เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 145 วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา พลังยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 145 วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา พลังยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
ตอนที่ 145 วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา พลังยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
เจียงฉางเซิงยิงฐานที่มั่นของสองสำนักที่อยู่ริมทะเลของอาณาจักรตงไห่จนระเบิดยุบตัวกลายเป็นอ่าวในทะเลด้วยศรเพียงดอกเดียว ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยังอยู่ที่นั่นกลายเป็นจุณไปจนหมดสิ้น แม้ไม่นับว่าสำนักล่มสลาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้สำนักพันสมุทรทักษิณและสำนักลั่วเสียหายยับเยิน เรียกได้ว่าพลังแกนกลางได้รับบาดเจ็บสาหัส วันหน้าไม่อาจฟื้นคืนขึ้นมาได้อีก
แม้เขาต้องการรางวัลรอดชีวิตแต่ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในขอบเขตจำกัดให้ได้ การล้างแค้นให้สิ้นซากเช่นนี้ก็ควรจะล้างบางไปในคราวเดียวเพื่อไม่ให้กลับมาลอบลงมือกับคนอื่นๆ รอบตัวเขาในวันใดวันหนึ่งอีก นอกจากนี้ขอเพียงเขาไม่เผยความสามารถทั้งหมดออกไป ทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะต้องมีคนที่คิดว่าสามารถต่อสู้กับเขาได้
ซึ่งความจริงพลังความน่าเกรงขามของเขาก็แข็งแกร่งเพียงพอแล้ว เขามีชีวิตอยู่มาร้อยกว่าปี เมื่อตัดผู้คนที่จวนจะถึงวาระสุดท้ายและมาร้องขอความตายเหล่านั้นออกไป ศึกใหญ่ที่เขาเคยประสบมาก็ใช้นิ้วมือสองข้างนับออกมาได้
ก็เหมือนกับขุมอำนาจแรกของทะเลสวรรค์ แต้มเซ่นไหว้ก็เคยลดลงมาสามหมื่นแต้ม แม้จะเป็นผู้มีฐานะเป็นเจ้าอหังการก็ยังเคยพบเจอกับการท้าสู้และลอบโจมตีเช่นกัน ฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลแม้แต่น้อยว่าลงมือโหดเหี้ยมเกินไปแล้วหลังจากนี้จะไม่มีใครกล้ามาท้าสู้ อย่างไรตัวเขาก็ออมแรงไว้อยู่แล้ว
จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครสามารถบีบให้เขาต้องใช้กำลังทั้งหมดเข้าต่อกรได้
เขาหวังว่าวันหน้าก็จะไม่มีเช่นกัน
หากวันใดได้เจอก็แสดงว่าเขาเก็บงำไว้ไม่อยู่ และไม่สอดคล้องกับหลักการในการดำรงอยู่ของเขา เจียงฉางเซิงหันหลังและเหินไปยังวังหลวง หลังจากทิ้งศพของขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนไว้ในวังหลวงแล้ว เขาก็รีบกลับไปยังเขามังกรผงาดพร้อมกับเก็บเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันไว้ในแหวนมหาวิญญาณ
เมื่อลงมาถึงพื้น ไป๋หลีและเทพกระบี่ก็พุ่งเข้ามาหาทันที ไป๋หลีจิ๊ปากและพร่ำพูดไม่หยุด มันตื่นเต้นเอาการ และสายตาที่เทพกระบี่มองเขาก็เต็มเปี่ยมด้วยความนับถือยำเกรง
เจียงฉางเซิงส่ายหัวบอกว่า “ตั้งใจฝึกฝนไป วันหน้าเจ้าก็จะทำได้เช่นกัน” พูดจบเขาก็เดินเข้าเรือนโดยไม่สนใจว่าไป๋หลีจะตามตื้ออย่างไร จากนั้นก็เริ่มตั้งตารอรางวัลรอดชีวิต
ไป๋หลีไปหาเทพกระบี่เพื่อให้เทพกระบี่ถ่ายทอดวิถีกระบี่ให้ เทพกระบี่ก็กำลังคิดเช่นนี้อยู่พอดี เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาพอจะตระหนักขึ้นมาว่าระหว่างถ่ายทอดวิชากระบี้นั้น เขาจะได้จัดระเบียบวิถีกระบี่ของตน ใช้โอกาสนี้เสาะหาโอกาสอันเลือนรางที่จะบรรลุขั้นที่สูงขึ้นไปได้
ขณะเดียวกันนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงยังตกอยู่ในความพลุ่งพล่าน ทุกคนตื่นเต้นฮึกเหิมกันใหญ่
