เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 132 ดาวสังหารจุติ ความหวังในการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 132 ดาวสังหารจุติ ความหวังในการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง
ตอนที่ 132 ดาวสังหารจุติ ความหวังในการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง
“ขั้นกายาทองคำ…” เจียงซิ่วมองเจียงเจี่ยนอย่างนิ่งอึ้ง ในใจยินดีเจียนคลั่ง แต่หลังจากสงบใจได้ ในหัวใจก็มีความหวาดกลัวเบาบางผุดพรายขึ้นมา
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน เขากวักมือเรียกง้าวสามแฉกสองคมให้ลอยมาอยู่ในมือแล้วเดินไปที่เรือนด้านข้าง ด้านในถูกเขาปรับปรุงเป็นโรงหลอมอาวุธ มีวัตถุดิบหลอมอาวุธที่เจียงซิ่วกับจางอิงมอบให้กองอยู่เต็มไปหมด เขาเตรียมจะเพิ่มน้ำหนักให้ง้าวสามแฉกสองคม ทำให้มันหนักหนึ่งล้านชั่ง!
เจียงเจี่ยนยังคงเร่งกำลังภายในให้กลับมาเติมเต็มอยู่บนท้องฟ้า เจียงซิ่วมองอยู่ครู่หนึ่งก็เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ไป๋หลีเงยหน้ามองเจียงเจี่ยนแล้วถอนหายใจ “สัตว์ประหลาดถือกำเนิดแล้ว” มันรู้ดีอย่างยิ่งว่าพรสวรรค์ในการต่อสู้ของเจียงเจี่ยนแข็งแกร่งมากเพียงใด มองจากบางแง่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่าผิงอันเสียอีก ผิงอันชอบใช้พละกำลังของหนึ่งคนสยบสิบคน แต่เจียงเจี่ยนมิเพียงมีพละกำลังมหาศาล แต่ยังรู้จักวิชายุทธ์สารพัดชนิดอีกด้วย
เทพกระบี่ลูบหนวดเคราแล้วคลี่ยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “มีคนกำลังจะชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าแล้วสินะ”
เจ็ดวันหลังจากนั้น เจียงเจี่ยนก็สวมชุดเกราะสีเงินพร้อมหมวกเกราะที่หอการค้ายอดวาสนามอบให้แล้วถือง้าวสามแฉกสองคม สะพายสาส์นม้วนหนึ่งขึ้นหลัง เชิดศีรษะอกผายไหลผึ่งเดินเข้าไปในวังหลวง ตัวเขาที่กินโอสถคงรูปลักษณ์เข้าไป หน้าตายังเหมือนอายุยี่สิบห้า ท่วงท่าองอาจสงางามยิ่งนัก ราชองครักษ์ ขันที และนางกำนัลตามทางต่างมองเขาอย่างหวาดหวั่นยำเกรง ช่างเป็นแม่ทัพที่หล่อเหลายิ่งนัก!
ง้าวสามแฉกสองคมยาวหนึ่งจั้งเท่ากับยาวสามเมตรกว่า มันดูโดดเด่นยิ่งนัก ทำให้คนที่มองเห็นรู้สึกว่าคนผู้นี้มิใช่คนธรรมดา ในตำหนักระฆังทอง หมู่ขุนนางมารวมตัวกันแน่นขนัด เจียงซิ่วผู้นั่งหลังตรงอยู่บนบัลลังก์มังกรมองเห็นเงาร่างของเจียงเจี่ยนที่อยู่นอกตำหนักแล้ว เขาคลี่รอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “น้องเก้าของข้ามาแล้ว ขุนนางที่รักทั้งหลาย ขอแนะนำให้รู้จักยอดแม่ทัพ ไม่สิ แม่ทัพเทพอันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่ง!”
