เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 157 ถ้ำสวรรค์สี่เป็นระดับขั้นที่สูงสุดหรือไม่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 157 ถ้ำสวรรค์สี่เป็นระดับขั้นที่สูงสุดหรือไม่
ตอนที่ 157 ถ้ำสวรรค์สี่เป็นระดับขั้นที่สูงสุดหรือไม่
เวลาผ่านไปสองวันเต็มๆ เจียงฉางเซิงจึงเพิ่งกลับมาในเรือนพัก เขาร่อนลงมาในห้องโดยตรง เทพกระบี่และไปฉีจึงไม่ได้สังเกตเห็น
เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนถูกระเบิดจนขาดวินและนับว่าใช้การไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ยังตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ คอยมาซ่อมดูในภายหลัง เขาเปลี่ยนมาสวมชุดนักพรตสีขาว จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิรับการถ่ายทอดจำลองสวรรค์พิภพอยู่บนตั่งนอน
ความทรงจำจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา จำลองสวรรค์พิภพเป็นอภินิหารแปลงกายชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายใหญ่โตขึ้นและสามารถสูงได้มากที่สุดถึงหมื่นจั้ง ยิ่งไปกว่านั้นแม้ร่างกายจะใหญ่โตขึ้นแต่ความคล่องตัวก็จะไม่ลดลง พละกำลังก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทว่าระหว่างที่ใช้จำลองสวรรค์พิภพจะต้องใช้พลังวิญญาณไปจำนวนมากและไม่รู้ว่าเขาจะตัวสูงได้ถึงหมื่นจั้งหรือไม่
หลังจากรับการถ่ายทอดอภินิหารเสร็จสิ้นแล้ว เจียงฉางเซิงไม่ได้ฝึกใช้ในทันทีแต่ไปใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ “ข้าอยากรู้ว่าในวิถีแห่งยุทธ์เวลานี้ข้าแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 50,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ห้าสิบล้านแต้มเซ่นไหว้ นี่นับว่าไม่ได้ด้อยกว่าทั้งเกาะจักรพรรดิยุทธ์เลย! โล่ง! ก่อนนี้เจียงฉางเซิงยังนึกว่าตนเองจะมีแต้มเซ่นไหว้เกินร้อยล้านเสียอีก ดูทีว่าจะเป็นแค่ความฝันเพ้อเจ้อเสียแล้ว เพราะแต้มเซ่นไหว้ร้อยเท่าของหนึ่งหมื่นแต้มกับหนึ่งร้อยเท่าของแต้มเซ่นไหว้หนึ่งล้านแต้มเป็นจำนวนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่นี่ก็นับว่าแข็งแกร่งมากพอแล้ว ก่อนบรรลุขั้นค่าตัวเขายังไม่ถึงสามล้านเลย เวลานี้กระโดดข้ามไปถึงห้าสิบล้านเรียกว่าลอกคราบเป็นคนละคนทีเดียว
เขาถามต่อไปว่าขั้นถ้ำสวรรค์แข็งแกร่งเพียงใด ถามไปตั้งแต่ถ้ำสวรรค์ระดับสี่ไปถึงถ้ำสวรรค์ระดับสิบ เมื่อถึงถ้ำสวรรค์ระดับสิบก็ไมอาจพยากรณ์ได้อีก ดูทีว่าจะไม่มีถ้ำสวรรค์ระดับสิบเป็นแน่ สูงสุดก็แค่ถ้ำสวรรค์ระดับเก้า ตั้งแต่ถ้ำสวรรค์ระดับสามขึ้นไป ทุกครั้งที่ขยับขึ้นไปหนึ่งระดับแต้มเซ่นไหวก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งล้านแต้ม ซึ่งในจำนวนนั้นถ้ำสวรรค์ระดับแปดกับถ้ำสวรรค์ระดับเก้าห่างกันมากที่สุด โดยห่างกันถึงสี่ล้านแต้มเซ่นไหว้ทีเดียว!
