เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 139 หงเสวียนล่มสลาย ฮ่องเต้องค์ใหม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 139 หงเสวียนล่มสลาย ฮ่องเต้องค์ใหม่
ตอนที่ 139 หงเสวียนล่มสลาย ฮ่องเต้องค์ใหม่
“เช่นนั้นเหตุใดข้าจึงไม่อาจเป็นคนของราชวงศ์อื่นเล่า” เจียงฉางเซิงมองหลวงจีนเฒ่าและถามไป การที่หลวงจีนเฒ่าหลบอยู่ในเขาลึกย่อมต้องมีเหตุผล เขาจำเป็นต้องสอบถามดูสักหน่อย
หลวงจีนเฒ่าเอ่ยทั้งส่ายหน้าว่า “อาตมาเชื่อในสัญชาตญาณของตน”
เจียงฉางเซิงถามด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีนามว่าอะไร มีความเป็นมาเช่นใด เหตุใดจึงมาสร้างวัดอยู่ในเขาลึกเช่นนี้”
หลวงจีนเฒ่าถอนใจตอบว่า “อมิตตาภพุทธ อาตมามาจากทะเลสวรรค์ การที่ต้องมาหลบอยู่ที่นี่ก็ด้วยจนใจนัก ประการแรก เพื่อหลบจากการไล่ล่าสังหารของทะเลสวรรค์ ประการที่สองด้วยต้องการอาศัยบารมีของมรรคาจารย์ อาตมากลัวว่าเมื่อไปในที่ที่มีคนพลุกพล่านจะชักนำให้เกิดภัยได้โดยง่าย มิสู้หลบรักษาอาการบาดเจ็บบนภูเขา คอยสวดมนต์ให้สัตว์ปีศาจและสิ่งชั่วร้ายอยู่ทุกวัน เพื่อกำจัดความชั่วร้ายของพวกมันออกไป”
ทะเลสวรรค์?
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลงถาม “เหตุใดต้องไล่ล่าสังหารเจ้า”
“สำนักของอาตมาได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าจึงชักนำให้ผู้คนริษยา แต่จนใจที่ไม่มีถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหนุนหลังจึงถูกสังหารล้างสำนัก สำนักล่มสลาย เหลือเพียงอาตมาหนีออกมาได้ผู้เดียว” หลวงจีนเฒ่ากล่าวอย่างโศกเศร้า
เขาพูดต่อว่า “หากมรรคาจารย์ไม่ยินยอมให้อาตมาอยู่ในต้าจิ่ง อาตมาก็จะยอมจากไป หากมรรคาจารย์ยอมรับอาตมาเอาไว้ อาตมาก็ยินดีจะมอบสมบัติล้ำค่าให้ แต่สมบัติล้ำค่านี้จะชักนำความยุ่งยากมาสู่ต้าจิ่งได้โดยง่าย”
เจียงฉางเซิงถามด้วยความสนใจยิ่งว่า “จะให้ข้าดูได้หรือไม่ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าใด”
หลวงจีนเฒ่าหยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อทันที ไข่มุกนี้มีขนาดเท่ากำปั้นของเด็กทารก เป็นสีเขียวเข้มและยังส่องแสงสีแดงออกมาจางๆ เขาแนะนำมุกนี้ว่า “นี่คือมุกชุมปีศาจ สร้างขึ้นจากพลังปีศาจของจักรพรรดิปีศาจแต่โบราณกาล สามารถรวบรวมปีศาจทั้งใต้หล้ามาใช้งานได้ ทว่าเมื่อใดที่ใช้มันจะต้องมีปรากฏการณ์ประหลาดจึงทำให้เปิดเผยตัวได้โดยง่าย และปกติแล้วแม้จะไม่ใช้มุกชุมปีศาจนี้ก็ยังชักนำเหล่าปีศาจเข้ามาได้โดยง่าย”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น ส่งพลังออกไปดูดมุกชุมปีศาจให้ลอยเข้ามาในมือและใช้พลังจิตตรวจสอบดู
หลวงจีนเฒ่าถูกเจียงฉางเซิงชิงไข่มุกไปก็มิได้ตื่นตระหนก แต่กลับอยู่ในอาการสงบยิ่ง
เจียงฉางเซิงพบว่าไข่มุกนี้มีพลังปีศาจที่แข็งกล้าผนึกอยู่จริงๆ เป็นพลังที่มหาศาลเกินเปรียบ ภายในยังมีสัตว์ปีศาจและวิญญาณร้ายแฝงอยู่ด้วย พวกมันกำลังอยู่ในอาการหลับสนิท วิญญาณนี้อ่อนแอนัก ยากจะตื่นขึ้นมาได้ ยากจะจินตนาการได้ว่าต้องเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งถึงเพียงใดจึงสามารถผนึกสร้างไข่มุกนี้ขึ้นมาได้
‘ในบรรดาผู้แข็งแกร่งที่ต้องการครอบครองมุกรวมปีศาจนั้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นแข็งแกร่งเพียงใด’ เจียงฉางเซิงถามในใจเงียบๆ เขาไม่ได้ถามถึงคน ด้วยเกรงว่าจะมีปีศาจและวิญญาณร้ายที่คิดจะชิงไปเช่นกัน
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 500,000 แต้ม จะดำเนินการต่อหรือไม่]
จริงด้วย!
