เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 125 ปีศาจอายุพันปี ใต้หล้ากำลังจะพังทลาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 125 ปีศาจอายุพันปี ใต้หล้ากำลังจะพังทลาย
ตอนที่ 125 ปีศาจอายุพันปี ใต้หล้ากำลังจะพังทลาย
นับตั้งแต่รู้ว่ามีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งก้าวถึงขั้นบรรลุฟ้าตอนอายุแค่สิบเอ็ดปี เจียงเจียนก็ตรากตรำฝึกวรยุทธ์หนักกว่าเดิม แม้เขาไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นคือผู้ใด แต่ในเมื่อได้ฟังมาจากปากของท่านปู่ อีกฝ่ายต้องเป็นคนที่ท่านปู่คอยสั่งสอนอยู่แน่ เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกตกอยู่ในวิกฤต
การจากไปของเจียงอวี่เป็นเพียงบทละครคั่นฉากเล็กๆ เท่านั้น ชีวิตของเจียงฉางเซิงยังดำเนินต่อไป เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงปีเหรินเต่อที่หก การยกทัพบุกไปพิชิตแดนเหนือของต้าจิ้งไม่ราบรื่น อาณาจักรตงไห่มองเจตนาของต้าจิ้งออกจึงโยกย้ายทหารไปเสริมทัพอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกบนแผ่นดินของอาณาจักรธรรมดาๆ แห่งหนึ่งอย่างดุเดือด อาณาจักรหงเสวียนนั่งบนภูดูเสือกัดกันอยู่ด้านข้าง ไม่มีความคิดจะสนับสนุนราชวงศ์แห่งโชคชะตาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เจียงซิ่วข่มใจไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรหงเสวียน หากต่อสู้กับราชวงศ์แห่งโชคชะตาหนึ่งต่อหนึ่ง แล้วยังต้องไปร้องขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์แห่งโชคชะตาฝ่ายที่สาม ต้าจิ้งจะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้เช่นไร เจียงซิ่วส่งทัพกลยุทธ์สวรรค์จำนวนสี่แสนนายไปสมทบทันที เขาลั่นวาจาว่าจะตีอาณาจักรตงไห่ให้จงได้
สวีเทียนจีกับจักรพรรดิตะวันจรัสล่วงเข้าวัยชรา พวกเขาจึงถอดเกราะหวนคืนยุทธภพไปแล้ว เมื่อปราศจากแม่ทัพใหญ่ผู้สร้างชื่อเสียงมายาวนานคอยนำทัพ ประชาชนก็กังวลใจมาก ในค่ำคืนของวันนี้ เจียงฉางเซิงกำลังเข้าฝันมู่หลิงลั่ว ฟังนางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการประลองมังกรซ่อนกาย การประลองนี้ประลองต่อเนื่องกันหนึ่งเดือน ในการประลองมู่หลิงลั่วเผยความสามารถอันโดดเด่น แม้คู่ต่อสู้ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะระดับอายุต่ำกว่าสิบหกปี แต่นางก็อาศัยกำลังภายในขั้นบรรลุฟ้ากับวิชาเก้าเทพเวียนศึกคว้าชัยมามิเคยพ่าย
“ท่านพ่อกับท่านแม่ล้วนอยากรู้ว่าข้าไปเรียนยอดเคล็ดวิชาใดมา แต่ข้าไม่บอก โชคดีที่มีท่านปู่คอยปกป้องข้า ตอนนี้พวกเขาเลยไม่กล้าถามมากแล้ว ท่านอากับท่านลุงคนอื่นก็ไม่กล้าบีบให้ข้าพูดเหมือนกัน” มู่หลิงลั่วหัวเราะอย่างสะใจ มีเพียงเวลาอยู่กับเจียงฉางเซิงที่นางกล้าเป็นตัวของตัวเอง อยากพูดสิ่งใดก็พูด อยากหัวเราะก็หัวเราะ