ทุกคนหันหน้าไปมองก็เห็นเจียงเจี่ยนย่างเท้าเข้ามาในตำหนักดุจมังกรพยัคฆ์ ทุกคนต่างถูกรูปโฉมของเจียงเจี่ยนทำให้ตะลึงงัน จำต้องพูดว่า ชุดเกราะที่หอการค้ายอดวาสนาส่งมาให้ดูทรงอำนาจจริงๆ แผ่นเกล็ดบนชุดเกราะประณีตอย่างยิ่ง พวกเขาเพิ่งจะเคยเห็นชุดเกราะที่งดงามและองอาจเช่นนี้เป็นหนแรก
เจียงเจี่ยนหยุดยืนในท้องพระโรง เขาประสานหมัดคำนับเจียงซิ่ว แล้วพยายามอย่างยิ่งที่จะสงบหัวใจที่ตื่นเต้นของตนเอง เจียงซิ่วก้มลงมองเจียงเจี่ยนแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เราขอแต่งตั้งเจียงเจี่ยนเป็นแม่ทัพใหญ่กลยุทธ์เทพ ครองตำแหน่งแม่ทัพขั้นสอง น้องเก้า บอกเราซิว่าเจ้าต้องการนำทหารเท่าไร”
ขุนนางบู๊บุ๋นต่างหันไปมองเจียงเจี่ยน
เจียงเจี่ยนกราบทูลอย่างหยิ่งทระนง “กระหม่อมมิจำเป็นต้องมีทหาร หนึ่งคนคือหนึ่งกองทัพ ขอฝ่าบาทส่งกระหม่อมเร่งเดินทางไปสนามรบทันที กระหม่อมอดกลั้นมาสามสิบปีแล้ว!”
กล่าวจบ เขาก็ดึงผ้าที่ผูกบนหน้าผากออก เผยดวงตาที่สามออกมา ขุนนางใหญ่ที่มองดูอยู่สองฝั่งอุทานอย่างตกใจ ปีนี้เจียงเจี่ยนอายุสี่สิบห้าปี เขาฝึกวรยุทธ์อยู่ข้างกายเจียงฉางเซิงมาตลอด แต่ตัวเขาอยากออกไปบุกตะลุยใต้หล้ามาตั้งนานแล้ว! นับตั้งแต่วันนี้ เขาไม่จำเป็นต้องซ่อนดวงตาที่สามของตนเองอีก!
ดวงตาแนวตั้งกลางหน้าผากของเขาลืมตาเปิด แม้แต่เจียงซิ่วยามมองเห็นมันก็สะดุ้งโหยงอยู่ในใจ เจียงเจี่ยนยามมีดวงตาที่สามประดับอยู่บนหน้าผากยิ่งมีสง่าราศีของแม่ทัพเทพมากกว่าเดิม เขาดูน่าเกรงขามยิ่งนัก แม้เจียงซิ่วจะไม่ได้เพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก แต่ไม่ว่าเห็นครั้งที่เท่าไร เขาก็ยังหวาดผวาตัวสั่นอยู่ดี
“เราอนุญาต ก่อนอื่นเจ้าจงไปสี่รัฐของเทียนกัง โจมตีอาณาจักรหงเสวียนให้ย่อยยับ!”
“น้อมรับบัญชา!” เจียงเจี่ยนฉีกยิ้มแล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที
การหมุนตัวครั้งนี้ของเขา ทำให้ทุกคนเห็นดวงตาแนวตั้งกลางหน้าผากของเขาอย่างชัดเจน พวกเขาต่างตกใจกลัว ดวงตาที่สามหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เจียงเจี่ยนกลายเป็นแสงสีทองสายหนึ่งทะยานร่างออกจากตำหนักระฆังทองเหาะหายลับไปกับขอบฟ้า ทันใดนั้นตำหนักระฆังทองก็เกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นราวกับหม้อระเบิด
“แม่ทัพใหญ่กลยุทธ์เทพมีดวงตาที่สามงอกออกมาได้อย่างไรกัน”
“ที่แท้ปานแต่กำเนิดของราชวงศ์เปิดเป็นดวงตาที่สามได้อย่างนั้นหรือ”
“ช่างดูน่าเกรงขามนัก นี่สิเทวดาเดินดิน!”
“มิน่าเล่าองค์ชายเก้าถึงได้ร่ำเรียนวิชายุทธ์อยู่กับมรรคาจารย์ เขามีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย”
“ต้าจิ่งมีโชคแล้ว หนนี้อาณาจักรหงเสวียนต้องลำบากแน่ ฮ่าๆ!”