ไม่ใช่แค่ทะเลสวรรค์ที่ต้องการแย่งชิง ยังมีขุมอำนาจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าด้วย เพราะมูลค่าของผู้แข็งแกร่งที่สุดในทะเลสวรรค์ยังไม่เกินสองแสนแต้มเซ่นไหว้เลย
เจียงฉางเซิงชั่งใจอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจว่าจะเก็บเอาไว้ หากไม่เก็บไว้ไข่มุกนี้จะต้องชักนำภัยพิบัติมายังต้าจิ่งเป็นแน่ มิสู้เก็บไว้ในมือเขาดีกว่าหรือ ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจบัญชาให้สัตว์ปีศาจมาทำสงครามได้
เขากล่าวว่า “เมื่ออาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วจะไปจากต้าจิ่งหรือไม่”
หลวงจีนเฒ่าบอกทันใดว่า “สุดแล้วแต่มรรคาจารย์ หากมรรคาจารย์ต้องการให้อาตมาไป อาตมาก็จะไป หากมรรคาจารย์ต้องการใหอาตมาอยู่ต่อ อาตมาก็จะอยู่”
“มอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้ข้า เจ้ายินยอมจริงๆ หรือ”
“อาตมามาต้าจิ่งนานแล้ว ได้สังเกตดูมรรคาจารย์มานาน เจ้ากักตัวฝึกตนมานานปีไม่เคยทำร้ายประชาชนของต้าจิ่งและยังเรียกลมเรียกฝนให้ชาวประชาต้าจิ่งด้วย การปฏิบัติตนเช่นนี้เจ้าต้องไม่ใช่คนชั่วช้าสามานย์ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าจะสังหารอาตมาและชิงเอามุกนี้ไปในทันทีก็ได้ แต่เจ้าก็ไม่ได้ทำ อาตมามิได้โลภโมโทสันต่อมุกชุมปีศาจนี้ เพียงแต่ไม่ปรารถนาให้ไปอยู่ในมือของคนชั่ว หากผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์แห่งทะเลสวรรค์ผู้นั้นได้ครอบครองมุกชุมปีศาจและรวบรวมเอาปีศาจแห่งท้องทะเลนับไม่ถ้วนมา ใต้หล้าจะต้องพบเจอกับเคราะห์ภัย”
“แล้วเจ้าไม่กลัวว่าข้าก็จะทำเช่นนั้นหรอกหรือ”
“เจ้าเป็นห่วงเป็นใยประชาของต้าจิ่ง ลำพังแค่ข้อนี้เจ้าก็จะไม่ใช้มุกชุมปีศาจส่งเดชแล้ว เพราะวันใดที่ใช้มันย่อมต้องมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ถูกสัตว์ปีศาจกลืนกิน”
หลวงจีนเฒ่าเผชิญหน้ากับเจียงฉางเซิงอย่างสุขุมเยือกเย็น มิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งมิได้ต้องการเรียกร้องสิ่งใด
เจียงฉางเซิงเก็บมุกชุมปีศาจเอาไว้ในแหวนมหาวิญญาณ กล่าวว่า “หากเจ้าอยากอยู่ที่ต้าจิ่งเช่นนั้นก็จงอยู่ แต่จำไว้ว่าห้ามทำร้ายชาวบ้าน หากถูกข้าพบเห็น ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปสุดหล้าโพ้นทะเล ข้าก็ยังสังหารเจ้าได้”
เจียงฉางเซิงหันหลังเตรียมจะจากไป
“มรรคาจารย์โปรดช้าก่อน!” หลวงจีนเฒ่ารีบเรียกเขาไว้ เขาหันหน้ามา เห็นหลวงจีนเฒ่าเดินไปหลังพระพุทธรูปแล้วอุ้มลูกแมวสองตัวมาตรงหน้าเจียงฉางเซิง
“ได้ยินว่าอารามมังกรผงาดมีงูวิเศษและหมาป่าวิเศษอยู่ จึงพิสูจน์ได้ว่ามรรคาจารย์มีความเมตตาที่เสมอภาคต่อสรรพชีวิต โปรดรับเจ้าสองตัวนี้ไว้ด้วย พวกมันมีคุณสมบัติร่างกายที่ไม่ธรรมดา ปีศาจทั่วไปจะถูกมุกชุมปีศาจดึงดูดและสูญเสียสติปัญญา แต่พวกมันกลับมิได้เป็นดังนั้น”
