เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 146 คิดค้นวิถีกระบี่ ศรเทวะร่วงจากฟ้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 146 คิดค้นวิถีกระบี่ ศรเทวะร่วงจากฟ้า
ตอนที่ 146 คิดค้นวิถีกระบี่ ศรเทวะร่วงจากฟ้า
เจ้าอธรรมรินสุราให้ไปพลาง ถามไปพลางว่า “ท่านคือผู้ใดหรือ”
บุรุษเสื้อฟางกันฝนแสยะยิ้มกล่าวว่า “ได้ยินว่าเจ้าคิดค้นวิชายุทธ์ล้ำเลิศขึ้นมาวิชาหนึ่ง เจ้าเกาะของเราจึงสนใจเจ้าอย่างยิ่ง จะยอมติดตามข้าไปหรือไม่ รับรองว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
เจียงหลัววางจอกสุราลง แววตาเย็นเยียบ
เจ้าอธรรมถามด้วยรอยยิ้มว่า “ขอสอบถาม พวกท่านคือเกาะใด”
บุรุษเสื้อฟางกันฝนกล่าวว่า “เกาะลอยฟ้า หยั่งรากฐานมั่นคงอยู่ในมหาสมุทรมาสี่พันปีแล้ว ในเกาะมิได้มีผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์แค่คนเดียว พวกเรามีพื้นฐานด้านยุทธ์ที่แข็งแกร่งแน่นหนา ขอเพียงเจ้ายินยอมเข้าร่วมกับเกาะลอยฟ้า ก็จะมอบวิชายุทธ์ให้เจ้า เงินทองที่เจ้าได้รับจะไม่ขาดแคลน และพวกเราจะช่วยเจ้าสูบพลังยุทธ์ เพื่อหนุนให้เจ้าได้เป็นขั้นถ้ำสวรรค์ในเร็ววัน”
เจ้าอธรรมวางกาสุราลงแล้วยกจอกสุราขึ้นมาจิบหนึ่งอึก กล่าวว่า “ข้าไม่เหลือที่ให้ปฏิเสธแล้วสินะ”
บุรุษเสื้อฟางกันฝนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อย่าได้ปฏิเสธเป็นดีที่สุด”
เจียงหลัวแอบคิดว่าแย่แล้ว เกาะลอยฟ้าฟังดูแข็งแกร่งนัก ทั้งยังตั้งรากฐานมั่นคงอยู่ในมหาสมุทร ครั้งนี้พวกเขาได้พบกับความยุ่งยากครั้งใหญ่เข้าแล้ว
เขาไม่ได้บอกเจ้าอธรรมเรื่องที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชถูกทำลายจนดับสูญไปแล้ว หนึ่งเพราะรับปากกับเจียงฉางเซิงเอาไว้ สองด้วยต้องการอาศัยโอกาสนี้ไปจากทวีป เพื่อจะได้สูบพลังยุทธ์ของชาวยุทธ์ในมหาสมุทรไปพร้อมกัน แทนที่จะลดทอนพลังของชาวยุทธ์ในทวีป แต่เวลานี้ยังไม่ได้ออกทะเลก็ถูกขุมอำนาจยิ่งใหญ่ของมหาสมุทรเพ่งเล็งเข้าให้แล้ว
เจ้าอธรรมมองเจียงหลัวและถามด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์ข้า พร้อมแล้วหรือไม่”
เจียงหลัวยิ้มเย็นชาตอบ “ต้องพร้อมด้วยหรือ”
เกิดเสียงดังโครม! ลมปราณปะทุขึ้น โรงเตี๊ยมทั้งหลังระเบิดกระจุย ฝุ่นดินคละคลุ้ง การต่อสู้ครั้งใหญ่จึงระเบิดขึ้นเช่นนี้เอง
ดึกดื่น ในห้วงความฝัน
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่ที่ริมทะเลสาบกับมู่หลิงลั่ว วันพรุ่งนี้มู่หลิงลั่วจะเข้าร่วมงานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์แล้ว นางจะไปร่วมงานกับศิษย์ร่วมสำนัก
“รวมข้าแล้วมีศิษย์ในสายอาจารย์ข้าที่เข้าร่วมงานสี่คน มีสองคนเป็นขั้นกายาทองคำ การเดินทางครานี้ก็น่าจะปลอดภัย” มู่หลิงลั่วเอ่ยเบาๆ นางเริ่มอธิบายรูปแบบของงานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์
ว่ากันว่ามีศิษย์กว่าหมื่นคนที่เข้าร่วม ศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดก็มีกำลังภายในขั้นเทวจิต ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดกระทั่งมีกำลังภายในขั้นจักรวาลทีเดียว ขบวนทัพเช่นนี้เจียงฉางเซิงฟังแล้วก็แอบรู้สึกทอดถอนใจ จวนศักดิ์สิทธิ์นี่สุดยอดจริงๆ!