ถ้ำสวรรค์ระดับแปด หกล้านแต้มเซ่นไหว้! ถ้ำสวรรค์ระดับเก้า สิบล้านแต้มเซ่นไหว้!
และจนถึงตอนนี้ ระบบยังไม่สามารถตรวจวัดเจอผู้มีวรยุทธ์ที่ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้เกินกว่าสิบล้านแต้มเลย จึงทำให้ได้รู้ว่าเขาเป็นผู้ไร้เทียมทานในขอบเขตนี้แล้ว! เจียงฉางเซิงเปรมปรีดิ์อยู่ในใจ แต่เขาจะไม่ลำพองตัว ภายหน้าเมื่อมีคนถาม เขาก็จะแสร้งบอกว่าตนเองยังอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์จึงจะดูเหมาะสม และยังเอาไว้หลอกให้คนที่มาสู้กับเขา ทำให้พลอยได้รางวัลรอดชีวิตไปด้วย
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนเดินออกจากประตูห้อง ไปฉีหันหน้าไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงส่วนเทพกระบี่ก็กระโดดลงมาจากบนหลังคา ทุกคนต่างมองเจียงฉางเซิงด้วยสายตาเฝ้ารอ
“นายท่าน ท่านบรรลุขั้นแล้วจริงๆ หรือขอรับ หรือว่าแค่จงใจแสร้งทำเป็นผ่านด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น” ไปฉีถามอย่างสงสัย
เจียงฉางเซิงบอกอย่างอ่อนใจว่า “ก็ต้องบรรลุขั้นจริงๆ น่ะสิ แกล้งทำว่าผ่านด่านเคราะห์สวรรค์จะมีประโยชน์ใด” ก็เอาไว้แสดงบารมีอย่างไรเล่า… ไปฉีเกือบพูดความในใจออกไปแล้ว แต่พอคิดอีกทีเจียงฉางเซิงก็ไม่จำเป็นต้องแสดงบารมีแล้วจริงดังว่า เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในใต้หล้าที่สมกับฉายาแล้วจริงๆ
เทพกระบี่รีบถามว่า “ท่านบรรลุถ้ำสวรรค์ระดับสองหรือว่าสูงกว่านั้นขอรับ”
เจียงฉางเซิงบอกเสียงเข้มว่า “ก่อนนี้อาจเป็นถ้ำสวรรค์ระดับสาม เวลานี้ไปถึงถ้ำสวรรค์ระดับสี่ เรื่องนี้พวกเจ้าห้ามพูดออกไปเด็ดขาด หากว่าให้ศัตรูรู้พลังยุทธ์ของข้าได้ชัดเจนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะชักนำเอาศัตรูที่แข็งแกร่งกว่ามาก็เป็นได้ ใต้หล้านี้กว้างใหญ่นักผู้ใดจะรู้แน่ชัดว่ายังมีระดับขั้นที่สูงกว่าถ้ำสวรรค์ระดับสี่อีกหรือไม่”
ได้ยินเช่นนั้นเทพกระบี่ก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวเขาขึ้นมาอย่างยิ่ง ทั้งที่บรรลุถ้ำสวรรค์ระดับสี่แล้ว แต่ก็ยังระมัดระวังเช่นนี้ นี่ต่างหากจึงคือทัศนคติที่ผู้ฝึกยุทธ์พึงมี ไปฉีกลับเอาแต่คิดจนเหม่อว่าแค่ถ้ำสวรรค์ระดับสี่เท่านั้นเองจริงหรือ จากความเข้าใจที่มันมีต่อเจียงฉางเซิง เขาไม่มีทางจะเปิดเผยระดับขั้นที่แท้จริงของตนออกมา หรือว่าเขาจะอยู่เหนือกว่าถ้ำสวรรค์ระดับสี่แล้ว และไปถึงถ้ำสวรรค์ระดับห้าที่สูงยิ่งกว่า เมื่อคิดถึงตรงนี้สายตาที่มันมองเจียงฉางเซิงก็ยิ่งกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างมาก