หลวงจีนเฒ่าเอ่ยอย่างจริงจัง สายตาของเจียงฉางเซิงจรดลงที่ลูกแมวทั้งสองตัว ดูไปแล้วลูกแมวสองตัวนี้ก็ไม่ต่างกับลูกแมวทั่วไป ตัวหนึ่งสีส้ม ตัวหนึ่งสีดำ มองจากรูปร่างแล้วน่าจะอายุสี่หรือห้าเดือน
เจียงฉางเซิงใช้พลังจิตตรวจสอบดูก็พบว่าลูกแมวสองตัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ภายในร่างกายของพวกมันมีพลังปีศาจสะสมอยู่ เขาจึงรับมาทันใดแล้วหันหลัง เดินเพียงสองก้าวก็หายวับไป
“หากเจ้าอยากตั้งสำนักในต้าจิ่งข้าจะไม่ขัดขวาง ขอเพียงเจ้าสร้างโชควาสนาให้ต้าจิ่งได้ เป็นถึงยอดฝีมือขั้นจักรวาลไยต้องอยู่ในภูเขาลึกร้างไร้ผู้คนมาเนิ่นนาน หากเจ้ากลัวศัตรูก็ไปตั้งสำนักที่รัฐชื่อได้”
เสียงของเจียงฉางเซิงสะท้อนอยู่ภายในวัดเล็กๆ แห่งนี้ หลวงจีนเฒ่าได้ฟังมิได้มีรอยยิ้ม แต่กลับมีสีหน้าเป็นกังวล
เมื่อกลับมาหน้าเรือนพัก เจียงฉางเซิงให้ร่างแยกที่ออกไปข้างนอกเข้ามาผสานกายกับตนเองก่อนค่อยกลับเข้าไปภายในเรือนพัก เขาวางลูกแมวสองตัวที่อยู่ในมือลง กล่าวว่า “ไป๋หลี ต่อไปเจ้ารับหน้าที่ดูแลพวกมัน”
ไป๋หลีที่กำลังสัปหงกอยู่ลุกขึ้นมานั่งในทันที พลางสะลึมสะลือมองไปรอบทิศ สายตาของเทพกระบี่จรดลงที่ตัวลูกแมวสองตัวบนพื้น เขาสังเกตดูอย่างละเอียดเพราะเชื่อว่าเจียงฉางเซิงจะต้องไม่เก็บแมวป่าธรรมดามาเป็นแน่ แต่จะต้องเป็นสัตว์ปีศาจที่มีคุณสมบัติไม่ธรรมดาเช่นเดียวกับไป๋หลีและไป๋หลง ไม่ใช่ว่าสัตว์ป่าทั้งหมดจะกลายเป็นสัตว์ปีศาจได้ แต่บทลงเอยของสัตว์ปีศาจมักจะฝึกตนจนกลายเป็นมารได้โดยง่าย
ดวงตาของไป๋หลีที่มองลูกแมวสองตัวนั้นเป็นประกายขึ้นมาทันใด กำลังเบื่อไม่มีอะไรทำอยู่พอดี
เจียงฉางเซิงไม่ได้สนใจอะไรมากมายอีก เขานั่งลงใต้ต้นวิญญาณปฐพี เริ่มก่อสร้างโลกแห่งมรรคา อย่างน้อยให้โลกแห่งมรรคานี้แลดูเป็นระเบียบไม่สับสนยุ่งเหยิงเกินไป จำต้องพูดว่าเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับการเล่นเกมสร้างฟาร์ม สนุกไม่เบาทีเดียว
ดังนี้เอง ภายในเรือนพักจึงมีลูกแมวปีศาจเพิ่มมาอีกสองตัว หลายวันผ่านไป เจียงฉางเซิงตั้งชื่อให้พวกมัน ลูกแมวสีส้มให้ชื่อว่าหวงเทียน (ฟ้าส้มเหลือง) ลูกแมวสีดำให้ชื่อว่าเฮยเทียน (ฟ้าดำ) พวกมันเป็นตัวผู้กันทั้งคู่ แต่ดูไปแล้วหวงเทียนจะโตกว่าเล็กน้อย ไป๋หลีเล่นกับพวกมันอยู่ทุกวัน ทำให้อารามมีชีวิตชีวามากขึ้นหลายส่วน
ปีเหรินเต้อที่สิบสี่ ต้นเดือนหนึ่ง เจียงเจี่ยนและผิงอันบุกเข้าเมืองหลวง ฮ่องเต้หงเสวียนถูกผิงอันใช้ค้อนทุบจนร่างเละ โลหิตหลั่งในวังหลวงเช่นสายธาร
เดือนสอง ขุนนางบู๊บุ๋นในแต่ละท้องที่ของอาณาจักรหงเสวียนพากันยอมแพ้ นับแต่นี้ไปอาณาจักรหงเสวียนล่มสลาย รวมก่อตั้งอาณาจักรมาสองร้อยเจ็ดปี มีฮ่องเต้ทั้งสิ้นสิบสองพระองค์ ข่าวนี้แพร่เข้าไปภายในต้าจิ่ง ทั้งใต้หล้าพากันไชโยโห่ร้อง ชื่อเสียงของเจียงซิ่วและเจียงเจี่ยนพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด
ภายในห้องทรงพระอักษร เจียงซิ่วในวัยครบหกสิบปีตบโต๊ะดีใจจนใบหน้าแดงก่ำไปหมด เขากวัดแกว่งหมัดร้องเสียงดังว่า “ดี! ดี! ช่างดีเหลือเกิน!”
ครองราชย์มาสิบสี่ปี แม้จะทำลายราชวงศ์แห่งโชคชะตาลง แต่เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนต้าจิ่งก็มิได้ย่ำแย่ กลับรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ คุณูปการนี้จะต้องทิ้งชื่อเสียงเอาไว้ในประวัติศาสตร์เป็นแน่ แม้จะไม่ทัดเทียมฮ่องเต้จิ่งไท่จง แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากเกินไป!
กี่ปีมาแล้ว! ที่เจียงซิ่วมักต้องตกใจตื่นจากฝัน เขามักฝันเห็นฮ่องเต้องค์ก่อน ฝันว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเค้นถามเขาว่าเมื่อใดจะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้เสียที
“ฮ่าๆๆ…” เจียงซิ่วหัวเราะลั่นอย่างไม่เกรงใจใคร แสดงความฮึกเหิมออกมาเต็มที่ แต่เขาเมื่อหัวเราะไปเรื่อยๆ กลับเริ่มไออย่างรุนแรง องครักษ์ชุดขาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าโต๊ะรีบลุกขึ้นมาประคองเขา เลือดลมถาโถมขึ้นมาทำให้เขาใบหน้าแดงก่ำ ในที่สุดก็กระอักเลือดออกมาและหมดสติลงไปกับที่
ตกกลางคืน เจียงฉางเซิงนั่งอยู่ข้างเตียงของเจียงซิ่ว พร้อมมีความสงสารจางๆ อยู่ในดวงตา
เจียงซิ่วใบหน้าซีดเผือด เขากล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ท่านปู่ มิต้องเศร้าเสียใจเพราะหลาน หลานรู้มานานแล้วว่าต้องมีวันนี้ ความจริงเมื่อหลายปีก่อนร่างกายของหลานก็ไม่ไหวแล้ว เคราะห์ดีที่ได้โอสถของท่าน ทำให้หลานได้มีชีวิตอยู่จนสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง… หลานไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจอีกแล้ว…”
เขากุมมือเจียงฉางเซิงไว้แน่น กัดฟันบอกว่า “ท่านปู่ หลานอยากจะปลดตำแหน่งองค์รัชทายาทและให้เทียนเซิงขึ้นครองราชย์ แม้เขายังเล็กนักแต่เฉินหลี่จะคอยช่วยเขา… ขอท่านปู่โปรดอนุญาต…”
เขารู้ข้อห้ามของเจียงฉางเซิงว่าไม่ต้องการให้แผ่นดินวุ่นวายหรือให้ราชสกุลเจียงต้องต่อสู้กันเอง แต่เขาไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ
เจียงฉางเซิงถอนหายใจหนหนึ่ง กล่าวว่า “ได้ ทุกสิ่งแล้วแต่เจ้ากำหนด”
เจียงซิ่วเผยรอยยิ้มออกมาแล้วพึมพำว่า “หากมอบบัลลังก์ให้เทียนเซิง ต้าจิ่งอาจแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ มิได้ถดถอย” หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป เจียงฉางเซิงก็กลับมาที่อารามมังกรผงาด สองปู่หลานไม่ได้สนทนากันมากมายนัก เพราะเขาตัดสินใจว่าจะให้เวลาเจียงซิ่วและเจียงเทียนเซิงได้อยู่ด้วยกัน
ไป๋หลีเห็นเขาปรากฏตัวจึงรีบถามว่า “ฮ่องเต้เป็นอย่างไรบ้าง”
เจียงฉางเซิงนั่งลงเอ่ยตอบเรียบๆ ว่า “วาระสุดท้ายมาถึงแล้ว”
