เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 143 มองเห็นสุดขอบฟ้าปลายมหาสมุทร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 143 มองเห็นสุดขอบฟ้าปลายมหาสมุทร
ตอนที่ 143 มองเห็นสุดขอบฟ้าปลายมหาสมุทร
ฮ่องเต้ซุนเทียนได้ยินคำพูดของเจียงฉางเซิง ความฮึกเหิมมั่นใจพลันถาโถมดุจเกลียวคลื่น จู่ๆ เขาก็เข้าใจความห้าวหาญของจิ่งไท่จงกับความเข้มแข็งของเสด็จพ่อแล้ว ความรู้สึกของการมีคนหนุนหลังไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ฮ่องเต้ซุนเทียนสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะปฏิเสธเขา ต้าจิ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้น ไม่ว่าด้านใดล้วนกำลังพัฒนารวมไปถึงวิถียุทธ์ด้วย ในเมื่อมีหอเจินอูที่ท่านยึดมาได้กับเส้นสายในมหาสมุทรของหอการค้ายอดวาสนาแล้ว พวกเราย่อมไม่ต้องการเกาะลอยฟ้า กลับกัน พวกเขาต่างหากที่ต้องการพวกเรา”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม ไม่เอ่ยตอบอันใดอีก
ไป๋หลีหยอกล้อ “ฮ่องเต้น้อย แล้วยามใดจะนำกองเรือบุกมหาสมุทรเล่า”
ฮ่องเต้ซุนเทียนครุ่นคิดแล้วตอบว่า “รออีกสักสิบปีก็แล้วกัน ข้าอยากมีพื้นที่ยืนในมหาสมุทรก็จริง แต่แทนที่จะบุกตีอาณาเขตไปเรื่อยๆ มิสู้พัฒนากองทัพทางทะเลดีกว่าหรือ ทั้งเก็บเกี่ยวทรัพยากรทางทะเลได้ แล้วภายหน้ายังเอาไว้ใช้เป็นกองทัพพิเศษได้อีก บางทีอาจจะใช้มหาสมุทรโอบล้อมแผ่นดิน ตีเอาใต้หล้ามาครองก็ได้!”
เขาเริ่มคุยจ้อแผนการของตนเอง ยามอยู่ในเรือนหลังนี้เขาสบายใจอย่างยิ่ง เขาไม่กลัวว่าแผนการของตนจะเล็ดลอดออกไปสักนิด ต่อให้เล็ดลอดออกไปก็ไม่เป็นอะไร เพราะแผนการของเขามีแต่สิ่งที่จะทำอย่างโจ่งแจ้งทั้งสิ้น! เขาคิดจะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายจำนวนมากไว้บนเกาะที่ตั้งฐานทัพในทะเล แล้วตีวงโอบล้อมทวีปชีพจรมังกร ค่อยๆ ไล่กดดัน ตัดการติดต่อระหว่างอาณาจักรต่างๆ กับกองกำลังในมหาสมุทร สุดท้ายค่อยโอบล้อมเปิดศึกยึดใต้หล้าในคราเดียว
ยามนี้ความจริงปรากฏให้เห็นชัดแล้วว่าพัฒนาการของดินแดนในมหาสมุทรเหนือกว่าทวีปชีพจรมังกร ไม่เพียงด้านวิถียุทธ์ แต่ยังรวมถึงการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในสังคมด้วย ขอเพียงตัดการติดต่อระหว่างอาณาจักรต่างๆ กับกองกำลังในมหาสมุทร ความแตกต่างระหว่างอาณาจักรอื่นกับต้าจิ่งก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เจียงฉางเซิงฟังแผนการที่ฮ่องเต้ซุนเทียนวาดไว้ในหัวแต่ไม่ออกความเห็นอะไร แผนการนี้ฟังดูแล้วยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง แต่ก็มีจุดอ่อนหลายประการ ทว่าแผนการใดๆ ล้วนเป็นเช่นนี้ ในเมื่อฮ่องเต้ซุนเทียนจะใช้เวลาหลายสิบปีปูทางให้แผนการนี้ หลังจากนี้อีกหลายสิบปีเมื่อมองดูอีกที บางทีจุดอ่อนมากมายเหล่านั้นอาจไม่มีอยู่แล้วก็ได้