จางอิงและอวี้เหยียนอวี้รู้สึกโชคดีที่ตนเองได้ผูกมิตรกับมรรคาจารย์ ซ่งหลีตื่นเต้นยินดีที่ตนเองตัดสินใจถูกต้องและมาสวามิภักดิ์กับต้าจิ่งได้ทันกาล
คนที่ตื่นเต้นที่สุดก็คือฮ่องเต้ซุนเทียน เมื่อเทียบกับการต่อสู้กับราชามนุษย์ในครั้งก่อนแล้ว ฝีมือของมรรคาจารย์ในครั้งนี้ก็น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า มรรคาจารย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ไร้เทียมทานในใจของฮ่องเต้ซุนเทียนมานานแล้ว
เมื่อมีบรรพบุรุษที่ไร้เทียมทานเช่นนี้คอยปกป้องอยู่ ต้าจิ่งยังจะไม่อาจรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้อีกหรือ สิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ก็คือวางแผนและเข้าโจมตีอย่างรอบคอบ ห้ามมิให้เกิดความผิดพลาด เพื่อไม่ให้แผ่นดินและบ้านเมืองเกิดความโกลาหลยกใหญ่
[ปีซุนเทียนที่สี่ บรรพจารย์ชื่อเยวี่ย เทียนเหรินเพิ่ง ถังหงอี หวังสือ และเจิ้งลิ่วหยวนมาโจมตี ต้องการร่วมมือกันสังหารเจ้า เจ้ารอดชีวิตจากการโจมตีของพวกเขาได้สำเร็จ พ้นเคราะห์ภัยสังหาร ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียน นามว่า “วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา”]
[ปีซุนเทียนที่สี่ สำนักพันสมุทรทักษิณและสำนักลั่วต้องการร่วมมือกันหนุนอาณาจักรตงไห่ให้กลืนกินต้าจิ่ง เจ้ายื่นมือเข้าช่วยได้ทันกาล ทำลายสำนักที่ทรงพลังทั้งสองลงได้ พ้นเคราะห์ภัยไปได้ ได้รางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ x3]
สองข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงติดๆ กัน ทำให้เขาดีใจยกใหญ่ มีใบหยกเกล็ดทองถึงเก้าใบแล้ว ยิ่งมากก็ยิ่งดี!
วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกากลับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ วิชาเกาทัณฑ์ของเขาอาศัยเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตและเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นระดับขั้นสูงสู้กับระดับขั้นต่ำ สู้กันด้วยระดับขั้น ไม่มีเรื่องกลวิธีใดๆ แต่ตอนนี้มีวิชาเกาทัณฑ์เพิ่มมาอีกหนึ่งชุด จะต้องทำให้เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันมีอานุภาพแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเป็นแน่
แต่ไหนแต่ไรพลังของผู้ฝึกเซียนไม่อาจมองเฉพาะพลังของตัวบุคคลเท่านั้น ยังต้องมองที่สมบัติอาคม ดังนั้นพลังรบที่แท้จริงของเจียงฉางเซิงจึงไม่อาจวัดได้ง่ายๆ ด้วยแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น
ไม่ใช่แค่ผู้ฝึกเซียนเท่านั้น ทวีปต่างๆ ที่มีวิถียุทธ์ก้าวหน้าอย่างมากก็เป็นเช่นกัน หลินเฮาเทียนที่มู่หลิงลั่วเอ่ยถึงก็ได้รับศาสตราเทพจึงก้าวข้ามไปสังหารศัตรูที่อยู่ระดับขั้นสูงกว่าได้
เจียงฉางเซิงเริ่มรับถ่ายทอดวิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา ความทรงจำปริมาณมหาศาลทะลักเข้ามาในห้วงสมองของเขา ทำให้การรับรู้ของเขาเข้าสู่ภาวะที่อัศจรรย์อย่างหนึ่ง ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงฉางเซิงก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมีสีหน้าประหลาดใจ
สมกับเป็นรางวัลรอดชีวิตซึ่งผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ห้าคนนำมาให้ ทรงพลังมากจริงๆ! วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาได้รวมเอาความลี้ลับของหลักการนานาเอาไว้ สามารถข้ามมิติ ข้ามเวลา ไม่ใช่แค่การยิงเกาทัณฑ์ธรรมดาสามัญเท่านั้น จากความจำที่ได้รับมา เขายังไม่สามารถเรียนรู้วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาได้ทั้งหมด เพราะเขาต้องไปถึงระดับขั้นที่แข็งแกร่งกว่านี้ก่อน แน่นอนว่าแม้จะได้เรียนรู้เพียงท่าเบื้องต้นสองสามท่าก่อนก็เพียงพอแล้ว
