เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 152 คุณสมบัติแห่งวิถีกระบี่ เข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 152 คุณสมบัติแห่งวิถีกระบี่ เข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 152 คุณสมบัติแห่งวิถีกระบี่ เข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อถูกมู่หลิงลั่วซักไซ้ เจียงฉางเซิงคิดแล้วบอกว่า “ข้าลืมไปแล้ว” เขาไม่แน่ใจจริงๆ เพราะสิ่งที่เขาฝึกนั้นคือวิถีแห่งเซียน ชั้นที่หกก็เทียบได้กับขั้นจักรวาลแล้ว ส่วนชั้นที่เจ็ดก็เทียบได้กับขั้นถ้ำสวรรค์ชั้นสาม ระดับชั้นต่างกันเกินไปจึงไม่อาจนับได้ชัดเจน
มู่หลิงลั่วไม่ยอมปล่อย กล่าวว่า “อย่างไรก็ต้องมีระยะเวลาคร่าวๆ กระมังเจ้าคะ” แม้จะรู้จักกันมานานเพียงนี้ แต่ในใจนาง เจียงฉางเซิงก็ยังคงลึกลับนัก นางจึงใคร่รู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงใคร่ครวญและบอกว่า “ราวหนึ่งร้อยปีกระมัง” ความจริงแล้วตอนเขาอายุหกสิบเก้าก็เทียบได้กับขั้นถ้ำสวรรค์ระดับสามแล้ว แต่เขาก็จะเก็บงำบางส่วนไว้ไม่ว่ากับผู้ใด แม้จะเป็นมู่หลิงลั่วก็ตามที หากว่าแม่หนูนี่บังเอิญหลุดปากพูดไปเล่า
มู่หลิงลั่วเบิกดวงตางามของนางจนโต พร้อมสีหน้าประหลาดใจ “พี่ฉางเซิงท่านก็เก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง เหนือชั้นกว่าผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้ถึงห้าสิบปีเต็มๆ!”
“อย่าได้พูดออกไปทีเดียว สงบเสงี่ยมเข้าไว้”
“อืมๆ ต่อให้ข้าพูดออกไปก็ไม่มีคนเชื่อหรอก”
“ก็อย่าพูดไปอยู่ดี” “เจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงเปลี่ยนเรื่องคุย บอกให้นางเล่าถึงเหล่าผู้มีพรสวรรค์ในจวนศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งบุคคลที่เป็นตำนานในทวีปเทพโบราณด้วย แม้มู่หลิงลั่วมักปิดตัวเองแต่นางก็คอยสังเกตเรื่องในจวนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน นางยังเอ่ยถึงหลินเฮ้าเทียนด้วย ก่อนหน้านี้ไม่นานมีเรื่องใหญ่ของเจ้าหนุ่มนี่ ได้ยินว่าเขาฝึกวิชายุทธ์ของจวนศักดิ์สิทธิ์วิชาหนึ่งที่ไม่มีใครฝึกได้มาห้าร้อยปีแล้วได้สำเร็จ ผู้อาวุโสสูงสุดผู้หนึ่งจึงเรียกตัวเข้าพบ แม้ว่าหลินเฮ้าเทียนจะใจร้อนวูวามแต่ก็มีคุณสมบัติที่หาตัวจับได้ยากจริงๆ เพียงแต่ตามความเห็นของเจียงฉางเซิงแล้ว ระยะนี้หลินเฮ้าเทียนราบรื่นไปเสียหมด ต่อไปจะต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์ใหญ่ ด้วยนิสัยเช่นนี้ของเขาย่อมยากจะอยู่อย่างสงบได้เป็นเวลานาน
จันทร์รอนตะวันขึ้น วันเวลาแห่งการฝึกฝนที่จืดชืดผ่านไปวันแล้ววันเล่า หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ณ ห้องทรงพระอักษร วังหลวง จางเฉิงกังที่มาจากเกาะลอยฟ้ายืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะอย่างนอบน้อม วางตัวต่ำต้อยนักเมื่ออยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ซุนเทียน
