เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 144 นี่มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอก!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 144 นี่มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอก!
ตอนที่ 144 นี่มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอก!
เมฆสีดำทะมึนแผ่เข้าปกคลุมเมืองหลวง ประชาชนและผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งเมืองเงยหน้ามองอย่างงงงวย เหตุใดจู่ๆ อากาศจึงแปรปรวนขึ้นมาได้เล่า อวี้เหยียนอวี้ที่กำลังฝึกวิชาอยู่เงยหน้ามองแวบเดียวก็เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา จะได้เห็นมรรคาจารย์ลงมืออีกแล้วสินะ! ไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ในเวลานี้จะแข็งแกร่งมากเพียงใด
ทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับตกอยู่ใต้รัตติกาล แรงกดดันที่บรรยายไม่ถูกแผ่ปกคลุมทั่วฟ้าดินทำให้หัวใจของทุกคนหนักอึ้ง
“มรรคาจารย์ ยังไม่ออกมาอีกรึ ต้องให้ข้าทำลายเมืองหลวงก่อน เจ้าถึงจะยอมปรากฏตัวหรือ” เสียงแก่ชราอันเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น มันสะท้อนก้องไปมาระหว่างฟ้าดิน
เจียงฉางเซิงกลั้นหัวเราะไม่ไหว ช่างยึดถือคุณธรรมของผู้ฝึกยุทธ์เสียจริงนะ เขาก้าวเหยียบอากาศ เมฆหมอกก่อตัวรวมกันใต้ฝ่าเท้า ใช้วิชาขี่เมฆาทะยานหมอกเหาะออกมาจากหมอกวงกตรอบภูเขา ทะยานขึ้นไปยังเมฆสีดำทะมึนบนท้องฟ้า
ชาวบ้านทั้งหลายที่จับตาดูเขามังกรผงาดอยู่ต่างมองเห็นภาพนี้ พวกเขาล้วนพรูลมหายใจอย่างโล่งอก ขอเพียงมรรคาจารย์ลงมือ เมืองหลวงย่อมไม่เป็นอะไร
เจียงฉางเซิงทะลุผ่านชั้นเมฆสีดำทะมึนมาถึงกลางทะเลเมฆ เขาเห็นเงาร่างห้าร่างบนนั้น เทียนเหรินเพิ่งกับเจ้าสำนักถังก็อยู่ตรงนั้นด้วย ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดคือผู้เฒ่าที่สวมอาภรณ์สีโลหิตผู้หนึ่ง กายเขาซูบผอมดังไม้ฟืน แต่โครงร่างกลับสูงใหญ่ ร่างสูงถึงสองเมตร ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ของเขาจ้องมองเจียงฉางเซิง ส่วนอีกสองคน พลังที่แผ่ออกมาจากร่างก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์!
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเลือดยิ่งมีกำลังภายในขั้นถ้ำสวรรค์สอง ลมปราณของเขาสูงกว่าสี่คนที่เหลืออย่างเห็นได้ชัด เขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าราชามนุษย์เสียอีก!
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ ถามว่า “ทั้งห้าท่านดูแล้วฝีมือไม่ธรรมดา เหตุใดจึงมาเยือนต้าจิ่งของข้าเล่า”
เทียนเหรินเพิ่งแค่นเสียงหยัน “เจ้าสังหารน้องชายของข้า ยังจะเสแสร้งไม่รู้เรื่องอีกหรือ”
“ที่แท้ก็มาแก้แค้นนี่เอง เช่นนั้นก็ช่วยมิได้” เจียงฉางเซิงถอนหายใจ เขาไม่หยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา แล้วก็ไม่หยิบกระบองเกล็ดทองหรือแส้ขนกิเลนออกมาด้วย เขาเพียงผายมือออกเช่นนี้ เหมือนจะบอกว่าอับจนหนทาง