สะใจ! รางวัลรอดชีวิตมิได้กำหนดจากระดับขั้นเท่านั้น ยังกำหนดจากภัยคุกคามที่มีต่อตัวเขาด้วย หากเจียงฉางเซิงไม่ตอบโต้ ผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนก็จะสังหารเขาได้จริงๆ
วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาอยู่เหนือกว่าระดับขั้นของเขาในเวลานี้แล้ว เพียงพอให้เขาใช้ไปได้อีกยาวนาน กระทั่งกลายเป็นหนึ่งในวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาไปได้ตลอดเลยทีเดียว
เจียงฉางเซิงรับถ่ายทอดเคล็ดวิชาก่อน วิชาเกาทัณฑ์ที่มีความพิเศษเช่นนี้ไม่ใช่แค่วิธีการยิงเกาทัณฑ์เท่านั้น แม้แต่วิธีการใช้กำลังภายในก็ยังพิเศษด้วย จำเป็นต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
ข่าวเรื่องมรรคาจารย์สังหารห้าผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์แพร่สะพัดไปในต้าจิ่งและแพร่ต่อไปทั่วทั้งใต้หล้าอย่างรวดเร็ว จางอิงก็ใช้อินทรีหมื่นลี้ส่งเรื่องนี้กลับทะเลสวรรค์ด้วย แน่นอนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ย่อมสั่นสะเทือนอำนาจจากโพ้นทะเล คาดว่าผ่านไปเป็นเวลานาน คงไม่มีใครกล้ามาท้าสู้กับมรรคาจารย์หรือคิดร้ายต่อรัฐชื่ออีก
เจียงฉางเซิงฝึกวิชาตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็ไปที่ริมทะเลต้าจิ่งเพื่อฝึกยิงเกาทัณฑ์ไปยังมหาสมุทร เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบๆ เพราะเมื่อเป็นดังนี้ หากมีผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์สามปรากฏตัวขึ้น อีกฝ่ายอาจนึกว่ามีหวังจะสังหารเขาได้ แต่ความจริงเมื่อดูจากแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ เขาอยู่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์สามแล้ว เมื่อรวมกับสมบัติอาคมและยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนที่เขามีทั้งหมด แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าจินตนาการว่าตนแข็งแกร่งมากเพียงใด
ทว่าแม้จะเป็นดังนี้เขาก็ห้ามประมาทเด็ดขาด จะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ทุกคนอย่างตั้งใจ และต้องคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าอาจมีศัตรูปรากฏตัวขึ้น และจะต่อสู้กับเป้าหมายที่มั่นใจเท่านั้น!
เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี
เกิดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งขึ้นในเมืองหลวง ราชามนุษย์สิ้นชีพ ฮ่องเต้ซุนเทียนจัดพิธีศพให้ราชามนุษย์อย่างสมเกียรติ มีการประกาศไปทั่วใต้หล้าและแต่งตั้งให้เขาเป็นราชครูแห่งโอรสสวรรค์
เจียงฉางเซิงยืนมองภาพนี้อยู่ที่ริมหน้าผาเงียบๆ เขาเคยถือเอาราชามนุษย์เป็นศัตรูในจินตนาการ แต่ไม่เคยคิดว่าราชามนุษย์จะปิดฉากลงไปเช่นนี้
ฮ่องเต้ซุนเทียนได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในจากราชามนุษย์ทำให้มีลมปราณที่แข็งแกร่งเกินเปรียบ แม้ว่าขั้นจักรวาลยากจะทัดเทียมได้ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าขั้นถ้ำสวรรค์ เมื่อราชามนุษย์ถ่ายทอดกำลังภายในให้จะต้องมีกำลังภายในส่วนหนึ่งเล็ดลอดออกไป ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของฮ่องเต้ซุนเทียนก็ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก ไม่รู้ว่าราชามนุษย์ถ่ายทอดกำลังภายในให้ด้วยวิธีการใด แต่สุดท้ายก็ยังสำเร็จ
