เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 158 วิกฤตมุกชุมปีศาจ
ตอนที่ 158 วิกฤตมุกชุมปีศาจ
เมื่อได้ฟังความในใจของหลินเฮ้าเทียน ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็ได้ค้นพบข้อหนึ่ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เคยพบเขาก็ยังสามารถเซ่นไหว้ด้วยความเลื่อมใสในตัวเขาได้ ไม่จำเป็นต้องเคยเห็นหน้าเขา แค่ได้พบกับพละกำลังของเขาก็เหมือนกัน ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ได้เลื่อมใสส่งเดชเป็นพอ ในใจของหลินเฮ้าเทียนนั้นเขาอยู่ในฐานะที่ลึกลับเกินเปรียบและไม่มีใครสามารถแทนที่ได้
เจียงฉางเซิงไม่ได้ไปเข้าฝันหลินเฮ้าเทียนในทันทีเพราะเจ้าหนุ่มนี่ยังคิดจะเอาชนะมู่หลิงลั่ว รอไปก่อน ไว้มู่หลิงลั่วบรรลุขั้นแล้ว หากว่าเขายังคงจุดธูปเซ่นไหว้เจียงฉางเซิงก็อาจจะชี้แนะเขาสักเล็กน้อย เจียงฉางเซิงเริ่มสังเกตสถานการณ์ของผู้ศรัทธาคนอื่นๆ ขอบเขตของผูศรัทธาเซ่นไหว้ที่สัมผัสได้นั้นกว้างใหญ่มาก ทำให้เขาต้องดำดิ่งอยู่ในนั้นนับครึ่งวัน แต่ก็ยังตรวจดูไม่หมดอยู่ดี
เขาหายตัวไปจากใต้ต้นไม้และมาปรากฏตัวภายในห้อง จากนั้นก็แยกร่างแยกออกมาหนึ่งร่างและให้ร่างแยกออกไป มีผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ในพื้นที่แถบหนึ่งประสบกับภัยแล้ง เป็นพื้นที่เล็กๆ อยู่ในแถบชายแดนของต้าจิ่ง เจียงฉางเซิงตัดสินใจว่าจะให้ร่างแยกออกไปเรียกลมเรียกฝนเพื่อช่วยปลอบประโลมผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของตน สองวันต่อมาร่างแยกก็หายตัวไปกับที่และจำนวนผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงครึ่งเดือน ข่าวเรื่องมรรคาจารย์เรียกฝนให้ชาวบ้านรัฐหนึ่งก็แพร่ออกไป ให้ผู้คนทั้งใต้หล้าสรรเสริญ แม้จะมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งล้ำเลิศแต่กลับไม่หวังผลประโยชน์และยังเป็นห่วงเป็นใยชาวบ้าน แม้แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเอ่ยถึงกันก็ยังไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ไมอาจหาคนที่สองที่ประพฤติตนเช่นนี้ในใต้หล้าได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนอกจากมรรคาจารย์แล้ว ยังไม่มีชาวยุทธ์คนที่สองที่เรียกฝนได้
ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซุนเทียนได้รู้เรื่องนี้ก็ทอดถอนใจว่า “ต้าจิ่งมีมรรคาจารย์นับเป็นโชคยิ่งใหญ่ ไม่ประสงค์โชคชะตาต้าจิ่ง ไม่ประสงค์ทรัพยากร ช่วยโดยไม่หวังผลส่วนตัว เราอยากตั้งรูปเคารพให้เขาและแต่งตั้งเขาเป็นนักบุญจริงๆ”
หากเป็นคนทั่วไปเขาจะต้องคิดว่าอีกฝ่ายวางแผนใดอยู่ แต่เขารู้ชัดว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ราชสกุลเจียงเป็นทายาทของมรรคาจารย์ เหตุที่มรรคาจารย์อุทิศตนให้เช่นนี้ก็เพื่อพวกเขาซึ่งเป็นทายาทนั่นเอง เพียงแต่ที่เป็นความลับ เขาไมอาจพูดออกไป
