เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 164 ฝึกยุทธ์มากี่ปี ศึกเป็นตาย ณ ยอดเขาวรยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 164 ฝึกยุทธ์มากี่ปี ศึกเป็นตาย ณ ยอดเขาวรยุทธ์
ตอนที่ 164 ฝึกยุทธ์มากี่ปี ศึกเป็นตาย ณ ยอดเขาวรยุทธ์
“เจ้าคะ ระยะนี้เจ้าหนุ่มนี่ก็ออกจะลำพองจริงดังว่าเจ้าคะ” ชิงเอ๋อร์กล่าวทั้งพยักหน้า นางมีอคติกับหยางโจวเรื่อยมา เจ้าหนุ่มนี่แม้จะมีคุณสมบัติในการฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาก แต่มักชอบพนันขันต่อกับศิษย์คนอื่นๆ ไม่ว่าเรื่องใดก็พนันได้ทั้งสิ้น ทำให้เสื่อมเสียเกียรติของอารามมังกรผงาดจริงๆ ถูกตำหนิไปหลายหน หยางโจวก็จะรับประกันทุกครั้งว่าจะไม่มีคราวหน้าอีกแต่จากนั้นก็ยังทำต่อไป นอกจากชอบพนันขันต่อแล้ว เจ้าหนุ่มนี่ก็ไม่มีนิสัยเสียใดอีก ทั้งยังสำรวมต่อศิษย์หญิงอย่างยิ่งจนถึงกับเรียกได้ว่าเขาชอบไปขลุกอยู่กับศิษย์ชายมากกว่า เพราะระหว่างชายด้วยกันจะพากันเล่นพนันได้ง่ายที่สุด
หลังจากชิงเอ๋อร์ไปแล้ว เจียงฉางเซิงจึงพยากรณ์ความสามารถของเยี่ยสวินตี๋ดูสักหน่อย สูงขึ้นไปถึงหกแสนแต้มแล้ว ดูทีว่าระยะนี้พลังยุทธ์ของเขาจะก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้น หกแสนแต้มก็ยังไม่ได้นับเป็นสิ่งใด! เจียงฉางเซิงเริ่มเฝ้ารอการต่อสู้เป็นตายในเดือนหน้าแล้ว ไปฉีกับเทพกระบี่ก็เอ่ยถึงหยางโจวขึ้นมา เทพกระบี่ชมหยางโจวไม่ขาดปาก คิดว่าหยางโจวมีพรสวรรค์ที่ไม่ได้ด้อยกว่าเจียงเจี่ยนเลย เทพกระบี่มองออกว่าสมบัติร่างกายของหยางโจวไม่ธรรมดา มีพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งกำลังหมักบ่มอยู่ เมื่อใดที่ปะทุออกมาหยางโจวในเวลานั้นจะต้องพุ่งทะยานอย่างถึงที่สุด
หอเจินอูตั้งอยู่ข้างวังหลวงในเมืองหลวง เป็นหอที่สูงที่สุดในเมืองหลวง มีทั้งหมดเก้าชั้น ระเบียงนอกหอในทุกชั้นล้วนมีองครักษ์ชุดขาวเฝ้าอยู่และถนนโดยรอบก็มีทหารองครักษ์คอยลาดตระเวน ชาวยุทธ์คนแล้วคนเล่า เดินเข้าออกจากภายในหอเจินอู คนที่ต้องการเข้าไปในหอเจินอูล้วนเป็นคนที่มีวิทยฐานะจากการสอบเคอจวี่ทั้งสิ้น หรือไม่ก็เป็นคนที่แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งแนะนำมา
ชิงเอ๋อร์พาหยางโจวมาถึงหน้าประตูใหญ่ หยางโจวตื่นเต้นดีใจเอาการ เมืองหลวงเจริญกว่าบ้านเกิดเขามากนัก ส่วนหอเจินอูเขาก็ยิ่งเฝ้าคิดถึงมานานนักแล้ว “เจ้าถือป้ายคำสั่งนี้เข้าไปเถิด อยากจะอยู่นานเท่าใดก็ได้ทั้งสิ้น เมื่อออกมาแล้วห้ามไปเตร็ดเตร่ในเมือง ถ้าข้าจับได้ว่าเจ้าไปบ่อนพนัน ข้าจะตัดมือเจ้าทิ้งเสีย” ชิงเอ๋อร์โยนป้ายคำสั่งป้ายหนึ่งให้หยางโจว พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย หยางโจวหัวเราะแหะๆ บอกว่า “วางใจเถิดท่านอาจารย์ ข้าไม่เล่นพนันแล้วจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นข้ายันอยากดูการต่อสู้เป็นตายของท่านมรรคาจารย์กับอันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์ด้วย ข้าจะรีบเรียนวิชายุทธ์ที่อยู่ภายในนั้นให้หมดโดยเร็วที่สุด” ชาวยุทธ์ที่เดินผ่านทางนี้ไปส่งสายตาดูแคลนมาที่เขา จะเรียนวิชายุทธ์ทั้งหมดของหอเจินอู? พูดเล่นอันใดอยู่!
