เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 155 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์กับตำนานที่เป็นเรื่องจริง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 155 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์กับตำนานที่เป็นเรื่องจริง
ตอนที่ 155 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์กับตำนานที่เป็นเรื่องจริง
“เรื่องรับศิษย์คงต้องขอผ่าน ข้าใช้ชีวิตสุขสบายจนชินแล้ว แค่เลี้ยงหมาป่า งูกับแมวก็ยุ่งยากมากพอแล้ว” เจียงฉางเซิงส่ายหน้า ในใจเขาเกิดคลื่นสั่นกระเพื่อมเบา วัดพญามังกรกับตระกูลขุนนางประคองจันทร์ต่างมีอัจฉริยะแห่งยุคที่สร้างชื่อสะท้านใต้หล้าแล้ว อารามมังกรผงาดของเขาจะไม่มีได้อย่างไรกัน ไม่ได้ ต้องหามาบ้างสักคนแล้ว!
ไปฉีถามอย่างสงสัย “ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณกลับชาติมาเกิด มหัศจรรย์ปานนั้นเชียว จริงหรือโกหก” ในความคิดของมันเรื่องอย่างการกลับชาติมาเกิดเป็นเรื่องไร้สาระ หากเป็นเช่นนั้นจริง ในโลกใบนี้จึงมีวิญญาณร้ายเพ่นพ่านมากมายปานนั้นกันเล่า
อวี้เหยียนอี้หันไปมองมันแล้วพยักหน้า “เป็นเรื่องจริง ยามนางถือกำเนิด มีวิหคสีเขียวบินวนเหนือท้องฟ้าตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ตอนเพิ่งถือกำเนิด นางก็มีลมปราณอันแข็งแกร่งแล้ว ทั้งนางยังฝึกวิชายุทธ์โบราณสารพัดวิชาจากในความฝันได้อีก วิชายุทธ์บางวิชาแข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดเคล็ดวิชาของตระกูลขุนนางประคองจันทร์” เจียงฉางเซิงได้ยินเช่นนี้ก็ทำหน้าพิลึก นี่มัน… เหตุไฉนฟังแล้วเหมือนมู่หลิงลั่ว คงไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นใช้วิชาเข้าฝันได้เหมือนกันกระมัง ไม่มีทาง นั่นเป็นวิชาอาคมเชียวนะ หรือจะบอกว่า นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณที่กลับชาติมาเกิดใหม่จริงๆ
‘ข้าอยากรู้ว่าคนที่อวี้เหยียนอี้พูดถึงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณกลับชาติมาเกิดใหม่จริงหรือไม่’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 300 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่] โชคดีที่เจ้าเด็กคนนี้ยังอายุน้อย แต้มเซ่นไหว้สามร้อยแต้มยังจ่ายไหวอยู่! ดำเนินการต่อ! [ใช่] ผลลัพธ์นี้ทำให้เจียงฉางเซิงหรี่ตาลง ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณรักษาดวงจิตส่วนหนึ่งไว้หลังจากกลับชาติมาเกิดได้จริงหรือนี่ ดูท่าพอมรรคายุทธ์แข็งแกร่งถึงระดับหนึ่งก็จะมีความสามารถมองเห็นสังสารวัฏเหมือนกันสินะ เจียงฉางเซิงลอบคิดอยู่เงียบๆ แล้วเขาก็นึกสนใจขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ‘ชาติที่แข็งแกร่งที่สุดของคนที่อวี้เหยียนอี้พูดถึง แข็งแกร่งมากเพียงใด’
