เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 150 ขั้นถ้ำสวรรค์สามรึ?
ตอนที่ 150 ขั้นถ้ำสวรรค์สามรึ?
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหรือ
เสี่ยวเอ้อรักษารอยยิ้มไว้ แต่ความคิดแล่นเร็วไวประหนึ่งอสนีบาต เพียงชั่วพริบตาเขาก็นึกได้มากมายหลายสิ่ง เขาตอบทันที “เคยเห็นขอรับ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไปจากทวีปชีพจรมังกรแล้วไม่ใช่หรือ พวกเขาน่าจะกำลังท่องไปทั่วมหาสมุทร แต่สุดท้ายเดินทางไปที่ใด ข้าน้อยก็ไม่ทราบแล้ว ร่องรอยของสำนักใหญ่เช่นนั้นย่อมมิใช่สิ่งที่ข้าน้อยจะสืบได้”
เขาเคยได้ยินจางอิงสันนิษฐานว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชน่าจะถูกมรรคาจารย์ทำลายไปแล้ว มิเช่นนั้นต่อให้พวกเขาละทิ้งทวีปชีพจรมังกรจริง ก็น่าจะมีร่องรอยเหลืออยู่บ้าง
บุรุษอาภรณ์ปักดิ้นทองขมวดคิ้ว “จริงหรือ”
เสี่ยวเอ้อรินน้ำชาให้เขาพลางเอ่ยว่า “นายท่าน ข้าเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อในร้าน หลอกท่านไปจะมีประโยชน์อันใดเล่า”
บุรุษอาภรณ์ปักดิ้นทองรู้สึกว่ามีเหตุผล เขาถามอีกว่าลูกศิษย์เหล่านั้นเคยพูดหรือไม่ว่าจะไปที่ใด เสี่ยวเอ้อส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้แน่ชัด ลูกศิษย์เหล่านั้นไม่ได้พูดคุยกันว่าจะไปที่ใด
ทั้งสองคนสนทนากันหลายประโยค บุรุษอาภรณ์ปักดิ้นทองถึงสั่งสุราอาหาร หลังจากนั้นเสี่ยวเอ้อก็หลบออกมาทันที เซียวปู่ขูได้ยินคำพูดของเสี่ยวเอ้อก็ลอบดูแคลน เจ้าสุนัขตัวนี้เจอคนก็พูดจาภาษาคน เจอผีก็พูดจาภาษาผีจริงๆ
เขาไม่อยากเข้าไปร่วมด้วย ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเคยปกครองสำนักหลังบัลลังก์เก้าแห่งบนทวีปชีพจรมังกร พวกเขาเป็นขุมอำนาจขนาดใหญ่ที่เขาไปหาเรื่องไม่ได้ เขาถึงขั้นคร้านจะวางแผนใช้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไปล้างแค้นมรรคาจารย์เสียด้วยซ้ำ อย่างไรถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็เคยถูกมรรคาจารย์เล่นงานจนเผ่นหนีมาแล้ว เขาเกรงว่าตนเพิ่งจะเผยความคิดเช่นนั้นออกมาก็คงถูกสังหารแล้ว
มีคนมากมายที่อยากประจบเอาใจมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งเหมือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เซียวปู่ขูมีเพียงความคิดเดียว คือต้องหาโอกาสหนีออกไปให้ได้ หลังจากนั้นก็อยู่ให้ห่างยุทธภพ ใช้ครึ่งชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุข
บุรุษอาภรณ์ปักดิ้นทองคนนี้ก็คือมหาจอมราชันแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดช หลังจากเขาปิดด่านฝึกวิชาจบแล้ว ก็ได้ยินว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชละทิ้งทวีปชีพจรมังกร ทว่าลูกศิษย์ที่เดินทางมายังโพ้นทะเลเหล่านั้นกลับหายไปจนหมด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดังนั้นจึงสืบหามาตลอดทาง