เจียงฉางเซิงพินิจมองฮ่องเต้ซุนเทียน พบว่าในร่างกายเขามีโชคชะตาสองชนิดที่เหนือกว่าคนทั่วไปคอยหมุนเวียนอยู่รอบกาย มิได้ต้านทานกันแต่กลับผสานสอดคล้องกันได้อย่างลึกล้ำ โชคชะตาทั้งสองหนุนนำซึ่งกันและกัน ช่วยให้เขาสะกดลมปราณที่พลุ่งพล่านภายในกายเอาไว้ได้
ศาสตร์แห่งโชคชะตาก็ช่างอัศจรรย์นัก เจียงฉางเซิงแอบทอดถอนใจ แต่เขาไม่ได้สนใจศาสตร์แห่งโชคชะตา
เขาเชื่อเพียงความสามารถของตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพาโชคชะตา เช่นเดียวกับราชวงศ์แห่งโชคชะตา โชคชะตาจะชักนำให้วิถียุทธ์เจริญรุ่งเรือง แต่หากโชคชะตาถูกตัดขาด วิถียุทธ์ในใต้หล้าก็จะต้องพังทลาย เมื่ออนุมานได้ดังนี้แล้ว หากวันใดชาวยุทธ์ที่อาศัยโชคชะตาทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นต้องสูญเสียโชคชะตาไป ย่อมก้าวหน้าขึ้นมาใหม่ได้ยากเย็น กระทั่งอาจทำให้เลือดลมปั่นป่วน ธาตุไฟเข้าแทรกเลยทีเดียว
ดูอยู่พักหนึ่งเจียงฉางเซิงก็หันหลังกลับเข้าไปในเรือนพัก
ไป๋หลีกำลังฝึกหวงเทียนและเฮยเทียนอยู่ เอาอุ้งเท้าแต่ละข้างตบแมวแต่ละตัวจนพวกมันร้องไม่หยุด เทพกระบี่คงฟังจนรำคาญจึงมิได้อยู่ภายในเรือนพัก เจียงฉางเซิงไม่ได้เข้าไปขวางพวกมัน แต่ไปนั่งใต้ต้นวิญญาณปฐพีและเริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชา
ภายในเวลาครึ่งปี เขาเรียนสามท่าแรกของวิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกาได้สำเร็จแล้ว มีพลังแข็งแกร่งมากขึ้น เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสลองใช้เท่านั้น เขาคิดได้ว่ามู่หลิงลั่วกำลังจะเข้าร่วมงานประลองครั้งใหญ่ของจวนศักดิ์สิทธิ์ เขาอาจมีโอกาสได้แสดงฝีมือ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นค่อยว่ากัน พอถึงเวลานั้นก็ทดสอบก่อนล่วงหน้าได้
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ริมทะเลทิศตะวันตกของทวีป
เจียงหลัว และเจ้าอธรรมกำลังดื่มสุรากัน ทั้งสองจำต้องตื่นตระหนกอยู่ในใจเมื่อได้ยินชาวยุทธ์โต๊ะข้างๆ พูดคุยกัน
“ผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาลห้าคนรึ เป็นระดับขั้นใดกัน”
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน ตอนแรกที่ได้ยินขั้นจักรวาล ข้าก็แปลกใจมากพออยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่ายังมีระดับขั้นที่สูงกว่าอีก”
“ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์เกินจะคาดคิดได้ เขามีชีวิตอยู่มานานเท่าใดแล้วกันแน่”
“ว่ากันว่าเขาอายุแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้นเอง”
“เป็นไปไม่ได้ ชาวยุทธ์อายุร้อยกว่าปีขึ้นไปถึงขั้นกายาทองคำก็นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว เว้นเสียแต่เขาจะเป็นเซียนกลับชาติมาเกิด”
ฟังชาวยุทธ์คนอื่นสนทนากันแล้ว เจ้าอธรรมก็เอ่ยทอดถอนใจว่า “เคราะห์ดีที่ครานั้นไม่ได้ไปสูบพลังยุทธ์คนในต้าจิ่ง หาไม่แล้ว…”
เจียงหลัวเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชสกุลเจียงย่อมต้องรู้สึกลึกล้ำกว่า เขาทอดถอนใจ “ผู้เฒ่าผู้นั้นแข็งแกร่งจริงๆ ต้าจิ่งได้เขาปกป้องนับว่าเป็นสวรรค์คุ้มครองแล้ว” ซึ่งนี่ก็ความรู้สึกสึกลึกซึ้งของคนในใต้หล้าเช่นกัน
มรรคาจารย์เป็นแค่อาจารย์ของฮ่องเต้จิ่งไท่จงเท่านั้น แต่กลับคุ้มครองต้าจิ่งมาหลายปีเพียงนี้ หากมรรคาจารย์ต้องการหลอกใช้ต้าจิ่ง กดขี่ชาวบ้านและวิถียุทธ์เพื่อหาประโยชน์ใส่ตน คนทั้งใต้หล้าก็ยังพอเข้าใจได้ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามรรคาจารย์เรียกร้องสิ่งใดที่เป็นรูปธรรม แม้แต่อารามมังกรผงาดก็ยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าใด