ตามที่มู่หลิงลั่วบอก จวนศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งยิ่งกว่าทวีปเทพโบราณเสียอีก จวนศักดิ์สิทธิ์เพียงตั้งอยู่ในทวีปโบราณ แต่ไม่ถูกราชวงศ์แห่งโชคชะตาของทวีปเทพโบราณควบคุม จึงมีเหล่าผู้มีพรสวรรค์มากมายจากทวีปใกล้เคียงขอเข้าสวามิภักดิ์กับจวนศักดิ์สิทธิ์
งานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์จำกัดเฉพาะผู้ที่ต่ำกว่าขั้นถ้ำสวรรค์เท่านั้น และต้องสมัครใจสมัครเข้ามา จึงไม่อาจนับว่าเป็นตัวแทนของพละกำลังทั้งหมดของจวนศักดิ์สิทธิ์ได้ การทดสอบรอบแรกเป็นการล่ามารปีศาจ ซึ่งจะดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน เหล่าผู้อาวุโสจะคัดเลือกผู้ที่มีผลการทดสอบดีที่สุดหนึ่งร้อยคนเข้ารอบต่อไป
“ไม่รู้จริงๆ ว่าเหล่าผู้อาวุโสจะรู้ฝีมือของพวกเราได้อย่างไร ข้าสอบถามศิษย์พี่หญิงและท่านอาจารย์แล้วก็ไม่ยอมบอกกัน บอกเพียงว่าให้ข้าตั้งใจแสดงฝีมือเป็นพอเจ้าค่ะ” มู่หลิงลั่วเอ่ยอย่างอ่อนใจ
เจียงฉางเซิงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เหล่าผู้อาวุโสอาจมีของวิเศษบางอย่างที่จับตาดูการทดสอบรอบแรกได้ เหตุที่อาจารย์ของเจ้าไม่บอกคงด้วยกลัวว่าเจ้าจะรู้สึกอึดอัด ซึ่งจะส่งผลต่อการแสดงฝีมือของเจ้าเสียอีก”
มู่หลิงลั่วคิดว่ามีเหตุผล นางเฝ้ารองานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาถึงนี้อย่างใจจดใจจ่อทีเดียว นางเริ่มเล่าเรื่องเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่นางได้ยินมาและเจียงฉางเซิงก็ตั้งใจฟัง เพื่อจะได้ทำความรู้จักดินแดนแห่งยุทธ์อีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบ
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงฉางเซิงเริ่มฝึกวิชาภายในเรือนพัก ไป๋หลีคาบกระบี่ไม้เล่มหนึ่งไว้ กำลังฝึกกระบี่อยู่
ปีศาจหมาป่าตัวหนึ่งเอาปากคาบกระบี่ดูพิลึกพิลั่นเอาการ แต่ต้องยอมรับทีเดียวว่ากระบวนท่ากระบี่ของเจ้านี่ไหลลื่นไม่เบา กระทั่งเป็นความรู้สึกงดงามอีกรูปแบบหนึ่ง หวงเทียนและเฮยเทียนที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ มองจนต้องถลึงตากว้างด้วยความตะลึงลาน
เทพกระบี่กวาดพื้นไปพลางบ่นในใจไปพลาง เจ้าหมาตัวนี้ดันมีพรสวรรค์ในวิถีกระบี่เสียอีก? ไร้เหตุผลสิ้นดี! มารดรมันเถิด คนก็ไม่ใช่… เทพกระบี่ยังไม่เคยเห็นปีศาจหมาป่าตัวไหนใช้กระบี่มาก่อน ความเข้าใจต่อโลกที่เขามีถูกไป๋หลีทำลายยับเยินไปแล้ว และในขณะเดียวกันกลับรู้สึกตั้งตารออย่างชอบกลขึ้นมาเสียอีก เขาคิดว่าตนเองกำลังคิดค้นวิถีกระบี่ที่อัศจรรย์และแปลกใหม่ขึ้นมาชนิดหนึ่ง
จวบจนเที่ยงตรง เจียงฉางเซิงยืนอยู่บนกิ่งของต้นวิญญาณปฐพี เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตทอดตามองไป เขามีประสบการณ์มานานแล้วจึงเพ่งเล็งสายตาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่สุด ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็มองเห็นทวีปเทพโบราณ
ทวีปเทพโบราณกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตจริงๆ เทือกเขาสูงทอดตัวต่อเนื่องกัน มีเทวชนจำนวนไม่น้อยเหาะเหินเดินอากาศให้เห็นตลอดทาง ยังมีสัตว์ปีศาจตัวมหึมาสยายปีกบินอีกด้วย นอกจากนี้เขาก็ยังเห็นกำแพงเมือง เบื้องบนเมืองแต่ละแห่งมีแสงเรืองรองจางๆ นั่นคือปรากฏการณ์อัศจรรย์ซึ่งเกิดจากโชคชะตาที่มีอยู่อย่างคับคั่งหนาแน่น
เขาไม่ได้หยุดอยู่ที่นี่ แต่จับเป้าหมายที่รอยประทับสังสารวัฏของมู่หลิงลั่ว เพื่อค้นหามู่หลิงลั่วให้พบโดยเร็ว
ณ ผืนดินไร้ขอบเขตภายในหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง มู่หลิงลั่วยืนอยู่บนหน้าผากับศิษย์ของจวนศักดิ์สิทธิ์สามคน มีประตูหินโบราณบานหนึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างออกไป คาดว่าคงเป็นค่ายกลเคลื่อนย้ายของจวนศักดิ์สิทธิ์ ในรัศมีสิบลี้นี้มองเห็นศิษย์คนอื่นๆ ได้ มีจำนวนไม่น้อยเลย พวกมู่หลิงลั่วทั้งสี่คนไม่ได้ยืนอยู่แถวหน้าสุด คล้ายกำลังรอบางอย่างอยู่
มู่หลิงลั่วในอาภรณ์สีขาวทั้งตัวยืนอยู่ด้านหนึ่ง ทอดตามองไปไกล ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด นางสวมเครื่องประดับสายสร้อยไขมุกบนหน้าผาก ยิ่งขับให้ผิวขาวขึ้น ผมยาวม้วนขึ้นเป็นมวย ทิ้งปอยผมยาวที่เป็นเส้นน้ำตกสีดำขลับให้สยายลงมาที่แผ่นหลัง นางงดงามถึงเพียงนี้ทำให้ศิษย์หญิงสองนางที่อยู่ข้างๆ ดูหม่นหมองไปถนัดตา
ศิษย์ชายผู้นั้นเดินมาข้างนางและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์น้องมู่ ไม่ต้องเป็นกังวลไป ไว้เมื่อนกสาลิกาเยี่ยนอวิ๋นของข้าสำรวจสถานการณ์โดยรอบเสร็จแล้วพวกเราค่อยเคลื่อนไหว จะได้ไม่ประสบอันตรายโดยง่าย” เขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงิน ใบหน้าหล่อเหลา ร่างกายหยัดตรง ท่าทีองอาจสงางาม สายตาที่เขามองมู่หลิงลั่วเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม เขามีนามว่าหนานกงตี๋ อยู่ในขั้นกายาทองคำและเป็นศิษย์พี่ของมู่หลิงลั่ว
มู่หลิงลั่วมิได้มองเขาแต่กล่าวไปอย่างราบเรียบว่า “ข้าไม่ได้เป็นกังวล แต่ถึงขั้นอดทนรอไม่ไหวด้วยซ้ำ”
หนานกงตี๋อดหัวเราะออกมาไม่ได้และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก็จริง ศิษย์น้องมู่มีพรสวรรค์โดดเด่นเพียงนี้ จะหวั่นต่อการต่อสู้ได้อย่างไร” ศิษย์หญิงอีกสองคนเดินมา คนทั้งสี่เริ่มถกกันเรื่องข่าวที่ได้รับมาจากป่าเขามารปีศาจ
เจียงฉางเซิงจับตามองดูฉากนี้ เขาไม่ได้ยินเสียง แต่ดูแล้วเวลานี้มู่หลิงลั่วยังไม่มีภัยใด ส่วนท่าทีที่หนานกงตี๋มีต่อมู่หลิงลั่วนั้นกลับไม่ได้มีอะไรนัก สตรีงามแสนดี เป็นที่หมายปองของบุรุษ ขอเพียงมู่หลิงลั่วรักษาท่าทีของตนไว้เป็นดีก็พอ ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนก็รักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างพอเหมาะ กิริยาท่าทีของหนานกงตี๋ก็มิได้ไม่สำรวม เจียงฉางเซิงย่อมไม่ได้ไปเพ่งเล็งเขาแต่อย่างใด
ทัศนวิสัยของเจียงฉางเซิงเริ่มขยับเข้าไปข้างหน้า ห่างออกไปจากมู่หลิงลั่ว เขาเตรียมจะหาสัตว์ปีศาจสักตัวหนึ่งมาลองวิชา ลองดูว่าจะสังหารมันได้สำเร็จจากระยะไกลหรือไม่ การฝึกฝนเป็นสิ่งจำเป็น เช่นนั้นจึงจะมั่นใจได้!