“มรรคาจารย์…” มหาจอมราชันครุ่นคิดเงียบๆ เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่ามรรคาจารย์โผล่มาจากที่ใด เขาปิดด่านฝึกวิชาเพียงไม่กี่สิบปี ทวีปชีพจรมังกรก็พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว ที่สำคัญแม้แต่บรรพจารย์ชื่อเยวี่ยก็ยังตายใต้เงื้อมมือของมรรคาจารย์ด้วย แม้แต่ตัวเขาเองถึงจะเลื่อนขั้นแล้วก็ยังสู้บรรพจารย์ชื่อเยวี่ยไม่ได้อยู่ดี คงเดินทางไปต้าจิ่งไม่ได้แน่
ตอนนี้เขาเพียงอยากตามหาลูกศิษย์ที่กระจัดกระจายไปทั่วของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช แล้วตั้งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชขึ้นมาใหม่เท่านั้น ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ ไฉนเลยจะไม่มีที่ให้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชลงหลักปักฐาน
ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น มหาจอมราชันก็จากไป
เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะคิดเงินเอ่ยเสียงเบาว่า “คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย ดูท่าคงจะเป็นคนใหญ่คนโตสักคนของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช”
ผู้ดูแลร้านก้มหน้าคิดบัญชี แล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว ข้าจะให้คนไปสืบดู”
โรงเตี๊ยมสงบจิตดูเหมือนโรงเตี๊ยมธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง แต่ความจริงแล้วมันเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของหอการค้ายอดวาสนา พวกเขาอาศัยฐานะโรงเตี๊ยมรวบรวมข้อมูลข่าวสาร พวกเขามีโรงเตี๊ยมทำนองนี้อยู่ในทะเลสวรรค์นับร้อยแห่ง ไม่ใช่แค่โรงเตี๊ยมเท่านั้น ทั้งหอคณิกา ร้านขายผ้า โรงตีเหล็กล้วนมีทั้งสิ้น พวกเขามีกิจการมากมายนัก
แผ่นดินต้าจิ่งเจริญรุ่งเรือง ยุทธภพคึกคักเนื่องจากวัดพญามังกร ส่วนประชาชนต่างตั้งตาคอยสิ่งที่กองเรือกองแรกของต้าจิ่งเก็บเกี่ยวมาได้ หลังจากหอการค้ายอดวาสนาทำการค้าไปทั่วเก้าสิบเก้ารัฐ สินค้าสารพัดแบบที่วางขายละลานตาของพวกเขาก็ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ชาวต้าจิ่ง พวกเขาต่างรู้ว่าหอการค้ายอดวาสนามาจากโพ้นทะเล ดังนั้นพวกเขาจึงสงสัยใคร่รู้และตั้งตาคอยสิ่งของที่ได้มาจากโพ้นทะเลอย่างมาก บัณฑิตและกวีจากสารพัดถิ่นต่างใช้พู่กันกับน้ำหมึกสรรเสริญยุคแห่งความรุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้
ฮ่องเต้ซุนเทียนพอใจกับท่าทีของพวกเขามาก จึงออกนโยบายหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อบรรดากวี ช่วยส่งเสริมให้วงการกวีพัฒนาอีกแรง ฮ่องเต้องค์น้อยขึ้นครองบัลลังก์ได้หลายปีแล้ว แผ่นดินต้าจิ่งไม่ล่มสลาย แต่กลับรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกวีทั้งหลายสรรเสริญ เขาก็เริ่มก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของปวงชน
ภายในลานเรือน หลี่หมิ่นกำลังรายงานเรื่องราวในใต้หล้าช่วงนี้ให้เจียงฉางเซิงฟัง
“แม้ชุดวัดพญามังกรจะเพิ่งก่อตั้ง แต่กลับค้นพบอัจฉริยะผู้สร้างชื่อสะท้านยุทธภพคนหนึ่งแล้ว คนผู้นั้นมีนามว่าโจวเจวี่ยซื่อ ระหว่างที่สำนักต่างๆ ประลองวิชายุทธ์กันที่วัดพญามังกร เขาเพียงเฝ้าดูการต่อสู้อยู่ด้านข้างก็บรรลุวิชายุทธ์ของสำนักต่างๆ ได้ สุดท้ายหลวงจีนเทวะกัสสปะก็รับเขาเป็นลูกศิษย์ นามของโจวเจวี่ยชื่อจึงขจรขจายไปทั่ว เพื่อสงบเพลิงโทสะของแต่ละสำนักที่ถูกขโมยวิชายุทธ์ หลวงจีนเทวะกัสสปะถึงกับยอมเผยแพร่ยอดเคล็ดวิชาของตนเองส่วนหนึ่งให้แต่ละสำนักคัดลอก…”
หลี่หมิ่นเอ่ยถึงโจวเจวี่ยชื่อแล้วก็ถอนหายใจ โชคชะตาของต้าจิ่งแข็งแกร่งรุ่งเรืองขึ้นทุกที อัจฉริยะที่ปรากฏตัวออกมาเก่งกาจอย่างน่าเหลือเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ
ไป๋หลีที่หมอบอยู่บนพื้นเอ่ยว่า “บางทีอาจเป็นเพราะวรยุทธ์พวกนั้นกระจอกเกินไปก็ได้”
หลี่หมิ่นส่ายหน้า “หาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้แต่ยอดเคล็ดวิชาของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก็ถูกเขาเรียนจนเป็นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ดูเหมือนว่าขอเพียงไม่ใช่กำลังภายใน เขามองเพียงรอบเดียวก็ร่ำเรียนได้สำเร็จแล้ว”
ไป๋หลีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เขาระดับขั้นใดกัน”
“ขั้นบรรลุฟ้า เขาเพิ่งอายุสิบหกปี”
“เขาเพิ่งขั้นบรรลุฟ้า จะร่ำเรียนยอดเคล็ดวิชาอะไรได้ คงร่ำเรียนไปได้แค่เปลือกของวิชายุทธ์ขั้นสูงพวกนั้นละสิ”
“ก็จริง ยอดเคล็ดวิชาของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ที่เขาใช้ พลังด้อยกว่าของจริงอยู่มาก แต่นั่นเป็นเพราะกำลังภายในไม่พอเท่านั้น เขาร่ำเรียนพวกมันจนเป็นแล้วจริงๆ พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ระดับนี้ หากเทียบในยุทธภพต้าจิ่งนับว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานมา ต่อให้กวาดสายตามองยุทธภพแห่งอื่นด้วย ก็ไม่เคยพบผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้มาก่อน”
หลี่หมิ่นชื่นชมโจวเจวี่ยชื่อไม่ขาดปาก เจียงฉางเซิงก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา แต่เขากลับไม่คิดอะไรมาก มีอัจฉริยะระดับนี้ถือกำเนิดขึ้นมาย่อมบ่งบอกว่าวิถียุทธ์ของต้าจิ่งยกระดับขึ้นไปถึงความสูงระดับใหม่แล้ว นี่เป็นเรื่องดี
โจวเจวี่ยชื่อได้กราบผู้ฝึกยุทธ์ขั้นจักรวาลเป็นอาจารย์ คาดว่าอีกไม่กี่ปี เขาคงสร้างชื่อสะเทือนเลื่อนลั่นยุทธภพอย่างแน่นอน เทียบกับสวีเทียนจีในอดีตแล้วคงโดดเด่นยิ่งกว่า เจียงฉางเซิงคาดว่าต่อไปคงมีอัจฉริยะเช่นนี้ปรากฏตัวออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากพลังแห่งโชคชะตา