เจียงซิ่วได้ยินเหล่าขุนนางพูดคุยกันก็คลี่ยิ้ม เวลานี้เขาปล่อยวางความกังวลทั้งหมดลงแล้ว เหลือเพียงความคาดหวังนับอนันต์ การหันคมหอกกลับมาแทงข้างหลังของอาณาจักรหงเสวียนทำให้เขากดดันอย่างยิ่ง เทียบกับอาณาจักรตงไห่แล้ว เขาเคียดแค้นอาณาจักรหงเสวียนมากยิ่งกว่า “ฮ่องเต้หงเสวียน ขั้นกายาทองคำไร้พ่ายของเรามาแล้ว เจ้าจะต้านทานอย่างไรดีเล่า”
เจียงซิ่วยกมุมปากโค้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
ภายในลานเรือน ไป๋หลีกับเทพกระบี่มองส่งเจียงเจี่ยนจากไป พวกเขาต่างคาดหวังกับผลงานของเจียงเจี่ยนเช่นกัน ตอนนั้นเอง จู่ๆ ผิงอันก็หันขวับไปมองเจียงฉางเซิง แล้วงึมงำว่า “อาจารย์… ผิงอัน… ก็จะ… ผิงอัน… อยากปกป้อง…” เขาร้อนรนเกินไปจนพูดออกมาไม่เป็นประโยคครบถ้วน
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ถ้าเช่นนั้นก็ไปเถิด ต้องฟังคำพูดของเจี่ยนเออร์ อย่าขี้โมโห เข้าใจหรือไม่”
ผิงอันตื่นเต้นดีใจ เขายกมือขึ้นมาทันที ค้อนทองยักษ์สองอันลอยเข้ามาในมือของเขา จากนั้นเขาก็เหินร่างขึ้นฟ้าไล่ตามเจียงเจี่ยนไป
ไป๋หลีเดาะลิ้น “คุณพระคุณเจ้าช่วยข้าด้วย เจ้าเด็กสองคนนี้ร่วมมือกัน อาณาจักรหงเสวียนมิถูกถล่มพินาศหรือไร” ผิงอันกับเจียงเจี่ยนร่วมมือกัน… มันไม่กล้าจินตนาการเลยว่ากองทัพที่เผชิญหน้ากับพวกเขาจะต้องพานพบอะไรบ้าง
เทพกระบี่ก็ยินดีปรีดา สองมือจับด้ามไม้กวาดแล้วคลี่ยิ้ม “จะว่าไปแล้ว เจ้าเด็กสองคนนี้ก็ช่างเข้าคู่กันดีจริงๆ”
เจียงฉางเซิงยิ้มบางๆ หลังจากนั้นก็หลับตาฝึกวิชาต่อ หลังจากเลื่อนขั้นหนก่อน เวลาก็ผ่านมาสี่สิบเอ็ดปีแล้ว เขาเองก็พยายามฝึกวิชาอยู่ตลอดเพื่อจะได้เลื่อนขั้นเร็วขึ้นอีกวันก็ยังดี หลายวันก่อน เขาคำนวณพลังของตนเองดูนิดหน่อย มันมีค่าเท่ากับหนึ่งล้านเจ็ดแสนแต้มเซ่นไหว้แล้ว นับว่าก้าวหน้าไม่น้อย ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องฝึกฝนพลังให้ขึ้นไปเท่ากับสิบล้านแต้มเซ่นไหว้แล้วถึงจะเลื่อนขั้นได้ เพราะการเลื่อนระดับขั้นโดยตัวมันเองก็ทำให้พลังเพิ่มขึ้นก้าวใหญ่อยู่แล้ว ยามนี้เขายังไม่แน่ใจนักว่าตนต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะเลื่อนขั้น แต่รู้สึกว่ารอคอยมาเนิ่นนานนัก
ชายแดนของเทียนกัง เหนือกำแพงเมือง เฉินหลี่ผู้สวมชุดเกราะบนร่างกำลังมองออกไปไกลๆ ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล สุดปลายทะเลทรายเวิ้งว้างเบื้องหน้ามีเงาดำทะมึนอยู่แถบหนึ่ง นั่นก็คือค่ายที่กองทัพใหญ่ของอาณาจักรหงเสวียนปักหลักอยู่ มันทอดยาวกินบริเวณนับร้อยลี้ ยากจะคำนวณว่าพวกเขามีกำลังทหารเท่าไรกันแน่