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีเลือดเอ่ยปากว่า “แค้นที่สังหารคนเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น เจ้ายึดครองต้าจิ่งแต่เพียงผู้เดียว ซ้ำยังหมายกลืนกินทวีปชีพจรมังกร แต่ทวีปชีพจรมังกรแห่งนี้ใหญ่นัก เจ้าคงกินไม่ไหว ละทิ้งต้าจิ่งแล้วมาทะเลสวรรค์เสีย ข้ายินดีสนับสนุนเจ้า ให้เจ้าได้เหยียบยืนบนจุดสูงสุดของยุทธภพทะเลสวรรค์” ยามคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา อีกสี่คนที่เหลือก็หันไปมองเขาอย่างประหลาดใจ เทียนเหรินเพิ่งโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เจ้าสำนักถังยื่นมือมาห้ามไว้ เจ้าสำนักถังส่ายหัวเบาๆ ให้นาง ส่งสัญญาณบอกให้นางสงบใจไว้อย่าเพิ่งเกรี้ยวกราด
เจียงฉางเซิงมองผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตแล้วเอ่ยว่า “หากข้าไม่ละทิ้งต้าจิ่ง แต่ยินดีเข้าร่วมทะเลสวรรค์ จะเป็นอย่างไร”
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตแค่นเสียงดังเหอะ “นั่นย่อมมิได้ เจ้าอยากเข้าร่วมทะเลสวรรค์ก็ต้องสร้างความดีความชอบสักหน่อย”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เขายกมือขวาขึ้นมา นิ้วชี้กับนิ้วกลางแนบกันวางไว้หน้าริมฝีปาก ชั่วพริบตานั้นสีหน้าเขาเย็นยะเยือก ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลงมือเถอะ อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้ พวกเจ้าหนีไม่พ้นแล้ว หากไม่สังหารข้าก็จงตายเสีย”
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนก็สะบัดดังพรึบพรับ รัศมีเรืองรองส่องประกายระยิบระยับ เส้นผมสีดำของเขาเริงระบำพลิ้วไหว จิตสังหารอันเข้มข้นสายหนึ่งมุ่งตรงไปยังยอดฝีมือจากโพ้นทะเลทั้งห้าคนของทะเลสวรรค์ นอกจากผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิต สี่คนที่เหลือต่างหน้าเสีย พวกเขามองพลังของเจียงฉางเซิงไม่ออกแต่กลับขนลุกอย่างไร้สาเหตุ
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง “เจ้าโอหังนัก คนที่อยากให้ข้าตายมีมากมาย แต่นามของพวกเขา ข้าจดจำมิได้เสียแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าจะทำให้ข้าจดจำได้นานสักเท่าใด!”
จบคืนคำ ฝ่ามือของเขาก็ตบเข้าใส่เจียงฉางเซิง ลมปราณสีโลหิตถาโถมเข้ามากลืนกลบเจียงฉางเซิงประหนึ่งผืนหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาล
สัจจะวาจาเก้าอักษรก่อตัวขึ้นด้านหลังของเจียงฉางเซิง อักษรที่เปล่งแสงสีทองทั้งเก้าตัว เรียงตัวกันเป็นวงกลมแสงสีทอง หมุนวนอยู่ด้านหลังของเขา ก่อนจะก่อตัวเป็นเกราะป้องกันชั้นหนึ่งขวางหมอกโลหิตเอาไว้
“เข้ามาเถอะ ทุกท่านมิต้องออมมือ!” เจ้าสำนักถังตวาดเสียงเข้มหนึ่งคำก็ฉวยพิณไม้ที่สะพายอยู่ลงมา เขาเหาะสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า มือหนึ่งถือพิณ อีกมือหนึ่งดีดสายพิณ ลมปราณนับไม่ถ้วนบินฉวัดเฉวียนออกมาราวคมดาบ เฉือดเชือนทะลุกลุ่มเมฆสีโลหิตจนพวกมันแตกกระจาย แล้วร่วงลงมากระแทกเกราะป้องกันของเจียงฉางเซิงประหนึ่งห่าฝนเทลงมาจากฟ้า
ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ผู้มีร่างกายกำยำโผล่ออกมาด้านหลังเจียงฉางเซิงจากความว่างเปล่า เขาเหวี่ยงแขนต่อยหนึ่งหมัด กำปั้นกลายเป็นสีแดงทอง ห้อมล้อมด้วยลมปราณอันร้อนระอุ
