เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 140 รัชศกซุ่นเทียน เป้าหมายใหม่ของมู่หลิงลั่ว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 140 รัชศกซุ่นเทียน เป้าหมายใหม่ของมู่หลิงลั่ว
ตอนที่ 140 รัชศกซุนเทียน เป้าหมายใหม่ของมู่หลิงลั่ว
ปีเหรินเต้อที่สิบสี่ ปลายเดือนสาม ฮ่องเต้เจียงซิ่วสวรรคต สิริรวมครองราชย์สิบสี่ปี ประกาศพระราชพินัยกรรมให้องค์ชายสิบสองเจียงเทียนเซิงขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ถัดไป และเป็นฮ่องเต้ที่มีพระชนมพรรษาน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าจิ่ง เพียงสิบชันษาเท่านั้น
ใต้หล้าต้าจิ่งเกิดเสียงอื้ออึง! คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะได้รับข่าวดีที่ยึดครองอาณาจักรหงเสวียนได้ ฮ่องเต้กลับมาสวรรคตเสียแล้ว
เมื่อเจียงเจี่ยนรู้เรื่องนี้ก็รีบกลับรัฐชื่อทันที เฉินหลี่เองก็รีบเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนกลับมาเช่นกัน
เมืองหลวงยามดึกดื่น ทุกบ้านเรือนล้วนมีคนสะอื้นไห้ เพราะรู้ว่าฮ่องเต้ที่ดีกับพวกเขาที่สุดได้จากไปแล้ว และพวกเขาจะไม่ได้พบกับฮ่องเต้ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาเช่นนี้อีก
เจียงฉางเซิงมองไปทางวังหลวง เมื่อเห็นสะบั้นเศียรคอยเฝ้าเจียงเทียนเซิงอยู่ก็วางใจได้ทันใด สะบั้นเศียรเป็นวิญญาณร้ายที่คอยอยู่กับเจียงยวน เจียงจื่ออวี้ เจียงซิ่ว และเวลานี้ก็คอยอยู่กับเจียงเทียนเซิง
“หนึ่งร้อยสิบสี่ปี ฮ่องเต้องค์ที่ห้ากำลังจะขึ้นครองราชย์” เจียงฉางเซิงนั่งคิดเงียบๆ อยู่บนกิ่งของต้นวิญญาณปฐพี เขาไม่ได้เป็นทุกข์กับการจากไปของเจียงซิ่วเท่าใดแล้ว แต่อย่างไรก็เป็นหลานคนโตของเขา เขาจึงยังมอบแต้มเซ่นไหว้ให้เจียงซิ่วห้าหมื่นแต้มเพื่ออวยพรให้เขามีคุณสมบัติที่ดีในภพหน้า
จวบเวลานี้ แต่นี้ไปเมื่อลูกหลานของสกุลเจียงจากโลกนี้ไป นอกจากเจียงเจี่ยนแล้ว เจียงฉางเซิงจะไม่ใช้แต้มเซ่นไหว้มอบบุญวาสนาให้อีก การที่เขาปกป้องต้าจิ่งเดิมทีก็มิได้ติดค้างต่อฮ่องเต้แต่อย่างใด
เจียงฉางเซิงมองเจียงเทียนเซิงตัวน้อย ไม่รู้ว่าฮ่องเต้องค์นี้จะนำต้าจิ่งเดินไปยังเป้าหมายของการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้หรือไม่
ด้วยการกลับมาของเจียงเจี่ยนและเฉินหลี่ ราชสำนักจึงสงบและมั่นคง แม้จะมีสะบั้นเศียรเฝ้าอยู่ แต่เจียงเทียนเซิงซึ่งเป็นฮ่องเต้ในวัยสิบชันษาก็ยังทำให้เหล่าขุนนางไม่วางใจนัก เฉินหลี่ไปคารวะเจียงฉางเซิงโดยเฉพาะ หลังจากแน่ใจว่าราชโองการมิได้ถูกใครแก้ไขแล้วเขาก็ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนเจียงเทียนเซิง
ในราชโองการของเจียงซิ่วได้แต่งตั้งให้เฉินหลี่เป็นเสนาบดีกรมโชคชะตาและยังคงตำแหน่งแม่ทัพเอาไว้ ด้วยหวังว่าเขาจะคอยปกป้องคุ้มครองเจียงเทียนเซิง ยอดฝีมือหนึ่งพันคนของลิขิตสวรรค์รู้เรื่องที่เจียงเทียนเซิงกำลังจะขึ้นครองราชย์ก็ดีอกดีใจหนักหนา แต่ไม่มีใครกล้าไปควบคุมเจียงเทียนเซิงเพราะพวกเขาล้วนรู้ว่า ตราบใดที่มีมรรคาจารย์อยู่ ราชอำนาจของสกุลเจียงจะไม่มีวันเกิดความวุ่นวาย
การที่เจียงเทียนเซิงขึ้นครองราชย์ได้จะต้องเป็นเพราะมีมรรคาจารย์คอยสนับสนุน
เจียงเจี่ยนกลับมาที่อารามมังกรผงาด เขาเศร้าโศกเป็นที่สุด เอาแต่ดื่มสุราอยู่หลายวัน อยากทำให้ตนเองเฉยชา ผิงอันที่กลับมาพร้อมกันก็เศร้าสร้อยเช่นกัน คล้ายว่าจะนึกถึงเจียงจื่ออวี้ขึ้นมา
เจียงฉางเซิงไม่ได้ปลอบโยนพวกเขา การล้มหายตายจากเป็นเรื่องที่ชีวิตมนุษย์จะต้องเผชิญ
เพียงพริบตา เดือนหก องค์ชายสิบสองเจียงเทียนเซิงขึ้นครองราชย์ นับแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เปลี่ยนชื่อรัชศกเป็นซุนเทียน เขาก็ได้นามว่าฮ่องเต้ซุนเทียนเช่นกัน เดือนเดียวกันมีการทำพระราชพิธีศพของฮ่องเต้เหรินเต้อ สมัญญานามเหวินจง (กษัตริย์ผู้ทรงพระเมตตา) หรือเหรินจง!
สมัญญานามนี้เพียงพอให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของเจียงซิ่วในหัวใจของเหล่าขุนนางและประชาชน จิ่งเหรินจงครองราชย์สิบสี่ปี ทรงปฏิบัติราชกิจอย่างขยันหมั่นเพียร ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้าดินร้ายแรงใดๆ กระทั่งยังนำพาต้าจิ่งไปยึดครองราชวงศ์แห่งโชคชะตา ด้วยความชอบนี้เขาจึงสามารถอยู่ในตำแหน่งที่ทัดเทียมกับฮ่องเต้ผู้บุกเบิกราชวงศ์หรือกระทั่งเหนือกว่าชั้นหนึ่ง จะเป็นรองแต่เพียงฮ่องเต้จิ่งไท่จงเท่านั้น
แม้ว่าฮ่องเต้ซุนเทียนยังเยาว์วัย แต่ก็รู้ความนัก หลังจากไว้ทุกข์ให้ฮ่องเต้จิ่งเหรินจงเจ็ดวันก็เดินทางไปคารวะเจียงฉางเซิง โดยมีเฉินหลี่และสะบั้นเศียรติดตามไป ตั้งแต่ที่ได้พบกันที่วังหลวงครั้งก่อน นี่เป็นครั้งที่สองที่เจียงฉางเซิงได้พบกับฮ่องเต้ซุนเทียน
ฮ่องเต้ซุนเทียนโขกหัวให้เจียงฉางเซิงด้วยความเคารพ เจียงฉางเซิงยกมือมาประคองให้เขาลุกขึ้นและกล่าวว่า “เจ้าเป็นฮ่องเต้แล้ว วันหน้าห้ามคุกเข่าให้ผู้ใดอีก เข้าใจหรือไม่”
ฮ่องเต้ซุนเทียนพยักหน้ากล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว การคุกเข่าครั้งนี้เป็นเพราะเสด็จพ่อให้ข้าคุกเข่าให้ท่าน”
เจียงฉางเซิงถอนหายใจ เพราะฟังความหมายที่อยู่นอกเหนือคำพูดของเขาออก จึงเข้าไปลูบหัวเขาและดึงเขามานั่งที่โต๊ะข้างๆ เฉินหลี่และสะบั้นเศียรไม่ได้รบกวนพวกเขา แต่เดินมารอข้างนอกเรือนพัก