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่ด้านหน้าของนาง เขายิ้มแย้มถามว่า “การประลองหนนี้ มีอัจฉริยะคนใดทำให้เจ้ารู้สึกตึงมือหรือไม่”
มู่หลิงลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตอบว่า “มีอยู่คนหนึ่งฝีมือไม่เลวทีเดียว เขาใกล้ถึงขั้นบรรลุฟ้า ทั้งยังครอบครองยอดเคล็ดวิชาอันแข็งแกร่ง หากข้าไม่ใช้วิชาเก้าเทพเวียนศึก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าข้าจะพ่ายแพ้เขา เขามีนามว่าอันใดนะ…ข้าลืมเสียแล้ว แต่เขาแซ่หลิน อายุมากกว่าข้าหนึ่งปี”
อัจฉริยะบนทวีปเทพโบราณช่างมีมากมายเสียจริง นี่เห็นจะเป็นเรื่องปกติ เพราะทวีปเทพโบราณแข็งแกร่งกว่าทวีปที่เขาอยู่มาก เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างจนปัญญา “เหตุไฉนแม้แต่นามของคู่ต่อสู้ เจ้าก็จำไม่ได้เสียเล่า” มู่หลิงลั่วแลบลิ้นบอกว่า “ข้าไม่สนใจคนที่อ่อนแอกว่าข้าหรอก อีกอย่างเจ้าคนพวกนั้นก็น่าเบื่อนัก แต่ละคนวรยุทธ์ไม่ได้เรื่องแต่หยิ่งยโสเป็นที่สุด ข้าไม่ชอบ”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว “อีกฝ่ายระดับขั้นต่ำกว่าเจ้าหนึ่งขั้น แต่เกือบเอาชนะเจ้าได้ ดูท่าใจเจ้าก็หยิ่งยโสอยู่เหมือนกัน หลังจากนี้เจ้าต้องจำไว้เป็นบทเรียน ยามเผชิญหน้าศัตรูต้องรับมืออย่างจริงจัง เอาชนะเขาให้เร็วที่สุด หากเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต ยิ่งต้องสังหารศัตรูอย่างเต็มกำลัง ประมาทมิได้ อวดดีมิได้”
มู่หลิงลั่วพยักหน้า นางคว้าแขนของเจียงฉางเซิงมากอดแล้วถามเสียงน่าสงสาร “พี่ฉางเซิง ท่านชมข้าหน่อยไม่ได้หรือ”
“ได้สิ เจ้าเก่งกาจมาก”
“ก็แค่พอใช้ได้เท่านั้นแหละ เมื่อใดข้าเอาชนะพี่ฉางเซิงได้ถึงจะนับว่าเก่งกาจอย่างแท้จริง”
“ชั่วชีวิตนี้เจ้าคงไม่มีโอกาสนั้น”
“น่าชังนัก ถ้าอย่างนั้นมาฝึกวิชากันตอนนี้เลย!”
“มาก็มาสิ”
ทั้งสองคนลุกขึ้นแล้วเริ่มประลองฝีมือ ยามอยู่ต่อหน้ามู่หลิงลั่ว เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าตนเองอ่อนเยาว์ลงไปมากนัก เรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว สุดท้ายการประลองหนนี้ย่อมจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของมู่หลิงลั่ว
ดวงจันทราลับขอบฟ้า ดวงตะวันโผล่พ้นขอบเขา เจียงฉางเซิงตื่นจากความฝัน เขาเดินออกจากห้องมาใต้ต้นวิญญาณปฐพีแล้วเริ่มฝึกวิชา ยามเที่ยงวันของวันนี้ จู่ๆ ทะเลเมฆบนท้องนภาก็ปั่นป่วน พลังแห่งโชคชะตาทั่วหล้าเคลื่อนตัวอย่างเกรี้ยวกราด ปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ทำให้เจียงฉางเซิงคิดว่ามีขั้นกายาทองคำถือกำเนิดขึ้นมาอีกคน