ตึง! ทะเลเมฆถูกแรงอัดกระแทกจนแตกกระเจิง แต่ยอดฝีมือร่างกำยำกลับเป็นฝ่ายกระเด็นถอยหลัง เขาเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา เทียนเหรินเพิ่งปรากฏตัวทางฝั่งซ้ายของเจียงฉางเซิง สองมือโคจรกำลังภายใน ภาพจำลองฟ้าดินก่อตัวขึ้นด้านหลัง ภาพมายาของโลกขนาดมหึมาประหนึ่งภาพลวงตากลางทะเลทรายปรากฏอยู่ด้านหลังของนาง เหยี่ยวสีแดงจำนวนนับไม่ถ้วนบินเวียนวนอยู่เหนือขุนเขาและสายธาราประหนึ่งแดนเซียน
คนอื่นๆ เห็นว่าการโจมตีไม่ประสบผลสำเร็จก็ต่างพากันสร้างภาพจำลองฟ้าดินออกมาล้อมเจียงฉางเซิงเอาไว้บ้าง ด้านหลังของผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตที่ยืนประจันหน้าอยู่กับเจียงฉางเซิงก็มีภาพจำลองฟ้าดินก่อตัวขึ้นเช่นเดียวกัน โลกของเขาคือทะเลโลหิตกับภูเขาซากศพ มันดูประหนึ่งนรกบนดิน แตกต่างจากโลกของคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางทะเลโลหิตกับกองภูเขาซากศพนั้นมีเงาภูตผีปีศาจแวบไปมาอยู่เลือนราง ชวนให้ขนหัวลุกยิ่งนัก
เมื่อทะเลเมฆเบื้องล่างสลายตัว คนทั้งเมืองก็มองเห็นภาพนี้ด้วยตาตนเอง ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ห้าคนล้อมมรรคาจารย์อยู่ ด้านหลังของแต่ละคนมีภาพมายาของโลกใบหนึ่ง ราวกับปาฏิหาริย์ของทวยเทพ ชวนให้ตื่นตะลึงยิ่งนัก ท้องนภาโค้งมนถูกภาพจำลองฟ้าดินที่แตกต่างกันห้าแห่งปกคลุม ด้านบนคือเจ้าสำนักถัง สี่ด้านคือยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์อีกสี่คนที่เหลือ
เจียงฉางเซิงผู้ถูกล้อมอยู่ในวงล้อมแลดูเล็กกระจ้อยร่อย ฮ่องเต้ซุนเทียนเบิกตาโต ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาได้รู้ว่าตนเองประเมินศัตรูต่ำเกินไป ไม่ใช่แค่เขา ราชามนุษย์ จางอิง ซ่งหลี อวี้เหยียนอวี้ เฉินหลี่ ชิงเออร์ และคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าใครมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใดล้วนตกตะลึงกับภาพนี้ พลังของยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนทำให้เมืองหลวงทั้งเมืองสั่นสะเทือน แรงกดดันอันยากจะหาถ้อยคำมาพรรณนาทำให้ชาวบ้านทั้งหลายหายใจติดขัด
เวลานี้ทุกคนลืมไปแล้วว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด ลืมเลือนผลการต่อสู้อันชวนตะลึงโลกเหล่านั้นของเขาไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตะลึงในตัวขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้า เทพกระบี่กับไป๋หลียืนอยู่ริมหน้าผา พวกเขามองภาพนี้อย่างนิ่งอึ้ง ราวกับมนุษย์ปุถุชนผู้กำลังแหงนหน้ามองความยิ่งใหญ่ของเทพเซียน
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตจับจ้องเจียงฉางเซิงด้วยสีหน้าเฉยชา “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดเคยประมือกับขั้นถ้ำสวรรค์ห้าคนเช่นนี้มาก่อน มรรคาจารย์ แม้วันนี้เจ้าตายก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว” สี่คนที่เหลือต่างรู้สึกเช่นเดียวกันจากก้นบึ้งของหัวใจ พวกเขาต่างตกตะลึงกับพลังของแต่ละคน กลุ่มยอดฝีมือเช่นนี้ ผู้ใดต้องเผชิญหน้าย่อมมีแต่ความตายที่รออยู่ ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นมรรคาจารย์ไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย ในใจพวกเขาจึงมีความนับถือผุดพรายขึ้นมา ไม่เว้นแม้แต่เทียนเหรินเพิ่ง เพื่ออาณาจักรแห่งหนึ่ง เขายอมทำถึงขั้นนี้ สมแล้วที่ต้าจิ่งยึดถือสัตยพรตเป็นรากฐานของแคว้น!
