เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 131 พันธมิตรระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตากับอำนาจบารมีของราชามนุษย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 131 พันธมิตรระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตากับอำนาจบารมีของราชามนุษย์
ตอนที่ 131 พันธมิตรระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตากับอำนาจบารมีของราชามนุษย์
“มรรคาจารย์ หอการค้ายอดวาสนายินดีมอบทรัพยากรในการทำสงครามให้ต้าจิ่ง ทั้งกองเรือห้ากองที่กำลังเดินทางมา แล้วก็ชุดเกราะที่ข้าสร้างให้เจียงเจี่ยนด้วย หอกดาบแทงไม่เข้า ป้องกันกำลังภายในของศัตรูได้ส่วนหนึ่ง” จางอิงมองเจียงฉางเซิง แล้วยิ้มแย้มบอกเล่าอย่างขยันขันแข็ง
เขารู้ว่าต้าจิ่งแห่งนี้ผู้ใดมีอำนาจตัดสินใจ ฮ่องเต้มีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่สิบปี อย่างมากที่สุดก็ร้อยปี แต่มรรคาจารย์ก้าวข้ามขั้นจักรวาลแล้ว อายุขัยของเขาย่อมมากกว่าห้าร้อยปี ยามราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ก็ยังต้องคอยดูสีหน้าของมรรคาจารย์
เจียงฉางเซิงพยักหน้า ตอบว่า “หอการค้ายอดวาสนาช่างใส่ใจ ต้าจิ่งจะจดจำไมตรีนี้ไว้”
จางอิงยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาเอ่ยว่า “มรรคาจารย์เกรงใจแล้ว จริงสิ ท่านเคยได้ยินนามเซียวปู้ขู่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า จางอิงเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจไม่พูดต่อ เซียวปู้ขู่อ่อนแอถึงเพียงนั้นแล้วยังถูกเขาทำให้พิการไปแล้วด้วย เขาทำอันตรายมรรคาจารย์ไม่ได้แน่ ในเมื่อมรรคาจารย์ไม่รู้จัก เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด เขาไม่รั้งอยู่นาน จากไปอย่างรวดเร็ว
เทพกระบี่ถอนหายใจ “หอการค้าโพ้นทะเลช่างไม่ธรรมดา ทำการค้าเก่งจริงๆ”
เจียงเจี่ยนยิ้มแย้มแจ่มใส “จริงแท้ ถึงอย่างนั้นข้าก็ชอบความจริงใจของเขานะ ยอมให้ก่อน ค่อยขบคิดหาผลตอบแทนทีหลัง ทำให้ภาพลักษณ์ของพ่อค้าในใจข้าเปลี่ยนไปมากทีเดียว”
เจียงฉางเซิงกลับไม่คิดอะไรมาก เขาเพียงคิดว่ามีกลุ่มอำนาจมาสนับสนุนต้าจิ่งเพิ่มอีกแห่งย่อมเป็นเรื่องดี อยากรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง อาศัยต้าจิ่งเพียงหนึ่งเดียวย่อมไม่พอ ระหว่างการขยายดินแดนต้าจิ่งต้องรับเอากลุ่มอำนาจจากที่ต่างๆ มาเป็นพวกอย่างไม่ขาดสาย ยามนี้แม้รากฐานของต้าจิ่งจะแข็งแกร่งมากแล้ว แต่ยังห่างไกลจากการรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่งอยู่อีกมาก นอกจากนั้นต้าจิ่งก็ยังขาดแม่ทัพใหญ่ขั้นจักรวาล ต้าจิ่งมีขั้นเทวชน ตงไห่ก็มีเช่นกัน ดูจากแนวหน้าแล้ว แม่ทัพของฝั่งตงไห่เหมือนจะยอดเยี่ยมกว่าเสียด้วย
เดือนหก สวีเทียนจีที่เพิ่งบรรลุขั้นเทวชนเดินทางมาที่เมืองหลวง หลังจากสนทนากับเจียงซิ่วข้ามคืน เขาก็นำตราทหารเดินทางไปทางเหนือ ปลายเดือนนั้น จงเทียนอูราชันแห่งยุทธภพที่เคยติดตามฉินอ๋องทำศึกในวันวานก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงเช่นกัน เขาเองก็กลายเป็นขั้นเทวชนแล้ว ยุทธภพของสิบสามรัฐครอบครองทรัพยากรสำหรับฝึกยุทธ์มากกว่ารัฐอื่น แล้วตัวจงเทียนอูเองก็พรสวรรค์ไม่ย่ำแย่ เห็นได้จากที่เขาครองตำแหน่งราชันแห่งยุทธภพตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน การบรรลุขั้นเทวชน มิเพียงพลังแข็งแกร่งขึ้น แต่อายุขัยก็ยืนยาวขึ้นด้วย!