สะบั้นเศียรยืนอยู่ข้างๆ เขากล่าวว่า “หากว่ามรรคาจารย์ละโมบในโชคชะตาแล้ววิถีแห่งยุทธ์ในใต้หล้าแห่งนี้จะต้องก้าวหน้าได้ช้าลง อาจเป็นได้ว่าเขาทำไปเพราะคำนึงถึงเรื่องนี้” ฮ่องเต้ซุนเทียนรู้สึกว่ามีเหตุผล ด้วยระดับขั้นอันน่าสะพรึงกลัวของมรรคาจารย์แล้ว ทั้งทรัพยากรในวิถีแห่งยุทธ์และโชคชะตาที่เขาต้องการจะต้องเป็นจำนวนมหาศาล หากเขาเอ่ยปากจะต้องบีบให้วิถีแห่งยุทธ์ของต้าจิ่งมีขอบเขตของการก้าวหน้าที่ลดน้อยลง เมื่อใดที่เขาบรรลุขั้นจึงจะสร้างผลตอบแทนให้ต้าจิ่งได้ แต่ว่าต้องใช้เวลากี่ปีกว่าเขาจะบรรลุขั้นได้
ฮ่องเต้ซุนเทียนถามว่า “แผนการก่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมีความคืบหน้าเช่นใดบ้าง” สะบั้นเศียรตอบว่า “คาดว่าสิ้นปีจะสามารถทดลองเคลื่อนย้ายได้เป็นครั้งแรก เมื่อใดที่ทำสำเร็จก็จะสามารถสร้างให้ใหญ่ขึ้นได้พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนพยักหน้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถขุดศิลานอกพิภพก้อนนั้นออกมาไม่สำเร็จ ยังคงค้างอยู่ครึ่งหนึ่งที่นอกเมือง จนเวลานี้เกือบจะกลายเป็นทิวทัศน์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงต้าจิ่งไปแล้ว
“แผนการนี้ทำขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด เจ้าต้องจับตาดูให้ดี และไม่อาจเชื่อใจหอการค้าฉีหยวนไปเสียทั้งหมด” ฮ่องเต้ซุนเทียนกำชับ ค่ายกลเคลื่อนย้ายเกี่ยวพันถึงยุทธศาสตร์ของต้าจิ่ง แม้แต่หอการค้าฉีหยวนที่ช่วยสร้างก็ยังห้ามไม่ให้สอบถามถึงตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจน
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ” สะบั้นเศียรกล่าว ฮ่องเต้ซุนเทียนเริ่มอ่านฎิกาต่อ ในเวลานี้เอง ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้กับบางสิ่งและผลุนผลันเงยหน้า สะบั้นเศียรถามว่า “ฝ่าบาทมีอันใดหรือพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนหรี่ตาลงกล่าวว่า “มีชาวยุทธ์ที่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำกำลังต่อสู้กันในรัฐชื่อนี่เอง” สะบั้นเศียรได้ฟังก็หายตัวไปทันที ฮ่องเต้ซุนเทียนวางฎีกลงและใช้ความคิด “วัดมังกรแท้… ปล่อยเอาไว้ก่อนชั่วคราว” ฮ่องเต้ซุนเทียนหยิบฎีกาขึ้นมาอีกครั้งและตั้งใจอ่าน
แถบวัดมังกรแท้ รัฐชื่อ ท่ามกลางหมู่เขา คนสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด หนึ่งในนั้นก็คือหลวงจีนเทวะกัสสปะ เขาคีบลูกประคำไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายประมือกับชายลึกลับสวมหน้ากาก คนทั้งสองล้วนอยู่ในขั้นจักรวาล ลมปราณทรงพลัง ทุกคราวที่ปะทะฝ่ามือกันล้วนทำให้หมู่เขาสั่นสะเทือน ไกลออกไปหน้าประตูใหญ่วัดมังกรแท้ ศิษย์นับร้อยดูการต่อสู้อยู่และยังมีศิษย์จำนวนมากจากในวัดหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย
“หลีกทาง!” หลวงจีนหนุ่มผู้หนึ่งแหวกฝูงชนและเดินออกมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่นับว่ามีหน้าตาหล่อเหลาแต่คิ้วและตามีความอหังกาอย่างหนึ่งจึงทำให้เขาดูยโสเย็นชานัก เขาก็คือผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งวัดมังกรแท้โจวเจวี่ยซื่อ โจวเจวี่ยซื่อทอดตามองไป ดวงตาเขาตามท่าร่างของหลวงจีนเทวะกัสสปะและชายสวมหน้ากากไม่ทันแต่อย่างใด รวดเร็วเหลือเกิน!