เจียงฉางเซิงมองเทพกระบี่และพูดอย่างจริงจังว่า “เจ้ามีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาและเรื่องของการตระหนักรู้นั้นยิ่งหาตัวจับได้ยากยิ่งนับแต่โบราณมา เจ้าจะต้องไปถึงถ้ำสวรรค์ระดับสี่ในอีกไม่ช้าก็เร็ว เจ้าเพียงต้องรักษาดวงจิตที่สัตย์ซื่อต่อวิถีกระบี่ของเจ้าเอาไว้เท่านั้น”
จากนั้นเขาก็มองไปฉีและบอกว่า “แม้คุณสมบัติของเจ้าจะธรรมดา แต่ความมานะบากบั่นของเจ้าทดแทนได้ สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือฝึกฝนด้วยความหมั่นเพียร เมื่อวาสนามาถึงเจ้าจะสามารถรับมันเอาไว้”
พูดจบเขาก็เดินไปใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี ไปฉีและเทพกระบี่เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด พวกเขาสบตากันครั้งหนึ่งและต่างเริ่มไปฝึกฝนกระบี่ ส่วนเจียงฉางเซิงก็เริ่มฝึกวิชามรรคาธรรมชาติ หลังจากบรรลุขั้นแล้วเขาก็ได้รับเคล็ดวิธีในการฝึกเพื่อให้ไปสู่ขั้นที่เก้า แม้ว่าเมื่อบรรลุขั้นที่แปดแล้วจะไม่ได้รับอภินิหารใหม่ แต่เขาก็หลอมผลมรรคาออกมาได้หนึ่งผล พลังวิญญาณเพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมากและความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณก็ทวีคุณมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ด้วยส่วนโลกมรรคาของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นหนึ่งร้อยเท่า เขาเตรียมตัวว่าเมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็จะขยายโลกมรรคาออกไป ปลูกพืชล้ำค่าและหายากในโลกมรรคาให้มากๆ เพื่อเร่งให้เกิดปราณวิญญาณปฐพีเพิ่มมากขึ้น วันหน้าจะถึงขั้นที่เขาสามารถอาศัยปราณวิญญาณของโลกมรรคามาฝึกวิชาได้
ในเวลาเดียวกันข่าวเรื่องมรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ยิ่งแพร่ก็ยิ่งขยายวงกว้างออกไป ความน่าเกรงขามของด่านเคราะห์อสนีบาตปกคลุมทั่วทั้งรัฐชื่อแต่ปรากฏการณ์อัศจรรย์ของเมฆอสนีกลับส่งผลกระทบไปถึงหลายรัฐโดยรอบ ทำให้ชาวบ้านในใต้หล้าพากันพูดถึงเรื่องนี้ และยิ่งทำให้เกิดความสั่นสะเทือนมากกว่าในยุทธภพ
เหล่าชาวยุทธ์ไม่รู้แน่ชัดว่ามรรคาจารย์อยู่ในระดับขั้นใดกันแน่ แต่พอคิดว่าระดับขั้นสูงๆ ต้องผ่านด่านเคราะห์ พวกเขาก็ฮึกเหิมขึ้นมาอย่างประหลาด นี่นับว่าเป็นสิ่งใด การต่อกรกับสวรรค์?