แต่แล้วทันใดนั้นไป๋ฉีก็ลืมตาโพลง มันกระโดดขึ้นไปบนกำแพงเรือนแล้วหันไปมองทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เทพกระบี่ขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นมาว่า “กระแสพลังโชคชะตานี้ดูผิดปกติ น่าจะไม่ใช่ขั้นกายาทองคำ”
เจียงเจียนถามอย่างประหลาดใจ “หรือว่าจะเป็นขั้นจักรวาลขอรับ” นับตั้งแต่รู้ว่าโลกใบนี้มีขั้นจักรวาล ขั้นจักรวาลก็กลายเป็นระดับขั้นที่เขาเฝ้าฝันปรารถนา “เป็นไปได้มาก แต่ว่า…” เทพกระบี่ขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งกว่าเดิม
เจียงฉางเซิงมองตามทิศทางที่พลังแห่งโชคชะตาไหลทะลักไป จากนั้นจึงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต ภาพที่ดวงตามองเห็นเลื่อนไปด้านหน้าอย่างเร็วรี่ สายตาของเขาเคลื่อนผ่านขุนเขา สายธาราและทะเลสาบ ผ่านอาณาจักรและนครทั้งหลาย ผ่านป่าดงพงไพรกับทะเลทราย สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่เป้าหมายอย่างว่องไว
เมฆอสนีบาตเคลื่อนมารวมตัว เบื้องล่างคือหมู่เขาทอดยาวเป็นทิวแถว บนหน้าผาแห่งหนึ่งมีเงาร่างขนาดมหึมายืนอยู่หนึ่งร่าง เจ้าของร่างนั้นคือปีศาจร่างยักษ์กายาคล้ายอาชาสีขาว แต่ศีรษะกลับคล้ายแมว หัวไหล่ของมันสูงสามจั้ง บนศีรษะมีเขาคล้ายแพะภูเขา แล้วยังมีปีกสีดำอีกคู่หนึ่ง มันกำลังเลื่อนขั้นอยู่ ปราณวิญญาณวิถียุทธ์ในฟ้าดินไหลทะลักเข้าไปในร่างของมันอย่างบ้าคลั่ง แล้วเริ่มทำการหล่อหลอมกายาปีศาจของมัน อสนีบาตถักทอพันทั่วร่าง เจ้านี่เองที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า
หรือว่านี่จะเป็นปีศาจอายุพันปีที่เทพกระบี่พูดถึง เจียงฉางเซิงเฝ้ามองอย่างสนใจ ตอนนั้นเองเขาก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เจ้าปีศาจร่างยักษ์ตนนี้รูปร่างหน้าตาเหมือนไป๋เจ๋อที่อวี่เหยียนเคยพรรณนาให้ฟังอยู่ เพียงแต่ว่าสีของปีกแตกต่างกัน เจียงฉางเซิงนึกไปถึงเรื่องที่อวี่เหยียนเคยเล่าว่าก่อนตายไป๋เจ๋อร้องอย่างเศร้าสลด หรือว่านั่นคือการร้องขอความช่วยเหลือกัน เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมา ปีศาจยักษ์อยู่ห่างจากต้าจิ้งหนึ่งแสนหลายหมื่นลี้ มันยังไม่ใช่อันตรายที่คุกคามต้าจิ้ง
ไป๋ฉีหมุนตัวเดินกลับมาในเรือนแล้วเอ่ยว่า “น่าจะเป็นสัตว์ปีศาจที่เลื่อนขั้นสักตน ข้าสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจ” มันสนใจเรื่องนี้อยู่พอสมควร ไม่ว่าอย่างไรตัวมันก็เป็นสัตว์ปีศาจเหมือนกัน เทพกระบี่ถอนหายใจบอกว่า “ในหมู่สัตว์ปีศาจถือกำเนิดขั้นจักรวาลขึ้นมาแล้ว ต้องเป็นปีศาจที่อยู่มานับพันปีแน่ คงเป็นพวกปีศาจที่หลบอยู่ในป่าลึกอันกว้างใหญ่ไพศาล ฝั่งตะวันตกของทวีป มีอาณาเขตกว้างใหญ่ผืนหนึ่งที่ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าดินแดนของอาณาจักรแห่งหนึ่ง ในนั้นมีปีศาจซุ่มซ่อนอยู่มากมาย เพราะมีปีศาจมาอยู่รวมกันมาก ที่แห่งนั้นจึงมีทรัพยากรสำหรับการฝึกยุทธ์อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเป็นผู้คอยกำราบพวกมัน แปลกจริงหนอ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็ยังอยู่ แต่ปีศาจเฒ่าตนนี้กลับกล้าเลื่อนขั้น…”