ชายสวมหน้ากากกระโดดขึ้นและเอาเท้าถีบหลวงจีนเทวะกัสสปะ มีเปลวเพลิงลมปราณแสนแข็งแกร่งม้วนพันอยู่รอบกาย ฟาดฟันเข้าทำลายอยู่กลางอากาศเหนือหมู่เขา ใช้พละกำลังนับหมื่นจวินรอบตัวพุ่งเข้าถีบหลวงจีนเทวะกัสสปะ หลวงจีนเทวะกัสสปะถูกถีบกระเด็นออกไป ดีที่เขาหยัดร่างให้นิ่งได้อย่างรวดเร็ว เขาก้มหน้าลงมองฝ่ามือขวาของตนที่ถูกลวกจนแดง และยังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาด้วย ใบหน้าที่เผยออกมาเพียงครึ่งหนึ่งนั้นมีสีหน้าเคร่งเครียด
ชายสวมหน้ากากลอยสูงอยู่ห่างๆ ก้มหน้าลงมองหลวงจีนเทวะกัสสปะกล่าวว่า “จงส่งของนั้นมา ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าและจะไม่ทำร้ายศิษย์ของเจ้าด้วย”
หลวงจีนเทวะกัสสปะเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อามิตตาพุทธ ของที่เจ้าต้องการไม่ได้อยู่ในมืออาตมานานแล้ว”
ชายสวมหน้ากากหรี่ตาลงพร้อมถามเสียงเย็นว่า “แล้วอยู่ที่ใด”
“เมืองหลวง” คำพูดของหลวงจีนเทวะกัสสปะทำให้ม่านตาของชายสวมหน้ากากหดลง เขาตวาดดังขึ้นทันใดว่า “เพื่อของสิ่งนี้ วัดกิจสวรรค์ต้องถูกทำลายย่อยยับ แต่เจ้ายังมอบให้ผู้อื่นไปโดยง่ายเช่นนั้นหรือ”
หลวงจีนเทวะกัสสปะส่ายหน้าบอกว่า “ของนี้ไม่ใช่ของที่อาตมาจะสามารถยอมจำนนได้ และไม่ใช่ของที่พวกเจ้าจะสามารถครอบครองไว้”
“รนหาที่ตาย!” ชายสวมหน้ากากแผดร้องด้วยโทสะก่อนเหินเข้าถีบหลวงจีนเทวะกัสสปะ อึดใจนั้น ผิวกายของเขาก็ผนึกภาพมายาของเอกภพฟ้าดิน ก่อนมุดเข้าไปในกายเขา ทำให้เขากลายเป็นแสงแผดกล้าลำหนึ่งและพุ่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในทันที หลวงจีนเทวะกัสสปะซัดสองฝ่ามือออกไประเบิดลมปราณออกและกลายเป็นระฆังทองสูงนับสิบจั้งลูกหนึ่งที่ครอบอยู่รอบกาย ยิ่งใหญ่อลังการนัก
โมง… ระฆังทองถูกทำลายจนแหลกละเอียดชายสวมหน้ากากถีบเข้าที่หน้าอกของหลวงจีนเทวะกัสสปะ เสียงกระดูกหักดังลั่น หลวงจีนเทวะกัสสปะกระแทกเข้าไปในตัวภูเขา ดินคละคลุ้ง ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนอย่างหนัก จากนั้นชายสวมหน้ากากก็ชักดาบโค้งจากเอวออกมาเตรียมจะปลิดชีพหลวงจีนเทวะกัสสปะ
“พอได้แล้ว” เสียงเย็นเฉียบเสียงหนึ่งดังสะท้อนอยู่ท่ามกลางฟ้าดิน ชายสวมหน้ากากตกใจจนต้องหดมือกลับ
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปหลายสิบลี้ เฉิงเหยียนกับผู้มีวรยุทธ์อีกสองคนกำลังชมการต่อสู้อยู่ในป่าไกลออกไป พวกเขาได้ยินเสียงนี้เช่นกันและต่างใจเต้นไปหมด มรรคาจารย์! แม้ไม่กล้าแน่ใจ แต่หากเป็นมรรคาจารย์จริงๆ ก็เดือดร้อนแล้ว! เฉิงเหยียนผิวปากหนึ่งครั้งในทันที เสียงดังแจ่มชัด สองหูของชายสวมหน้ากากที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ขยับน้อยๆ และรีบหันหลังจากไปทันใดเพียงพริบตาก็หายตัวไปที่สุุดปลายฟ้าดิน และพวกของเฉิงเหยียนทั้งสามคนก็จากไปด้วย
เหล่าศิษย์ของวัดมังกรแท้เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งมายังภูเขาที่หลวงจีนเทวะกัสสปะอยู่ ซึ่งสำหรับขั้นจักรวาลแล้วเป็นระยะห่างแค่ไม่กี่อึดใจ แต่สำหรับพวกเขากลับต้องปีนข้ามเขาทีเดียว อีกฟากหนึ่ง ในเรือนพัก เจียงฉางเซิงหลับตาอยู่แต่ดวงจิตของเขากำลังจับตาวัดมังกรแท้ พอเขาส่งเสียงอีกฝ่ายก็แจ้นหนีไปแล้ว น่าสนใจไม่เบา เขาไม่ได้ไล่ล่าสังหารคนเหล่านั้น หากว่าอีกฝ่ายเรียกกองหนุนมามากกว่าเดิมกลับจะเป็นเรื่องดี แต่หากว่าอีกฝ่ายล้มเลิกไปทั้งเช่นนี้ก็นับได้ว่าตัดเวรตัดกรรมกันไป เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา
เทพกระบี่ที่อยู่บนหลังคาก็สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของการต่อสู้ในครั้งนี้ เขาปรายตามองเจียงฉางเซิงและสังเกตว่ามรรคาจารย์ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองอย่างไร เขาจึงไม่ได้ไปสนใจอีก ต่อให้ฟ้าถล่มก็ยังมีมรรคาจารย์ค้ำจุนอยู่ ในเวลาเฉพาะหน้านี้เทพกระบี่จึงไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของต้าจิ่ง เจียงฉางเซิงดูอยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหนีออกจากรัฐชื่อไปอย่างรวดเร็วก็ไม่ได้ไปสนใจอีก
ดูทีว่าเบาะแสของมุกชุมปีศาจคงแพร่ไปทั่วทั้งมหาสมุทรแล้ว จะต้องมีผู้แข็งแกร่งเข้ามาโจมตีในภายภาคหน้าเป็นแน่ พอนึกถึงมุกชุมปีศาจ ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ในภายภาคหน้าจะใช้มุกชุมปีศาจเพื่อดึงดูดสัตว์ปีศาจจำนวนมากมาและจากนั้นก็โยนเข้าไปในโลกมรรคาให้กลายเป็นโลกอีกใบหนึ่งดีหรือไม่ ให้พวกมันคอยสักการะบูชาเขาและยังไม่ต้องเป็นกังวลว่าแต้มเซ่นไหว้จะแพร่งพรายออกไปด้วย แต่ว่าสัตว์ปีศาจก็จุดธูปเซ่นไหว้ไม่เป็น มิสู้ใส่คนเอาไว้ดีกว่า เจียงฉางเซิงแค่คิดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น โลกมรรคายังไม่ใหญ่พอ ยังห่างไกลกับโลกที่จะบรรจุสัตว์ต่างๆ เอาไว้ได้ เขาจึงฝึกวิชาต่อ ไม่ได้คิดมากอีก
วัดมังกรแท้ถูกผู้แข็งแกร่งลึกลับเข้าโจมตี หลวงจีนเทวะกัสสปะได้รับบาดเจ็บสาหัส ข่าวนี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วยุทธภพต้าจิ่งอย่างรวดเร็ว หลวงจีนเทวะกัสสปะอยู่ในขั้นจักรวาลทีเดียว นับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับสามในต้าจิ่ง แต่กลับถูกยอดฝีมือทำร้ายจนเจ็บหนัก! ทันใดนั้นผู้คนในยุทธภพจึงพากันประหวั่นพรั่นพรึง ฮ่องเต้แค่ส่งแพทย์หลวงไปรักษาอาการบาดเจ็บให้หลวงจีนเทวะกัสสปะ แต่ไม่ได้ส่งคนออกไปตรวจสอบเป็นพิเศษ เรื่องนี้จึงยุติลงเพียงเท่านี้
เดือนสาม ปีซุนเทียนที่สิบ ค่ายกลเคลื่อนย้ายชิ้นแรกของต้าจิ่งสร้างสำเร็จแล้ว การทดลองครั้งแรกคือการเดินทางข้ามไปเป็นระยะทางแปดหมื่นลี้ได้อย่างสบายๆ แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้ป่าวประกาศไปในใต้หล้า แต่เรื่องนี้ก็ยังแพร่ไปในหมู่ชาวบ้านและยุทธภพ การปรากฏขึ้นของค่ายกลเคลื่อนย้ายสร้างความอัศจรรย์ใจให้ชาวยุทธ์ในใต้หล้า ส่วนสายลับของอาณาจักรต่างๆ ที่ส่งเข้ามาในต้าจิ่งก็ต้องอกสั่นขวัญหายและต่างส่งข่าวนี้กลับไป
วันนี้ ฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังฝึกวิชาอยู่ในห้องทรงพระอักษร ผิดกับฮ่องเต้เหรินจงที่มักทำทุกอย่างด้วยมือตนเอง แต่เขาชอบที่จะแบ่งราชกิจส่วนใหญ่ให้เหล่าขุนนางใหญ่ในสามสำนักจัดการ ตัวเขาก็เพียงตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น และเขาจะต้องหาเวลามาฝึกวิชาทุกวัน นอกจากการรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งแล้วเขาก็ยังมีอีกเป้าหมายหนึ่ง ก็คือเป็นฮ่องเต้ที่มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งที่สุด!
องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินภายในห้องอย่างรวดเร็วพร้อมกับมอบจดหมายลับให้ฉบับหนึ่ง ฮ่องเต้ซุนเทียนแกะออกดู สีหน้าเคร่งเครียดลงทันใด เขากล่าวเสียงหนักว่า “ใช้อินทรีหมื่นลี้ไปเรียก…” “ช่างเถอะ!” ฮ่องเต้ซุนเทียนลุกขึ้นเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น เขาก็มาอยู่ในเรือนพักของเขามังกรผงาดโดยไม่ได้พาใครมาด้วย เพราะเขาเหาะเหินมาเอง เขามาอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิงด้วยท่าทีรีบร้อน บอกเสียงเบาว่า “ท่านมรรคาจารย์ เรื่องใหญ่แล้ว ต้าจิ่งอยู่ในอันตราย!” เขาทำให้ไปฉีและเทพกระบี่ถูกดึงดูดความสนใจและจรดสายตาใคร่รู้มาทางนี้
“จางอิงมีจดหมายมาจากในทะเลว่ามีคนกำลังกระพือข่าวลือ บอกว่าเราหรือไม่ก็ท่านได้มุกชุมปีศาจไปเช่นนั้นเช่นนี้ หากเป็นดังนี้ต่อไปต้าจิ่งจะต้องดึงดูดความสนใจของอำนาจต่างๆ จากโพ้นทะเลจำนวนมาก กระทั่งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีกลุ่มยุทธ์ในมหาสมุทรรุกรานเข้ามา” ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวเสียงหนักพลางสังเกตสีหน้าของเจียงฉางเซิงอย่างละเอียดไปด้วย เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น “นี่เป็นข่าวลือที่ใดกัน” ฮ่องเต้ซุนเทียนตกตะลึง เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น มุกชุมปีศาจลอยขึ้นมากลางฝ่ามือเขา ชั่วอึดใจนั้น ไปฉีกระตือรือร้นขึ้นทันใดและรีบวิ่งเข้ามา แต่ไม่ว่ามันจะโผเข้ามาอย่างไรก็ไมอาจสัมผัสมือของเจียงฉางเซิงได้
ฮ่องเต้ซุนเทียนมองมุกชุมปีศาจจนตาลอย เขาเดาเรื่องนี้ออกนานแล้ว หาไม่ มรรคาจารย์จะแนะนำให้หลวงจีนเทวะกัสสปะมาอยู่ที่ต้าจิ่งหรือ เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าเจียงฉางเซิงจะหยิบออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เจียงฉางเซิงแกว่งมุกชุมปีศาจในมือพร้อมกล่าวว่า “เจ้าดูเอาเถิด ของนี้ชั่วร้ายเกินไป หากข้าไม่สะกดเอาไว้ วันหน้าจะเกิดภัยร้ายไม่จบสิ้น หากให้ผู้อื่นได้มันไปก็จะต้องนำพาปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนเข้ามาโจมตีและถล่มต้าจิ่งให้ราบให้จงได้” ฮ่องเต้ซุนเทียนต้องตกใจกับอาการของไปฉี และต้องหวาดกลัวอยู่ในใจ เพราะไปฉีอยู่ในขั้นเทวชนทีเดียว