แม่ทัพคนหนึ่งเดินมาข้างเฉินหลี่แล้วกล่อมว่า “ท่านแม่ทัพ กลับไปพักผ่อนเถิด อยู่ที่นี่อันตรายเกินไป” กองทัพศัตรูมีขั้นเทวชนอยู่ หากยิงธนูมาย่อมสังหารเฉินหลี่ได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าฝั่งพวกเขาก็มีขั้นเทวชน เพียงแต่ขั้นเทวชนก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน
เฉินหลี่ถอนหายใจ “กำลังทหารของกองทัพศัตรูยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าอย่างไรข้าก็หลับไม่ลง” เขาเชื่อมั่นว่ากลศึกของตนเองเหนือกว่าผู้ใด แต่เมื่อกำลังทหารแตกต่างกันจนถึงจุดหนึ่ง ต่อให้มีกลยุทธ์ล้ำเลิศอีกเท่าใดก็ไร้ประโยชน์ ก่อนหน้านี้กำลังทหารของอาณาจักรหงเสวียนก็เหนือกว่ากำลังทหารในเมืองเป็นสิบเท่าแล้ว ตอนนี้ยังจะเพิ่มขึ้นอีก เห็นชัดอย่างยิ่งว่าอาณาจักรหงเสวียนคิดจะเหยียบพวกเขาให้ราบเป็นหน้ากลองในหนเดียวเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ หลังจากนั้นก็จะบุกเข้าไปยึดเมืองต่างๆ
แม่ทัพกำลังจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าในตอนนั้นเองผืนดินก็ไหวสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งเกิดแผ่นดินไหว แม่ทัพและทหารทั้งหลายต่างตื่นตระหนกกุมอาวุธในมือแน่น ไกลออกไป กองทัพใหญ่ของหงเสวียนที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็ตกใจเช่นเดียวกัน
ขั้นเทวชนคนหนึ่งก้าวออกมาจากกระโจม สายตามองไปยังเมืองที่ตั้งเดียวดายอยู่ไกลๆ เขาขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในใจเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง คล้ายกับว่าหายนะครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน ทันใดนั้นเขาก็เบิกตาโพลง เมื่อพบว่าท้องนภาด้านหลังเมืองอันโดดเดี่ยวแห่งนั้นมีเงาร่างสองร่างกำลังพุ่งแหวกทะเลเมฆมุ่งหน้ามาทางด้านนี้ด้วยความเร็วสูง พลังเช่นนั้น…
“ศัตรูจู่โจม! เตรียมทำศึก!” ขั้นเทวชนตะโกนเสียงดัง เขาใช้ลมปราณมากพอให้เสียงกังวานไปทั่วค่ายทหาร ทุกคนจึงได้ยิน คนที่อยู่ใกล้หน่อยถึงกับรู้สึกว่าแก้วหูสะเทือนดังวิ้ง
ผู้ที่มาเยือนก็คือเจียงเจี่ยนกับผิงอันนั่นเอง
“ฮ่าๆ อาจารย์ลุง มาดูกันว่าผู้ใดจะสังหารได้มากกว่า!” เจียงเจี่ยนหัวเราะลั่น เขาไม่คิดจะเหาะลงไปสนทนากับแม่ทัพพิทักษ์เมืองสักนิด เพราะเขาเห็นธงกองทัพของกองทัพหงเสวียนแล้ว คำว่าหงเสวียนสองคำมากพอจะบ่งบอกว่านั่นคือศัตรู ในเมื่อเป็นศัตรู เช่นนั้นก็ต้องตาย! พอเอ่ยจบ เขาก็พลันเร่งความเร็วอย่างฉับพลัน เขาเร็วประหนึ่งเสียงอสนีบาต ผิงอันก็เร่งความเร็วเช่นเดียวกัน