พวกเขาต่างคิดว่ามรรคาจารย์ทำเพื่อปกป้องแผ่นดินของลูกศิษย์โดยมิหวังผลประโยชน์ พวกเขาย่อมนับถือยอดฝีมือเช่นนี้ แต่ในเมื่อผลประโยชน์ขัดแย้งกัน มิสู้ยอมมิได้
เจียงฉางเซิงสีหน้าเย็นชาประหนึ่งเทพเซียนก้มมองสรรพชีวิต เขาเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “ทุกท่าน พวกเจ้ากำลังซื้อเวลาสูดอากาศของต้าจิ่งเข้าปอดเพิ่มสักเฮือกสองเฮือกหรือไร”
“รนหาที่ตาย!” ทั้งห้าคนโกรธจัด ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตฟาดฝ่ามือออกไปทันที สี่คนที่เหลือก็ทำเหมือนกัน ภาพจำลองฟ้าดินทั้งห้าจมหายเข้าไปในร่างกายของพวกเขา กลายเป็นพลังอันน่าหวาดหวั่นชัดออกไปจากกลางฝ่ามือของแต่ละคน
เจียงฉางเซิงก็ทำบ้าง สัจจะวาจาเก้าอักษรด้านหลังมุดหายเข้ามาในร่าง จากนั้นเขาก็ฟาดฝ่ามือออกไป!
เปรี้ยงงง! แสงสว่างจ้าฉายวาบ พลังอันน่าหวาดหวั่นทั้งหกสายปะทะกัน แสงอสนีบาตแลบแปลบปลาบ สายลมพากลิ่นโลหิตคละคลุ้งไปทั่วฟ้าดิน! ทุกคนต่างถูกแสงสว่างสาดใส่จนต้องหรี่ตา เทพกระบี่ผู้อยู่ขั้นจักรวาลพอจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง เขาเบิกตาโพลง ใบหน้าเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
อสนีบาตนับไม่ถ้วนผ่าเปรี้ยงปกคลุมสนามรบบนท้องฟ้า ขณะที่ทุกคนสูญเสียการได้ยินและไม่อาจมองเห็นสิ่งใด สายฟ้าทั่วท้องนภาก็กระหวัดรัดร่างยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้า ระเบิดร่างของพวกเขาจนกายาสั่นสะท้าน หนีไม่พ้นอย่างสิ้นเชิง! ท้องนภาในระยะร้อยลี้ถูกอสนีบาตอันน่าหวาดกลัวปกคลุม เพียงหนึ่งลมหายใจ ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าก็ถูกอสนีบาตฟาดใส่่อย่างน้อยนับร้อยสาย! ไม่กี่ลมหายใจต่อมา! แสงสว่างเจิดจ้าเริ่มถดถอย ฟ้าดินหวนคืนสีสันเดิม
สายตาของทุกคนเริ่มกลับมามองเห็นเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่หูยังมีเสียงวิ้งดังอื้ออึงอยู่ พวกเขาเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้น ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างก็เบิกตาค้าง ลิ้นจุกปากจนพูดไม่ออก มรรคาจารย์ยืนอยู่เหนืออสนีบาตทั่วนภา เสื้อคลุมนักพรตเปล่งรัศมีเรืองรองระยิบระยับ เจิดจ้าจับตา ส่วนยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนนั้นร่างกายดำเมี่ยม กายาสั่นสะท้านไม่หยุด อสนีบาตยังคงเกี่ยวกระหวัดล้อมท้องนภา ทั้งที่ไม่มีเมฆดำสักนิด ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดและยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ!
ทั่วฟ้าดินเงียบกริบ! ผู้เฒ่าอาภรณ์สีแดงเอ่ยเสียงสั่นระริก “นี่คือ… ยอดเคล็ดวิชาใด…”
เจียงฉางเซิงตอบด้วยใบหน้าเย็นชา “วิชาเก้าเทพเวียนศึก” ความจริงแล้วมันคือวิชาอัสนีลิขิตสวรรค์ที่ใช้ออกมาหลังเสริมพลังด้วยสัจจะวาจาเก้าอักษร
วิชาอัสนีลิขิตสวรรค์เป็นยอดเคล็ดวิชาของการฝึกเซียน ก่อนหน้านี้เขาใช้วิชานี้หล่อหลอมกายาให้เจียงเจี่ยน แล้วยังปรับปรุงมันให้กลายเป็นวิชายุทธ์ชนิดหนึ่งของอารามมังกรผงาดอีกด้วย ใช้แต่ดัชนีปราณตระกูลเฉินตลอดออกจะน่าเบื่อไปหน่อย วันนี้อุตส่าห์ได้ฉากอลังการเช่นนี้ทั้งที ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดีๆ กว่านี้จะได้รับแต้มเซ่นไหว้เพิ่มได้อย่างไรกัน
ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตตัวสั่นระริก ยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนเริ่มร่วงหล่น นอกจากผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิต สี่คนที่เหลือตายคาที่ไปแล้ว พวกเขาล้วนเบิกตาโพลง ในดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว ผู้เฒ่าอาภรณ์สีโลหิตแววตาหวาดผวา เจียงฉางเซิงชี้สองนิ้วมือขวามาทางเขา เขาอ้าปากอย่างยากลำบาก “ข้า… ผิดไปแล้ว… ไว้…”
ฟิ้ว! หน้าผากของเขาถูกเจาะทะลุ พลังชีวิตขาดสะบั้น!