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในป่าเขาห่างไกล ชายมีแผลเป็นจากพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกำลังดื่มสุราอยู่ เขาสวมชุดสีเขียวครามทั้งตัว กำลังฟังชาวยุทธ์รอบๆ ตัวพูดคุยกัน ยังมีผู้มีวรยุทธ์อีกสามคนร่วมโต๊ะกับเขาซึ่งมาจากพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดทั้งสิ้น เมื่อได้ยินเรื่องที่ชาวยุทธ์รอบๆ ตัวถกกันต่างก็มีสีหน้าประหลาดอย่างยิ่ง
“นักบุญเรือขอรับ มรรคาจารย์ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย” ผู้มีวรยุทธ์หนึ่งในนั้นพูดเบาๆ
ชายมีแผลเป็นนามว่าเฉิงเหยียนเป็นนายเรือคนหนึ่งของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดและเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้า ที่เขามาต้าจิ่งด้วยตนเองในครั้งนี้ก็เพราะต้องการสืบเรื่องของมรรคาจารย์
เฉิงเหยียนแค่นเสียงกล่าว “ก็แค่เล่นปาหี่เท่านั้น ข้ายันไม่เคยได้ยินว่ามีชาวยุทธ์คนใดบรรลุขั้นแล้วต้องผ่านด่านเคราะห์เลย คาดว่าคงกำลังฝึกวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งวิชาหนึ่งอยู่ แต่ชื่อเสียงนั้นหลอกกันไม่ได้ พลังยุทธ์ของมรรคาจารย์จะต้องสูงส่งยิ่ง และต้องไม่ใช่คนเช่นพวกเราจะแตะต้องได้” อีกสามคนพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาๆ ตามมา
“เช่นนั้นล้มเลิกการตรวจสอบต้าจิ่ง?”
“ความจริงแล้วพวกเราไม่ต้องไปสนใจมรรคาจารย์ เพราะสิ่งที่เราตามหาก็คือมุกชุมปีศาจต่างหาก”
“เจ้าลืมเรื่องความลับของชีพจรมังกรไปแล้วหรือ”
ฟังลูกน้องทั้งสามคนถกกัน เฉิงเหยียนก็ไม่ได้พูดอีก เขากำลังคิดเรื่องมรรคาจารย์ เขาคิดไม่ตกว่าผู้แข็งแกร่งระดับนี้จะต้องมีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว แต่เหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน ก่อนนี้เขาก็เคยมาทวีปชีพจรมังกร ครั้งนั้นก็ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้มีวรยุทธ์ที่เก่งกาจอยู่ ช่างเถอะ ไม่ไปสนใจมรรคาจารย์แล้ว ไปสืบหามุกชุมปีศาจก่อน แม้ว่าเฉิงเหยียนจะมีความสามารถในขั้นถ้ำสวรรค์แต่เขาก็ไม่กล้าไปแตะต้องมรรคาจารย์ ผู้แข็งแกร่งที่น่ากลัวและสามารถสังหารขั้นถ้ำสวรรค์ถึงห้าคนได้ต้องไม่ใช่คนที่เขาแตะต้องได้เป็นแน่
วันนี่อากาศร้อนอบอ้าว ไปฉีหมอบพักอยู่ใต้ต้นไม้ สายตามันมองไปยังมือกระบี่สองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเทพกระบี่
เทพกระบี่กล่าวทั้งขมวดคิ้วว่า “ศาลกระบี่? ไม่เคยได้ยินมาก่อน เชิญท่านทั้งสองกลับไปเถิด”