ขอเพียงฮ่องเต้ซุนเทียนกล้าคิด เช่นนั้นต้าจิ่งก็มีอนาคต สมัยเจียงจื่ออวี้ตั้งปณิธานจะขยายแผ่นดินต้าจิ่งให้ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว มีคนสักกี่คนกล้าเชื่อเขา ทว่าหลายสิบปีผ่านไป ต้าจิ่งขยายจากสิบสามรัฐมาเป็นเก้าสิบเก้ารัฐ ดังนั้นหลายสิ่งก็มิอาจตัดสินได้จากสิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ฮ่องเต้ซุนเทียนสนทนาอยู่นานนัก จนกระทั่งจากไปก็ดูเหมือนยังพูดไม่สาแก่ใจ หลายวันหลังจากนั้นลมปราณอันแข็งแกร่งหลายสายก็ปะทุขึ้นในเมืองหลวง แต่ไม่นานก็หายไป ทูตจากเกาะลอยฟ้าถูกปฏิเสธก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่สุดท้ายก็ยังต้องอดกลั้นไว้ ไม่กล้าลงมือในเมืองหลวง ต้าจิ่งในวันนี้ไม่เหมือนในวันวานอีกแล้ว ไม่ต้องให้เจียงฉางเซิงลงมือ ต่อให้เป็นขั้นเทวชน มาก่อเรื่องในเมืองหลวงก็เท่ากับรนหาที่ตาย
ส่วนขั้นกายาทองคำ พวกเขายิ่งไม่กล้ามาเพราะแต่ละคนๆ ล้วนหวงแหนชีวิตยิ่งนัก
สำหรับประชาชน มรรคาจารย์ดุจดังพระโพธิสัตว์ที่มีลมหายใจ แต่ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายาทองคำหรือขั้นสูงกว่านั้น มรรคาจารย์คือเทพสังหาร รัฐชื่อของต้าจิ่งก็คือเขตต้องห้ามในโลกมนุษย์!
ปีซุนเทียนที่สาม วันขึ้นปีใหม่ ฮ่องเต้ซุนเทียนไม่เชื้อเชิญอาณาจักรใต้อาณัติกับเจ้าผู้ครองแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาเป็นแขกที่วังหลวงอย่างฮ่องเต้เหรินจง แต่เขาไปเยือนเรือนบนเขามังกรผงาดตามลำพัง พร้อมกับนำสุราชั้นดี อาหารเลิศรส และขนมหวานไปจัดวางไว้เต็มแน่นโต๊ะหิน แล้วยังให้องครักษ์ชุดขาวนำเนื้อวัวที่เลี้ยงดูมาเป็นพิเศษจำนวนมากมามอบให้ไป๋หลงด้วย
เขาพยายามผูกมิตรอย่างตั้งอกตั้งใจเช่นนี้ เจียงฉางเซิงย่อมเข้าใจเจตนา แต่ต้องขอบอกเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้ทำอะไรรอบคอบนัก ทำให้เขาสุขสบายมากทีเดียว
วันขึ้นปีใหม่ปีนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษแตกต่างจากปีก่อนๆ เมื่อมีไป๋หลีกับฮ่องเต้ซุนเทียนอยู่ เสียงภายในเรือนก็ไม่เคยเงียบหาย จู่ๆ ในตอนนั้นเองเจียงฉางเซิงก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้เฒ่าผู้แก่ในชาติก่อนจึงตั้งตาคอยให้ลูกๆ กลับบ้านมาฉลองปีใหม่
อยู่อย่างสงบจนคุ้นชิน บางครั้งได้ครึกครื้นบ้างก็ไม่เลว เจียงฉางเซิงลองชิมขนมนิดหน่อย รสชาติยอดเยี่ยมนัก มันทำให้เขานึกถึงเจียงอวี่สมัยเยาว์วัย แต่เขาลืมเลือนนานแล้วว่าขนมเมื่อร้อยปีก่อนรสชาติเป็นเช่นไร
เทพกระบี่เองก็กำลังร่ำสุราอยู่ เขาอารมณ์ดีไม่เลว เพราะว่าฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังกระหน่ำคำยกยอใส่เขา บอกว่าผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนในต้าจิ่งต่างเลื่อมใสเขา ฮ่องเต้ซุนเทียนยังยกตัวอย่างจอหงวนบู๊ขึ้นมาจำนวนหนึ่งด้วย เทพกระบี่ฟังแล้วดอกไม้ผลิบานเต็มหัวใจ จนได้แต่ร่ำสุราแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา
“วันหน้า หากผู้อาวุโสเทพกระบี่ปรารถนาจะออกมาท่องโลก เราจะจัดงานชุมนุมครั้งใหญ่ เปิดงานประลองกระบี่ทั่วใต้หล้าให้ท่านดีหรือไม่ สร้างงานชุมนุมครั้งใหญ่สำหรับมือกระบี่โดยเฉพาะ ผู้ชนะในท้ายที่สุด เราจะออกราชโองการ แต่งตั้งเขาเป็นราชันกระบี่ด้วยตนเอง ฐานะเป็นรองเพียงเทพกระบี่เท่านั้น…”