[ไม่อาจพยากรณ์ได้ ตอนนี้ระบบยังไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับสังสารวัฏของโลกแห่งวรยุทธ์ใบนี้] น่าเสียดาย เจ้าระบบนี่จะบอกว่าแกร่งก็แกร่งมาก แต่ก็ใช่ว่ามันจะสารพัดประโยชน์ ตัวมันเองก็ต้องการเวลาในการเติบโตเช่นกัน ก็ถูก หากระบบรอดชีวิตแข็งแกร่งจนหาจุดอ่อนไม่พบจริงๆ ไฉนมันจะปล่อยให้เขาฉวยช่องว่างเอามาใช้ประโยชน์เช่นนี้กันเล่า
อวี้เหยียนอี้ยังพร่ำพูดสิ่งที่ไม่ธรรมดาของอัจฉริยะคนนั้นอย่างไม่ขาดสาย เจียงฉางเซิงจดจำนามของคนผู้นี้เอาไว้เงียบๆ อวี้ชิงยวน ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น อวี้เหยียนอี้ก็จากไป เจียงฉางเซิงฝึกวิชาต่อ เขาปล่อยแผนการค้นหาผู้มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดให้อารามมังกรลงก่อนชั่วคราว รอเขาเลื่อนขั้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถึงเวลานั้นเขาแค่ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ค้นหาผู้มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน แล้วพาคนมาที่อารามมังกรผงาด เลี้ยงดูให้เป็นหน้าเป็นตาของอารามมังกรผงาดก็ได้แล้ว จะโจวเจวี่ยซื่อ อวี้ชิงยวนอะไร ช้าเร็วต้องถูกเขาเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า! เจียงฉางเซิงคิดถึงภาพอันเยี่ยมยอดนั้นแล้วผลิรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า
ไปฉีเริ่มสั่งสอนหวงเทียนกับเฮยเทียนแล้ว นางเฝ้าจับตาและคอยกระตุ้นให้พวกมันหมั่นฝึกวิชาเพื่อจะได้เติบโตในเร็ววัน
ปีซุนเทียนที่เก้า ใต้หล้าประหนึ่งเกลียวคลื่นคลั่ง รัฐที่อยู่ติดชายฝั่งแต่ละรัฐได้รับเงินสนับสนุนจากราชสำนัก ให้ส่งทหารจำนวนมากมาฝึกเป็นทหารของกองเรือ นอกจากนั้นฮ่องเต้ยังประกาศรับสมัครขั้นเทวชนทั่วหล้า ไม่เพียงมอบโอกาสได้รับตำแหน่งขุนนางมียศศักดิ์ แต่ยังจะได้สิทธิเข้าไปรับยอดเคล็ดวิชาจากหอเจินอูอีกด้วย ผู้ที่สร้างความดีความชอบอาจถึงขั้นได้รับมอบสมบัติล้ำค่าอันหาได้ยากยิ่งในโลกจากคลังของแคว้น ช่วยให้ระดับขั้นพลังยุทธ์ของตนเองเลื่อนสูงขึ้นอีกหนึ่งขั้น ต้าจิ่งในตอนนี้มีขั้นเทวชนเท่าไร ไม่มีผู้ใดนับได้หมด เพราะแผ่นดินกว้างใหญ่เกินไป มิหนำซ้ำยังมีผู้ฝึกยุทธ์ที่มาจากโพ้นทะเลอีก
แม้เป็นขั้นเทวชนก็ยากจะปฏิเสธราชสำนัก ต้าจิ่งเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา สมบัติล้ำค่าอันหาได้ยากยิ่งในโลกทั้งหลายล้วนถูกราชสำนักเก็บเอาไว้ ฮ่องเต้ถึงกับมีสวนสมุนไพรอันล้ำค่าที่ปลูกวัตถุดิบปรุงยาอันล้ำเลิศจำนวนไม่น้อยไว้ให้คนเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะ ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่มีพรสวรรค์จำกัด