มือกระบี่ชุดเหลืองร้อนใจขึ้นมารีบบอกว่า “ศาลกระบี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่ที่มีมรดกทางความรู้ลึกซึ้งที่สุดในมหาสมุทร แม้ว่าท่านจะก้าวเข้าสู่ขั้นถ้ำสวรรค์แต่ทวีปแห่งนี้ไม่สามารถเติมเต็มท่านได้อีกแล้ว หากไปฝึกยุทธ์ที่ศาลกระบี่ท่านจะต้องเข้าสู่ระดับขั้นที่สูงกว่านี้ได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว”
“ถูกต้อง ทวีปชีพจรมังกรเคยพบกับการสังหารหมู่เมื่อหลายพันปีก่อน ทำให้วิถีแห่งยุทธ์ถดถอย ไม่เหมือนกับศาลกระบี่ที่ขยายใหญ่โตเรื่อยมา ไม่มีมือกระบี่ในใต้หล้าคนใดที่ปฏิเสธได้” มือกระบี่อีกคนโน้มน้าวต่อ
เจียงฉางเซิงไม่ได้ไปรบกวนพวกเขาแต่ฝึกวิชาต่อไป วันนี้ชิงเอ๋อร์มาเยี่ยมบอกว่ามีมือกระบี่ที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีกระบี่จากโพ้นทะเลสองคนมาเยือน เขาจึงอนุญาตเพราะคิดว่าจะได้รู้จักโพ้นทะเลไปด้วยพร้อมกัน เทพกระบี่ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ข้าต้องการจะติดตามอยู่ข้างกายมรรคาจารย์เท่านั้น” เขาเกือบถามออกไปแล้วว่าศาลกระบี่ของพวกเจ้ามียอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์ระดับสี่หรือไม่ แต่ก็กลัวกว่าจะเปิดเผยพลังที่แท้จริงของมรรคาจารย์ออกไป จึงได้แต่สะกดใจเอาไว้
มือกระบี่ทั้งสองคนอดมองไปยังมรรคาจารย์ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ได้ ตอนที่พวกเขาสองคนเพิ่งได้พบกับมรรคาจารย์ก็ต้องตกตะลึงเช่นกันเพราะนึกไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะหนุ่มเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าชะล่าใจเพราะด่านเคราะห์อสนีซึ่งเป็นพลังจากฟากฟ้ายังคงแจ่มชัดอยู่ในดวงตา มือกระบี่ชุดเหลืองกัดฟันบอกว่า “มรรคาจารย์จะให้เทพกระบี่ไปศาลกระบี่กับพวกเราได้หรือไม่ วันหน้าเมื่อวิถีกระบี่ของเขาเป็นผลสำเร็จใหญ่หลวงยังสามารถกลับมาสร้างวาสนาให้ทวีปชีพจรมังกรได้ แม้ท่านจะแข็งแกร่งแต่ท่านไม่ใช่มือกระบี่ ให้เขาติดตามศาลกระบี่ไม่ว่ากับต้าจิ่งหรือใต้หล้าล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้นขอรับ”
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นถามว่า “ในเมื่อศาลกระบี่ให้ความสำคัญกับเขาเพียงนี้ เหตุใดจึงส่งพวกเจ้ามา”
มือกระบี่ชุดเหลืองรีบตอบว่า “ท่านเจ้ากระบี่กำลังกักตัว ท่านไม่ได้ออกมาจากเกาะนับร้อยปีแล้ว”
“เช่นนั้นก็ให้เจ้ากระบี่ของพวกเจ้ามาเอง หากว่ามีความจริงใจมากพอ ข้าจะพิจารณาอีกคราว” เจียงฉางเซิงเอ่ยไปราบเรียบ แต่มือกระบี่ทั้งสองได้ฟังแล้วกลับตึงเครียดขึ้นทวีคูณ เทพกระบี่พยักหน้า
มือกระบี่สองคนยังคิดจะพูดอีกแต่เทพกระบี่ถลึงตาใส่พวกเขา จิตกระบี่แสนรุนแรงปะทุขึ้นครอบคลุมคนทั้งสอง พวกเขาตกใจจนเกือบเข่าอ่อนจึงคารวะกล่าวอำลาไปทันใด
จนพวกเขาไปแล้วไปฉีจึงพูดแหย่ว่า “เจ้าสองคนนี่ดูไปแล้วไม่เท่าใดนี่ หมายความว่าศาลกระบี่ดูแคลนเทพกระบี่ของเรา?”