ชิงเอ๋อร์หันหลังจากไป ส่วนหยางโจวรีบเดินเข้าไปในหอเจินอู ไม่ถึงสามวันเขาก็กลายเป็นที่สนใจของชาวยุทธ์จำนวนมาก เขาอ่านหนังสือรวดเร็วเหลือเกิน ด้วยป้ายคำสั่งเจินอูที่ฮ่องเต้พระราชทานมา เขาสามารถอ่านวิชายุทธ์ในสองชั้นล่างจนหมด ตอนแรกนั้นมีคนคิดว่าเขาแสร้งทำ สุดท้ายเขาจึงแสดงวิชายุทธ์สิบวิชาในโถงใหญ่ของหอเจินอูออกมาเสียเลยทำให้คนที่มาล้อมวงดูตื่นตะลึงไปหมด
ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซุนเทียนฟังรายงานขององครักษ์ชุดขาวแล้วก็เกิดความสนใจขึ้นมา “หยางโจว… ศิษย์ของอารามมังกรผงาด… ในที่สุดก็มาแล้ว” ฮ่องเต้ซุนเทียนก็เหมือนกับใต้หล้าแห่งยุทธภพที่กำลังรอว่าอารามมังกรผงาดจะบังเกิดผู้มีพรสวรรค์ที่เป็นเช่นใด เมื่อมีมรรคาจารย์ดูแลอยู่ อารามมังกรผงาดไม่น่าจะด้อยกว่าตระกูลขุนนางประคองจันทร์และวัดมังกรแท้ ในที่สุดวันนี้ก็ปรากฏยอดอ่อนชั้นดีขึ้นมาแล้ว ฮ่องเต้ซุนเทียนบอกว่า “ไปตรวจสอบความเป็นมาของหยางโจวมา” “พะยะค่ะ” องครักษ์ชุดขาวออกไปทันที หยางโจวไม่ได้ฝึกยุทธ์กับมรรคาจารย์ ฉะนั้นฮ่องเต้ซุนเทียนจะต้องจับตาดูไว้สักหน่อย
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น ที่ขั้นเจ็ดของหอเจินอู หยางโจวหาวไปพลาง เดินขึ้นชั้นบนไปพลาง ชั้นนี้สงบเงียบกว่าชั้นหกไม่น้อย เขาเพิ่งเดินขึ้นมาก็เห็นว่ามีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิและจดจ่อใช้ความคิดอยู่ตรงที่ว่างกึ่งกลางหอ เบื้องหน้าเขามีตำรายุทธ์ที่เปิดกางเอาไว้สิบเล่ม เป็นโจวเจวี่ยซื่อนั่นเอง หยางโจวเกิดความสนใจขึ้นมาจึงเดินไปข้างหลังโจวเจวี่ยซื่อแล้วพลางหรี่ตาลงมอง
โจวเจวี่ยซื่อรู้ว่าหยางโจวมาแต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนมามองเขาเช่นกัน เขาสามารถทำใจให้สงบไม่วอกแวกได้แล้ว “กำลังภายในสิบเล่ม ไม่เลวนี่ เจ้าไม่กลัวว่าจะธาตุไฟเข้าแทรกหรือ” หยางโจวอดอุทานเบาๆ ออกไปไม่ได้ โจวเจวี่ยซื่อไม่ได้สนใจ หยางโจวดูอยู่พักหนึ่งก็ถลึงตากว้างและพึมพำกับตัวเองว่า “กำลังภายในทั้งสิบชุดนี้มีจุดที่สอดคล้องกันจนถึงขั้นสามารถเกื้อหนุนกันได้หรือนี่ หากว่านำมารวมกันเป็นไปได้ว่าอาจสร้างวิชาที่สมบูรณ์แบบชนิดหนึ่งออกมาได้”