ฮ่องเต้ซุนเทียนสบายอุราอยู่ในใจ ตอนที่เกาะลอยฟ้าส่งคนมาวางท่าโอหังนัก เวลานี้เจ้าเกาะน้อยมาด้วยตนเอง ประสงค์เพียงจะได้ผูกมิตร เมื่อเทียบอดีตกับปัจจุบันแล้ว จะไม่ให้เขาสบายอุราได้อย่างไร แต่ถึงกระนั้นฮ่องเต้ซุนเทียนก็ไม่ได้ลำพองตัว เขารู้วาการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มาจากความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์มิใช่ความแข็งแกร่งของต้าจิ่ง
ฮ่องเต้ซุนเทียนแสร้งพูดอย่างลำบากใจว่า “ท่านมรรคาจารย์เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ไท่จง เราหาได้มีสิทธิ์ไปรบกวนท่าน พูดออกไปก็เกรงจะเป็นเรื่องขบขันของเกาะลอยฟ้า ปกติแล้วเราเข้าพบท่านมรรคาจารย์ได้ยากนัก ล้วนเป็นท่านมรรคาจารย์ที่เรียกเราไปพบเพื่อช่วยวางกลยุทธ์ให้เรา” จางเฉิงกังได้ฟังก็เข้าใจความหมายในพริบตา
เขารีบยิ้มขัดเขินกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นดังนี้กระหม่อมย่อมไมอาจขืนบังคับ ทว่าเกาะลอยฟ้ายินดีผูกมิตรกับต้าจิ่ง ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงต้องการสิ่งใด กระหม่อมจะดูว่าสามารถช่วยได้หรือไม่ กระหม่อมเดินทางมาหลายแสนลี้โดยมิได้คิดว่าห่างไกล น่าจะทำบางสิ่งให้ได้พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เราก็มีเรื่องให้ช่วยจริงดังว่า เราต้องการเรือที่ประณีต แข็งแรงและเดินทางได้รวดเร็วเป็นจำนวนมาก ไม่รู้ว่าเกาะลอยฟ้าจะมีหรือไม่”
“ย่อมต้องมีพ่ะย่ะค่ะ ไว้กระหม่อมกลับไปจะส่งคนนำเรือเดินทะเลหนึ่งร้อยลำมาส่ง เพียงพอหรือไม่พะยะค่ะ”
“ดี ช่วยขอบคุณในเจตนาอันดีของท่านเจ้าเกาะจางแทนเราให้มากๆ ด้วย ต้าจิ่งและเกาะลอยฟ้าจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันในภายหน้า”
“สาธุๆๆ ฝ่าบาททรงเกรงพระทัยแล้ว นอกจากนี้ฝ่าบาทยังทรงต้องการของใดอื่นอีกหรือไม่พ่ะยะค่ะ” ฮ่องเต้ซุนเทียนได้ฟังก็ไม่เกรงใจจึงพูดต่อไป จางเฉิงกังตอบรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่กลับแอบด่าอยู่ในใจ เจ้าเด็กเวรนี่ดูไปแล้วอายุยังน้อย เหตุใดจึงได้โลภมากเช่นนี้!
ปีซุนเทียนที่เจ็ด ขบวนเรือลำแรกที่ออกทะเลไปกลับมาแล้ว ฮ่องเต้ประกาศไปทั่วใต้หล้าให้มีการเฉลิมฉลองก้าวแรกของต้าจิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และประกาศว่าภายในเวลาสามปีจะเข้ายึดครองอาณาเขตในทะเลทางตอนใต้ของรัฐอวี๋ รัฐสิบเก้ารัฐต่างปีติยินดี ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มเดินทางลงใต้ วางแผนว่าภายหน้าจะออกทะเลไปจับสัตว์ทะเล ต้นเดือนสี่ ขบวนเรือของหอการค้าฉีหยวนเริ่มออกเดินทางไปทะเลสวรรค์ จางอิงยืนอยู่บนกราบเรือและมีชายสูงวัยผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขาก็คือจงเทียนอูแม่ทัพผู้เฒ่าแห่งต้าจิ่งนั่นเอง
จงเทียนอูนำศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นกลุ่มหนึ่งมาเตรียมมุ่งหน้าไปท่องทะเลสวรรค์ หนึ่งเพื่อให้ได้เข้าใจวิถียุทธ์ของทะเลสวรรค์ สอง เพื่อดูว่าจะสามารถหยั่งรากฐานในทะเลสวรรค์ได้หรือไม่ เดิมทีจงเทียนอูก็เป็นคนในยุทธภพทั้งมีพลังในขั้นเทวชน เขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะรับปากเมื่อฮ่องเต้มอบภารกิจให้ และตัวเขาเองก็อยากจะได้พบเห็นดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าเดิมในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่
จางอิงกำลังอธิบายเรื่องการกระจายอำนาจของฝ่ายต่างๆ ในทะเลสวรรค์ให้จงเทียนอูฟังโดยคร่าวๆ ทันใดนั้นจงเทียนอูถามขึ้นว่า “ผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดในทะเลสวรรค์”
จางอิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เยี่ยสวินตี๋ประมุขพันธมิตรยุทธ์แห่งทะเลสวรรค์แข็งแกร่งที่สุด เขาเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์เมื่อสองร้อยปีก่อน ปราบสำนักใหญ่ต่างๆ ในทะเลสวรรค์ รวมอาณาจักรยุทธ์เป็นหนึ่งด้วยพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด หากไม่ได้เยี่ยสวินตี๋ทะเลสวรรค์ในเวลานี้ก็ยังจะต้องอยู่ในสภาพที่วุ่นวายเหลือประมาณ สำนักต่างๆ ขัดแย้งกัน คนทั่วไปต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย และหอการค้าฉีหยวนของเราก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในสองร้อยปีนี้ด้วย”
เยี่ยสวินตี๋… จงเทียนอูจดจำชื่อนี้ไว้เงียบๆ ปรากฏหมอกหนามหาศาลขึ้นบนผิวหน้าทะเล เบื้องหน้าซึ่งนี้ก็คือหมอกทึบที่ชาวต้าจิ่งหวาดกลัว เมื่อใดที่เข้าไปภายในก็จะหลงทิศทาง จงเทียนอูมีแววแห่งการรอคอยเปี่ยมล้นในดวงตา หลังจากสนทนากับจางอิงแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกสนใจทะเลสวรรค์มากขึ้น
ภายในเรือนพัก เจียงฉางเซิงกำลังจดจ่ออยู่กับการฝึก จู่ๆ ก็มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าบรรทัดหนึ่ง
[ปีซุนเทียนที่เจ็ด เจียงอวี่ที่ถูกเจ้าประทับรอยประทับสังสารวัฏกลับมาเกิดแล้ว มาเกิดที่ดินแดนในทะเลสวรรค์] เขาลืมตาขึ้น ค่อนข้างลังเลใจ ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ประทานพรให้เจียงอวี่ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ปราชญ์แห่งสี่สมุทรต้องพบเจอเขาก็ทำใจไม่ได้ จึงยังคงมอบแต้มเซ่นไหว้ห้าแสนแต้มให้เจียงอวี่เพื่ออำนวยพรให้ชาตินี้เขาได้มีโชคดีไปชั่วชีวิต เมื่อต้าจิ่งรวบทวีปเป็นหนึ่งได้แล้วเป้าหมายต่อไปก็คือทะเลสวรรค์ ประจวบเหมาะกับที่คนเคยรู้จักทั้งสองอยู่ในทะเลสวรรค์ หากมีเวลาว่างก็ไปดูความเป็นอยู่ของพวกเขาสักหน่อยและจะได้เยี่ยมดูทะเลสวรรค์ไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นไปฉีก็ขยับเข้ามากล่าวว่า “นายท่าน ลองดูว่าวิชากระบี่นี้ของข้าเป็นเช่นใด” เจียงฉางเซิงพยักหน้าน้อยๆ เหตุที่ไปฉีไม่ไปหาเทพกระบี่เพราะเทพกระบี่สติวิปลาสไปแล้ว เขาพินิจกระบี่บนหลังคามาหนึ่งเดือนแล้วและไม่ขยับตัวแม้สักน้อย หากไม่สัมผัสถึงลมหายใจของเขาไปฉีก็ยังนึกว่าเขาตายไปแล้วเสียอีก