หรือพูดอีกอย่างก็คือ สวีเทียนจีกับจงเทียนอูยังทำสงครามให้ต้าจิ่งได้อีกหลายสิบปี! การหวนคืนมาของแม่ทัพเฒ่าทั้งสองทำให้เจียงซิ่วกลับมามั่นใจอีกครั้ง เขาแต่งตั้งสวีเทียนจีเป็นแม่ทัพสูงสุด รอเพียงสวีเทียนจีเข้ากุมอำนาจ กองทัพทั้งหมดก็จะเริ่มเปิดศึก
ยามรุ่งอรุณ เจียงฉางเซิงลืมตาตื่นในเรือนพำนัก เมื่อคืนเขาไปเข้าฝันมู่หลิงลั่วอีกครั้ง รักษากิจวัตรหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครั้งอย่างสม่ำเสมอ
เขาก้าวออกจากลานเรือน เดินมาจนถึงป่าไผ่เขียวกระดูกหยก ผ่านไปหลายปี ป่าไผ่แห่งนี้งอกงามดีอย่างยิ่งจนเขาเริ่มเก็บเกี่ยวหน่อไม้ได้แล้ว หน่อไม้ของป่าไผ่เขียวกระดูกหยกใช้หล่อหลอมเส้นเอ็นกับกระดูกได้ ตัวเขาเองก็กินพวกมันเหมือนกัน แต่ช่วงนี้เขาตั้งใจจะทุ่มหน่อไม้ทั้งหมดไปใช้กับเจียงเจี่ยน ช่วยเจ้าเด็กคนนี้ให้บรรลุขั้นกายาทองคำในเร็ววันแล้วออกไปทำศึกให้ต้าจิ่ง
นอกป่าไผ่ เงาร่างมหึมาร่างหนึ่งเคลื่อนตัวผ่านหมอกหนาเข้ามา ดวงตางูมหึมาคู่หนึ่งลอยอยู่กลางสายหมอกดูน่าสะพรึงชวนขนหัวลุก ไป๋หลงนั่นเอง โครงกระดูกสีขาวร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากหัวของไป๋หลง มันรีบเดินมาหาเจียงฉางเซิงแล้วช่วยเขาเก็บหน่อไม้
เจียงฉางเซิงไม่อยากใช้พลังวิญญาณหรือวิชาอาคม เพราะเขาอยากขยับร่างกายเสียบ้าง แต่ในเมื่อโครงกระดูกภูตอยากช่วยเหลือ เขาย่อมไม่ปฏิเสธ โครงกระดูกภูตที่ทูตฝ่ายซ้ายของหอชุมดารานำมาร่างนี้ หลังจากถูกเจียงฉางเซิงกำราบ มันก็อยู่ที่เขามังกรผงาดมาตลอด พอป่าไผ่เขียวกระดูกหยกเริ่มเติบโต เขาก็ส่งโครงกระดูกภูตมาที่ป่าไผ่ให้มันคอยปกป้องป่าไผ่แห่งนี้
โครงกระดูกภูตอยู่มานับพันปี ยามนี้แม้จะมีพลังขั้นเทวชนเท่าเดิม แต่เมื่อเทียบกับเมื่อหลายสิบปีก่อน มันแข็งแกร่งขึ้นมากนัก ถึงมันจะเป็นวิญญาณร้าย แต่หนทางการฝึกบำเพ็ญของมันก็ยังเป็นการฝึกบำเพ็ญวิถียุทธ์เช่นเดิม มันอาศัยปราณวิญญาณหล่อหลอมโครงกระดูก เจียงฉางเซิงเคยลองช่วยทำให้เศษเสี้ยววิญญาณของมันแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แต่กลับไม่สำเร็จเพราะมีกฎเกณฑ์ของฟ้าดินคอยจำกัดอยู่
“อีกสองสามปี เจ้าจงลงเขาไปเป็นเพื่อนเจี่ยนเออร์ อย่าเอาแต่เที่ยวเล่น ช่วงนี้เพียรพยายามทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นเสีย” เจียงฉางเซิงบอกโครงกระดูกภูต
โครงกระดูกภูตมีสติปัญญาก็จริง แต่เหมือนสติปัญญาของมันจะหยุดอยู่ที่ช่วงอายุสิบสามปีเท่านั้น พอมันได้ยินว่าจะได้ลงจากภูเขา โครงกระดูกภูตก็ตื่นเต้นรีบผงกหัวหงึกๆ ตอบรับทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็เดินกลับมาที่เรือน ทว่าพวกเขาเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าเรือน หลี่หมิ่นก็แวะมาหา