เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 151 พันธมิตรสมุทรไร้จำกัด คุณสมบัติของเจียงฉางเซิง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 151 พันธมิตรสมุทรไร้จำกัด คุณสมบัติของเจียงฉางเซิง
ตอนที่ 151 พันธมิตรสมุทรไร้จำกัด คุณสมบัติของเจียงฉางเซิง
“จิ๊ๆ มิใช่ว่าต้าจิ่งรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้เลยหรอกหรือ” ไปฉีทอดถอนใจตาม เวลานี้ต้าจิ่งนับว่าเป็นตะวันกลางหาวโดยแท้ แม้ว่ามันจะอยู่แต่บนเขา แต่แค่ดูสถานการณ์ของเมืองหลวงก็มองออกแล้ว
เทพกระบี่ส่ายหน้ากล่าวว่า “ต้าจิ่งยังมีกำลังของแว่นแคว้นไม่เพียงพอจะหนุนให้พวกเขารวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ อย่างมากก็ทำได้แค่บีบให้อาณาจักรโดยรอบก้มหัวและมอบบรรณาการให้เท่านั้น สิ่งที่ต้าจิ่งต้องทำในเวลานี้ก็คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างมั่นคง มิใช่หลับหูหลับตารุกรานไปทั่ว หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือมรรคาจารย์อยู่ดูแลแค่ในต้าจิ่งเท่านั้น ไหนเลยจะมีวิชาแยกร่างออกไปช่วยต้าจิ่งต่อสู้กับใต้หล้า”
เจียงฉางเซิงที่กำลังฝึกวิชาอยู่คิดในใจว่าแต่ข้าก็มีวิชาแยกร่างจริงๆ แต่แน่นอนว่าต่อให้มี เขาก็จะไม่คอยวิ่งแจ้นไปทั่ว หากต้องการรวมใต้หล้าไพศาลให้เป็นหนึ่งก็ต้องให้ราชสกุลเจียงสืบทอดไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า คอยขยายสายเลือดให้ไม่ขาดสายจวบจนครอบครองทั้งใต้หล้าได้
หลังจากรวมทวีปชีพจรมังกรให้เป็นหนึ่งได้แล้ว หากต้องการให้ผู้คนทั้งใต้หล้ามีชีวิตอยู่อย่างดีก็จะต้องทำสงครามกับโพ้นทะเล แน่นอนว่าต้องมีคนที่สร้างยุคแห่งความรุ่งเรืองให้แก่ต้าจิ่ง ลำพังแค่ทำให้ตนเองก้าวหน้านั้นยังไม่พอ เพราะมีทั้งคนที่ทำงานหนักและมีคนที่อยู่ว่างๆ เมื่อใดที่เผชิญกับความไม่สมดุลย่อมต้องมีผู้ที่ไม่พอใจ ยิ่งกว่านั้นต่อให้ต้าจิ่งไม่ขยายอำนาจออกไปก็จะต้องมีอาณาจักรจากโพ้นทะเลเข้ามารุกรานในอีกไม่ช้าก็เร็ว นี่ก็คือกฎเกณฑ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานับแต่บรรพกาล อาณาจักรต้าฮวงอยู่สุขสงบมานับร้อยปี สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยการถูกยึดครอง
ในเมื่อต้าจิ่งเตรียมตัวที่จะเดินไปบนเส้นทางแห่งการเอาชนะแล้ว ก็จะต้องวางแผนและเข้าสู่อย่างรอบคอบ เวลานี้ต้องการกำลังทหารที่เพียงพอเพื่อปกปักรักษาอาณาเขตที่ใหญ่โตมากขึ้น ต้องการเสบียงกรังที่มากพอเพื่อเตรียมพร้อมในการทำสงครามภายภาคหน้า ไปจนกระทั่งต้องการวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งมากเพียงพอ เพื่อรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งที่อาจปรากฏตัวขึ้นมาในอนาคต มิใช่จะพึ่งพาอาศัยแต่เจียงฉางเซิงผู้เดียว ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้เวลาสะสม!
สำหรับเจียงฉางเซิงแล้ว เขาต้องการให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขา มิใช่อาศัยเพียงกำลังยุทธ์เข้าไปปราบปรามพวกเขาเท่านั้น หากไม่นำความหวังและผลประโยชน์มาให้พวกเขา ต่อให้เป็นกำลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งอีกเท่าใดก็จะเป็นแค่ปีศาจร้ายในสายตาของคนทั้งปวงเท่านั้น การรวมทวีปชีพจรมังกรให้เป็นหนึ่งเป็นเพียงแรงส่งเสริมบนหนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนของเขาเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาเสาะแสวงหาอย่างแท้จริง
การไขว่คว้าจุดปลายสุดในวิถีเซียนต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงของเขา!