ฮ่องเต้ซุนเทียนพูดอย่างกระตือรือร้นยิ่งกว่าปกติ เห็นชัดว่าเขาเริ่มเมาจนไม่อาจรัรักษากิริยามารยาทยามอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงได้อีก เขาเริ่มใช้ทั้งมือทั้งเท้า ในห้วงเวลานี้เขากลับดูเหมือนเด็กหนุ่มจริงๆ อย่างไรเขาก็เพิ่งอายุสิบสามปีเท่านั้น
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มมองดูฮ่องเต้ซุนเทียน จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักมากทีเดียว ดอกไม้ไฟของเมืองหลวงพรางพราวบนฟ้า ยกจอกชนกับผู้คนที่อยู่เบื้องหน้า ช่างสุขสำราญเสียนี่กระไร เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าค่ำคืนนี้นับเป็นหนึ่งในค่ำคืนอันงดงามที่ไม่ได้พบเจอมานานนับยี่สิบปี
หลังจากปีใหม่ ฮ่องเต้ซุนเทียนยิ่งมุ่งมั่นในปณิธานอย่างเห็นได้ชัด ยามเข้าประชุมเช้า หมู่ขุนนางต่างพบว่าบนร่างของพระองค์มีความน่าเกรงขามเพิ่มขึ้นมา ทั้งที่อายุยังน้อยอยู่แท้ๆ แต่การตัดสินพระทัยในเรื่องใหญ่ทั้งหลายกลับกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนฮ่องเต้เหรินจงผู้ห่วงหน้าพะวงหลัง พญามังกร!
คำเรียกขานนี้ค่อยๆ แพร่กระจายจากปากขุนนางสู่ปากพ่อค้า จากนั้นก็ลามไปยังปากของประชาชนทั่วใต้หล้า มันเลื่องลือจนไปถึงหูคนของอาณาจักรต่างๆ มีอาณาจักรมากมายไม่รู้เท่าใดเคียดแค้นอยู่ในเงามืด เหตุใดฮ่องเต้ของต้าจิ่งจึงโดดเด่นเหนือผู้คนเช่นนี้เสมอ เหตุใดไม่มีกษัตริย์ขลาดเขลาถือกำเนิดขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าราชวงศ์ใดล้วนแต่มีกษัตริย์ขลาดเขลาปรากฏออกมากันทั้งนั้น แต่ต้าจิ่งอยู่มาเกินหนึ่งร้อยปีแล้ว กลับยังไม่มีกษัตริย์ที่ขลาดเขลาจริงๆ ถือกำเนิดขึ้นมาเลย ต้องรู้ว่าแม้แต่ต้าฉีที่แต่เดิมเคยขยายอาณาเขตอย่างไม่หยุดหย่อนก็ยังหยุดขยายดินแดนในเวลาต่อมาเพราะถึงเวลาผลัดเปลี่ยนบัลลังก์แล้วฮ่องเต้องค์ใหม่เอาแต่เสพสุขสำราญ
ต้าจิ่งก้าวหน้าดีขึ้นเท่าใด อารามมังกรผงาดก็เป็นเช่นเดียวกัน ระหว่างที่ชิงเออร์ปกครองดูแล อารามก็ค้นพบต้นอ่อนที่ดีในการฝึกยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ พลังวรยุทธ์โดยรวมของเหล่าลูกศิษย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมั่นคง เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี ซ่งหลีรีบเร่งเดินทางจากรัฐอวี้เพื่อมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ซุนเทียน ในห้องทรงพระอักษร
ซ่งหลีกราบทูลด้วยสีหน้าย่ำแย่ “ฝ่าบาท คนของข้าสืบพบว่าสำนักพันสมุทรทักษิณกำลังรวบรวมศิษย์จำนวนมากในมหาสมุทรแล้วมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรตงไห่ ได้ยินว่าสำนักลั่วก็ร่วมด้วย สำนักลั่วกับสำนักพันสมุทรทักษิณล้วนมียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ ข้ายังสืบพบอีกว่าเจ้าสำนักของสำนักลั่วเดินทางไปเยือนบรรพจารย์ชื่อเยวี่ยยอดฝีมืออันดับสองแห่งทะเลสวรรค์ บรรพจารย์ชื่อเยวี่ยกักตนฝึกวิชาเสร็จเมื่อสิ้นปี กลายเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สองในตำนานแล้ว หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลสวรรค์แล้ว หากบรรพจารย์ชื่อเยวี่ยร่วมมือกับสำนักพันสมุทรทักษิณและสำนักลั่ว ต้าจิ่งต้องอันตรายแน่!”