เจียงฉางเซิงมองออกว่าเวลานี้เขากำลังอยู่ในภาวะของการตระหนักรู้อย่างหนึ่งจึงไม่ได้ไปรบกวนเขา ต้องพูดทีเดียวว่าคุณสมบัติของเทพกระบี่นั้นแข็งแกร่งเกินเปรียบ โดยเฉพาะในด้านการตระหนักรู หากว่าเขาสามารถบำเพ็ญเซียนได้จะต้องเป็นเซียนกระบี่ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเป็นแน่ แต่น่าเสียดายที่นี่เป็นโลกแห่งยุทธ์เขาจึงบำเพ็ญเซียนไม่ได้ แม้ว่าเขาติดตามเจียงฉางเซิงมาเนิ่นนานเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วเจียงฉางเซิงไม่ได้สอนอะไรเขามากมายนัก มีแต่จงใจพูดคำพูดลึกลับซับซ้อนไปส่งเดช แต่เทพกระบี่กลับเกิดแรงบันดาลใจจากเรื่องเหล่านั้นขึ้นมาเสียได้ ทำเอาเจียงฉางเซิงหมดคำพูดนัก
ไปฉีเริ่มแสดงวิชากระบี่ของตน มันคาบกระบี่เล่มหนึ่งไว้ในปากแล้วสะบัดหัวกระหวัดกระบี่อย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่สลับซ้อนกันและพันม้วนอยู่รอบกาย ถึงกับกลายเป็นครอบปราณกระบี่ขึ้นมา ลมกระโชกรุนแรงทำเอาหวงเทียนและเฮยเทียนที่กำลังหลับปุ๋ยตกใจตื่น
เจียงฉางเซิงสังเกตดูอย่างละเอียดพบว่าครอบปราณกระบี่นี้ไม่ธรรมดาเลย แม้จะเป็นคนในขั้นกายาทองคำเข้ามาใกล้ก็ยังสามารถขูดผิวไปชั้นหนึ่งได้ เขาประทับใจปนประหลาดใจ หรือว่าเจ้าปีศาจสุนัขป่าตัวนี้จะมีพรสวรรค์ด้านกระบี่จริงๆ เขาไม่อาจเข้าใจได้เลย รู้สึกว่าเหลือเชื่อนัก เพราะไปฉีเป็นสวะเรื่อยมาในสายตาของเขา แม้แต่ที่ได้เป็นเทวชนก็ยังต้องอาศัยเขาช่วยผลักดันให้
ไปฉีถามอย่างได้ใจว่า “นายท่าน เป็นอย่างไรบ้างขอรับ กระบวนท่านี้เป็นเช่นใด รุกได้ป้องกันได้ บ่าวจะให้ชื่อมันว่าวัฏสวรรค์ปราณกระบี่ กระบวนท่านี้สามารถกระจายออกไปได้ทันทีและกวาดทำลายศัตรูโดยรอบได้ ทว่าบ่าวจะไม่ใช้ในลานแห่งนี้ขอรับ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าชมเชยว่า “ไม่เลว ร้ายกาจมาก” ได้ยินคำชมของเจียงฉางเซิง ไปฉีก็คลายกระบวนท่าทันที มันเบิกบานใจเป็นดอกไม้บานเพราะการได้รับคำชมจากเจียงฉางเซิงนับเป็นเรื่องยากยิ่ง น่าเสียดายที่ไอ้เจ้าเจียงเจี่ยนไม่อยู่ มิเช่นนั้นต้องทำให้เขาตกใจแน่!
ไปฉีขยับเข้ามาตรงหน้าเจียงฉางเซิงพร้อมเริ่มประจบ บอกว่าเป็นเพราะท่านสั่งสอนมาดีอย่างนั้นอย่างนี้ เจียงฉางเซิงไม่ได้พูดต่อ แต่สายตาไปจรดอยู่ที่ตัวของเทพกระบี่ที่อยู่บนหลังคา เขาสัมผัสได้ถึงอานุภาพยิ่งใหญ่ที่ยากจะบรรยายได้ เจ้าหมอนี่…
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลง นัยน์ตาเผยแววแห่งการเฝ้าคอย เทพกระบี่กำลังจะบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว! ก่อนนี้เทพกระบี่ยังคงอยู่ในขั้นจักรวาล เวลานี้เขาผนึกกระบี่แห่งฟ้าดิน ซึ่งในสายตาเขานั้นนับว่าเข้าใกล้ขั้นถ้ำสวรรค์อย่างมาก เมื่อเทพกระบี่ไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์จริงๆ จะแข็งแกร่งมากมายเพียงใด เจียงฉางเซิงตั้งตารออย่างยิ่ง และนั่งรอให้เมื่อเทพกระบี่บรรลุขั้นแล้วจะมาท้าสู้กับตน!