จู่ๆ คำพูดของเขาก็ชะงัก เขาหันไปมองเจียงฉางเซิงอย่างอดไม่ได้ เจียงฉางเซิงมองสบตาเขาอย่างนิ่งสงบ กลายเป็นฝ่ายเขาที่ตกใจสะดุ้งรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไม่ว่าอย่างไร ปีศาจตัวนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว มันต้องเป็นภัยต่อใต้หล้าเป็นแน่ แรกสุดมันคงเล่นงานอาณาจักรรอบด้านก่อน ต้าจิ้งตั้งอยู่ทางใต้ของทวีป ตอนนี้คงยังไม่ต้องกังวลใจ”
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไม่อยู่แล้วจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดเดาไว้เช่นนี้ แต่เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ อาศัยเพียงลูกธนูเจ็ดดอกก็ทำลายถ้ำสวรรค์สำแดงเดชทั้งหมดได้แล้วหรือ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมิโง่เขลาเสียหน่อย พวกเขาไม่มีทางรวมคนทั้งหมดไว้ที่เดียว มีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือยอดฝีมือขั้นจักรวาลของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชถูกมรรคาจารย์ยิงธนูใส่จนตายหมดแล้ว ศิษย์ใต้สังกัดของพวกเขาจึงมิอาจกำราบปีศาจได้อีกต่อไป
แต่หากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชพินาศแล้วจริงๆ เช่นนั้นมรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกัน…จากทักษิณสู่อุดร ยิงธนูข้ามระยะทางไกลโพ้นทำลายถ้ำสวรรค์สำแดงเดช… หัวใจของเทพกระบี่ตกตะลึงอีกครั้ง หัวใจเขายกเจียงฉางเซิงไปวางบนตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมอีกไกลลิบ
“ดูท่า สัตว์มงคลไม่ควรสังหารสินะ ฟ้าส่งกรรมมาตามสนองเข้าให้แล้ว” เจียงฉางเซิงส่ายศีรษะ จากนั้นเขาก็หลับตาลงฝึกวิชาต่อ ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของเขา เขาย่อมไม่ยุ่ง
“ปีศาจตัวเล็กๆ ยังเลื่อนขั้นเป็นขั้นจักรวาลได้ ข้ายอมไม่ได้แล้ว!” เจียงเจียนกู่ร้องอย่างเจ็บใจ เขาแบกง้าวสามแฉกสองคมเดินออกไปจากลานเรือน พลางตะโกนเรียกผิงอันให้ไปฝึกวิชาด้วยกัน ไป๋ฉีเองก็ถูกกระตุ้นครั้งใหญ่เช่นกัน ขณะที่หมอบอยู่บนพื้น มันก็ชักนำปราณวิญญาณให้ไหลเข้ามาในร่าง หล่อหลอมกายปีศาจของตนเองเพื่อเพิ่มพูนพลังปีศาจ
ประชาชนในเจ็ดสิบสองรัฐของต้าจิ้งล้วนสังเกตเห็นปรากฏการณ์ประหลาดบนฟ้า แต่ไม่มีใครมีปฏิกิริยาอันใด เพราะปรากฏการณ์บนท้องฟ้าไม่ส่งผลกับชีวิตของพวกเขา แต่ช่วงเวลาหนึ่งหลังจากนั้นในหมู่ชาวบ้านก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัด เล่ากันว่าปรากฏการณ์บนฟ้านั้นเป็นคำเตือนจากสวรรค์ที่ส่งมาหาต้าจิ้ง เพื่อบอกว่าการที่ฮ่องเต้เปิดสงครามเป็นการขัดต่อประสงค์ของฟ้า คำกล่าวเช่นนี้ค่อยๆ แพร่กระจายไปอย่างเงียบเชียบ