ไปฉีและเทพกระบี่กำลังสนทนาสัพเพเหระกัน ส่วนหวงเทียนกับเฮยเทียนก็ไม่ได้หยอกเย้ากันไปมาอย่างที่ไม่ค่อยพบเห็นนัก พวกมันมานอนหมอบอยู่ข้างตัวเจียงฉางเซิงทั้งสองด้าน คอยดูดซับพลังวิญญาณอยู่เงียบๆ อาศัยสัญชาตญาณหล่อหลอมร่างกายและวิญญาณให้แข็งแกร่ง บ่มเพาะให้เกิดพลังปีศาจ
อารามมังกรผงาดเงียบสงบปรองดอง ต่างกับความอึกทึกบนยอดเขายุทธ์
[ปีซุนเทียนที่ห้า ปราชญ์แห่งสี่สมุทรที่ถูกเจ้าประทับรอยประทับสังสารวัฏเกิดใหม่ได้สำเร็จ มาเกิดที่ดินแดนในทะเลสวรรค์] ข้อความแจ้งเตือนข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง ทำให้เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับสีหน้าแปลกประหลาด เหตุใดเจ้าหมอนี่จึงมาเกิดอีกแล้ว คนอื่นๆ ที่เขาทับรอยประทับเอาไว้ก็ไม่ได้เกิดบ่อยเช่นนี้
จากครั้งก่อนที่มาเกิด แปลว่าปราชญ์แห่งสี่สมุทรมีชีวิตอยู่ได้เก้าปีเท่านั้น… น่าอนาถแท้ๆ… ยิ่งไปกว่านั้นเจ้านี่ยังไปเกิดที่ทะเลสวรรค์เรื่อยมา นี่เรียกว่าอะไร วิญญาณร้ายตามหลอกหลอนหรือไร
เจียงฉางเซิงลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังเลือกที่จะประทานพรให้ปราชญ์แห่งสี่สมุทรไปหนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้ อย่างไรก็เคยรู้จักกันมา หวังว่าหนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้นี้จะช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากวังวนของความทุกข์ได้ เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจเช่นนี้
การเกิดใหม่อีกครั้งของปราชญ์แห่งสี่สมุทรทำให้เจียงฉางเซิงรู้สึกปลงอนิจจังต่อชีวิตมนุษย์ แต่ละคนมีชะตาของตนเอง โชคชะตาเล่นตลกกับคน เขานึกถึงวังเฉินที่ไปเกิดก่อนหน้านี้ เวลานี้น่าจะอายุเจ็ดขวบแล้ว เขาสัมผัสถึงรอยประทับสังสารวัฏของวังเฉินในทันที เจ้าหมอนี่ไปเกิดในต้าฉี ไม่รู้ว่าชาตินี้มีความเป็นอยู่อย่างไร ไม่นานนักเขาก็จับรอยประทับสังสารวัฏของวังเฉินได้ จึงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไป
แสงสีทองในดวงตาเขาก็หายไป แต่เขากลับมีสีหน้าค่อนข้างสับสน วังเฉิน เจ้าหมอนี่ไปเกิดเป็นองค์ชายของต้าฉีทีเดียว ดูแต้มเซ่นไหว้จะเริ่มทำงานแล้ว เขายิ้มบางๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ชาติก่อนวังเฉินเป็นองค์ชายตัวปลอม ชาตินี้ได้กลายเป็นองค์ชายตัวจริง นับว่าลบล้างความเสียใจไปได้แล้ว ส่วนที่ว่าวังเฉินจะกลายมาเป็นศัตรูของต้าจิ่งหรือไม่นั้น เขากลับไม่ได้กังวลใจเท่าใด ต้าจิ่งอยู่ห่างจากต้าฉีมากที่สุด ก่อนจะเข้าโจมตีต้าฉี เป้าหมายของต้าจิ่งจะต้องเป็นอาณาจักรตงไห่และอาณาจักรเทียนหาน เมื่อรวบรวมแผ่นดินทางใต้ได้กว่าครึ่งแล้วจึงค่อยไปบุกต้าฉี ถึงเวลานั้นคาดว่าวังเฉินคงจะไปเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว หากเขาพลาดจากการชิงตำแหน่งฮ่องเต้ เจียงฉางเซิงค่อยรับเขากลับมาก็มีค่าเท่ากัน
เจียงฉางเซิงนึกสนุกขึ้นมาจึงไปสืบดูหลี่กงกงหลังจากกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เขาไม่ได้ประทานพรให้หลี่กงกง แต่ชาตินี้อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่อย่างอิสระเสรี ตอนที่เขาเห็นหลี่กงกงนั้นพบว่าเจ้าหมอนี่กำลังโอบหญิงงามสองนางพลางร่ำสุราอยู่ ช่างสบายอุราจริงๆ ฝึกวิชาไปด้วย สืบดูคนที่เคยรู้จักกลับชาติมาเกิดไปด้วยก็เป็นเรื่องน่าสนุกอีกแบบหนึ่งเช่นกัน
ปีซุนเทียนที่หก ภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังอ่านบันทึกอัศจรรย์แห่งมหาสมุทรที่จางอิงนำมามอบให้ องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและส่งจดหมายลับให้ฉบับหนึ่ง เขาวางบันทึกอัศจรรย์แห่งมหาสมุทรลงและเริ่มเปิดอ่านจดหมายลับ