เจียงฉางเซิงกระตุกผ้าแพรสีม่วงตรงข้างเอวออกมา แพรพันธนาการเทพนั่นเอง เขาสะบัดมือสบายๆ หนึ่งที แพรพันธนาการเทพพลันยืดยาวออกไปอย่างรวดเร็วแล้วมัดศพของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนไว้ด้วยกัน จากนั้นเขาก็เหน็บปลายข้างหนึ่งของแพรพันธนาการเทพไว้ตรงเอว แล้วหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา
เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต เล็งไปยังชายฝั่งของอาณาจักรตงไห่ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนทั้งเมือง มรรคาจารย์ยืนสูงอยู่บนท้องฟ้า ง้างสายธนูคันใหญ่อยู่กลางหมู่อสนีบาตบนนภา ตรงสายคาดเอวของเขาผูกผ้าแพรสีม่วงผืนหนึ่งเอาไว้ ปลายอีกด้านหนึ่งของผ้าแพรสีม่วงมัดศพไว้ห้าศพ พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดผ้าแพรสีม่วงผืนนี้จึงยืดยาวได้ แล้วไม่อาจเข้าใจได้ว่าธนูคันโตนั่นปรากฏออกมาได้อย่างไร จางอิงกลับเข้าใจ สมบัติที่มีมิติซ่อนอยู่ในตัวแพร่หลายที่โพ้นทะเลมานานแล้ว แต่เขาไม่เข้าใจว่ายอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ห้าคนตายไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
เขารู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่ง แต่นี่… โคตรพ่อโคตรแม่มันเถอะ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! ข้าไม่ได้ฝันอยู่ใช่หรือไม่ จางอิงตบหน้าตนเองหนึ่งฝ่ามือจนพวงแก้มแดงก่ำในพริบตา ความตื่นเต้นเดือดพล่านอยู่ในหัวใจ เขาแหงนหน้ามองเจียงฉางเซิงด้วยความรู้สึกฮึกเหิม
เจียงฉางเซิงเล็งศัตรูได้แล้วก็ง้างสายธนู ท่วงท่าของเขาในเวลานี้ประทับลึกในใจผู้คนทั้งหมด ความตื่นตะลึงอันหาใดเปรียบไม่ได้สลักลึกในหัวใจของผู้คน ชั่วชีวิตนี้พวกเขาไม่อาจลืมภาพนี้ได้ สายตาของผู้คนมากมายจับจ้องยามมือขวาของเจียงฉางเซิงปล่อยมือ
เปรี้ยง! แสงสว่างจ้าฉาย แหมไม่สว่างจนฟ้าดินหม่นสีอย่างก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังทรงพลังและอลังการเช่นเดิม มรรคาจารย์ยิงลำแสงขนาดมหึมาหนาอย่างน้อยร้อยจั้งเส้นหนึ่งหายลับขอบฟ้าไปในชั่วพริบตา
ประชาชนจำนวนไม่น้อยนึกถึงแสงเจิดจ้าที่มรรคาจารย์เคยเสกออกมาระหว่างวันฉลองปีใหม่ในช่วงรัชศกเหรินเตอ ที่แท้นั่นก็ไม่ใช่ดอกไม้ไฟ แต่เป็นลูกธนู! ลูกธนูที่สร้างจากลมปราณ! เจียงฉางเซิงหรี่ตามองแล้วนับถอยหลังอยู่เงียบๆ ในใจ สามวินาทีให้หลัง สุดปลายขอบฟ้าพลันมีเสียงกัมปนาทดังสะเทือนนภาลอยมา
ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องยิงธนูด้วย แต่ซ่งหลีที่มาจากสำนักพันสมุทรทักษิณดูเหมือนจะฉุกคิดอะไรได้ ใบหน้าของเขาเผยสีหน้าหวาดหวั่นและไม่อยากจะเชื่อ เนื้อตัวของเขาสั่นระริก พึมพำเบาๆ “หรือว่า… นี่เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้หรอก…”