เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 163 คุณสมบัติอันดับหนึ่งในใต้หล้า จดหมายท้าสู้ทั่วเมือง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 163 คุณสมบัติอันดับหนึ่งในใต้หล้า จดหมายท้าสู้ทั่วเมือง
ตอนที่ 163 คุณสมบัติอันดับหนึ่งในใต้หล้า จดหมายท้าสู้ทั่วเมือง
รัฐตงหลิน ภายในกำแพงเมืองแห่งหนึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยหมู่เขา ทั้งรถและม้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ทั้งพ่อค้าและชาวยุทธ์เดินอยู่เต็มท้องถนน
โครม! เด็กหนุ่มผู้หนึ่งถูกโยนออกจากบ่อนพนันและตกลงมาบนถนน จากนั้นชายร่างกำยำผู้หนึ่งก็เดินออกมาด่าทอว่า “ไอ้เด็กเหลือขอ ถ้าคราวหน้าเข้ามาอีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หักทีเดียว”
เด็กหนุ่มสวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ผมยาวของเขาใช้ผ้าขี้ริ้วม้วนเอาไว้บนหัว เขาปัดบั้นท้ายด่ากลับไปว่า “นายท่านเช่นข้า เล่นชนะได้เงินมาด้วยความสามารถของตัวเอง พวกเจ้าเล่นด้วยไม่ไหว ระวังข้าไปฟ้องทางการ!” ชายร่างกำยำด่าว่า “เช่นนั้นเจ้าจงไปฟ้องเสีย ถ้าเจ้ากล้าไปฟ้องเข้าพรุ่งนี้จะเอาเจ้าแขวนคอหน้าประตูเมือง เจ้าเชื่อหรือไม่”
เด็กหนุ่มตื่นตกใจ ได้แค่แค่นเสียงกล่าวว่า “คุยโวเสียร้ายกาจนัก ข้าไม่เชื่อ แต่ข้าคร้านจะถือสาเจ้า” พูดจบก็รีบวิ่งแจ้นออกไป ชายร่างกำยำถมเสมหะแล้วหันหลังเข้าบ่อนพนัน
เด็กหนุ่มวิ่งปรี่เข้าไปในถนนหลายสายก่อนจะผ่อนฝีเท้าลง เขาคลึงบั้นท้ายของตนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบอกว่า “เจ็บจริงเชียว ไอ้สารเลว หลายปีมานี้ตัวข้าปูเอ็งเสียให้พวกเจ้าไปเท่าใดแล้ว เล่นชนะเล็กๆ น้อยๆ แล้วอย่างไร ไม่ไว้หน้ากันบ้างเลย”
เขาชื่อว่าหยางโจวปีนี้อายุสิบหกปี เกิดในครอบครัวชาวนาทั่วไป ในครอบครัวมีกันเจ็ดชีวิต พี่ชายคนโตชอบเรียนหนังสือกำลังพยายามสอบให้ได้ฐานะบัณฑิต พี่สาวและน้องสาวของเขาเรียนเย็บปักอยู่ในห้องเรื่อยมา มีแต่เขาที่เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ หยางโจวบ่นด่าไประหว่างเดินกลับเรือน แต่หลังจากนั้นอย่างรวดเร็วเขาก็เริ่มคร่ำครวญว่าไม่มีเงินอีกแล้ว
ปึก! จู่ๆ เขาก็ชนเข้ากับคนผูหนึ่ง ชนจนเขาต้องเซไปข้างหลังสองก้าว เมื่อช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายก็ด่าทอด้วยความโมโหว่า “ไม่มีตาหรือไร…” เขายังไม่ทันพูดจบก็ต้องตกตะลึง เพราะอีกฝ่ายหน้าตาหล่อเหลานัก แม้จะเป็นชายเขาก็ยังต้องตกตะลึง โดยเฉพาะราศีของอีกฝ่าย เขาไม่เคยเห็นคนที่มีสง่าราศีเช่นนี้มาก่อน เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “มีตา มีสองข้างด้วย ข้าก็หยุดเดินแล้ว แต่เจ้ากลับมาชนข้า เจ้าว่าเป็นผู้ใดไม่มีตากันแน่” หยางโจวยิ้มขัดเขิน แล้วประสานฝ่ามือกับหมัดนับเป็นการขอขมา ก่อนเดินอ้อมตัวเจียงฉางเซิงไป เจียงฉางเซิงเรียกเขาไว้ทันใด บอกว่า “เจ้าอยากเรียนวิชายุทธ์หรือไม่”
หยางโจวหยุดเดินแล้วหันหน้าไปหาเขา บอกว่า “ต้องอยากอยู่แล้ว เจ้าจะสอนข้าหรือ” “ใช่แล้ว ข้าจะสอนเจ้า” เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มและพินิจมองหยางโจวอย่างถี่ถ้วน