ทันใดนั้น หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันพลางเอ่ยถามเสียงขรึมว่า “บาดเจ็บล้มตายกันเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงไม่ได้เขียนมาในจดหมาย” องครักษ์ชุดขาวตอบว่า “ขณะนี้ยังไม่ทราบ จดหมายนี้ส่งมาอย่างเร่งรีบพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนแค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “เรียกตัวซ่งหลีมาพบเรา!” “พะยะค่ะ” องครักษ์ชุดขาวจากไปอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้ซุนเทียนถือจดหมายลับในมือขวา ส่วนมือซ้ายเคาะไปบนหน้าโต๊ะพร้อมแววตาเป็นประกาย หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ซ่งหลีก็สาวเท้าเร็วๆ เข้ามา เขารีบคุกเข่าลงคำนับฮ่องเต้ซุนเทียน เห็นชัดอย่างยิ่งว่าตอนถูกเรียกตัวมานั้นเขากำลังมีเรื่องยุ่งอยู่ ฮ่องเต้ซุนเทียนโยนจดหมายลับให้เขา กล่าวว่า “เจ้าลองวิเคราะห์ดู เป็นฝ่ายอำนาจใดลงมือ”
ซ่งหลีหยิบจดหมายลับขึ้นมาตรวจดู ก่อนที่สีหน้าเขาจะเปลี่ยนไปอย่างมากในทันที “หรือจะเป็นพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด… ไม่น่าเป็นไปได้นี่ พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดจะมาแถบทวีปชีพจรมังกรได้อย่างไร” ซ่งหลีพึมพำกับตนเองด้วยคำพูดประหลาด
ฮ่องเต้ซุนเทียนหรี่ตาลงถามว่า “พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดแข็งแกร่งนักหรือ เล่าให้เราฟังซิ”
ซ่งหลีสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเป็นฝ่ายอำนาจด้านยุทธ์แสนยิ่งใหญ่ที่ผาดโผนอยู่ในมหาสมุทร หอการค้านานาล้วนต้องเชื่อฟังเขา ทางใต้ลงไปของทวีปชีพจรมังกรคือทะเลสวรรค์ เมื่อไปทางทิศตะวันออกก็คืออาณาเขตที่พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดผาดโผนอยู่ พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกระจายตัวอยู่อย่างกว้างขวาง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพวกเขามีผู้มีวรยุทธ์อยู่มากน้อยเท่าใดกันแน่ อีกทั้งควบคุมฝ่ายอำนาจที่อยู่ในอาณัติอีกไม่รู้กี่มากน้อย ทุกครั้งที่คนของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดลงมือจะทิ้งตราประทับไร้จำกัดนี้ไว้ ตัวอักษรประหลาดสองตัวที่มีบรรยายถึงในจดหมายนี้ก็คือตัวอักษรไร้จำกัด นี่เป็นตัวอักษรโบราณ มีคนรู้จักน้อยนักพ่ะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนถามว่า “เทียบกับสำนักพันสมุทรทักษิณและสำนักลั่วแล้ว พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเป็นเช่นใด”
“ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่า พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเป็นเจ้าอิทธิพลในทะเล ทรงอำนาจลึกล้ำเกินหยั่ง กระหม่อมเคยได้ยินเจ้าสำนักพันสมุทรทักษิณเอ่ยถึงมาก่อน ว่าเจ้าสำนักเคยไปคารวะผู้อาวุโสท่านหนึ่งของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด ทำให้นางมีใจโน้มเอียงไปทางพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดขึ้นมาพะยะค่ะ”
“หรือว่าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดจะมาเป็นศัตรูกับต้าจิ่ง”
“กระหม่อมไม่แน่ใจ แต่จากที่ดูในจดหมายแล้ว แม้ว่าฝ่ายนั้นจะเข้าโจมติกองเรือ แต่ก็ไม่ได้ไล่สังหารให้สิ้นซาก อาจเป็นได้ว่าแค่บังเอิญมาพบกัน มิได้พุ่งเป้ามายังต้าจิ่งโดยตรงพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ซุนเทียนขมวดคิ้วและดำดิ่งสู่ห้วงความคิด