นับตั้งแต่เจียงฉางเซิงส่งเขาไปหน่วยองครักษ์ชุดขาว ฐานะของหลี่หมิ่นก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถึงอย่างนั้นทุกช่วงเวลาหนึ่งเขาก็ยังคอยมารายงานข่าวสารให้เจียงฉางเซิงอยู่เช่นเดิม ตัวเขาในวันนี้มิได้มีรูปลักษณ์เป็นหนุ่มน้อยเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว บรรยากาศรอบตัวของเขาน่าเกรงขาม เต็มไปด้วยอำนาจของผู้มีตำแหน่งสูง
หลี่หมิ่นประสานหมัดคำนับเจียงฉางเซิง หลังจากนั้นก็เดินตามเจียงฉางเซิงเข้าไปในลานเรือน โครงกระดูกภูตวางหน่อไม้ลงแล้วเผ่นแนบอย่างรวดเร็ว มันหายตัวไปท่ามกลางสายหมอก
หลี่หมิ่นเดินตามเจียงฉางเซิงมาถึงใต้ต้นวิญญาณปฐพี แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มรรคาจารย์ ใต้หล้ามีราชามนุษย์คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขามียอดฝีมือใต้บัญชามากมายดุจเมฆา แล้วเขาก็ประกาศว่าจะเลือกราชามนุษย์คนหนึ่งให้ใต้หล้า เพื่อสืบต่อยอดเคล็ดวิชากับโชคชะตาของเขา รวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง ยามนี้เขากำลังเดินทางท่องไปยังอาณาจักรต่างๆ”
ราชามนุษย์หรือ เจียงฉางเซิงถามในใจ ‘ราชามนุษย์แข็งแกร่งเพียงใด’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 100,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่…
เจียงฉางเซิงถามว่า “ตอนนี้ราชามนุษย์อยู่ที่ใด”
หลี่หมิ่นตอบว่า “เพิ่งเดินทางออกจากต้าอีขอรับ คาดว่ากำลังเดินทางไปตงไห่ บางทีเขาอาจคิดว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาขนาดใหญ่ทั้งห้าจะถือกำเนิดราชามนุษย์ได้ง่ายกว่า”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าแล้วสั่งว่า “อืม สืบต่อไป” หลี่หมิ่นรายงานเรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อยก็จากไป
เจียงฉางเซิงหันไปมองทางทิศเหนือ ดวงตาฉายแววตั้งตาคอย “ใต้หล้านี้ไม่ว่าขาดผู้ใดก็ยังดำเนินต่อไปได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะมาท้าสู้กับข้านะ”
เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ ตอนที่เจ้าอธรรมไม่ยอมมาท้าสู้ เขาเสียดายอย่างยิ่ง หวังว่าราชามนุษย์จะกล้าหาญมากหน่อยแล้วไม่ระมัดระวังตัวเกินไปนัก
ปีเหรินเต้อที่สิบ แม่ทัพใหญ่สวีเทียนจีนำทัพกลยุทธ์สวรรค์จำนวนสามแสนห้าหมื่นนายบุกโจมตีค่ายทหารตงไห่ตรงชายแดนทิศเหนืออย่างไม่ให้อีกฝ่ายทันตั้งตัว หนนี้มีขั้นเทวชนหกคนเช่นพวกจงเทียนอูกับฮวงชวนติดตามมาด้วย ขั้นเทวชนทั้งเจ็ดนำกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของต้าจิ่งออกโจมตี กองทัพบุกตะลุยได้ราบรื่นดุจผ่าปล้องไผ่ สังหารกองทัพใหญ่ของอาณาจักรตงไห่จนพ่ายแพ้ไม่เป็นกระบวน ทหารจำนวนมากหนีเตลิด สวีเทียนจีสั่งการกองทัพให้เดินทัพขึ้นเหนือต่อ!