ไม่นานนักเจียงฉางเซิงก็หาสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งตัวหนึ่งพบ เจ้าตัวนี้เป็นสัตว์ปีศาจตัวมหึมาที่ดูคล้ายกับหมาป่า มันกำลังต่อสู้อยู่กับบุรุษอาภรณ์เหลืองผู้หนึ่ง เห็นชัดว่าบุรุษอาภรณ์เหลืองผู้นี้รับมือไม่ไหวเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส และกำลังหนีจากมันอย่างตื่นตระหนก
“เจ้าหนุ่ม นับว่าเจ้าดวงดี…” เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเองก่อนหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาและเริ่มเล็ง ไป๋หลีที่กำลังฝึกกระบี่อยู่เหลือบมองไม่ได้ เทพกระบี่ก็มองเจียงฉางเซิงเช่นกัน พวกเขาแอบสงสัยอยู่ในใจว่ามรรคาจารย์กำลังจะยิงใครอีกแล้ว
หลินเฮาเทียนพยายามหลบหนีอย่างตระหนกลนลาน เขามุดเข้าไปในป่า เจ็บปวดไปทั้งตัว แต่เจ้าเดรัจฉานนั่นกลับไล่ตามเขาไม่ยอมปล่อย บ้าจริง! เหตุใดเจ้านี่จึงแข็งแกร่งเช่นนี้… หลินเฮาเทียนตะโกนอยู่ในใจด้วยโทสะ เพิ่งจะเข้าร่วมงานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์ เขาก็รีบร้อนเสาะหาสัตว์ปีศาจมาต่อสู้ทันที นึกไม่ถึงว่ากลับได้มาพบกับสัตว์ปีศาจขั้นกายาทองคำที่แข็งแกร่งเกินเปรียบตัวหนึ่งเข้า
เขาเพิ่งคว้าเอาศาสตราเทพของตนออกมาก็ถูกอีกฝ่ายกลืนลงไปในคำเดียว ทำเอาเขาตะลึงค้างไปกับที่ พอปีศาจหมาป่าอ้าปากก็มีแรงดูดรุนแรงระเบิดออกมา และเขาเพิ่งเคยพบกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก
หลินเฮาเทียนล้มลงกับพื้น ตีลังกาหลายรอบก่อนจะดีดตัวขึ้นมา ต้นไม้ในป่าถูกปีศาจหมาป่ายักษ์เบียดจนแหวกออกจากกัน ฝุ่นดินคลุ้งไปหมด ปีศาจหมาป่าตัวนี้มีขนสีดำทั้งตัว มีเขี้ยวคมกริบทั้งปากและยังมีเขาประหลาดที่เป็นเหมือนใบมีดแหลมคมหนึ่งเขาบนหน้าผากอีกด้วย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ความสิ้นหวังในใจของหลินเฮาเทียนกลับกลายเป็นความเดือดดาล ตาทั้งคู่ของเขาแดงก่ำ ลมปราณระเบิดออก ผิวกายมีไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกมา ทำให้อาภรณ์สีเหลืองโบกสะบัดรุนแรง “ข้าจะมาพ่ายแพ้อยู่ที่นี่ไม่ได้… ข้ายังต้องแก้แค้นให้ตระกูลของข้า…”
หลินเฮาเทียนแผดเสียงอยู่ในใจ เขายกฝ่ามือขวาขึ้น เตรียมจะดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย ในเวลานี้เอง แรงกดดันแสนสะพรึงหนึ่งก็มาถึง กดดันจนป่าไม้ทั้งหมดโค่นลงมา หมาป่ายักษ์สีดำถูกกดจนต้องหมอบตัวลง หลินเฮาเทียนยิ่งถูกกดทับจนสองขางอลง คุกเข่าลงกับพื้น
เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างพร้อมกับสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เห็นเพียงลำแสงสีทองสายหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้า ดิ่งตรงลงมาและทับหมาป่ายักษ์สีดำด้วยพละกำลังที่ไม่อาจต้านทานได้ เสียงคำรามของหมาป่ายักษ์สีดำทำให้หลินเฮาเทียนถูกซัดจนกระเด็นออกไป เขากลิ้งไปตลอดทางก่อนชนเข้ากับลำต้นไม้ ชนเสียจนอวัยวะภายในทั้งห้าและหกเจ็บปวดรุนแรง