ต้าจิ่งเพิ่งจะสงบมั่นคง เขาเองก็ไม่อยากทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมา หากอีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่ต้าจิ่ง เขาก็จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะทำศึก ทันใดนั้นซ่งหลีก็กล่าวขึ้นมาว่า “กระหม่อมนึกออกแล้ว ระยะนี้พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกำลังเสาะหามุกชุมปีศาจ มุกชุมปีศาจเป็นจักรพรรดิปีศาจผนึกขึ้นมา สามารถเรียกปีศาจในใต้หล้ามาทำศึกให้ตนได้ สัตว์ปีศาจในมหาสมุทรมักแข็งแกร่งกว่าที่อยู่บนพื้นดิน ฉะนั้นมุกชุมปีศาจจึงสำแดงฤทธิ์ได้อย่างใหญ่หลวง หลายสิบปีก่อน วัดกิจสวรรค์ที่ได้มุกชุมปีศาจมาจำต้องถูกทำลายจนดับสูญ จากนั้นมุกชุมปีศาจก็หายสาบสูญไป อาจเป็นได้ว่าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกำลังเสาะหาในดินแดนต่างๆ แต่ไม่เคยมาที่ทวีปชีพจรมังกรมาก่อนพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนถามว่า “ในเมื่อพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดอยู่ทางทิศตะวันออก แล้วเหตุใดไม่ไปที่อาณาจักรตงไห่ แต่กลับลงใต้มาต้าจิ่งเล่า”
ซ่งหลีตอบอย่างลังเลว่า “กระหม่อมเองก็ไม่รู้ชัด แต่สิ่งที่แน่ใจได้คืออักษรประหลาดสองตัวนี้ก็คือตราไร้จำกัดพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ซุนเทียนนิ่งเงียบ
ซ่งหลีเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ฝ่าบาทพะยะค่ะ อาจเป็นได้ว่าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดต้องการหยั่งเชิงดูท่าทีของมรรคาจารย์ก่อน ระยะนี้มรรคาจารย์มีชื่อเสียงอย่างมากในโพ้นทะเล โดยเฉพาะในทะเลสวรรค์ หลังจากสังหารบรรพจารย์ชื่อเยวี่ยแล้ว ชาวยุทธ์ในทะเลสวรรค์ต่างคิดว่ามรรคาจารย์นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเยี่ยสวินตี๋ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในทะเลสวรรค์เสียอีก เมื่อมีมรรคาจารย์ที่แข็งแกร่งเพียงนี้คอยดูแลต้าจิ่งอยู่ และเดิมทีวัดกิจสวรรค์ก็อยู่ในทะเลสวรรค์ จึงเป็นไปได้มากที่สุดว่าคนที่เอาไขมุกนั้นไปจะหลบหนีมายังต้าจิ่ง หมายจะอาศัยความน่าเกรงขามของต้าจิ่งปกป้องตนเองพะยะค่ะ” ฮ่องเต้ซุนเทียนคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซ่งหลีก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาเช่นกัน แต่ไม่กล้าพูดออกมา ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวอย่างมีนัยยะว่า “ให้เรื่องนี้เน่าไปในท้องเสีย”
“กระหม่อมเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงวางพระทัย”
“เจ้าคิดว่าในพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดมีผู้ที่ต่อกรกับมรรคาจารย์ได้หรือ”
“กระหม่อมไม่แน่ใจพะยะค่ะ แต่พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดต่างกับมรรคาจารย์ พวกเขาเป็นเจ้าอิทธิพลทางทะเล มีผู้มีวรยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วน แต่ต้าจิ่งมีเพียงมรรคาจารย์ผู้เดียว กระหม่อมเสนอว่าให้ฝ่าบาททรงแสร้งทำเป็นไม่ทราบเรื่องนี้ มิต้องไล่เรียงต่อ เป็นการหลบเลี่ยงคมหอกคมดาบพะยะค่ะ”
“อืม ออกไปได้” “พะยะค่ะ” ซ่งหลีลุกขึ้นและจากไป
หลังออกมาจากห้องทรงพระอักษรแล้วเขาก็ปาดเหงื่อกาฬบนใบหน้า เขากำลังระเริงสุขอยู่ทีเดียว จู่ๆ ก็ถูกฮ่องเต้เรียกตัวมา แต่เวลานี้เขาหมดอารมณ์แล้ว พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดมาแล้วหรือนี่! แม้พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดยังไม่ได้ประกาศสงครามกับต้าจิ่งและยังไม่มีท่าทีชัดเจน ทว่าเขาเป็นคนที่เกิดอยู่ในมหาสมุทร ย่อมรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของฝ่ายอำนาจนี้ เขารู้เพียงข้อเดียวว่าสำนักขนาดใหญ่เช่นสำนักพันสมุทรทักษิณและสำนักลั่วก็ยังไม่กล้าไปยั่วโมโหพันธมิตรสมุทรไร้จำกัด!
