคนแข็งแกร่งมาก พวกเขาใช้ลมปราณอันแข็งแกร่งสะกดเส้นลมปราณของเจ้าลิขิตไว้จนเขากระดุกกระดิกไม่ได้
จอมราชันสังหารลืมตาช้าๆ แล้วเอ่ยว่า
“ใต้หล้าเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่ศิษย์น้องของข้าตายในเงื้อมมือของมรรคาจารย์ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็สูญเสียโอกาสชนะแล้ว เบื้องหลังมรรคาจารย์ต้องมีขุมอำนาจชั้นยอดสนับสนุนอยู่แน่ เพื่อปกป้องวิถียุทธ์ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ข้าทำได้เพียงละทิ้ง ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชปกปักษ์แผ่นดินผืนนี้มาหลายพันปี นั่นก็มากพอแล้ว ขอบคุณพวกเจ้าลิขิตสวรรค์ที่ใช้ความตายช่วยเหลือ ปากพวกเจ้าบอกว่าเพื่อค้ำจุนใต้หล้า แต่ความจริงก็ลงมือเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเช่นกัน พวกเราไม่มีสิ่งใดแตกต่าง พวกเจ้าเพียงอาลัยอาวรณ์แผ่นดินผืนนี้มากกว่าก็เท่านั้น”
จอมราชันสังหารยกมือขวาขึ้นมา แล้วดีดนิ้ว ส่งลมปราณกร้าวแกร่งสายหนึ่งพุ่งทะลวงลำคอของเจ้าลิขิต