พวกเขาจำต้องพึ่งตัวช่วยภายนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภายในเวลาสั้นๆ เพียงสามเดือนจึงมีขั้นเทวชนถึงสี่สิบคนเข้ารับตำแหน่งขุนนาง พวกเขาได้รับบัญชาให้เดินทางไปยังท่าเรือทางใต้ เพื่อรับคำสั่งจากซ่งหลีผู้บัญชาการกองทัพทางทะเล ซ่งหลีทราบเรื่องนี้ก็ดีใจอย่างยิ่ง หัวใจของเขาเริ่มพองโต ทว่าเรื่องดีงามคงอยู่ไม่นานนัก การมาเยือนของแม่ทัพใหญ่สองคนทำให้เขาต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำอะไรระมัดระวังต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
แม่ทัพใหญ่สองคนที่ว่าก็คือเจียงเจี่ยนกับผิงอัน ซ่งหลียอมหวาดกลัวสองคนนี้ ผลการศึกอันเยี่ยมหาญที่สุดของพวกเขาก็คือครั้งที่ทั้งสองคนร่วมมือกันถล่มอาณาจักรหงเสวียน พวกเขาคือแม่ทัพเทพที่ผู้คนทั่วทั้งต้าจิ่งยอมรับ มีผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญนับหมื่น ซ่งหลีเพิ่งรู้ซึ้งคำว่าใจจักรพรรดิลึกล้ำดุจทะเลในตอนนี้เอง หลังจากนี้ต้องระวังฮ่องเต้ซุนเทียนไว้บ้าง จะประมาทมิได้ แม้พวกเจียงเจี่ยนสองคนจะมาช่วยสนับสนุนซ่งหลี แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเขาต่างหากที่มีตำแหน่งสูงสุดในท่าเรือ
เวลาเคลื่อนคล้อยมาถึงเดือนแปด เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขากำลังจะเลื่อนขั้นแล้ว เขาลังเลว่าจะออกจากเมืองหลวงไปเลื่อนขั้นข้างนอกดีหรือไม่ เพราะเขากลัวว่าพลังอำนาจของสวรรค์จะน่ากลัวเกินไปจนส่งผลกระทบกับเมือง ทว่าหลังจากเขาครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอยู่ที่เมืองหลวง ประการแรกดินแดนโพ้นทะเลอันตรายเกินไป มีแต่ภูตผีเท่านั้นที่รู้ว่าจะมียอดฝีมือฝีมือน่าหวาดกลัวโผล่มาหรือไม่ ประการที่สองเรื่องนี้จะช่วยข่มขวัญผู้ฝึกยุทธ์จากกองกำลังฝ่ายต่างๆ ให้พวกเขาทำตัวสงบเสงี่ยมเวลาอยู่ในต้าจิ่ง เขาสูดลมหายใจลึกหนึ่งเฮือกแล้วตัดสินใจเริ่มเลื่อนขั้น! เขาลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ปลุกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง เขาสำรวจแต้มเซ่นไหว้เล็กน้อย
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 21,920,971] แต้มเซ่นไหว้สี่สิบล้านแต้ม น่าจะพอเหลือเฟือแล้วกระมัง!
เจียงฉางเซิงสบายใจ เทพกระบี่หันไปมองเขา แล้วพินิจใคร่ครวญ การเคลื่อนไหวชุดนี้ของเขาอย่างถี่ถ้วน ดูเหมือนเรียบง่ายอาจถึงขั้นชวนน่าขัน แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าซ่อนความลี้ลับเอาไว้อย่างไร้เหตุผล มรรคาจารย์ย่อมไม่ลุกขึ้นมาทำเรื่องไร้ความหมายอย่างไร้สาเหตุกระมัง การเคลื่อนไหวชุดนี้ เขาเคยเห็นหลายครั้งแล้ว บ่งบอกว่ามรรคาจารย์ให้ความสำคัญกับมันมาก