ข่าวของศึกนี้ถูกส่งไปทั่วต้าจิ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนฮึกเหิม ขุนนางบู๊บุ๋นในราชสำนักกล่าวชมเชยสวีเทียนจี คุณงามความชอบของสวีเทียนจีเป็นรองเพียงแม่ทัพผิงอัน เขามีฐานะเป็นแม่ทัพสูงสุดของทุกเหล่าทัพ ตำแหน่งสูงส่งเป็นที่สุด เขาเคยนำชัยชนะมากมายมาให้ฮ่องเต้จิ่งไท่จง ยามนี้ต้าจิ่งพ่ายศึก เขาก็ก้าวออกมา นำความหวังมาให้ต้าจิ่งอีกครั้ง หนึ่งศึกพลิกฟ้าดิน อำนาจบารมีของสวีเทียนจีเพิ่มพรวดจนชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้า เขาถึงขั้นค่อยๆ เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของแม่ทัพใหญ่ผิงอันในหัวใจของประชาชน
เจียงซิ่วเบิกบานใจยิ่งนัก เขาออกคำสั่งให้ดินแดนสิบรัฐทางเหนือเคลื่อนทัพขึ้นเหนือทันที เพื่อกลืนกินอาณาจักรธรรมดาสองแห่งที่คั่นระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งสองไปในคราวเดียว ทว่าเรื่องดีงามคงอยู่ไม่นานนัก!
เดือนแปด ระหว่างที่เจียงซิ่วกำลังสุขสันต์กับข่าวชัยชนะที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่องอยู่นั้น องครักษ์ชุดขาวก็นำข่าวด่วนมาบอก “กราบทูลฝ่าบาท! อาณาจักรหงเสวียนเคลื่อนกองทัพมาทางสี่รัฐของเทียนกัง หานอ๋องขอกำลังเสริมพะยะค่ะ!”
อาณาจักรหงเสวียนหรือ เจียงซิ่วลุกพรวดทันที เขาถามเสียงเคร่งขรึมด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ “อาณาจักรหงเสวียนส่งทหารมาเท่าไร”
“กองทัพใหญ่สี่ทัพ แต่ละทัพมีทหารสองแสนนาย สี่รัฐของเทียนกังขอความช่วยเหลือด่วนพะยะค่ะ!” องครักษ์ชุดขาวตอบอย่างรวดเร็ว
เจียงซิ่วฟังจบก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว แต่อุกฉกรรจ์เช่นนี้เขาไม่รู้ว่าสมควรทำเช่นไรดี เวลานี้เองเฉินหลี่เร่งสาวเท้าเร็วไวเข้ามาในห้องทรงพระอักษร แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีเร่งเดินทางไป กระหม่อมด้วย” เขามีสีหน้าแน่วแน่ สายตาจับจ้องเจียงซิ่วเขม็ง
เจียงซิ่วขมวดคิ้ว “เฉินหลี่ เจ้าไม่เคยทำสงคราม เจ้าจะไปทำอันใด”
เฉินหลี่ตอบว่า “กระหม่อมศึกษาตำราพิชัยสงครามมาสิบกว่าปี ทั้งยังชำนาญศาสตร์แห่งโชคชะตา สามารถใช้พลังแห่งโชคชะตากับตำราพิชัยสงครามเอาชัยเหนือศัตรูได้พะยะค่ะ”
เจียงซิ่วนิ่งเงียบ เฉินหลี่เอ่ยต่อ “ฝ่าบาท ให้โอกาสกระหม่อมสักหน ยามนี้กำลังของแว่นแคว้นต้าจิ่งแข็งแกร่ง เป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การฝึกปรือทหาร ยามนี้ต้าจิ่งยังพ่ายแพ้ไหว!”
