เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 167 สร้างบารมีฮ่องเต้
ตอนที่ 167 สร้างบารมีฮ่องเต้
“หวังว่าหลังจากนี้ตอนข้าเลื่อนขั้นจะดูยิ่งใหญ่เช่นนี้บ้างนะ” หยางโจวถอนหายใจ ชักนำพลังแห่งโชคชะตาฟ้าดินให้เปลี่ยนไปเช่นนี้ มิเท่ากับประกาศบอกผู้ฝึกยุทธ์ทั่วใต้หล้าว่าข้าจะออกมาสำแดงเดชแล้วหรือไร เพียงแค่คิดเขาก็เลือดลมไหลแล่นพล่าน เยี่ยสวินตี๋เอ่ยอย่างนิ่งสงบ “สักวันหนึ่ง พลังของเจ้าจะยิ่งใหญ่กว่านั้น”
ยามนี้เขารู้ชัดแล้วว่าพรสวรรค์ของหยางโจวยอดเยี่ยมมากเพียงใด หยางโจวถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “อาจารย์ อีกฝ่ายเลื่อนขั้นไปถึงระดับขั้นใดแล้วหรือ” เยี่ยสวินตี๋เอ่ยตอบ “ขั้นกายาทองคำ” “อ้าว ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เท่าไรน่ะสิ” ยามนี้หยางโจวเริ่มสายตากว้างไกลแล้ว ช่วยไม่ได้ก็เขาร่ำเรียนวิชายุทธ์จากยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สองเชียวนะ
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยต่อ “แม้ขั้นกายาทองคำจะฝีมือไม่เท่าไร แต่อีกฝ่ายเป็นปีศาจก็นับว่าพิเศษอยู่พอสมควร ดูท่าปีศาจบนทวีปแห่งนี้คงใกล้จะลุกฮือแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าจับสัมผัสปีศาจขั้นจักรวาลได้ตนหนึ่ง” หยางโจวยังไม่เคยได้ยินเรื่องมหันตภัยของโลกมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดอะไรมาก อาจารย์กับศิษย์ฝึกวิชาบรรพจิตเดียวดายต่อไป
ณ ราชอาณาจักรต้าฉี ทางทิศเหนือของทวีปชีพจรมังกร ต้าจิ่งเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาเพียงแห่งเดียวบนทวีปชีพจรมังกร พลังแห่งโชคชะตาทอดยาวไม่ขาดสาย ยามสายตาทั่วใต้หล้าจับจ้องไปที่ต้าจิ่งกับอาณาจักรตงไห่ พวกเขาก็แอบสะสมขุมกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบมาตลอด หลายสิบปีที่ผ่านมา ต้าฉีมีอัจฉริยะถือกำเนิดออกมามากมาย ทำให้วิถียุทธ์ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่
ภายในจวนหลวงที่เมืองหลวง ฮ่องเต้ต้าฉีผู้ล่วงเข้าสู่วัยขั้นปลายชีวิตนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเหม่อลอย องค์ชายวัยหนุ่มพระองค์หนึ่งสาวเท้าเร็วไวมาถึงตรงหน้าเขาแล้วคำนับอย่างนอบน้อม
ฮ่องเต้ต้าฉีรั้งสายตากลับมามององค์ชายหนุ่ม “เหิงเอ๋อร์ พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเจ้าไม่ธรรมดา เจ้ายินดีจะนำทัพออกศึกหรือไม่” ฉีเหิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “เสด็จพ่อ ท่านปรารถนาจะให้ข้าเป็นแม่ทัพที่ตระเวนออกศึกทั่วใต้หล้าหรือ” ฮ่องเต้ต้าฉีตอบอย่างเนิบช้า “เรื่องนี้มีสิ่งใดไม่ดี เป็นโอรสสวรรค์อายุขัยมิอาจยืนยาวพ้นร้อยปี เป็นแม่ทัพ เป็นอ๋องผู้ครองรัฐกลับฝึกยุทธ์เพิ่มพูนอายุขัยได้ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าจะสำราญใจอยู่ถึงสองร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
ฉีเหิงแย้งอย่างหัวแข็ง “แต่เสด็จพ่อ ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์จงไปแย่งชิงกันเอง ยามนี้ท่านกลับจะลำเอียงเข้าข้างพี่รองแล้วหรือ”