ปีเหรินเต่อที่เจ็ด กองทัพกลยุทธ์สวรรค์ปะทะซึ่งหน้ากับอาณาจักรตงไห้ พวกเขาเปิดศึกใหญ่กันอย่างน่าพรั่นพรึง โลหิตไหลเจิ่งนองเป็นสายน้ำ ทัพกลยุทธ์สวรรค์บุกตะลุยราบรื่นราวกับผ่าปล้องไผ่ พวกเขาสังหารกองทัพศัตรูโดยไม่ละเว้นทหารแม้แต่นายเดียว เจียงซิ่วทราบข่าวสงครามผ่านอินทรีหมื่นลี้ก็เบิกบานพระทัยจนยิ้มกว้าง เมฆหมอกขมุกขมัวในหัวใจถูกพัดหายไปหมด ทัพกลยุทธ์สวรรค์ของต้าจิ้งแข็งแกร่งไร้เทียมทานจริงๆ
แต่แล้วครึ่งเดือนหลังจากนั้น กองทัพกลยุทธ์สวรรค์ก็เผชิญหน้ากับกองทัพยอดฝีมือจากอาณาจักรตงไห้ เป็นผลให้กองทัพกลยุทธ์สวรรค์ที่ระหกระเหินเดินทางมาไกลถูกโจมตีจนล่าถอย ในกองทัพของศัตรูมีขั้นเทวชนอยู่ถึงห้าคน แม้ทัพกลยุทธ์สวรรค์จะมีขั้นเทวชนอยู่เช่นกัน แต่คนน้อยย่อมสู้คนมากมิได้ ศึกใหญ่ระหว่างขั้นเทวชนย่อมหมายความว่าสงครามระหว่างสองราชวงศ์มาถึงจุดที่มิอาจคลี่คลายได้อีกแล้ว
เจียงซิ่วเรียกตัวขั้นเทวชนสี่คนให้รีบเร่งตามไปสมทบที่สนามรบทันที สองคนในนั้นมาจากตระกูลขุนนางประคองจันทร์ หลังจากนั้นเขาก็มาที่อารามมังกรผงาด หมายจะเชิญฮวงชวนกับผิงอันให้ออกโรง ทว่าผิงอันกลับไม่อยากออกศึกอีกแล้ว จะเป็นจะตายเขาก็ไม่ตกลง ตั้งแต่เจียงออจากโลกไป ความดุร้ายของเขาก็มลายหายไปสิ้น ยามนี้แต่ละวันเหลือแต่ท่าทางโง่เง่า ไม่อยากละทิ้งชีวิตในตอนนี้ไป เจียงซิ่วไม่สะดวกจะฝืนใจบังคับจึงเชิญมาได้แค่ฮวงชวน
ระยะนี้กำลังภายในของฮวงชวนไม่อาจเพิ่มพูนได้อีกแล้ว เขาจึงตกปากรับคำเชื้อเชิญนี้เพราะอยากไปทดสอบดูว่ายามเผชิญศึกบนสนามรบเขาจะเลื่อนขั้นได้หรือไม่ เจียงเจียนก็อยากไปร่วมสงครามด้วย แต่เจียงฉางเซิงไม่อนุญาต บอกว่าเขาต้องบรรลุขั้นกายาทองคำให้ได้เสียก่อน
ขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถ จู่ๆ ตรงหน้าก็มีข้อความแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งเด้งขึ้นมา
[ปีเหรินเต่อที่เจ็ด ปราชญ์แห่งสี่สมุทรที่ถูกเจ้าทำเครื่องหมายไว้กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดที่ดินแดนทะเลสวรรค์]
เจ้าหมอนี่เหตุไฉนจึงตายอีกแล้วเล่า เจียงฉางเซิงคำนวณครู่หนึ่ง อย่างมากเจ้าหมอนนี่ก็เพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ดปีเองนะ ช่างอาภัพจริงๆ เจียงฉางเซิงได้แต่ภาวนาเงียบๆ ให้ชาตินี้เขาได้เกิดในครอบครัวที่ดี