ครีนนนน! ความเร็วของทั้งสองคนรวดเร็วเหลือคณา พลังที่แผ่ซ่านออกมาก็น่ากลัวยิ่งนัก เฉินหลี่ที่อยู่บนกำแพงเมืองรวมไปถึงแม่ทัพทั้งหลายต่างรู้สึกราวกับว่าฟ้าจะถล่มลงมา พวกเขาเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณก็เห็นเงาของคนสองคนโฉบผ่านเหนือเมือง มุ่งหน้าไปยังค่ายของศัตรูที่ตั้งอยู่ไกลๆ ด้วยความเร็วสูงสุด
ต่อจากนั้น พวกเฉินหลี่ก็ตาโตพูดไม่ออก พวกเขามองเห็นภาพที่ชั่วชีวิตนี้คงยากจะได้พบ เจียงเจี่ยนกับผิงอันทิ้งตัวลงมาที่พื้นประหนึ่งก้อนอุกกาบาตจากนอกโลก แผ่นดินที่อยู่ไกลๆ สั่นไหวพังถล่ม คลื่นพลังอันน่าหวาดกลัวกวาดฝุ่นดินและเศษหินปลิวว่อนไปเป็นแนวคล้ายน้ำหลาก ภาพนี้ช่างน่าตื่นตะลึง ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียมมิได้ สายลมคลั่งน่าหวาดกลัวโถมเข้าใส่ใบหน้า มันเป่าพลทหารจำนวนไม่น้อยล้มลงไปกลิ้งบนพื้น เฉินหลี่จำต้องยกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้า
“ผู้ใดมากัน… พลังระดับนี้มิใช่ขั้นเทวชน ขั้นกายาทองคำของต้าจิ่ง… แม่ทัพผิงอันหรือ แล้วอีกคนเป็นผู้ใดกันเล่า” เฉินหลี่ตกตะลึงระคนยินดี แต่ในใจเต็มไปด้วยความฉงน ค่ายทัพหงเสวียนกลายเป็นนรกบนดิน เจียงเจี่ยนเหยียบพื้นได้ก็ควงง้าวสามแฉกสองคมด้วยมือเดียว ขั้นเทวชนสามคนบุกเข้ามาหาทันที ทว่าเจียงเจี่ยนเพียงแค่นเสียงหยัน ควงง้าวสามแฉกสองคมอย่างว่องไว ความเร็วของเขาเร็วเกินไปแล้วจริงๆ เพียงชั่วพริบตาก็ฟาดขั้นเทวชนสามคนมากองรวมกัน พวกเขาร่างระเบิดสิ้นใจพร้อมกัน เลือดกระเซ็นเปื้อนสนามรบ
โลหิตสาดกระเซ็นมาถูกใบหน้าของเจียงเจี่ยน ดวงตาแนวตั้งของเขาถูกโลหิตอาบย้อม ลูกนัยน์ตาก็สั่นระริก ทอประกายเย็นเยือกคมกริบ เขาพุ่งเข้าไปหาจุดที่กลุ่มคนออกันแน่นขนัด ผิงอันเองก็กลายเป็นเทพสังหารเช่นเดียวกัน เขาคำรามอย่างตื่นเต้น ค้อนคู่เหวี่ยงดุจสายลม กระหน่ำทุบทหารฝ่ายศัตรูอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งกำลังไล่ทุบหนู ไม่มีผู้ใดขัดขวางเขาได้
เสียงคำราม เสียงร่ำไห้ เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวดังปะปนกัน ทหารทั้งหลายของต้าจิ่งที่ได้ยินเสียงจากไกลๆ ขวัญผวา แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลยิ่งนัก แต่พวกเขาก็ยังสัมผัสได้ว่าการเข่นฆ่าหนนี้น่ากลัวมากเพียงใด
ต้นเดือนสิบเอ็ด ภายในตำหนักระฆังทอง หมู่ขุนนางเงียบกริบ แม้แต่สีหน้าของเจียงซิ่วก็ยังนิ่งงัน ขุนนางเก่าคนหนึ่งจ้ององครักษ์ชุดขาวในตำหนักเขม็ง แล้วถามเสียงสั่น “เจ้ารายงานอีกหนหนึ่งสิ…”
องครักษ์ชุดขาวเอ่ยเสียงดัง “เมื่อสามวันก่อนแม่ทัพใหญ่กลยุทธ์เทพกับแม่ทัพใหญ่ผิงอันร่วมมือกัน… สังหารแม่ทัพกับพลทหารของหงเสวียนไปทั้งสิ้นหนึ่งล้านสองแสนนาย แม่ทัพทั้งสองบุกตะลุยเข้าไปด้านในอาณาจักรหงเสวียนแล้ว แม่ทัพเฉินหลี่กำลังเคลื่อนทหารเตรียมไปสนับสนุน…”