หลี่หมิ่นอยู่ที่นี่หนึ่งชั่วโมงก็จากไป ระหว่างนี้เจียงฉางเซิงฝึกวิชาไปพลาง ฟังเขาเล่าเรื่องราวไปพลาง เพลิดเพลินมากทีเดียว
“บนผิวธาราคลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า ข้าเองก็สมควรก้าวขึ้นไปยังวิชามรรคาธรรมชาติขั้นแปดบ้างแล้ว” เจียงฉางเซิงขบคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ ดวงตาของเขาทอประกายเจิดจ้า
การเลื่อนขั้นหนก่อนผ่านมาห้าสิบปีแล้ว ในที่สุดเขาก็รู้สึกได้ว่าการเลื่อนขั้นกำลังใกล้เข้ามา อย่างช้าที่สุดอีกห้าปีเขาก็จะบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นแปด เขาตั้งตาคอยอย่างยิ่งว่ายามตนเองอยู่ขั้นแปดจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
เหนือมหาสมุทรอันหาขอบเขตสิ้นสุดไม่ได้มีหมู่เกาะอยู่แห่งหนึ่ง มันมีเกาะแก่งมากนับร้อย ระหว่างเกาะมีเรือเดินทะเลเข้าออกนับไม่ถ้วน เหนือหมู่เกาะมีเกาะแห่งหนึ่งลอยอยู่บนฟ้า นี่ก็คือเกาะลอยฟ้า สำนักใหญ่ในมหาสมุทรที่ก่อตั้งมาหลายพันปี
มองจากไกลๆ เกาะลอยฟ้าดูไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อเข้ามาใกล้ก็จะพบว่าบนเกาะมีเมืองตั้งอยู่แห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองคือหอสูงที่ชั้นบนสุดมีลักษณะเป็นตำหนักหลังหนึ่ง
ภายในตำหนัก เจ้าเกาะจางเป่ยโต่วกำลังฝึกวิชา เส้นผมของเขาเป็นสีขาวโพลน แต่ใบหน้ากลับดูไม่แก่ชราสักนิด เสื้อคลุมตัวใหญ่คลี่อยู่บนพื้น ทั่วร่างอบอวลด้วยบรรยากาศผ่องแผ้วพิสุทธิ์ไร้มลทิน ระหว่างกลางฝ่ามือทั้งสองมีลูกกลมแสงสีแดงดวงหนึ่งรวมตัวอยู่ตรงนั้น เส้นสายฟ้าเกี่ยวกระหวัดสั่นไหวไม่หยุด
ด้านล่างของตำหนักมีบุรุษสวมเสื้อคลุมฟางยืนอยู่หนึ่งคน หน้าตาของเขาดูราวสี่สิบห้าสิบปี เขากำลังรายงานข่าวสารอยู่
“เจ้าอธรรมกับศิษย์ของเขาตกลงไปในช่องแคบสิ้นเทวา ศิษย์ทั้งหลายไม่กล้าไล่ตามเข้าไปสังหารต่อ ทำได้แค่หยุดรออยู่ใกล้ๆ เท่านั้น”
จางเป่ยโต่วได้ยินแล้วกลับไม่ลืมตา เขากล่าวตอบอย่างนิ่งสงบ “เป็นต้องพบคน ตายต้องพบศพ ข้าไม่ต้องการเห็นเยี่ยสวินดี้คนที่สองถือกำเนิดขึ้นมา”
“ขอรับ!” บุรุษชุดฟางรับคำสั่ง เขากำลังจะเดินออกไป แต่ทันใดนั้นเองจางเป่ยโต่วก็พลันลืมตาขึ้นแล้วถามว่า “บรรพจารย์ชื่อเยวี่ยยังไม่กลับมาหรือ”
บุรุษชุดฟางเงยหน้าตอบว่า “ยังขอรับ ข้าน้อยได้ยินคนของหอการค้ายอดวาสนาบอกว่า บรรพจารย์ชื่อเยวี่ยน่าจะตายอยู่ในต้าจิ่งแล้ว ได้ยินว่าต้าจิ่งเก็บศพของขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคนเอาไว้”
จางเป่ยโต่วหรี่ตาลง แล้วเอ่ยว่า “ออกไปเถอะ”
บุรุษชุดฟางหมุนตัวเดินออกไป จางเป่ยโต่วรั้งมือกลับมาช้าๆ ดวงแสงสีแดงระหว่างฝ่ามือสลายหายไปตาม เขาขมวดคิ้ว พึมพำว่า “มรรคาจารย์ เป็นเทพเซียนจากที่ใดกันแน่”