ฮ่องเต้ซุนเทียนขมวดคิ้ว เขาวางฎีกาแล้วถามว่า “ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งกับขั้นถ้ำสวรรค์สองแตกต่างกันมากเท่าใด เจ้าคิดว่ามรรคาจารย์ผู้ล้มขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งได้อย่างง่ายดาย บรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้วหรือไม่ แล้วเขาจะสู้ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ที่ร่วมมือกันสามคนได้ไหม”
ซ่งหลียิ้มเจื่อน “กระผมจะรู้ได้เช่นไร กระผมเพียงมาส่งข่าวเท่านั้น สาเหตุที่ไม่ใช่อินทรีหมื่นลี้ก็เพราะกลัวว่าจะถูกดักขโมยข่าวไป” ระยะนี้บางครั้งอินทรีหมื่นลี้ก็ถูกยอดฝีมือลึกลับดักจับไป เรื่องนี้จางอิงก็จนปัญญาจะทำอะไรได้ หากแต่ละเมืองมีขั้นเทวชนคุ้มครองอยู่ก็คงลดการเกิดเรื่องเช่นนี้ได้มากอยู่หรอก แน่นอนว่านั่นเป็นเหตุผลประการแรกเท่านั้น เหตุผลประการที่สองก็คือซ่งหลีกลัวตาย จึงอยากหลบมาอยู่ในเมืองหลวง ยอดฝีมือของสำนักพันสมุทรทักษิณมีมากมายนับไม่ถ้วน เขาทราบข่าวมาว่าเทียนเหรินเพิ่งส่งคนออกมาตามหาตัวเขาอยู่ เห็นทีเรื่องที่เขาสร้างกองเรือให้ต้าจิ่งคงปิดไม่อยู่เสียแล้ว
“เรารับรู้แล้ว เจ้าออกไปเถิด” ฮ่องเต้ซุนเทียนโบกพระหัตถ์ ซ่งหลีเอ่ยอย่างลังเล “ระยะนี้กระผมไม่ค่อยสบาย อยากพักรักษาตัวที่จวนสักหน่อย มิทราบว่า…”
ฮ่องเต้ซุนเทียนกลอกตาใส่เขาทันควัน แล้วพยักหน้านิดๆ ซ่งหลีรีบคารวะขอบคุณฮ่องเต้ซุนเทียนแล้วหมุนตัวเดินออกไป เขาพรูลมหายใจออกอย่างเงียบๆ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ‘สำนักพันสมุทรทักษิณ เข้ามาตายสิมา!’ ซ่งหลีคิดในใจอย่างสะใจ ดวงตาเต็มไปด้วยแววคาดหวัง
วันนั้นฮ่องเต้ซุนเทียนมาหาเจียงฉางเซิงด้วยตนเองเพื่อบอกเรื่องนี้ เจียงฉางเซิงแสดงท่าทีว่ารับทราบแล้ว ส่วนฮ่องเต้ซุนเทียนก็ไม่ถามอะไรมาก เขาเลือกเชื่อมั่นในตัวมรรคาจารย์ หลังฮ่องเต้จากไป เจียงฉางเซิงก็หันไปมองทิศทางที่ตั้งอาณาจักรตงไห่แล้วใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต แทบจะในพริบตาเดียวเขาก็มองเห็นอาณาจักรตงไห่ เขารีบค้นหาอย่างรวดเร็ว
การมองเห็นอาณาจักรตงไห่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การค้นหาอย่างละเอียดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาตัดสินใจว่าจะเริ่มค้นหาจากชายฝั่ง เขามองไปตามแนวชายฝั่ง ไม่นานก็มองเห็นเรือเดินทะเลจำนวนมาก เหนือท้องฟ้ายังมีเงาคนมากมายลอยตัวอยู่ พวกเขาก็คือขั้นเทวชน เจียงฉางเซิงลังเลว่าจะยิงพวกเขาให้ตายตอนนี้เลยดีหรือไม่ แต่เมื่อครุ่นคิดอีกครั้งก็รู้สึกว่าคงไม่ดี เดี๋ยวจะแหวกหญ้าให้งูตื่นเอาง่ายๆ รอยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามคนนั้นลงมือ เขาค่อยจัดการต่อดีกว่า เขามองครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับมา
ไป๋หลีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ดวงตาของท่านเปล่งแสง กำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ นี่คือวิชายุทธ์ใดกัน มองเห็นสถานที่ห่างไกลได้เช่นนั้นรึ”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างสงบนิ่งว่า “ข้ามองเห็นสุดขอบฟ้าปลายมหาสมุทร เจ้าเชื่อหรือไม่”