หลายวันก่อนเขาใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์เพื่อหาผู้มีพรสวรรค์ด้านยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชีพจรมังกร ซึ่งก็คือหยางโจวผู้นี้นี่เอง ประจวบเหมาะกับที่หยางโจวยังไม่เคยฝากตัวเป็นศิษย์กับผู้ใดและยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ด้วย หยางโจวถามด้วยความระแวงว่า “จะให้ข้าฝึกยุทธ์ จะเอาเงินทองเท่าใด” เขาคิดถึงครั้งได้พบกับขอทานเฒ่าตอนเขายังเด็กและเคยใช้ตำราลับที่วาดรูปส่งเดชเล่มหนึ่งมาหลอกเอาเงินเขาไปสิบอีแปะ และเขายังไปฉกเงินนั้นมาจากข้างตั่งนอนของพี่ชายคนโตเสียด้วย
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เอาเงิน แต่จะเอาตัวเจ้าไปฝึกยุทธ์กับข้า นับแต่นี้ไปเจ้าจะต้องทำงานให้ข้า” เขาจับตาดูหยางโจวมาหลายวัน เจ้าหนุ่มนี่เอาแต่เกเรอยู่ในตลาด ยังดีที่ไมนับว่าเลวร้ายเกินไป แค่ติดบ่อนพนันนักหนาและคอยรังแกเด็กละแวกบ้านเท่านั้น
หยางโจวเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “เจ้าคงไม่ใช่พวกชาวยุทธ์ฝ่ายมารกระมัง” เขาเคยได้ยินมาว่าพวกพรรคฝ่ายมารชอบหลอกคนหนุ่มสาวไปถวายตัว ต้องเข้าสู่เส้นทางมารและทำเรื่องผิดต่อฟ้าดินนับแต่นั้น เจียงฉางเซิงจับข้างไหล่เขา ก่อนกระโดดตัวขึ้นและพาเขาเหินไปบนฟ้า มองลงมาเห็นเมืองทั้งเมือง หยางโจวถลึงตากว้างพร้อมกับสีหน้าไม่อยากเชื่อ จากนั้นเจียงฉางเซิงก็ลงมาที่พื้นดินและคลายมือขวาลง หยางโจวเดินโซเซ นั่งพับลงกับพื้น
เขาลุกขึ้นมาทันใด ก่อนพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้ายอม ข้ายอมไปฝึกยุทธ์กับท่าน!” ลัทธิมารอันใด! ช่างหัวมัน! เขาต้องการจะกลายเป็นคนที่เก่งกาจเช่นนี้! ถึงยามนั้นค่อยกลับมาเล่นพนันใหม่ ไอ้พวกสารเลวนั่นต้องไม่กล้าโยนเขาออกมาเป็นแน่
เจียงฉางเซิงล้วงเอาถุงเงินถุงหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อแล้วโยนเข้าไปที่อกเขา บอกว่า “ไปร่ำลาคนในเรือนเจ้าเสีย เงินก้อนนี้ถือเสียว่าเป็นเงินที่เจ้าเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นการล่วงหน้า เช้าวันพรุ่งไปรอข้าที่นอกเมือง เมื่อใดที่เจ้าออกไปจากเมือง ข้าก็จะหาเจ้าพบ” เมื่อสิ้นเสียงเจียงฉางเซิงก็หายวับไปกับตา
หยางโจวเปิดถุงเงินและพบว่าในนั้นมีแต่ก้อนเงิน เขาดีใจเป็นที่สุดแล้วรีบเก็บเงินไว้ดีๆ อย่างรวดเร็ว พลางมองรอบๆ ตัวด้วยความระแวง “ประหลาดจริง เมื่อครู่นี้คนผู้นั้นพาข้าเหินบนอากาศ เหตุใดคนแถวนี้จึงไม่มีท่าทีอย่างใด” หยางโจวรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ แต่เงินนั่นเป็นของจริง เขาจึงคร้านจะไปคิดให้มากความ
เที่ยงวันรุ่งขึ้น หยางโจวยืนอยู่ตรงหน้าประตูอารามมังกรผงาดด้วยสีหน้าเซื่องซึม “มะ… เมืองหลวง… เป็นอารามมังกรผงาด… จริงๆ?” หยางโจวพูดติดๆ ขัดๆ ขณะมองแถวคนมาทำบุญยาวเหยียดตรงหน้าประตูภูเขา แม้ว่าแต่เล็กมาเขาไม่เคยไปจากเมืองแห่งนั้นมาก่อนแต่ก็เคยได้ยินชื่ออารามมังกรผงาด ที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของต้าจิ่งทีเดียว!