ความแข็งแกร่งของบรรพจารย์ชื่อเยวี่ย เขารู้ดีที่สุด นั่นเป็นถึงตาเฒ่าผู้อาละวาดทั่วยุทธภพทะเลสวรรค์มาสามร้อยปี เขาเป็นรองเพียงเยี่ยสวินตี้เท่านั้น แล้วไม่กี่ปีมานี้ยังลือกันให้สะพัดว่าเขากำลังจะเลื่อนขั้นเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้ว หากเลื่อนขั้นสำเร็จ เขาย่อมเป็นอันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์
หากบรรพจารย์ชื่อเยวี่ยพาพลังขั้นถ้ำสวรรค์สองเดินทางไปต้าจิ่ง แล้วยังต้องฝังร่างลงที่นั่น เช่นนั้นพลังของมรรคาจารย์… คงไม่ใช่ขั้นถ้ำสวรรค์สามในตำนานหรอกกระมัง
จางเป่ยโต่วหนังตากระตุกยิกๆ ขั้นถ้ำสวรรค์สาม!
เขามีชีวิตอยู่มานานถึงเพียงนี้ เพิ่งเคยพบเจอเพียงหนึ่งคน แล้วยอดคนผู้นั้นก็เพียงเดินทางผ่านแดนสมุทรแถบนี้เท่านั้น มิเคยรั้งอยู่ในทะเลสวรรค์เสียด้วยซ้ำ ใช่แค่ทะเลสวรรค์ที่ไหน แดนสมุทรแถบนี้ทั้งหมดล้วนไม่มียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สามเลย! อย่างน้อยฉากหน้าก็ไม่มี เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดขั้นถ้ำสวรรค์สามจึงต้องยึดครองทวีปชีพจรมังกร เหตุใดไม่เดินทางไปทวีปดารกะ ทรัพยากรสำหรับฝึกยุทธ์กับพลังแห่งโชคชะตาในทวีปดารกะเหนือกว่าทวีปชีพจรมังกรมากนัก พลังขั้นถ้ำสวรรค์สามย่อมท่องทั่วทวีปดารกะได้แล้วอย่างแน่นอน!
จางเป่ยโต่วคิดไม่ออก เขาเข้าใจอยู่เพียงจุดเดียว นั่นก็คือจะไปหาเรื่องกับทวีปชีพจรมังกรอีกไม่ได้ อาศัยจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ผูกแค้นกัน เขาจำต้องคิดหาหนทางไปผูกมิตร มิเช่นนั้นการมีศัตรูผู้แข็งแกร่งระดับนี้คนหนึ่งอยู่ด้านข้าง เขายากจะกินอิ่มนอนหลับ
ขบคิดอยู่นาน จางเป่ยโต่วก็ริมฝีปากสั่นเบาๆ เหมือนกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่ไม่มีเสียงออกมาแม้แต่น้อย ผ่านไปไม่นาน บุรุษร่างองอาจคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในตำหนัก คนผู้นี้ก็คือบุตรชายของเขา นามว่าจางเฉิงกัง
“เจ้าจงเดินทางไปต้าจิ่งเดี๋ยวนี้ เข้าไปสืบเรื่องมรรคาจารย์ด้วยตนเอง แล้วหาวิธีสร้างความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์ต้าจิ่งเอาไว้ หากได้เยี่ยมเยียนมรรคาจารย์ย่อมดีที่สุด ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้ทุกสิ่งผูกมิตรกับมรรคาจารย์ได้ จงจำไว้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามรรคาจารย์จะเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สามในตำนาน เจ้าจงอย่าประมาท และยิ่งมิอาจหย่อนยาน เข้าใจหรือไม่”
จางเป่ยโต่วเอ่ยอย่างขึงขัง แล้วโยนป้ายแผ่นหนึ่งจากในอกเสื้อให้จางเฉิงกัง จางเฉิงกังรับป้ายคำสั่งมาอย่างอึ้งงัน สีหน้าตกตะลึงจนเหม่อลอยไปวูบหนึ่ง เขาไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ ขั้นถ้ำสวรรค์สามหรือ… น่าตกใจเกินไปแล้ว!