เจียงฉางเซิงย่อมไม่รู้ว่าเทพกระบี่กำลังคิดอะไรอยู่ ความจริงเขาไม่จำเป็นจะต้องยืดเหยียดกล้ามเนื้อสักนิด แต่เขาเพียงทำให้มันกลายเป็นความเคยชิน เขาพยายามรักษาความเคยชินบางอย่างจากชาติก่อนมาตลอด นั่นเป็นเพราะเขากลัวว่าเมื่อกาลเวลายาวนานล่วงผ่าน เขาจะลืมความเป็นมาของตนเอง ความทรงจำของชาติก่อนที่ถูกเก็บรักษาไว้ทำให้จิตใจในชาตินี้ของเขาไม่อาจกลืนเข้ากับโลกใบนี้ได้ พอมีลูกแล้วมันถึงดีขึ้นมาหน่อย
ดวงตะวันลาลับ ดวงจันทราแย้มโฉม ดวงดาราส่องแสงระยิบระยับ เจียงฉางเซิงเข้าฝันมู่หลิงลั่ว ทั้งสองสนทนากันมากมาย มู่หลิงลั่วพบว่าเขาพูดมากอย่างที่หาได้น้อยครั้ง จึงรู้สึกตื้อๆ ว่ามีอะไรผิดปกติสักอย่าง แต่นางรู้ว่าตนเองช่วยเหลือเขาไม่ได้จึงทำได้เพียงนั่งฟังอย่างว่าง่ายเท่านั้น หลังจากหนึ่งราตรีผ่านพ้น ดวงตะวันก็โผล่มาจากทางทิศตะวันออก เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน ไปฉีที่นอนหมอบพิงขาของเขาอยู่สะดุ้งตื่น ยังไม่ทันที่ไปฉีจะตื่นได้สติดี เขาก็ทะยานร่างกายลับไปท่ามกลางหมอกวงกตที่อยู่ด้านบน บนหลังคา เทพกระบี่ที่กำลังใคร่ครวญศาสตร์กระบี่อยู่ลืมตาขึ้น เขามองเจียงฉางเซิงอย่างประหลาดใจ เพราะไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำสิ่งใด
เจียงฉางเซิงเหาะขึ้นไปสูงยิ่งนัก เขาพยายามอยู่ห่างจากเมืองหลวงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเมืองหลวง ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์สองคนกำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่โต๊ะ บนโต๊ะมีกระบี่วางอยู่สองเล่ม
มือกระบี่อาภรณ์สีเหลืองคนหนึ่งในนั้นเอ่ยปากว่า “มาถึงนานเพียงนี้แล้ว วันนี้ก็ขึ้นเขากันเถิด อย่างไรก็ควรขึ้นเขาไปดูสักหน มิเช่นนั้นพวกเราก็มาเสียเที่ยวกันพอดี”
อีกคนหนึ่งยิ้มเจื่อนๆ “พวกเรารู้แล้วว่ามือกระบี่ที่เหยียบย่างถึงจิตกระบี่อัครยุทธ์คนนั้นคือเทพกระบี่ คิดจะพาตัวเทพกระบี่ไปย่อมต้องโน้มน้าวมรรคาจารย์ แต่จะโน้มน้าวอย่างไรเล่า มรรคาจารย์ผู้นี้เข่นฆ่ายอดฝีมือไปแล้วตั้งกี่คน เขาไม่สนใจฐานะของผู้อื่นสักนิด เหิมเกริมไม่เกรงกลัวผู้ใด” ได้ยินดังนี้ มือกระบี่อาภรณ์สีเหลืองก็เงียบงัน สำหรับต้าจิ่ง มรรคาจารย์เป็นเทพ ผู้พิทักษ์ แต่สำหรับผู้มาเยือนจากข้างนอก เขาคือตัวตนที่น่าหวาดกลัวที่สุดบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกยุทธ์ที่มีเจตนาอื่นอยู่ในใจอย่างพวกเขาล้วนหวาดกลัวมรรคาจารย์อย่างที่สุด แต่พวกเขาถูกส่งมาแล้ว หากกลับไปเช่นนี้คงถูกตำหนิอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมา
ก่อนมาเยือน พวกเขาไม่เห็นทวีปชีพจรมังกรอยู่ในสายตาสักนิด แต่หลังจากมาถึงพวกเขากลับต้องตกตะลึง ดินแดนด้อยอารยธรรมเช่นนี้กลับซ่อนผู้แข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้เอาไว้! หากเจ้ากระบี่ไม่มาเยือนด้วยตนเอง คงไม่มีทางพาตัวเทพกระบี่ไปได้แน่
บุรุษอาภรณ์สีเหลืองเอ่ยว่า “คงได้แต่ใช้สติปัญญาจัดการแล้ว เอาศาสตร์กระบี่อันแข็งแกร่งมาล่อลวงเทพกระบี่ ตัวเขาเป็นมือกระบี่น่าจะหวั่นไหว” อีกคนถอนหายใจอีกครั้ง เขากำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นเองเสียงอึกทึกก็ดังมาจากชั้นล่าง “มรรคาจารย์จะผ่านด่านเคราะห์แล้ว! มรรคาจารย์เริ่มผ่านด่านเคราะห์แล้ว!” เสียงเด็กชายคนหนึ่งดังมาจากบนถนน น้ำเสียงตื่นเต้นที่ดังกรีดผ่านยามอรุณรุ่งช่างแสบแก้วหูอย่างยิ่ง ทั้งสองคนสบตากันแล้วพลิกตัวกระโดดออกไปจากหน้าต่างทันที พวกเขามายืนบนหลังคาของโรงเตี๊ยม ไม่ได้มีแต่พวกเขาเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็ทยอยกันกระโดดขึ้นมายืนบนหลังคา ยามกวาดสายตามอง บ้านเรือนทุกหนทุกแห่งล้วนมีคนยืนอยู่บนหลังคาทั้งสิ้น ภาพนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการไม่น้อยเลยทีเดียว
ครืนนน! เสียงอสนีบาตครางทุ้มต่ำ ท้องฟ้าของเมืองหลวงที่เดิมทีใกล้จะสว่างเริ่มตกอยู่ในความมืดสลัวอีกครั้ง ฮ่องเต้ซุนเทียนที่กำลังตระกองกอดพระมเหสีหลับใหลอยู่ในตำหนักบรรทมรีบลุกขึ้นมาสวมอาภรณ์แล้วเดินออกมาจากตำหนักบรรทม เขาจัดอาภรณ์ไปพลางก็เงยหน้ามองไปด้วย ท้องนภาทั่วทั้งเมืองหลวงมีเมฆสีดำทะมืนถาโถมเข้ามาปกคลุม เมฆสีดำทะมืนที่ลอยสูงอยู่เหล่านั้น ทำให้คนทั้งเมืองรู้สึกถึงความเล็กกระจ้อยร่อยของตนเอง พวกเขามองไม่เห็นมรรคาจารย์ มองเห็นแต่อสนีบาตเส้นเล็กสายแล้วสายเล่าที่แลบแปลบปลาบอยู่ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับขั้นสูงมองออกว่าพวกมันมิใช่อสนีบาตสายเล็ก แต่เพราะพวกมันอยู่ห่างจากพื้นดินไกลเกินไปต่างหาก
ขั้นเทวชนที่ใจกล้าจำนวนหนึ่งเหาะขึ้นไปดูด้วยอยากจะไปชมดูเรื่องสนุก เปรี้ยงงงง! แต่แล้วอสนีบาตขนาดมหึมาสายหนึ่งก็ฟาดลงมา มันใหญ่กว่าอสนีบาตก่อนหน้านี้นับร้อยเท่า แสงอสนีบาตฉายวาบบนใบหน้าของทุกคน ทำเอาคนนับไม่ถ้วนตัวสั่นเทิ้ม
ภายในเรือน เทพกระบี่หน้าถอดสี พึมพำว่า “เขาก็จะเลื่อนขั้นเหมือนกันหรือ” ตัวเขาเพิ่งจะเลื่อนขั้นมาได้ไม่นานเท่าไร มรรคาจารย์ก็จะเลื่อนขั้นอีกแล้ว…
ไปฉีเดินมาข้างกายเขาแล้วพึมพำบอกว่า “เจ้าสังเกตเห็นแล้วสินะ การเลื่อนขั้นของมรรคาจารย์ไม่เหมือนกับของพวกเรา ยามพวกเราเลื่อนขั้นล้วนไม่มีด่านเคราะห์อสนีบาต แล้วอีกอย่างพลังโชคชะตาในฟ้าดินก็ไม่ไหลไปหามรรคาจารย์ด้วย”