โจวเจวี่ยซื่อได้ฟังก็อดหันหน้าไปถามเขาไม่ได้ว่า “เจ้ามองความลึกลับที่อยู่ในนี้ออกหรือ” หยางโจวนั่งลง กวาดตามองรอบหนึ่งก่อนเอ่ยเนิบนาบว่า “วิธีคิดของเจ้าไม่เลว น่าเสียดายวิชาเหล่านี้ยังอ่อนด้อยเกินไปมาก ต่อให้คิดค้นกำลังภายในที่ไร้ที่ติออกมาได้ แต่ความแข็งแกร่งก็ยังไม่น่าสนใจพอ” โจวเจวี่ยซื่อถามทั้งขมวดคิ้วว่า “เจ้าเป็นผู้ใด มาจากสำนักใด” หยางโจวหันหน้ามาและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าชื่อหยางโจว มาจากอารามมังกรผงาด”
อารามมังกรผงาด! โจวเจวี่ยซื่อหรี่ตาลงและสงบใจลงทันใด อารามมังกรผงาดเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของต้าจิ่ง การจะมีผู้มีพรสวรรค์ซึ่งไม่ด้อยกว่าเขาก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล หยางโจวลุกขึ้นเตรียมจะจากไป โจวเจวี่ยซื่อถามว่า “เจ้าไม่สนใจวิชาที่ข้าจะคิดค้นออกมาจริงหรือ” หยางโจวโบกไม้โบกมือบอกว่า “ก็ไม่เลว แต่ข้าคิดว่าไม่จำเป็น วิชาที่ต้องใช้เวลาคิดค้นออกมานานเกินไปไม่มีข้อดีใดๆ วิชายุทธ์ในใต้หล้านี้ไม่พอให้เจ้าใช้หรือไร วิชายุทธ์ที่เจ้าคิดค้นออกมาตอนไปถึงระดับขั้นที่สูงขึ้นจะต้องเป็นวิชายุทธ์ที่เหนือกว่าตอนนี้มากเป็นแน่”
โจวเจวี่ยซื่อไตร่ตรองดู ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เรื่องที่เขายังคงไม่เข้าใจในตอนนี้ เมื่อไปถึงระดับขั้นที่สูงขึ้นจะต้องไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นเมื่อระดับขั้นของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ วิชาที่เขาจะได้เรียนรู้ก็จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน โจวเจวี่ยซื่อเกิดความนับถือหยางโจวขึ้นมา ความคิดอ่านด้านยุทธ์ของคนผู้นี้เก่งกาจนัก! ดูไปแล้วยังอายุน้อย หรือจะเป็นยอดฝีมือที่ฝึกยุทธ์มาหลายสิบปีแล้ว เขารู้วามรรคาจารย์และศิษย์เอกของอารามมังกรผงาดเชี่ยวชาญวิชาคงรูปลักษณ์ ขุนนางและผู้สูงศักดิ์จำนวนมากต้องการได้วิชานี้มาก็ยังหามาไม่ได้
โจวเจวี่ยซื่อลุกขึ้นทันทีแล้วเดินตามหยางโจวไป หยางโจวไปที่ใดเขาก็ตามไปที่นั่น เขาพบว่าหยางโจวก็เหมือนกับเขาที่อ่านวิชายุทธ์ทั่วไปเพียงครั้งเดียวก็เป็นแล้ว เป็นผู้สูงส่งจริงๆ ด้วย ส่วนเรื่องที่หยางโจวมีพลังยุทธ์ต่ำต้อยนั้น ในสายตาของเขากลับคิดว่าเป็นกาปลอมตัวชนิดหนึ่ง พริบตาเดียว วันที่หนึ่งเดือนถัดมาก็มาถึง