เจียงฉางเซิงโยนเขาไว้ที่ตีนเขาแล้วให้เขาขึ้นเขามาเอง หยางโจวต้องตกตะลึงกับยอดเขาบู๊ ระหว่างทางเขาคอยสอบถามผู้มาทำบุญคนอื่นๆ ว่าที่นี่คือที่ใด ถามมาสามครั้งก็ถูกคนกลอกตามองบนใส่ทุกครั้ง เขาจึงไม่กล้าถามให้มากความอีก ได้แตรีบเดินเร็วๆ ขึ้นเขาไป จากนั้นก็เห็นอักษรคำว่าอารามมังกรผงาด จากรัฐตงหลินมาถึงรัฐชื่ออย่างน้อยเป็นระยะทางไกลถึงแปดหมื่นลี้ เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าแค่เหาะมาครู่เดียวเท่านั้น เวลานี้เองสตรีผู้หนึ่งก็เดินมา เป็นชิงเอ๋อร์นั่นเอง
ชิงเอ๋อร์มองสำรวจหยางโจวแล้วถามว่า “เจ้าก็คือหยางโจว?” หยางโจวตั้งสติได้แล้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว… ข้าชื่อหยางโจวเป็น…” เขาอยากเอ่ยถึงเจียงฉางเซิงแต่จู่ๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่รู้ชื่อของอีกฝ่ายเลย
“ตามข้ามาเถิด นับตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าก็คือศิษย์ของอารามมังกรผงาด ให้คารวะข้าเป็นอาจารย์ ความสามารถของเจ้าตอนนี้ข้าได้รู้แล้ว และนิสัยแย่ๆ ของเจ้าเมื่อก่อนนี้ก็อย่าได้ทำให้เห็นอีก หากว่าข้าจับได้จะไม่ยอมมือเด็ดขาด” ชิงเอ๋อร์ทิ้งท้ายเอาไว้ดังนี้ แล้วหันหลังเดินเข้าไปในอาราม หยางโจวรีบตามไป
อีกฟากหนึ่ง ในเรือนพัก เขามังกรผงาด เมื่อหยางโจวเข้าอารามมาแล้ว เจียงฉางเซิงก็เก็บสายตาที่จับตาดูอยู่กลับมา หยางโจวมีคุณสมบัติไม่ธรรมดาเลย แม้จะไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อนแต่ประสาทสัมผัสของเขาเหนือคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาได้ยินเสียงในฝาครอบลูกเต๋าจึงฟังออกว่าเป็นแต้มสูงหรือต่ำ แต่ก็เพราะชนะมามากเกินไปจึงถูกบ่อนพนันจับโยนออกมาบนถนนและยังไม่ได้เก็บเงินที่เล่นได้มาเลย เวลานี้ต้าจิ่งมีการผลักดันกระแสด้านยุทธ์ แต่รัฐตงหลินอยู่ห่างจากรัฐชื่อเกินไป ฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ศาสตร์ยุทธ์จึงถูกพวกผู้สูงศักดิ์ควบคุม หยางโจวจึงไม่ได้ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เล็ก หากว่าเขายังคงอยู่ในเมืองแห่งนั้นต่อไป คุณสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดนี้ก็จะถูกฝังเอาไว้
เขาสังเกตเอ็นและกระดูกของหยางโจวมาก่อนแล้วว่ามีความพิเศษเป็นที่สุด หากวัดกันถึงระดับความแข็งแกร่งยังไม่เท่าเจียงเจี่ยนและผิงอัน ดูเผินๆ คล้ายไม่มีความพิเศษใด ระหว่างทางที่เหาะมาเขาจึงจงใจลดความเร็วให้ช้าลงเพื่อจะได้สังเกตดูอย่างถี่ถ้วน ที่แท้แล้วภายในร่างกายของหยางโจวมีจุดชีพจรพิเศษอยู่เก้าจุดที่จำเป็นต้องใช้ลมปราณกระตุ้น วันใดที่ทะลวงได้แล้วเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปดจะต้องทำให้เขาเหมือนกับลอกคราบเป็นคนใหม่ ภาวะเช่นนี้นับว่าอัศจรรย์พันลึกอย่างยิ่ง ซึ่งเจียงฉางเซิงก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก
เขาสั่งความชิงเอ๋อร์มาแล้วว่าให้หยางโจวเรียนวิชาเทวะมหาวัฏสวรรค์ได้ทันที การที่หยางโจวมาอยู่ในอารามนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบใดต่ออารามมังกรผงาด เพราะเวลานี้ศิษย์ของอารามมังกรผงาดมีจำนวนรวมหมื่นคนแล้ว เมื่อมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนจึงยากจะมีคนรู้สึกถึงได้ หนึ่งเดือนหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น หลายอึดใจหลังจากนั้นเทพกระบี่ก็ลืมตาขึ้นและมองไปทางยอดเขาบู๊ ไม่เลวนี่! เพิ่งฝึกไปได้หนึ่งเดือน หยางโจวก็ฝึกวิชาเทวะมหาวัฏสวรรค์ขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้ว ใช้ลมปราณทะลวงชีพจรทำให้ลอกคราบเป็นคนละคน เมื่อเขาฝึกยุทธ์อยู่บนยอดเขาบู๊ปราณวิญญาณจึงกำลังถาโถมเข้าใส่เขาและช่วยหล่อหลอมให้ร่างกายเขาแข็งแกร่ง
ดีที่เจียงฉางเซิงสั่งความเอาไว้ก่อนแล้วว่าให้เขาอยู่ในห้องพักเพียงลำพังจึงไม่ได้ทำให้ศิษย์คนอื่นตื่นตกใจ เทพกระบี่หันไปพูดกับเจียงฉางเซิงว่า “คล้ายมีผู้มีพรสวรรค์หาตัวจับยากผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในอารามมังกรผงาด ข้าขอไปดูสักหน่อยได้หรือไม่” เจียงฉางเซิงพยักหน้า เทพกระบี่หายวับไปบนหลังคาทันที ไปฉีลืมตาขึ้นแล้วบอกด้วยความสงสัยว่า “แม้แต่เทพกระบี่ก็ยังตกใจไปด้วย ดูทีว่าศิษย์ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ จิ๊ๆ นายท่าน ในที่สุดอารามมังกรผงาดก็มีผู้มีพรสวรรค์หาตัวจับยากแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับโจวเจวี่ยซื่อและอวี้ชิงยวนแล้วเป็นเช่นใด” ตอนได้ยินชื่อของโจวเจวี่ยซื่อกับอวี้ชิงยวน เมื่อก่อนนี้มันต้องแอบกระแนะกระแหนในใจ แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองและแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามต่างก็มีผู้มีพรสวรรค์ที่มีชื่อสนั่นใต้หล้า แต่เหตุใดอารามมังกรผงาดจึงไม่มีบ้าง เมื่อก่อนนี้สวี่ฮวงชวนนับได้ว่าเป็นคนหนึ่ง แต่สวี่ฮวงชวนแก่แล้ว เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เขาแข็งแกร่งกว่า”
แม้ว่าการเสาะหาหยางโจวจะใช้แต้มเซ่นไหว้ไปแค่ 1 แต้ม แต่นั่นเพราะหยางโจวอ่อนแอเกินไปมิใช่ว่าไร้ซึ่งคุณสมบัติ เวลานี้เขาถูกเจียระไนออกมาแล้ว แต้มเซ่นไหว้แบ่งตามระดับขั้นและพลังยุทธ์ไม่ได้หมายถึงความสามารถที่แท้จริง ไม่เพียงเทพกระบี่เท่านั้น ชิงเอ๋อร์ สวี่ฮวงชวนและหลิงเซียวก็ต้องตกตะลึงไปเช่นกัน และพากันมาที่เรือนพักของหยางโจว เมื่อเห็นว่าเทพกระบี่มาปรากฏตัวด้วยคนทั้งสามก็คารวะทันที เจียงฉางเซิงเงยหน้าขึ้นสายตาทะลุผ่านหมอกเซียน มองไปยังจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้า และพึมพำว่า “เป็นจันทร์กระจ่างที่งดงามอีกดวงหนึ่ง”
นับแต่ต้าจิ่งเปิดศึก ในเวลาครึ่งปีนี้มีรายงานศึกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถึงกับมีสี่อาณาจักรที่เป็นฝ่ายยอมแพ้เอง จึงได้ให้เจ้าเมืองเดินทางไปดูแลดินแดนเหล่านั้นต่อทันที ฮ่องเต้ซุนเทียนก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เขาส่งขุนนางฝ่ายบุ๋นจำนวนมากไปด้วย ไม่ได้คิดจะมอบดินแดนที่เพิ่งได้รับมาใหม่ให้แก่เจ้าเมือง แม้ว่าเหล่าเจ้าเมืองจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าโต้เถียง