เทพกระบี่สีหน้าซับซ้อนเอ่ยว่า “นี่หมายความว่ามรรคาจารย์ไม่ได้พึ่งพลังแห่งโชคชะตา พรสวรรค์ของเขาน่ากลัวอย่างยิ่ง จนทำให้ตราบจนบัดนี้เขายังไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังภายนอกเลย เพราะพรสวรรค์เช่นนี้ สวรรค์จึงมิอาจยอมรับ ดังนั้นจึงส่งด่านเคราะห์อสนีบาตลงมา” ไปฉีรู้สึกว่าเขาพูดมีเหตุผล ตัวมันก็ลอบภาวนาอยู่ในใจขอให้มรรคาจารย์เลื่อนขั้นได้สำเร็จ มันตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามเจียงฉางเซิงไปชั่วชีวิต มันไม่ปรารถนาจะให้เขาล้มลงท่ามกลางด่านเคราะห์อสนีบาต สมองบอกมันว่า มรรคาจารย์ต้องทำสำเร็จแน่ ยอดฝีมือระดับนี้หากจะตายย่อมตายในศึกใหญ่ที่ทำให้โลกตะลึงสักศึก ไฉนเลยจะมาตกตายใต้อำนาจของสวรรค์
สูงขึ้นไปบนฟ้า เจียงฉางเซิงนั่งสมาธิอยู่ เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนสะบัดพริ้วพรับ เขาเงยหน้ามองเมฆอสนีบาตด้านบนแล้วกลืนน้ำลาย ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะ! เมฆอสนีบาตก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางพายุหมุนเท่าใดก็ยิ่งสีดำสนิท ส่วนลึกที่สุดมีอสนีบาตสีม่วงแลบแปลบปลาบ ดูแล้วน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง ด่านเคราะห์สวรรค์กำลังก่อตัวรวบรวมพลังอยู่! เมฆอสนีบาตจำนวนมหาศาลแผ่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ มันครอบคลุมทั่วทั้งรัฐชื่อแล้ว แต่มันยังแผ่ขยายไปยังรัฐต่างๆ รอบด้านต่อ อำนาจของสวรรค์เช่นนี้ทำให้ประชาชนกับผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายที่ตื่นมาแต่เช้าล้วนเป็นกังวล
ครืนนน! เสียงอสนีบาตคำรามดังขึ้นเรื่อยๆ อสนีบาตที่แลบแปลบปลาบอยู่ข้างบนอยู่ห่างจากกระหม่อมของเจียงฉางเซิงน้อยลงทุกที หนนี้เขาตั้งใจจะใช้ตนเองฝ่าผ่านด่านเคราะห์ก่อน เมื่อใดทนต่อไม่ไหวแล้วค่อยเปิดแต้มเซ่นไหว้ขึ้นมาใหม่ เพื่อซื้อเวลาให้ตนเองฟื้นตัว ทันใดนั้นอสนีบาตสายหนึ่งก็ผ่าเปรี้ยงลงมาบนร่างเขา แต่ถูกเกราะพลังวิญญาณของเขาต้านเอาไว้ได้ เขาหรี่ตามอง เกราะพลังวิญญาณเกิดรอยแตกเส้นหนึ่งแต่แล้วก็ฟื้นกลับคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
อสนีบาตสายแรกก็ทรงพลังถึงเพียงนี้แล้วหรือ หัวใจของเขาหนักอึ้ง ต่อจากนั้นอสนีบาตสายแล้วสายเล่าก็ฟาดลงมาบนร่างเขาราวกับคลุ้มคลั่ง เขาโคจรพลังอย่างรวดเร็ว ขวางอสนีบาตที่ฟาดระรัวลงมาเอาไว้ สายลมแรงโหมพัด เกิดเป็นเสียงดังหวีดหวิวทั่วฟ้าดิน ประชาชนในเมืองหลวงหวาดกลัวจนพากันเริ่มเก็บเสื้อผ้า ฮ่องเต้ซุนเทียนกระตุ้นลมปราณกั้นขวางสายลมสลาตันที่โบกพัด เขาหรี่ตาเพ่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ตัวเขาที่ได้รับถ่ายทอดกำลังภายในมาจากราชามนุษย์ มองเห็นเงาร่างของเจียงฉางเซิงได้ เขาลอบตกตะลึงอยู่ในใจ นี่มันด่านเคราะห์อสนีบาตของจริงนี่นา ที่แท้ตำนานก็ไม่ใช่เรื่องแต่งของราชวงศ์!