เช้าตรู่แสงตะวันสาดส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่าง หยางโจวลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วบอกว่า “พี่โจว เจ้าเรียนต่อไปเถิด ข้าต้องออกไปก่อนสักพัก” โจวเจวี่ยซื่อเงยหน้าขึ้นมาถามว่า “เจ้าจะไปที่ใด” หยางโจวมองเขาอย่างประหลาดใจแล้วบอกว่า “อันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์มาท้าสู้กับท่านมรรคาจารย์แห่งอารามมังกรผงาดของข้าในวันนี้ที่ยอดเขาวรยุทธ์ เจ้าไม่รู้หรอกหรือ” โจวเจวี่ยซื่อส่ายหน้า เขาอยู่ในหอเจินอูมาหลายเดือน และไม่ได้สนใจโลกภายนอกอีกต่อไป
“มีสิ่งใดน่าดูกัน ท่านมรรคาจารย์จะต้องชนะอยู่แล้ว” โจวเจวี่ยซื่อเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ เขาเคยเห็นมรรคาจารย์ต่อสู้มาแล้วจึงไม่ได้มีความรู้สึกแปลกใหม่อย่างใด หยางโจวบอกว่า “ข้ารู้อยู่แล้ว แต่ข้าก็อยากดูสักหน่อย ข้ายันไม่เคยดูท่านมรรคาจารย์ต่อสู้มาก่อน”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าลืมแล้วหรือว่าฤดูหนาวที่แล้วก็มีชาวยุทธ์ที่แข็งแกร่งผู้หนึ่งมาท้าสู้กับท่านมรรคาจารย์ และยังเป็นยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาลอีกด้วย”
“ตอนนั้นข้ายันไม่ได้เข้ามาในอารามมังกรผงาดนี่”
“อะไรนะ เจ้าพูดสิ่งใด” โจวเจวี่ยซื่อพลันลุกขึ้น พลางจับจ้องหยางโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อ หยางโจวตกใจกับท่าทีของเขา จึงถามทั้งขมวดคิ้วว่า “อย่างไรหรือ” โจวเจวี่ยซื่อจ้องเขาและถามว่า “เจ้าหมายความว่าเจ้าเพิ่งเข้ามาในอารามมังกรผงาดไม่ถึงหนึ่งปี?” หยางโจวแกล้งกระแอมไปครั้งหนึ่ง แล้วบอกว่า “พูดให้ถูกต้องก็คือยังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ”
โจวเจวี่ยซื่อสั่นสะท้านไปทั้งตัว ถามไปทั้งขบฟันว่า “เจ้าฝึกยุทธ์มากี่ปีแล้ว” “ก็ไม่ใช่พูดไปแล้วหรอกหรือว่ายังไม่ถึงครึ่งปี” “เอ่อ…” โจวเจวี่ยซื่อเหมือนถูกสายฟ้าฟาด และจับจ้องหยางโจวด้วยความโกรธ หยางโจวถูกเขามองจนใจสะท้านไปหมด แม้ว่าเขาจะถูกกระตุ้นคุณสมบัติด้านยุทธ์แล้ว แต่พลังยุทธ์ก็ยังไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก เขาจึงพูดไปทันทีว่า “ไม่คุยแล้ว ข้ารีบไป ลาก่อน!” เขาหันหลังแล้วรีบออกไปอย่างรวดเร็ว และยังแสดงท่าร่างอนุตรยานที่ตนเพิ่งเรียนมาเมื่อครู่นี้ ด้วยการกระโดดเข้าไปกลางบันไดอย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