จู่ๆ เขาก็นึกถึงท่านนักพรตชิงชวีอาจารย์ของตนเองขึ้นมา อาจารย์เองก็น่าจะสิ้นอายุขัยแล้ว แต่น่าเสียดาย ก่อนที่อาจารย์จะจากไป เขายังไม่มีรอยประทับสังสารวัฏ เจียงฉางเซิงผูกพันกับท่านนักพรตชิงชวีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะสุดท้ายสาเหตุที่ท่านนักพรตชิงชวีรับเขามาเลี้ยงดูก็เป็นเพราะทำตามเจตนาของเจียงยวน อีกอย่างแต่เดิมท่านนักพรตชิงชวีควรจะตายไปนานแล้ว แต่เพราะเขาหลอมยาแก้พิษให้อีกฝ่ายแก้พิษจากพรรคมาร อีกฝ่ายจึงรอดมาได้ ดังนั้นทั้งสองคนจึงนับว่าตอบแทนบุญคุณกันหมดสิ้นแล้ว มิหนำซ้ำทุกวันนี้เขาก็ยังคอยปกปักษ์อารามมังกรผงาดแทนท่านนักพรตชิงชวีอีกด้วย
เดือนสิบ เข้าสู่สารทฤดู วาโยพัดเย็น ท้องนภาเหนือเมืองหลวงมีเมฆอสนีบาตมารวมตัวกัน ฟ้าดินดูอึมครึมพานให้คนรู้สึกกระสับกระส่าย ในจวนหลังหนึ่ง หานเทียนจีผู้กำลังชมละครอยู่จู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าชราถอดสีในพริบตา เขาเริ่มโคจรลมปราณสำรวจพลังโชคชะตาในฟ้าดินอย่างถี่ถ้วน
คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้นๆ จากนั้นเนื้อตัวก็เริ่มสั่นเทิ้ม “เป็นไปได้อย่างไร…เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…” หานเทียนจีพึมพำกับตนเอง บ่าวรับใช้ข้างกายตกใจกลัว เขาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “นายท่าน ท่านเป็นอันใดไปขอรับ”
หานเทียนจีได้ยินคำนี้ก็ปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้าแล้วหันไปมองเมฆที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบบนท้องนภา เขายิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ใต้หล้ากำลังพังทลาย….”
ไม่ใช่แค่ที่ต้าจิ้ง ทุกอาณาจักรทั่วหล้าต่างก็มองเห็นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพลังแห่งโชคชะตาเช่นกัน เมฆดำทะมึนลอยมารวมตัวหนาทึบพร้อมกับสายฟ้า แผ่นดินไหวขุนเขาสั่นสะเทือน สายลมโหมคลั่ง เกล็ดหิมะหนาวยะเยือกลอยโปรยปราย
ในลานเรือน เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังแห่งโชคชะตาเช่นกัน เขานึกบางสิ่งขึ้นมาได้จึงหันไปมองทิศหนึ่งแล้วใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตทันที ไม่นานนักเขาก็มองเห็นเป้าหมาย เขาเหยียดยิ้ม แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ในที่สุดก็อ้วนพีแล้วสินะ” เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง ขณะที่ร่างกายหายวับไปจากที่เดิม “ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว”
เจียงเจียนกับไป๋ฉีต่างแปลกใจ ส่วนผิงอันยังเอาแต่นอนหลับอุตุอยู่บนหลังคา เทพกระบี่ขมวดคิ้วจนเป็นปม พึมพำกับตนเองว่า “ปรากฏการณ์บนฟ้าหนนี้แปลกพิกลจริงๆ เหตุใดพลังโชคชะตาในฟ้าดินจึงปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้มีปีศาจอายุพันปีบรรลุขั้นจักรวาล ต่อมาพลังแห่งโชคชะตาก็เปลี่ยนไปเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ….”