หลังจากสนทนากับฮ่องเต้ซุนเทียนพักหนึ่ง เจียงฉางเซิงก็พบว่าเด็กคนนี้เฉลียวฉลาดนัก ทำให้เขาคิดถึงเจียงจื่ออวี้ขึ้นมา ฮ่องเต้ซุนเทียนในวัยสิบชันษามีความคิดและเป้าหมายเป็นของตนเองแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิง เขามีท่าทีฮึกเหิมและแสดงความทะเยอทะยานในใจตนออกมา
เจียงฉางเซิงยิ้มมองเขา แอบทอดถอนใจอยู่ในอกนัก เขาคิดถึงเมื่อหลายสิบปีก่อน เจียงจื่ออวี้ในวัยเด็กก็เคยบอกกล่าวถึงปณิธานอันยิ่งใหญ่ในใจเขาดังนี้เช่นกัน ภาพของเจียงจื่ออวี้และฮ่องเต้ซุนเทียนเข้ามาซ้อนทับกันอย่างช้าๆ
เจียงฉางเซิงดำดิ่งอยู่ในความนึกคิดที่ไร้ขอบเขต เจ้าจื่ออวี้ตัวดี เหตุใดจึงยังไม่ไปเกิดอีก หรือจะรอให้ต้าจิ่งไม่มีใครเป็นฮ่องเต้ได้แล้ว จึงค่อยมาเป็นกำลังช่วยพลิกวิกฤติ
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ สนทนากันอยู่นาน ฮ่องเต้ซุนเทียนก็ลุกขึ้นและเดินมาตรงหน้าเจียงเจี่ยนพร้อมกล่าวว่า “เสด็จอาเก้า โปรดอย่าได้เศร้าเสียพระทัยอีกเลย ปณิธานของเสด็จพ่อและเสด็จปู่ที่สืบทอดมาคือการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง ท่านห้ามแชเชือนทีเดียว แม้ข้าอายุน้อยนัก แต่จะไม่มีทางขลาดกลัวเด็ดขาด แต่ข้าเป็นฮ่องเต้ ไม่อาจเข้าสู่สนามรบเพื่อสังหารศัตรูได้ จึงหวังว่าเสด็จอาเก้าจะทรงช่วยข้า”
เขาโน้มตัวลงคารวะ
เจียงเจี่ยนสร่างเมาในทันใดและรีบประคองตัวเขาขึ้น ยามมองโอรสสวรรค์เยาว์วัยผู้นี้ เจียงเจี่ยนก็ต้องปวดใจขึ้นมา ความรู้สึกของภาระหน้าที่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าปกคลุมหัวใจของเขา
‘น้องเก้า เสด็จพ่อมีท่านแม่ทัพผิงอัน ส่วนข้าก็ต้องอาศัยเจ้าแล้ว’
‘น้องเก้า เราเหนื่อยเหลือเกิน เมื่อใดเจ้าจะได้เป็นกายาทองคำสักที’
‘ฮ่าๆๆ น้องเก้า ในที่สุดเราก็รอจนเจ้าได้เป็นกายาทองคำแล้ว เจ้าและข้าสองพี่น้องจะต้องเหนือกว่าคนรุ่นก่อนและบุกเบิกดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าเดิม…’
คำพูดของเจียงซิ่วคอยดังก้องอยู่ในหูเขาไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาทุกข์ใจนัก พลันรวบตัวฮ่องเต้ซุนเทียนเข้ามากอดไว้ในอก เอ่ยเบาๆ ว่า “เสด็จอารับปากเจ้า เสด็จอาจะต้องช่วยให้เจ้าไม่ผิดต่อปณิธานของเสด็จพ่อเจ้าเป็นแน่…”
เหตุที่เขาเป็นทุกข์เช่นนี้ หลักๆ ก็คือเขาไม่ได้มาดูใจเจียงซิ่ว ฮ่องเต้ซุนเทียนไม่ได้พูดสิ่งใดอีก หากแต่ยกมือขึ้นกอดรับที่แผ่นหลังแสนกำยำของเจียงเจี่ยน
เจียงฉางเซิงมองภาพนี้แล้วพลันยิ้มอย่างพอใจ นี่แหละคือการส่งต่อ
หลังจากฮ่องเต้ซุนเทียนจากไป เจียงเจี่ยนก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาและเริ่มฝึกยุทธ์ ต่อจากนี้ไปคืออาณาจักรตงไห่!