เจียงซิ่วถอนหายใจ ใช่แล้ว ยามนี้ยังพ่ายแพ้ไหว หลังจากฮ่องเต้ไท่จงลาจากโลก ขุนนางเก่าแม่ทัพเก่าในสมัยนั้นก็ค่อยๆ ปลิดปลิวไปทีละคน ยามนี้ต้าจิ่งกำลังต้องการแม่ทัพรุ่นใหม่ เจียงซิ่วแววตาเย็นยะเยือก กล่าวว่า “ได้ ข้าให้โอกาสเจ้า แต่ข้าอนุญาตให้เจ้าแพ้เพียงสามหน จงถอยทัพกลับมาก่อนหน้านั้น มิเช่นนั้นก็จงหิ้วศีรษะมาพบข้า!” เฉินหลี่ดีใจ คำนับขอบคุณเจียงซิ่วทันที
ในวันนั้นแม่ทัพจำนวนมากในเมืองหลวงถูกเรียกมาเข้าเฝ้าหน้าพระพักตร์เจียงซิ่ว แต่ละคนได้รับคำสั่ง จอหงวนบู๊ที่ฝีมือโดดเด่นของแต่ละปีต่างก้าวออกไปสู่สนามรบ หลังจากผ่านไปสองสามวัน เจียงฉางเซิงก็ทราบเรื่องนี้ผ่านทางหลี่หมิ่น เจียงเจี่ยนได้ยินเข้าก็ยิ่งรอนรน เขาใกล้บรรลุขั้นกายาทองคำแล้ว ทว่าแม้จะใกล้มาก ก็ยังต้องการเวลา
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ หลี่หมิ่นจึงถอยออกไป
เจียงเจี่ยนหันไปมองเจียงฉางเซิง เขาอยากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไป สุดท้ายก็เลือกไปฝึกวิชา เทพกระบี่ไม่พูดอันใด เขาแอบกังวลว่าเจียงฉางเซิงจะบังคับเขาให้เข้าร่วมสงคราม เขาไม่มีความผูกพันใดกับต้าจิ่ง มิหนำซ้ำเขายังเป็นเทพกระบี่ หากออกไปทำสงครามเพื่ออาณาจักรแห่งหนึ่ง คงถูกเล่าขานเป็นเรื่องตลกขบขัน เจียงฉางเซิงหลับตาลง จดจ่อกับการฝึกวิชา
ปีเหรินเต้อที่สิบเอ็ด ทัพกลยุทธ์สวรรค์ภายใต้การนำของสวีเทียนจีบุกตีเมืองหลวงของอาณาจักรจิ้งเหนือได้สำเร็จ กองทัพของอาณาจักรตงไห่ขัดขวางไม่ได้แม้แต่น้อย แม้ได้ยินข่าวว่าสี่รัฐของเทียนกังถูกลอบโจมตี แต่สวีเทียนจีไม่หวนกลับไปป้องกัน เขายังคงนำกองทัพบุกทะลวงตรงเข้าไปในดินแดนศัตรู
อีกด้านหนึ่ง สี่รัฐของเทียนกังก็ส่งข่าวชัยชนะอันน่าตกตะลึงมาถึง เฉินหลี่นำกำลังทหารสามหมื่นนายคว้าชัยชนะเหนือกองทัพใหญ่หนึ่งแสนห้าหมื่นนายของอาณาจักรหงเสวียน จากนั้นก็ยกทัพไปเสริมกำลังที่สนามรบแห่งอื่นต่อ กำลังทหารแตกต่างกันมากมายเช่นนี้แต่กลับคว้าชัยชนะมาได้ นามของเฉินหลี่จึงเลื่องลือไปทั่วหล้าในทันใด
ยามที่เจียงซิ่วทราบข่าวนี้ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือคิดว่าตนเองฟังผิด เขาคิดไม่ถึงว่าเฉินหลี่จะมีพรสวรรค์ในการเป็นแม่ทัพกับเขาด้วย ชัยชนะของเฉินหลี่ปลุกขวัญกำลังใจให้ทหารสี่รัฐของเทียนกัง สี่รัฐของเทียนกังจึงเริ่มโต้กลับ