เขาไม่มีเวลามาสนใจร่างกายที่เจ็บปวด ได้แต่จับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง “นี่คือสิ่งใด…” ลมสลาตันกระโชกดึงทึ้งผมดำของเขา ผิวหน้าของเขาสั่นสะเทือนไปหมด
หลายอึดใจต่อมา ลำแสงสีทองนั้นก็หายวับไป เขาอดกลืนน้ำลายเอื้อกๆ ไม่ได้ เห็นแต่ปีศาจหมาป่ายักษ์ตัวนั้นได้กลายเป็นกองเลือดเนื้อไปแล้ว น่าสยดสยองเกินเปรียบ
เขาคิดถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบลุกขึ้นและพุ่งตัวออกไป เขาค้นหาศาสตราเทพของตนจากกองเลือดเนื้อนั้น มันคือดาบสั้นเล่มหนึ่งที่มีลวดลายสีม่วงประทับอยู่บนพื้นผิว ดูพิเศษเป็นที่สุด เขารีบเดินออกมาให้ไกลจากศพของปีศาจหมาป่า แล้วทอดสายตามองออกไป อยากจะเสาะหาว่าเป็นใครช่วยเขาไว้ แต่เขากลับไม่พบเห็นร่างของผู้ฝึกยุทธ์แม้สักคน
ผ่านไปพักหนึ่งก็มีศิษย์จำนวนมากจากทุกทิศทางวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ที่แท้ก็มีคนจำนวนมากเห็นแสงทองเมื่อครูนี้จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้หนักหนา แม้แต่พวกมู่หลิงลั่วกับหนานกงตี๋ทั้งสี่คนก็ยังมาด้วย
เจียงฉางเซิงวางเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันลงพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความพอใจ กิ่งของต้นวิญญาณปฐพียังคงโบกไหว ลูกธนูเมื่อครูนั้นเขาได้คำนวณดูแล้วว่าใช้เวลาไม่ถึงสิบอึดใจก็พุ่งลงไปยังที่หมาย หนำซ้ำตอนไปถึงที่หมายเขายังสามารถเคลื่อนตำแหน่งตกได้ ลูกธนูเคลื่อนไปตามใจคิด และยิงถูกหมาป่ายักษ์สีดำอย่างแม่นยำ
ได้การ! ไม่เสียแรงที่เป็นยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน อานุภาพรุนแรงเหลือเกิน! นี่ก็คือความแตกต่างของวิถีเซียนและวิถียุทธ์ วิถีเซียนเกี่ยวเนื่องกับหลักการของฟ้าดิน คนธรรมดาไม่อาจใช้ความรู้ความเข้าใจของตนไปวิเคราะห์ได้ แต่วิถียุทธ์กลับมีร่องรอยที่สามารถสืบเสาะได้ทั้งหมด เพราะใช้กายเนื้อเป็นหลัก
หลังจากเจียงฉางเซิงเก็บเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเรียบร้อยแล้วก็ลงมาในบริเวณลานเรือน ไป๋หลีขยับเข้ามาหาและถามอย่างสงสัยว่า “เหตุใดลูกธนูเมื่อครูนี้จึงหายวับไปเล่า” ครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อนๆ มันเห็นเพียงเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันยิงลำแสงแรงกล้าออกไป แต่จากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก มันยังนึกว่าเจียงฉางเซิงยิงพลาดเป้าเสียอีก
เจียงฉางเซิงบอกว่า “แค่ลองยิงไปส่งเดช ก็มิได้มีศัตรูมาสักหน่อย” เขามองไป๋หลี อย่างไรหมาป่าที่ตนเลี้ยงมาก็ดูดีกว่า ไป๋หลีมีขนสีเทาทั้งตัว งดงามกว่าหมาป่าสีดำตัวเมื่อครู่มากนัก
ไป๋หลีก็ไม่ได้สงสัยอีก มันคาบกระบี่ไม้ขึ้นอีกครั้งก่อนหันหลังไปฝึกกระบี่ต่อ เทพกระบี่ก็ไม่ได้คิดมาก หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ยุติลงเมื่อครึ่งปีก่อน ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ไม่อาจมีผู้ใดมารุกรานต้าจิ่งอีก เจียงฉางเซิงลองวิชาสำเร็จแล้วก็อารมณ์ดีนัก เริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชาอย่างสำราญใจ