เทพกระบี่เอ่ยเรียบๆ ว่า “อย่าได้เห็นว่าพวกเขาขี้ขลาด พวกเขาเป็นขั้นกายาทองคำของจริงทีเดียว”
ขั้นกายาทองคำ? ไปฉีตกใจดวงตาสุนัขป่าของมันเบิกกว้าง ทันใดนั้นมันก็ลงไปหมอบเหมือนเดิมและทอดถอนใจว่า “ว่ากันจริงๆ คือกายาทองคำก็ไม่เท่าสุนัข ขั้นจักรวาลมีอยู่ทุกที่” ตัวมันที่เป็นเทวชนแทบจะผยองต่อไปไม่ไหวแล้ว
เทพกระบี่อารมณ์ดีเอ่ยยิ้มๆ ว่า “หากทอดตามองใต้หล้า กายาทองคำนั้นมีอยู่น้อยนัก ขั้นจักรวาลยิ่งมีพลังที่สามารถตะลุยไปได้ทั่วใต้หล้า แต่หากว่าไม่มีเบื้องหลังที่ใหญ่โต ทั้งระดับยุทธ์ก็ยังต่ำต้อย ไหนเลยจะมาพบมรรคาจารย์ได้ มรรคาจารย์ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของผืนแผ่นดินแล้วในดินแดนอื่นๆ ย่อมต้องมีแวดวงที่เป็นยอดในวิถียุทธ์อยู่ด้วยเช่นกัน”
ไปฉีกลอกตาขาวใส่ กล่าวว่า “เจ้านึกว่าข้าไม่รู้รึ” เจียงฉางเซิงไม่ได้สนใจพวกเขาและเริ่มใช้แต้มเซ่นไหว้อธิษฐาน เพื่อรับรู้ถึงผู้เลื่อมใสที่ให้แต้มเซ่นไหว้แก่เขา หากไม่รับรู้ก็ไม่ได้รู้ แต่พอได้รู้ก็ต้องตกใจทีเดียว มีอยู่ทั่วใต้หล้าจริงๆ! ในต้าจิ่งมีจำนวนมากที่สุด แต่ดินแดนต่างๆ ในใต้หล้าก็มี แม้แต่โพ้นทะเลก็ยังมีด้วย มีคนหนึ่งในนั้นอยู่ห่างไกลจากเขามาก เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจคนผู้นี้ว่าเขารู้จักตนเองได้อย่างไร เขาจึงรับรู้ถึงผู้เลื่อมใสที่อยู่ไกลที่สุดผู้นั้นอย่างละเอียด ผ่านไปพักหนึ่งสีหน้าเขาก็ประหลาดขึ้นทันที คนผู้นั้นกลับเป็นหลินเฮ้าเทียนในทวีปเทพโบราณ!
คำอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหลินเฮ้าเทียนตอนที่เซ่นไหว้เขานั้นคือให้ได้แต่งงานกับลูกผู้น้องหญิง คำอธิษฐานที่สองคือได้เป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในจวนศักดิ์สิทธิ์ คำอธิษฐานที่สามคือให้เขาเอาชนะมู่หลิงลั่วได้ เพื่อลบล้างความอัปยศในครั้งก่อน
ในตำหนักที่ไม่นับว่าใหญ่หลังหนึ่ง มีตะเกียงน้ำมันตั้งสี่ขาตั้งอยู่ เงาของหลินเฮ้าเทียนที่กำลังฝึกวิชาอยู่สั่นไหวไปตามเปลวไฟ หลินเฮ้าเทียนลืมตาขึ้นถอนหายใจแล้วพึมพำว่า “นี่มันเรื่องใดกัน มักรู้สึกว่ามีกุญแจกักขังร่างกายอยู่จึงไม่อาจบรรลุขั้นเสียที” เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปตรงหน้าโต๊ะยาวตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ บนนั้นตั้งรูปสลักไม้รูปคนที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ ตัวหนึ่ง ตรงหน้ารูปสลักมีกระถางธูปเล็กๆ วางอยู่และมีก้านธูปที่ไหม้จนหมดแล้วเจ็ดแปดดอกปักอยู่ข้างใน เขายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะ พูดกับตัวเองว่า “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่าข้าควรทำเช่นใด ท่านช่วยข้ามาสองคราแล้ว แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสในจวนศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่รู้ว่าท่านทำได้อย่างไร ท่านจะต้องเป็นเทพเซียนเป็นแน่ ท่านแม่ข้าเคยบอกว่าในหล้านี้มีเทพเซียนอยู่จริง เรื่องที่เหล่าชาวยุทธ์ทำไม่ได้แต่เทพเซียนจะทำได้ หากว่าท่านยังคงเฝ้าดูข้าอยู่โปรดบอกข้าทีว่าข้าควรทำเช่นใด…” ระหว่างพูดอยู่เขาก็หยิบธูปไม้มาสามดอกและเริ่มจุดธูป