เดือนเจ็ด อาณาจักรหงเสวียนกลืนกินอาณาจักรแห่งหนึ่งเข้าไปจนทำให้ดินแดนขยับเข้ามาใกล้ต้าจิ่งมากขึ้น เดือนนั้นอาณาจักรหงเสวียนกับอาณาจักรตงไห่ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกัน ราชวงศ์แห่งโชคชะตาสองแห่งจับมือเป็นพันธมิตรหมายขุดรากถอนโคนต้าจิ่งอาณาจักรป่าเถื่อน เพื่อให้การทำสงครามมีเหตุผลอันเที่ยงธรรม พวกเขาจึงไล่เรียงความผิดทั้งหลายของต้าจิ่งออกมาประกาศแก่ใต้หล้า
ใต้หล้าฮือฮา! อีกฝั่งหนึ่งมีข่าวมาว่าราชามนุษย์เข้าไปในอาณาจักรตงไห่แล้ว ดูเหมือนเขาจะตามหาผู้ท้าชิงตำแหน่งราชามนุษย์พบแล้ว
เจียงฉางเซิงฟังหลี่หมิ่นรายงานเรื่องราวเหล่านี้จบก็ผลิยิ้ม หลี่หมิ่นฉงนงงงวยแต่ไม่กล้าถามอะไรมาก เขาหันไปมองเจียงเจี่ยนที่อยู่ในหม้อหลอมโอสถ แล้วเอ่ยพร้อมสีหน้าหยอกล้อ “ถ้าเช่นนั้นก็มาดูกันเถิดว่าผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากัน”
เจียงเจี่ยนกำลังจะบรรลุขั้นกายาทองคำ ถึงยามนั้นเมื่อขุนพลเทพยาตราจากสวรรค์กวาดราบทั้งสนามรบ ย่อมบีบให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาส่งขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่าออกมา รอจนถึงเวลาที่ไม่อาจรับมือได้แล้ว เขาค่อยเก็บเกี่ยวรางวัลรอดชีวิต
หลี่หมิ่นหันไปมองเจียงเจี่ยนเช่นกัน สีหน้าของเขาดูตื่นเต้น นั่นเพราะเขาเองก็รู้ว่าเจียงเจี่ยนกำลังจะบรรลุขั้นกายาทองคำ ด้วยพรสวรรค์ของเจียงเจี่ยน เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าเจียงเจี่ยนขั้นกายาทองคำจะแข็งแกร่งมากเพียงใด!
เดือนสิบ! ในที่สุดเจียงเจี่ยนผู้อดทนอย่างทรหดก็เลื่อนขั้นสำเร็จ ด้วยการช่วยเหลือของทรัพยากรสำหรับฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนที่ทุ่มโครมลงมาให้เขา! ณ วันนี้ พลังแห่งโชคชะตาในใต้หล้าหลั่งไหลถาโถม ท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ต้อนรับการมาเยือนของขั้นกายาทองคำ!
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายในเมืองหลวงพากันมองไปทางอารามมังกรผงาด มีคนตกตะลึง มีคนยินดีปรีดา แต่ก็มีคนกังวลและหวาดกลัว บ่ายวันนั้นเจียงซิ่วเดินทางมาเยือนเขามังกรผงาดอย่างรีบเร่ง เขาสาวเท้าเร็วไวเข้ามาในลานเรือน มองไปปราดแรกก็เห็นเจียงเจี่ยนผู้นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศประหนึ่งทวยเทพผู้มีกายาเป็นทองคำ