ในเวลาเดียวกัน ข่าวเรื่องการสวรรคตของฮ่องเต้จิ่งเหรินจงก็แพร่สะพัดไปทั่วใต้หล้า เมื่อแต่ละอาณาจักรในใต้หล้ารู้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่ของต้าจิ่งเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบขวบเท่านั้น ใต้หล้าก็พากันหัวเราะเยาะ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งอกด้วย เจ้าเด็กน้อยนี้ยังเยาว์วัย อย่างน้อยต้องรออีกสิบปีจึงจะเปิดศึก! และไม่แน่ว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะห่วงเล่นสนุก ไม่อยากทำสงครามแล้วก็เป็นได้?
ทันใดนั้นก็เกิดการเคลื่อนไหวของแต่ละอาณาจักรอย่างลับๆ และมีคนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน
ในห้วงความฝัน ไม่บ่อยครั้งนักที่เจียงฉางเซิงจะไม่ได้ประลองกับมู่หลิงลั่ว แต่เลือกมาสนทนาสัพเพเหระกัน มู่หลิงลั่วนั่งอยู่ข้างเขา ถามเสียงเบาว่า “พี่ฉางเซิง ท่านมีเรื่องในใจหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงถอนใจกล่าวว่า “หลานชายข้าเสียแล้ว”
“หา?” มู่หลิงลั่วตกใจจนหน้าถอดสี พี่ฉางเซิงมีหลานแล้ว เช่นนั้นมิใช่ว่าเขา…
เจียงฉางเซิงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าส่งภรรยาและลูกชายไปแล้ว ต่อมาก็ส่งหลานชายอีก ข้าได้รู้ว่าจิตใจของข้ายิ่งสงบขึ้นเรื่อยๆ บางทีคนอื่นเมื่อเหลือแต่ตนเองก็จะเริ่มคลางแคลงในชีวิต ไม่รู้ว่าในชีวิตควรไขว่คว้าสิ่งใดอีก แต่ข้ายังคงแน่วแน่ ข้าต้องการอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร์ เพื่อไขว่คว้าพละกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”
มู่หลิงลั่วได้ยินว่าภรรยาของเจียงฉางเซิงเสียไปแล้วเช่นกันก็อดโล่งใจไม่ได้ แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกอายขึ้นมาอีกว่าตนมีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร
สายตาที่นางมองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ใช่แล้ว นางรู้อยู่นานแล้วว่าอายุของเจียงฉางเซิงจะต้องมากกว่านางนัก หาไม่แล้วเขาจะอยู่กับนางตั้งแต่เด็กมาจนโตได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังแข็งแกร่งกว่านางอยู่รำไป ซ้ำยังมียอดเคล็ดวิชาที่ไม่าน่าเชื่อตั้งมากมาย