ไป๋หลีนิ่งงัน เทพกระบี่กลับไม่รู้สึกประหลาดใจ ฮ่องเต้ของราชวงศ์มักอายุสั้น ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ต้าจิ่งมีทายาทมากมาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนสืบทอดตำแหน่ง เพียงแต่เขาสงสัยนักว่าฮ่องเต้องค์ต่อไปจะเป็นใคร เป็นองค์รัชทายาทที่ไร้ความสามารถ หรือจะเป็นองค์ชายเยาว์วัยที่ได้รับการสืบทอดวิชาจากราชามนุษย์ผู่นั้น
อีกฟากหนึ่ง เจียงซิ่วเรียกเจียงเทียนเซิงเข้ามา เจียงเทียนเซิงในวัยสิบขวบโผเข้ามาหน้าเตียงของเจียงซิ่ว พร้อมกับสะอื้นเบาๆ ต่อให้เขาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเพียงใด สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง ยากจะรับการจากไปของบิดาได้
เจียงซิ่วเอื้อมมือไปลูบหัวเขา เอ่ยว่า “เทียนเซิง พ่อมีเรื่องจะบอกเจ้าเรื่องหนึ่ง เจ้าจงจำไว้ ต้องจำไว้ให้มั่น ภายหน้าจะต้องถ่ายทอดให้แก่ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป นี่เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชสกุลเจียง และเป็นกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสกุลเจียง ห้ามให้ขาดตอนเป็นเด็ดขาด…”
เจียงเทียนเซิงเงยหน้าขึ้น จับจ้องเจียงซิ่วด้วยดวงตาแดงก่ำ เจียงซิ่วเริ่มอธิบาย ฟังไปฟังมา เจียงเทียนเซิงก็เบิกตาโตพร้อมมีสีหน้าตื่นตกใจ
ค่ำคืนนี้กำหนดให้คนมากมายยากจะข่มตาหลับได้ ณ ตำหนักองค์รัชทายาท เจียงเทียนหมิ่นเดินวนเวียนไปมาอยู่ในโถงใหญ่อย่างรุ่มร้อน
ในเวลานี้เอง ขันทีคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เจียงเทียนหมิ่นถามอย่างรีบร้อนว่า “ราชโองการ ราชโองการเล่า!”
ขันทีกล่าวเสียงสั่นว่า “ไม่มีราชโองการพะยะค่ะ… ฝ่าบาททรงพบกับองค์ชายสิบสองเพียงลำพัง…”
ดวงตาของเจียงเทียนหมิ่นแดงก่ำขึ้นมาทันใด นัยน์ตาเปี่ยมด้วยความแค้นเคือง อึดใจนี้เขาสัมผัสได้เพียงฟ้าถล่มลงมาแล้ว ในใจเขาถึงกับเกิดจิตสังหารขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาออกจากตำหนักองค์รัชทายาทเพื่อไปหายอดฝีมือที่เชื่อถือได้ในทันที แต่ไม่มีเลยสักคน ทุกคนต่างปฏิเสธเขา ไม่มีใครยินยอมไปสังหารเจียงเทียนเซิงให้เขา
ดึกดื่น เจียงเทียนหมิ่นเดินอยู่บนถนนเพียงลำพัง ขวัญกระเจิดกระเจิงไปทั้งตัว เขารู้ว่าตนเองพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ความเคียดแค้นไม่มีที่สิ้นสุดกลายเป็นความเสียใจที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ไม่ได้โทษผู้ใดแต่โทษตัวเขาเอง เป็นองค์รัชทายาทมาตั้งหลายปีแต่เขากลับไม่มีอำนาจของตนเอง ไม่มีคนสนิทของตนเอง หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเกรงว่ารังแต่จะเป็นเรื่องน่าขัน เขายิ่งคิดก็ยิ่งสิ้นหวัง ในที่สุดเขาก็สุดปัญญาแล้วจริงๆ ได้แต่ยอมรับลิขิตฟ้าเท่านั้น