โจวเจวี่ยซื่อโมโหจนหน้าอกขยับขึ้นลง เขาไม่ได้โกรธหยางโจวแต่โกรธตนเอง เขาลำพองตัวว่าตนเองเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่ง นึกไม่ถึงในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมานี้ เขากลับรู้สึกนับถือไอ้เจ้าบ้าที่เพิ่งฝึกยุทธ์ได้ไม่ถึงครึ่งปีผูหนึ่ง ความภาคภูมิใจของเขาถูกทำลายจนย่อยยับและเริ่มเกิดความสงสัยในชีวิต เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์จริงหรือ
มีชาวยุทธ์จำนวนมากมารวมตัวกันที่ด้านล่างของยอดเขาวรยุทธ์ ถึงขั้นที่เริ่มมีการเปิดโรงเตี๊ยมขึ้นมาอีกหลายแห่งด้วย ขุนนางผู้สูงศักดิ์ พ่อค้าและปัญญาชนต่างพากันรีบมา เตรียมจะดูการต่อสู้เป็นตายของผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งท้องทะเลและพื้นทวีป มรรคาจารย์อยู่ในระดับขั้นที่สูงส่งจะต้องขึ้นไปต่อสู้เป็นตายกันกลางอากาศเป็นแน่ ไม่มีทางกระทบถึงพื้นล่าง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวางใจและกล้าที่จะมาดูการต่อสู้ ครั้งเทพกระบี่มาต่อสู้ ฝนกระบี่เต็มท้องฟ้าพวกนั้นก็ไม่ใช่ว่าถูกมรรคาจารย์ทำให้ลอยค้างอยู่บนอากาศหรอกหรือ ไม่ได้ทำให้คนบาดเจ็บแม้สักคน
ชาวต้าจิ่งมั่นใจในตัวมรรคาจารย์เต็มที่ พวกเขาต่างอยากดูกันว่ามรรคาจารย์จะทำให้ผู้ที่ถูกเรียกขานว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งมหาสมุทรพ่ายแพ้ไปได้อย่างไร คนส่วนใหญ่ไม่รู้กระทั่งว่าทะเลสวรรค์อยู่ที่ใดกันแน่ และยังถึงกับนึกว่าเยี่ยสวินตี๋แค่เรียกขานตนเองว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรเท่านั้น
หยางโจวออกมาจากประตูเมืองทางทิศเหนือ แทรกตัวผ่านกลางฝูงชน ภาพที่ครึกครื้นดังนี้ ทำให้เขาเลือดลมพลุ่งพล่าน “นี่ก็คือการประลองยุทธ์ในเมืองหลวงหรือนี่ จิ๊ๆ มีคนมามุงดูตั้งมากมาย หากมีสักวันที่ข้าจะมีคนมาดูเช่นนี้บ้าง จะดีมากมายเท่าใด” หยางโจวคิดอยู่เงียบๆ เขาเบียดตัวจนไปถึงตีนเขา แล้วแสดงป้ายบอกฐานะของตนกับศิษย์ที่เฝ้าภูเขาอยู่ จากนั้นก็ขึ้นเขาไปอย่างรวดเร็ว
บนยอดเขาเจียงชิ่วและเหล่าศิษย์กำลังรออยูอย่างเคร่งเครียด มองออกไปบนฟ้าไกล เมื่อยืนอยู่ที่นี่สามารถมองต่ำลงไปเห็นเมืองหลวงเห็นหมู่เขา แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นตัวของเยี่ยสวินตี๋เลย หยางโจวใช้วิชายุทธ์ช่วยในการก้าวย่างมาตลอดทาง เพื่อให้ขึ้นเขาไปได้เร็วที่สุด ตอนที่ไปถึงยอดเขานั้น เขาต้องหอบหายใจหนัก เอาสองมือยันหัวเข่าเอาไว้ เหลียวซ้ายแลขวาแล้วเห็นว่าทั้งมรรคาจารย์และเยี่ยสวินตี๋ต่างยังไม่มาปรากฏตัว