นางไม่แน่ใจว่าเหตุใดเจียงฉางเซิงจึงได้เข้ามาในฝันของนาง แต่นางรู้สึกว่าตนเองโชคดีมากที่ได้มีทุกสิ่งนี้ เป้าหมายของเจียงฉางเซิงก็คือเป้าหมายของนาง นางเองก็อยากจะได้มาซึ่งพละกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้นางมีเป้าหมายใหม่อีกแล้ว นางก็ต้องการมีชีวิตอยู่ไปตลอดกาลเช่นกัน เพื่อไม่ปล่อยให้เขาต้องอ้างว้างอีกต่อไป
เจียงฉางเซิงบอกเล่าความรู้สึกของตนเองไปอย่างสงบ และมู่หลิงลั่วก็ตั้งใจฟัง ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงฉางเซิงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เล่ามาเถิด ระยะนี้เป็นเช่นใดบ้าง”
มู่หลิงลั่วบอกว่า “ข้าสบายดีเจ้าค่ะ แต่ก็จืดชืดนัก จริงสิ หลินเฮาเทียนที่ข้าเคยเอ่ยถึง ท่านคงยังจำได้กระมัง เจ้าหมอนั่นลิงโลดเอาการ ญาติผู้น้องที่โตมาด้วยกันกับเขาไปชอบผู้เยี่ยมยุทธ์ผู้หนึ่งในจวนศักดิ์สิทธิ์ เขาอับอายจนขุ่นเคือง คิดจะไปต่อสู้เป็นตายกับคนผู้นั้นให้จงได้ แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ แต่ตอนเขาต่อสู้เขากลับได้บรรลุเป็นเทวชน ทำเอาจวนศักดิ์สิทธิ์สั่นสะเทือน และได้ผู้อาวุโสผู้หนึ่งรับไว้เป็นศิษย์ ทว่าความแค้นระหว่างเขากับผู้เยี่ยมยุทธ์ผู้นั้นยังไม่ยุติ คนทั้งสองต่างเตรียมจะเข้ารับการฝึกฝนกับจวนศักดิ์สิทธิ์ กลัวว่าจะวิวาทกันขึ้นมาอีก”
เรื่องนี้ฟังแล้วคุ้นเหลือเกิน… เจียงฉางเซิงถามว่า “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเขาเป็นเช่นใด”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้าบอกว่า “ไม่เป็นเช่นใด แค่รู้สึกว่าอ่อนแอนัก ในเมื่อคนเขาไม่ชอบ ไยต้องฝืนบังคับด้วย มิสู้ตั้งใจฝึกวิชาดีกว่าหรือ ฐานะตระกูลเขาก็ไม่เลว ทั้งยังมีคุณสมบัติที่ดี ยังต้องเป็นกังวลเรื่องสตรีอีกหรือ”
เจียงฉางเซิงถามด้วยรอยยิ้มว่า “มีศิษย์ชายมาชอบพอเจ้าหรือไม่”
มู่หลิงลั่วกะพริบตากล่าว่า “ย่อมต้องมีอยู่แล้ว แต่พวกเขาไม่มีโอกาสเพราะข้าปิดด่านฝึกตนเรื่อยมา เฮ้อ ต้องโทษที่พี่ฉางเซิงมาปรากฏตัวอยู่ในฝันของข้าเร็วเกินไป ทำให้ข้ารู้สึกว่าบุรุษอื่นก็ไม่ได้ดีเท่าใด”
“เช่นนั้นต่อไปข้าจะไม่มาปรากฏตัวในฝันของเจ้าอีกแล้ว”
“ไม่เอา พี่ฉางเซิง ท่านจะต้องมานะเจ้าคะ” นางเข้าไปกอดแขนของเจียงฉางเซิงไว้และซบลงบนไหล่เขา แกล้งเสียงพูด ใบหูนางแดงไปหมด หัวใจเต้นเร็วนัก ทั้งที่เป็นความฝัน เหตุใดแม้แต่ความรู้สึกก็ยังลึกซึ้งถึงเพียงนี้