“เชื่อสิ!” ไป๋หลีตอบกลับมาทันที หลังจากนั้นมันก็ขยับเข้ามาเลียมือกินเจียงฉางเซิง เขาผลักมันออกทันที แต่มันไม่เสียใจหรือโกรธสักนิด มันเดินไปหมอบอยู่ด้านข้างอย่างว่าง่าย เทพกระบี่เห็นภาพนี้ก็กลอกตา เขารู้สึกว่าวิถีกระบี่ของตนถูกหยามเกียรติแล้ว
เดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไป ปีซุนเทียนที่สี่ วันปีใหม่อันครึกครื้นเพิ่งผ่านพ้นไปอีกครั้ง วันนี้ระหว่างที่เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวิชาอยู่ จู่ๆ เขาก็จับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาลืมตาแล้วลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงเริ่มยืดเหยียดกล้ามเนื้อ พอเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ไป๋หลีก็ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ที่ฮ่องเต้น้อยเอ่ยถึงพวกนั้นกำลังจะมาถึงแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ เทพกระบี่ลุกขึ้นมาบ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ศึกระหว่างขั้นถ้ำสวรรค์ เขาตั้งตาคอยยิ่งนัก หนก่อนตอนสู้กับราชามนุษย์ เจียงฉางเซิงยั้งมือเอาไว้ แต่หนนี้ย่อมแตกต่าง ในเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู เจียงฉางเซิงย่อมลงมือสังหาร อีกทั้งศัตรูมิได้มีเพียงหนึ่ง ในกลุ่มพวกเขามียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สองอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน ศึกนี้จะต้องทำให้เขาบรรลุอะไรๆ มากมายอย่างแน่นอน
สุดปลายขอบฟ้า เมฆสีดำทะมึนลอยโถมมาห้อมล้อมเมืองหลวงอย่างเชื่องช้า มันบดบังขุนเขาและสายธารา ปกคลุมหินก้อนมหึมา ทำให้ฟ้าดินครึ่งหนึ่งตกอยู่ในความมืดมัว ฮ่องเต้ซุนเทียนผู้กำลังจัดการฎีกาประจำสัปดาห์ จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หว่างคิ้ว ปานแต่กำเนิดของเขากำลังเจ็บปวด เขายกมือขึ้นมาลูบมันอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่จิตใจเริ่มกระสับกระส่าย เขาเหมือนจะฉุกคิดอะไรได้จึงลุกพรวดเดินไปนอกห้องทรงพระอักษรทันที สะบั้นเศียรปรากฏกายออกมาจากความว่างเปล่าด้านหลังเขาแล้วกราบทูลว่า “ดูท่าศัตรูจะมาถึงแล้ว”
ฮ่องเต้ซุนเทียนกลัดกลุ้มกังวล แม้เจียงฉางเซิงจะรับปากแล้ว แต่ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามคนบุกมาจู่โจมพร้อมกัน จะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บไปด้วยหรือไม่
ภายในจวนที่อยู่ข้างวังหลวง ราชามนุษย์ผู้มีเส้นผมขาวโพลนท่าทางอ่อนแรงเดินออกมาจากประตูห้อง เขาเงยหน้ามองอย่างยากลำบาก ดวงตาเต็มไปด้วยแววหวาดกลัว เขาสัมผัสได้ถึงไอสังหารอันน่าหวาดหวั่นอย่างที่สุด มันแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าพลังของมรรคาจารย์ยามเผชิญหน้ากับเขาครานั้น หรือว่ายอดฝีมือจากโพ้นทะเลจะลงมือแล้ว เขากังวลแทนต้าจิ่ง เขาไม่อยากให้ตนเองเพิ่งถ่ายทอดกำลังภายในให้โอรสสวรรค์ของต้าจิ่งเสร็จ ต้าจิ่งก็ล่มสลายหรอกนะ