หลายวันจากนั้น ทะเลเมฆเบื้องบนเมืองหลวงเริ่มหมุนวน กลายเป็นวังวนขนาดมหึมา ทำให้คนนับไม่ถ้วนต้องเงยหน้าขึ้นมอง เหล่าชาวยุทธ์ต่างสัมผัสได้ว่าโชคชะตาระหว่างฟ้าดินกำลังถาโถม
ฮ่องเต้ซุนเทียนเดินออกมาจากห้องทรงพระอักษรพลางขมวดคิ้วมองไปยังท้องฟ้า ในฐานะฮ่องเต้เขาจึงมีสัมผัสที่ไวต่อโชคชะตาเป็นที่สุด เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีคนกำลังทำให้โชคชะตาของต้าจิ่งหมุนเคลื่อน ทิศทางนั้น… เขามองไปยังอารามมังกรผงาด คนที่เขาคิดถึงเป็นคนแรกก็คือมรรคาจารย์แต่ก็ปฏิเสธไปอย่างรวดเร็ว เพราะบนตัวมรรคาจารย์ไม่มีโชคชะตาแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นลมปราณนี้ไม่มีทางเป็นมรรคาจารย์ไปได้ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคนผู้หนึ่งพร้อมกับมีความยินดีปรากฏขึ้นในดวงตา หรือจะเป็นเทพกระบี่
เขารอคอยเทพกระบี่เรื่อยมา ด้วยคิดว่าด้วยความสามารถของเทพกระบี่หากเอาแต่กวาดพื้นอยู่ในอารามมังกรผงาดก็ดูสิ้นเปลืองเกินไป แต่จนใจนักที่เทพกระบี่ไม่ยอมลงจากเขา ในเวลาเดียวกันมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกเซียนของอารามมังกรผงาด เป็นเทพกระบี่นั่นเอง เขานั่งขัดสมาธิสองขาไขว่กัน มีกระบี่งดงามเล่มหนึ่งวางนอนอยู่บนขาทั้งสองข้าง เขาหลับตา ผมขาวทั้งหัวปลิวไหวตามลม เขาเหินไปท่ามกลางวังวนของทะเลเมฆ โชคชะตาพลุ่งพล่านถาโถมเข้าสู่ภายในกายเขา ช่วยหล่อหลอมกายแกร่งให้เขา
เหนือมหาสมุทร เกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่เหนือสีครามเข้มที่ไร้ขอบเขต ในหุบเขาแห่งหนึ่งบนเกาะแห่งนั้น ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังเหลากิ่งไม้อยู่ข้างลำธารสายเล็ก กระบี่ไม้กองอยู่ข้างตัวเขาเต็มไปหมด ขนาดสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่เป็นแบบกระบี่เดียวกัน ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงผลุนผลันเงยหน้าขึ้นและมองไปไกลๆ สีหน้าเขาเย็นเฉียบ หว่างคิ้วมีลวดลายกระบี่ประทับอยู่ ผมยาวสีดำสลับขาว
“เป็นจิตกระบี่ที่แรงกล้ามาก… นี่กำลังจะเข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์หรือ” ชายชุดดำพึมพำกับตนเองพลางขมวดคิ้ว มีร่างคนปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศที่ริมสองฝั่งลำธารสายเล็กร่างแล้วร่างเล่า ต่างคุกเข่าครึ่งหนึ่งและหันหน้าเข้าหาเขา พวกเขาทุกคนสวมเสื้อผ้าสีม่วงที่มีลวดลายกระบี่ คนหัวหน้าเป็นผู้เฒ่าผู้หนึ่ง เขาแบกกระบี่สองเล่มไว้บนหลัง เป็นกระบี่กว้างหนึ่งและบางหนึ่ง
“เจ้ากระบี่ ใต้หล้าถือกำเนิดมือกระบี่ที่จิตกระบี่เข้าสู่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อีกผู้หนึ่งแล้ว จะให้พวกข้าไปเชิญมาหรือไม่” ผู้เฒ่ากระบี่คู่ถามเสียงเข้มด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบ
สายตาของชายชุดดำที่ถูกเรียกขานว่าเจ้ากระบี่มองไปแสนไกลและกล่าวว่า “ไปเถิด วิถีกระบี่ถดถอย แต่กลับบังเกิดมือกระบี่ยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาผู้หนึ่งได้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก จะต้องเชิญเข้ามาให้ได้” ผู้เฒ่ากระบี่คู่หายวับไป มือกระบี่คนอื่นๆ ก็หายวับไปกับที่ตามไปเช่นกัน เจ้ากระบี่เก็บสายตากลับมา เหลากระบี่ต่อไปพลางพูดกับตนเองว่า “ทิศทางนั้น… เป็นตงไห่ หรือว่าทวีปชีพจรมังกรกัน…”
อีกฟากหนึ่ง เทพกระบี่ยืนตระหง่านอยู่บนท้องฟ้า อานุภาพของเขาไปถึงจุดสูงสุด ทันใดนั้นโชคชะตาของเขาก็กระจายตัวออกและกวาดทะเลเมฆไปในแนวนอน จากนั้นก็ปรากฏเงากระบี่นับไม่ถ้วนลอยสูงอยู่กลางอากาศ ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าของต้าจิ่ง ทุกคนในเมืองเห็นแล้วต่างต้องเบิกตาโต