ปีนี้ ผู้ฝึกยุทธ์จากโพ้นทะเลเดินทางมาเยือนต้าจิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐชื่อที่เจริญรุ่งเรืองเป็นพิเศษ จำนวนผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าออกประตูเมืองในแต่ละวันแตะถึงตัวเลขที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้จำใจสั่งการให้คหบดีทั้งหลายเดินทางไปตั้งโรงเตี๊ยมนอกเมือง แล้วระดมเสบียงกับสุราจากทั่วทั้งรัฐชื่อ
อารามมังกรผงาดครึกครื้นเป็นที่สุด ผู้ฝึกยุทธ์ที่เดินทางมาจากที่ต่างๆ ล้วนมาคารวะมรรคาจารย์ ภายในวิหารจิตกระจ่าง ชิงเออร์ส่ายหน้าบอกว่า “ขอบคุณเจตนาดีของท่านอย่างยิ่ง แต่ข้ามมิอาจให้ท่านพบมรรคาจารย์ได้ หากมรรคาจารย์ต้องการพบท่าน ย่อมบอกข้าแล้ว ท่านเข้ามาในวิหารนานถึงเพียงนี้ แต่มรรคาจารย์มิได้เรียกท่านเข้าไปพบ ย่อมบ่งบอกว่าไร้วาสนา”
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างนางยิ้มจืดเจื่อน แต่เมื่อประจันหน้ากับถ้วยชาที่นางยื่นส่งให้ เขาจำต้องคลี่ยิ้มยื่นมือไปรับ ทั้งสองคนสนทนากันครู่หนึ่ง บุรุษวัยกลางคนก็เดินจากไป
ชิงเออร์พรูลมหายใจออกมาแล้วเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พึมพำว่า “เหนื่อยจริงเชียว” แม้เหน็ดเหนื่อย แต่นางตื่นเต้นอย่างยิ่ง สำนักที่มาเยี่ยมเยือนอารามมังกรผงาดเหล่านี้ล้วนส่งของขวัญมาให้ มีทั้งวิชายุทธ์ มีทั้งศาสตราเทวะ แล้วยังมีสมบัติล้ำค่า ต่อให้ไม่ได้พบหน้ามรรคาจารย์ พวกเขาก็ต้องพยายามแสร้งว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับอารามมังกรผงาดเป็นไปในทางที่ดีให้จงได้
ยังไม่ทันให้นางได้พักผ่อนก็มีคนมาเยือนอีก นางหันมานั่งเหยียดหลังตรงรักษาท่าทางให้สง่า เตรียมต้อนรับแขกทันที
อีกฝั่งหนึ่ง ภายในเรือนบนเขามังกรผงาด ไป๋หลีถอนหายใจ “ช่างเป็นลมปราณที่แข็งแกร่งมาก ต้าจิ่งมียอดฝีมือมากมายเพียงนี้เชียวหรือ ไม่กี่สิบปีนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเกินไปหน่อยแล้วกระมัง”
เทพกระบี่ลูบกระบี่ของตนเอง แล้วเอ่ยอย่างนิ่งสงบ “ต้าจิ่งพัฒนาเร็วอีกเท่าใด ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งไปถึงขั้นนั้นได้หรอก คนพวกนั้นหลายคนน่าจะมาจากโพ้นทะเล ชื่อเสียงของอารามมังกรผงาดสร้างขึ้นมาจากซากศพของยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ทั้งห้าคน”