ลมแรงโหมมา ศิษย์ของอารามมังกรผงาดยอดที่อยู่บนยอดเขาสามารถสัมผัสได้ลึกซึ้งที่สุด พวกเขาต่างหันหลังมาและกวาดตาไปทั่วทิศรอบกาย เห็นว่าที่สุดปลายป่าเขาทางทิศใต้มีลมแรงพัดม้วนเข้ามา ม้วนเอาใบไม้ฝุ่นดินจำนวนมากมายอยู่ภายในนั้น เหมือนกับมังกรตัวยาวบุกเข้าโจมตี โอบผ่านเหนือฟ้าเมืองหลวง ยิ่งใหญ่อลังการนัก และมาอยู่เหนืออารามมังกรผงาด
ตูม! ใบไม้และฝุ่นดินถูกระเบิดให้กระจายออกไป ปรากฏเป็นร่างแสนโอหังทะยานฟ้าร่างหนึ่ง เป็นเยี่ยสวินตี๋นั่นเอง เขาลอยอยู่กลางอากาศสูง สวมชุดยาวผ้าจินพื้นน้ำเงินลายขาว อาภรณ์โบกสะบัด ดูแคลนใต้หล้า ประหนึ่งเซียนบนสวรรค์ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ เมื่อมาปรากฏตัวก็ทำให้บรรดาศิษย์ของอารามมังกรผงาดต้องตื่นตะลึงรวมทั้งชิงเอ๋อร์ด้วย
หยางโจวแหงนหน้าขึ้นมองเยี่ยสวินตี๋แล้วต้องตื่นกลัวอยู่ในใจ ลมปราณของคนผู้นี้ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน เขาพลันคิดถึงมรรคาจารย์ขึ้นมา แม้ว่ามรรคาจารย์จะเก่งกาจลึกลับเกินหยั่ง แต่ไม่ได้มีอานุภาพที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ มรรคาจารย์จะชนะได้จริงหรือ
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยปากว่า “ท่านมรรคาจารย์ยังไม่ปรากฏตัว การต่อสู้ในวันนี้ต้องให้ข้าดูให้สะใจสักคราวเชียว!” เสียงของเขาดังสะท้อนอยู่ใต้แผ่นฟ้า ทุกคนที่อยู่เบื้องล่างของภูเขาและภายในเมืองต่างได้ยินกันหมด การต่อสู้เป็นตายมาถึงแล้ว! ชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยในเมืองหลวงกระโดดขึ้นไปบนหลังคาและกำแพงเมืองเพื่อชมการต่อสู้ สายตาของเยี่ยสวินตี๋จับจ้องไปยังเขามังกรผงาดที่มีหมอกทึบโอบล้อมอยู่ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในดวงตาของเขาจวนจะจับตัวกันเป็นพละกำลังที่จับต้องได้แล้ว ทันใดนั้นมีร่างหนึ่งเหินออกมาท่ามกลางหมอกทึบ ขี่เมฆาทะยานหมอกออกมา เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง
หยางโจวได้เห็นภาพนี้ก็อดตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ เป็นเขาจริงด้วย! แม้จะเดาออกนานแล้วว่าคนที่พาเขามาอารามมังกรผงาดต้องเป็นมรรคาจารย์ แต่พอได้เห็นหน้ามรรคาจารย์จริงๆ กับตาอีกครั้ง เขาก็ยังตื่นเต้นอย่างมาก “ท่านต้องชนะให้ได้นะ!” หยางโจวตะโกนร้องอยู่ในใจ สองมือในแขนเสื้อกำแน่น เลือดลมพลุ่งพล่าน