มู่หลิงลั่วคิดอยู่อย่างลุ่มหลง นี่ยังเป็นครั้งแรกที่นางกล้าเช่นนี้ อาจเป็นเพราะนางไม่ค่อยเห็นเจียงฉางเซิงกลัดกลุ้มใจ เจียงฉางเซิงไม่ได้ขยับตัวออก เขามองฟากฟ้าสีครามพลางกล่าวว่า “ข้าจะอยู่กับเจ้า อยู่กับเจ้าเรื่อยไป”
มู่หลิงลั่วตอบรับเสียงเบาว่า “เช่นนั้นข้าก็จะพยายามมีชีวิตอยู่และอยู่กับท่านเรื่อยไป” แม้ยังไม่รู้ชัดว่าชีวิตนี้จะได้พบกับเจียงฉางเซิงหรือไม่ แต่นางจะทุ่มเทพยายามเพื่อเป้าหมายนี้ ‘ไม่ จะต้องได้พบแน่!’ มู่หลิงลั่วคิดไปด้วยแววตามุ่งมั่น
เดือนสิบ ย่างเข้าสารทฤดู ภายในตำหนักบรรทม ฮ่องเต้ซุนเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอน ราชามนุษย์อยู่ข้างหลังเขาและกำลังถ่ายทอดพลังยุทธ์ของตนให้แก่ฮ่องเต้ซุนเทียน
ราชามนุษย์วางมือลงช้าๆ กล่าวว่า “เจ้ายังเยาว์วัยเกินไป ข้าจำเป็นต้องใช้เวลาสามปีจึงจะถ่ายทอดพลังยุทธ์ทั้งหมดให้แก่เจ้าได้” ผมของเขาหงอกแล้ว เห็นได้ว่าเขาใช้พลังยุทธ์ไปมากมายเท่าใด
ฮ่องเต้ซุนเทียนลุกขึ้น ลงมาจากเตียง จากนั้นพยุงราชามนุษย์ให้ลุกขึ้น ราชามนุษย์ส่ายหน้าหัวเราะลั่น “ข้าจะให้เจ้าพยุงได้อย่างไร เอาเถิด เจ้าไปทํากิจของตนเองเถิด ข้าจะไปก่อน” พูดจบเขาก็หายตัวไปจากบนเตียงอย่างไร้ร่องรอย
ฮ่องเต้ซุนเทียนก้าวเท้าไปที่ห้องหนังสือทางด้านข้าง ก่อนเอ่ยปากว่า “เรียกเจียงเทียนหมิ่นมาพบเรา” องครักษ์ชุดขาวที่อยู่นอกประตูรับคำสั่งและจากไปทันที
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เจียงเทียนหมิ่นก็เดินเข้ามาในห้องหนังสือ เขาดูตึงเครียดมาก เมื่อได้พบกับฮ่องเต้ซุนเทียน เขากัดฟันโค้งตัวลงคำนับ “ถวายบังคมฝ่าบาท”
“ในเมื่อเรียกเราว่าฝ่าบาท เหตุใดไม่คุกเข่าลงเล่า” ฮ่องเต้ซุนเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือถือหนังสือเล่มหนึ่งและถามไปอย่างไม่แยแส
เจียงเทียนหมิ่นพลันมีสีหน้าดำทะมึน เขาสะกดความขุ่นเคืองในใจเอาไว้ แต่ที่มีมากยิ่งกว่าคือความกลัว เขาสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงโขกหัว และกัดฟันพูดว่า “ถวายบังคมฝ่าบาทพะยะค่ะ!”
ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยเสียงเบาโดยไม่ได้มองเขาว่า “เรารู้ถึงสิ่งที่เจ้าทำก่อนหน้านี้ เราจะไม่ถือสาหาความก็ได้ แต่เราไม่อาจลืมได้ และยิ่งจะไม่แต่งตั้งให้เจ้าเป็นอ๋อง เจ้าไปอยู่ที่อารามมังกรผงาดเถิด แต่นี้ไปให้ไปเป็นนักพรต”