เพราะทุกคนต่างก็รู้ทั้งสิ้นว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นศิษย์สายตรงของราชามนุษย์ มีพลังยุทธ์สูงส่งนัก กอปรกับมีมรรคาจารย์คอยคุ้มครอง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องโต้แย้งเลย แม้แต่คำว่าไม่พวกเขาก็ยังไม่กล้าเอ่ยกับฮ่องเต้ซุนเทียนด้วยซ้ำ ขณะที่ต้าจิ่งกำลังขยายอาณาเขตออกไปอย่างบ้าคลั่ง หยางโจวก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในอารามมังกรผงาดเช่นกัน ไม่ว่ากระบวนท่าใด เขามองเพียงครั้งเดียวก็ฝึกสำเร็จในทันที ทำให้เหล่าศิษย์พากันเรียกขานเขาว่าเป็นโจวเจวี่ยซื่อคนที่สอง มีความโดดเด่นเหนือผู้ใด
ตัวหยางโจวเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน ก่อนนี้เขาก็เคยดูพวกยุทธ์แสดงวิชายุทธ์เช่นกัน แต่ตอนนั้นกลับไม่ยักจะจำได้ เขาคิดว่าเป็นผู้อาวุโสที่ดูคล้ายเซียนผู้นั้นมอบพรสวรรค์ให้แก่เขา เขามาอยู่ที่อารามมังกรผงาดเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงรู้วานักพรตชุดคลุมสีขาวที่ทั้งหนุ่มแน่นและหล่อเหลาไม่มีใครเทียบได้ มีอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือมรรคาจารย์ และมีเพียงมรรคาจารย์ผู้เดียวที่สามารถทำให้เขาเข้ามาเป็นศิษย์ของชิงเอ๋อร์ได้โดยตรง ในใจเขาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งที่มีต่อมรรคาจารย์ และมีมานะอย่างหนึ่งในใจว่าห้ามให้มรรคาจารย์ผิดหวังเด็ดขาด
วันนี้ชิงเอ๋อร์มาหา นางไม่ได้มาบอกเล่าถึงความคืบหน้าของหยางโจว แต่นำจดหมายฉบับหนึ่งมา บอกว่า “ท่านมรรคาจารย์เจ้าคะ เรื่องใหญ่แล้ว เวลานี้มีจดหมายฉบับนี้แพร่ไปทั่วเมือง นี่เป็นจดหมายท้าสู้ เขียนว่าเยี่ยสวินตี๋ผู้เป็นอันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์ขอท้าสู้ วันที่หนึ่งเดือนหน้าจะมาต่อสู้เป็นตายกับท่านที่ยอดของยอดเขาบู๊เจ้าค่ะ” เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นแล้วรับจดหมายมาพร้อมกับแอบยินดีอยู่ในใจ
เทพกระบี่กล่าวทั้งขมวดคิ้วว่า “อันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์หรือจะมาเพื่อของสิ่งนั้น” ไปฉีผายอุ้งเท้าออกบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่ว่าใครมาก็ต้องพ่ายแพ้ทั้งสิ้น จะว่าไปแล้วสุสานวีรบุรุษก็ไม่ได้มีคนใหม่เข้ามานานมากแล้ว” เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “คนผู้นี้มีลูกไม้ใหม่ๆ มาเสียด้วย” ไม่เลวๆ! คู่ควรให้สรรเสริญ! เพราะนี่ไม่เท่ากับเป็นการประเคนโอกาสให้เขาหรอก อาจเป็นได้ว่าเขายังจะได้รับแต้มเซ่นไหว้จากเชลยของทะเลสวรรค์เพราะเหตุนี้อีกด้วย ชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างอ่อนใจว่า “ว่ากันว่าไม่ใช่แค่มีในเมืองหลวงเท่านั้น มีชาวยุทธ์ลึกลับกลุ่มหนึ่งกำลังพากันกระจายจดหมายฉบับนี้ออกไป แม้แต่องครักษ์ชุดขาวก็ยังจับพวกเขาไม่ได้”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “หากเขาอยากมา ก็จงมา” เขาเงียบไปครู่หนึ่งจึงบอกว่า “อีกไม่กี่วันพาเจ้าหนุ่มนั่นไปที่หอเจินอูเถิด อาศัยจังหวะที่โจวเจวี่ยซื่อยังไม่ไปจากที่นั่น จะได้กระตุ้นเขาไปในตัว เขาจะได้ไม่ลำพอง”