ชาวบ้านพากันกราบไหว้มรรคาจารย์ที่ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวเช่นนี้ประดุจเขาเป็นเทพเซียน ว่ากันว่าในบ้านเรือนของชาวบ้านมีแต่เทวรูปของมรรคาจารย์เต็มไปหมด คอยจุดธูปเซ่นไหว้เขา สำหรับชาวบ้านแล้วมีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้นจึงจะได้รับการอำนวยพรจากมรรคาจารย์
เจ้าอธรรมกล่าวว่า “เมื่อฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนไปอีกสมัยแล้วสมัยเล่า มรรคาจารย์ก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้นานนัก เขาไม่ฝักใฝ่โชคชะตา ไม่มุ่งหวังทรัพยากรด้านยุทธ์ ไม่ประสงค์ต่อฐานะ ใส่ใจเพียงน้ำใจไมตรีเรื่องเดียว ย่อมไม่อาจยืนหยัดต่อไปได้ วันใดที่เขาไม่หลงเหลือความผูกพันแล้ว จะต้องเดินทางออกไปโพ้นทะเล เพื่อแสวงหาวิถียุทธ์ในระดับที่สูงขึ้น”
เจียงหลัวไม่ได้โต้เถียงในข้อนี้ เพราะก็เป็นดังนั้นจริง ไม่ว่าจะมองอย่างไร ทวีปชีพจรมังกรก็ไมอาจเติมเต็มความต้องการของมรรคาจารย์ได้แล้ว
พวกเขาเคยไปทะเลสวรรค์มาก่อนจึงรู้ว่าทวีปใกล้เคียงนี้มีความก้าวหน้าเป็นเช่นใดบ้าง ทวีปชีพจรมังกรอาจไม่ได้ย่ำแย่ที่สุด แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุดอย่างแน่นอน ว่ากันว่าสุดขอบฟ้าฟากทะเลยังคงมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์ที่ยากจะจินตนาการได้อยู่ วันใดที่ชาวยุทธ์ได้พบกับทางตันจะต้องหาวิธีทะลวงออกไป ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ต้องพบกับสถานการณ์เช่นนี้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว แน่นอนว่าตอนนี้พวกเขายังคงไม่อาจจินตนาการได้ว่าต้องเป็นระดับขั้นเช่นใดจึงจะทำให้มรรคาจารย์จนปัญญาจะรับมือได้
เจ้าอธรรมวางจอกสุราลงแล้วกล่าวว่า “ไปจากที่นี่คืนนี้เถิด ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจากไปแล้ว พวกเราไปไล่ล่าสังหารพวกเขาที่ดินแดนโพ้นทะเลได้ จะได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปด้วย”
เจียงหลัวพยักหน้าเอ่ยด้วยสายตาเป็นประกายว่า “ข้าต้องไม่ถูกน้องเก้าทิ้งห่าง ข้าต้องเริ่มใหม่และเหนือกว่าเขาให้ได้”
เจ้าอธรรมกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ด้วยวิชาของอาจารย์ เจ้าและข้าสองคนจะต้องอยู่เหนือวิถียุทธ์ของมหาสมุทรได้ และต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเราจะท้าสู้กับความแกร่งกล้าของมรรคาจารย์สักหน ได้ทดสอบผู้มีพลังยุทธ์เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าผู้นี้ดู”
เจียงหลัวเผยรอยยิ้มฮึกเหิมออกมา เขาเลื่อมใสในตัวเจียงฉางเซิง แต่ก็อยากประลองด้วยเช่นกัน ชาวยุทธ์ในใต้หล้า ผู้ใดบ้างที่ไม่ต้องการเป็นอันดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่ปีเขาจึงจะอยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาล
ในเวลานี้เองก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม คนผู้นี้สวมใส่เสื้อฟางกันฝน เขาถอดหมวกฟางออก เผยให้เห็นใบหน้ากร้านโลกที่เต็มไปด้วยหนวดเครา เขาคาบต้นหญ้าต้นหนึ่งไว้ในปาก กวาดตามองทุกคนในโรงเตี๊ยม จนสายตาหยุดที่ตัวเจ้าอธรรม ก่อนสาวเท้าเดินเข้ามาและนั่งลงตรงหน้าเจ้าอธรรม ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ ถามเนิบนาบว่า “เจ้าก็คือเจ้าอธรรมรึ”