ในห้วงความฝัน มู่หลิงลั่วกำลังประลองกับเจียงฉางเซิง นางใช้วิชาเก้าเทพเวียนศึกทำให้ลมปราณเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย และใช้วิชากระบี่ที่ร้ายกาจวิชาหนึ่ง กลายเป็นร่างเงาสิบร่าง พร้อมกันนั้นก็ตวัดกระบี่รุมโจมตีเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงเขาเผชิญหน้าอย่างผ่อนคลาย แต่ก็แอบทอดถอนใจ แม้แม่หนูนี่ยังเป็นแค่เทวชน แต่พลังของนางเกือบเข้าใกล้ขั้นกายาทองคำแล้ว ทว่าหากพูดเพียงเรื่องลมปราณ จุดพิเศษที่สุดของขั้นกายาทองคำก็คือกายาทองคำ เทวชนยากจะเอาชนะกายาทองคำได้
วิชากระบี่ของมู่หลิงลั่วมีจิตกระบี่แผ่ซ่านออกมาจางๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้เจียงฉางเซิงเคยสัมผัสกับจิตกระบี่ชนิดนี้จากตัวคนสองคนเท่านั้น หนึ่ง คือผู้อยู่ในขั้นกายาทองคำที่มาช่วยอาณาจักรต้าฮวง สองคือเทพกระบี่ ดูท่ามู่หลิงลั่วจะเป็นอัจฉริยะในวิถีกระบี่ หลังจากต่อสู้กันมาพักหนึ่ง มู่หลิงลั่วก็หยุดมือพร้อมหอบหายใจ ทั้งที่เป็นความฝันแต่นางกลับมักบอกตัวเองในใจว่าจะทำให้การต่อสู้สมจริงมากขึ้น ทั้งสองเดินมานั่งริมทะเลสาบเพื่อชมทัศนียภาพแสนงดงาม
มู่หลิงลั่วบอกว่า “ระยะนี้ข้าได้ยินว่ามีผู้เยี่ยมยุทธ์ผู้หนึ่งในจวนศักดิ์สิทธิ์กำลังจะบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์ คนผู้นั้นเพิ่งอายุได้หนึ่งร้อยห้าสิบปีเท่านั้น ตามที่ท่านอาจารย์ของข้าบอก คนนี้นับเป็นผู้มีพรสวรรค์แสนอัศจรรย์ที่พบได้ยากในพันปีทีเดียว พี่ฉางเซิง ขั้นถ้ำสวรรค์ยากจะบรรลุได้เพียงนั้นเชียวหรือ ท่านต้องใช้เวลานานเท่าใดกัน”
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจว่า “อายุหนึ่งร้อยห้าสิบปีก็จะบรรลุเป็นขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว ไม่ใช่เล่นจริงๆ ข้ารู้จักเทพกระบี่ผู้หนึ่งที่บุกตะลุยมาทั่วทวีป อายุสองร้อยปีเพิ่งจะบรรลุขั้นจักรวาลเท่านั้น เวลานี้เขาอายุสี่ร้อยปีแล้ว แต่ยังคงไปไม่ถึงขั้นถ้ำสวรรค์เลย จำต้องพูดว่าอัจฉริยะแห่งจวนศักดิ์สิทธิ์มีมากมายนัก และแต่ละคนก็เก่งกาจทั้งสิ้น”
มู่หลิงลั่วเบะปากถามว่า “แล้วท่านเล่า ท่านอายุเท่าใดจึงได้บรรลุขั้นถ้ำสวรรค์”
ตอนที่ 152 คุณสมบัติแห่งวิถีกระบี่ เข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์