เจียงซิ่วรู้ว่าเจียงเจี่ยนต้องคว้าชัยชนะมาได้แน่ ดังนั้นจึงให้องครักษ์ชุดขาวมารายงานในท้องพระโรงเลย ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตกตะลึงกับผลการรบนี้อยู่ดี สองคนสังหารแม่ทัพกับพลทหารหนึ่งล้านสองแสนนาย! แล้วนั่นไมใช่อาณาจักรธรรมดาด้วยนะ! ทหารหนึ่งล้านสองแสนนายนี่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แม้แต่ขั้นเทวชนก็มี!
ฮือฮา! เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังสนั่นในตำหนักระฆังทอง คลื่นเสียงดังกระหึ่มจนเกือบจะถล่มเพดานของตำหนักระฆังทองลงมา เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นต่างตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด พวกเขาตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของยอดแม่ทัพทั้งสอง ครานี้ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นความหวังที่ต้าจิ่งจะรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งแล้ว
หัวใจของเจียงซิ่วกลับมาสงบ เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ประกาศราชโองการของเรา ป่าวประกาศผลการรบครั้งนี้ให้ทั่วเจ็ดสิบสองรัฐ เราจะให้ประชาชนต้าจิ่งทุกคนได้รับรู้ว่าน้องชายของเราแข็งแกร่งมากเพียงใด!”
“พะยะค่ะ!” องครักษ์ชุดขาวถอยออกไป ขุนนางบู๊บุ๋นทั้งราชสำนักยังตื่นเต้นจนไม่อาจสงบใจได้
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนต้นไม้ เขาได้ยินรายงานอันน่าตื่นเต้นจากหลี่หมิ่นแล้ว แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยามากมายเท่าใดนัก เขากำลังใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองดูพวกเจียงเจี่ยนอยู่ เพราะกลัวว่าจะมีขั้นจักรวาลออกมาลงมือ เจ้าเด็กสองคนนี้วู่วามเกินไปแล้ว ไม่รอกองทัพใหญ่ด้านหลังตามมาสมทบก็บุกเข้าไปในอาณาจักรหงเสวียนทันที
ในทางทฤษฎีแล้ว อาณาจักรหงเสวียนไม่มีทางมีขั้นจักรวาลอยู่ แต่ตอนนี้กองกำลังจากโพ้นทะเลเล็ดลอดเข้ามาในทวีปชีพจรมังกรแล้ว จึงรับประกันไม่ได้ว่าพวกเขาจะมีขั้นจักรวาลหรือขั้นกายาทองคำจำนวนมากคอยคุ้มกันอยู่หรือไม่ ไป๋หลีถอนหายใจ “เป็นอย่างที่คิด เจ้าหนูเจียงเจี่ยนคนนั้นก็เป็นเทพสังหารเหมือนกัน ช่างดุร้ายเสียจริงเชียว”
เทพกระบี่กลับไม่สะทกสะท้าน ศึกของราชวงศ์ ซากศพกองเป็นภูเขา โลหิตหลั่งไหลเป็นทะเลเป็นเรื่องที่ต้องเกิดอยู่แล้ว หากศึกหนึ่งทำให้อาณาจักรหงเสวียนหวาดกลัวจนยอมจำนนได้ นั่นกลับจะทำให้คนบาดเจ็บล้มตายน้อยลง