ฮ่องเต้ต้าฉีถอนหายใจ “กาลเวลามิเข้าข้างต้าฉี ราชวงศ์แห่งโชคชะตาบนแผ่นดินทำสงครามกันไม่หยุด บนมหาสมุทรมหันตภัยจากปีศาจก็กำลังโถมเข้ามาเป็นระลอก เหิงเอ๋อร์ ต้าฉีเดิมพันมิไหว” ฉีเหิงเงียบไป ฮ่องเต้ต้าฉีเอ่ยว่า “ข้าขอมอบกองทัพทมิฬให้เจ้าหนึ่งแสนนาย เจ้าจงนำกองทัพเดินทางไปยังตะวันตก ต่อสู้กับสัตว์ปีศาจ ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนที่ชายแดนตะวันตกเสีย”
ฉีเหิงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ หลังจากรับตราทหารมา เขาก็หมุนตัวเดินจากไป ทว่ายามก้าวออกมาจากห้องทรงพระอักษร ตัวเขากลับยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
ในท้องพระโรงของต้าจิ่ง หมู่ขุนนางกำลังตื่นตระหนก ขุนนางฝ่ายบุ๋นนับร้อยล้วนพยายามห้ามฮ่องเต้ “เราได้รับสืบทอดพลังจากราชามนุษย์ กำลังภายในล้ำเลิศ แม้แต่ขั้นจักรวาลเราก็สู้ได้ การเข้าร่วมของเราจะบุกเบิกกระแสลมสายใหม่ให้วิถียุทธ์ของต้าจิ่ง แล้วยังเพิ่มแรงกดดันให้อาณาจักรตงไห่ได้มากกว่าเดิมด้วย!” ฮ่องเต้ซุนเทียนผู้สวมอาภรณ์มังกรเอ่ยอย่างหยิ่งทระนง ตัวเขาอายุยี่สิบสองปีกำลังอยู่ในวัยที่ฮึกเหิมคึกคะนอง เขาต้องการจะกรีธาทัพออกรบด้วยตนเอง!
เฉินหลี่เอ่ยว่า “ฝ่าบาท อาณาจักรตงไห่ต้องได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังโพ้นทะเลแน่ หากท่านออกไปข้างนอก พวกเขาต้องรุมโจมตีท่านอย่างแน่นอนพะยะค่ะ” ขุนนางทั้งหลายต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ยามนี้ขุมกำลังของอาณาจักรต้าจิ่งกำลังเพิ่มพูนอย่างมั่นคง พลังแห่งโชคชะตาเปี่ยมล้น จะปล่อยให้เกิดอะไรผิดพลาดกับฮ่องเต้ไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือฮ่องเต้พระชันษาน้อยเกินไป ทายาทของเขายังเยาว์วัยอยู่ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ การสืบต่อราชบัลลังก์คงยากลำบากแน่
“เราตัดสินใจแน่วแน่แล้ว อย่าได้เกลี้ยกล่อมอีกเลย ต้นเดือนหน้าเราจะนำทหารชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายเดินทางไปแนวหน้าด้วยตนเอง!” ฮ่องเต้ซุนเทียนสะบัดแขนเสื้อตรัสอย่างไม่ยอมรับฟังคำโต้แย้ง ขุนนางทั้งหลายมองหน้ากัน
หลังจากการประชุมเช้าจบลง เฉินหลี่ก็เดินทางไปเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิงเพื่อบอกเรื่องนี้ให้ฟัง เจียงฉางเซิงกลับไม่แปลกใจ เขาหัวเราะแล้วบอกว่า “เขามีกำลังภายในไร้เทียมทานอยู่กับตัว จะไม่ให้ใช้ได้อย่างไรกัน นั่นมิใช่ทำให้เจตจำนงของราชามนุษย์เสียเปล่าหรอกหรือ” เฉินหลี่ขมวดคิ้ว อยากพูดอะไรอีกหน่อยแต่ก็หยุดไป “ถึงเวลาข้าจะมอบถุงผ้าปักให้เขา” พอได้ยินเจียงฉางเซิงเอ่ยประโยคนี้ เฉินหลี่ก็หน้าบานเป็นกระด้ง ตกลงในทันใด ทั้งสองคนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันครู่หนึ่ง เฉินหลี่ก็จากไป
ไปฉีถอนหายใจเอ่ยว่า “คนผู้นี้คงไม่ใช่คนที่ฮ่องเต้ส่งมาหรอกกระมัง” เจียงฉางเซิงตอบว่า “ไม่ใช่ แต่เรื่องนั้นมิสำคัญ ฮ่องเต้ทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ข้าโล่งใจยิ่งนัก บางทีหลังจากนี้ฮ่องเต้ต้าจิ่งอาจได้พลิกโฉมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ก็เป็นได้” กษัตริย์แห่งแว่นแคว้นผู้มีกำลังภายในไร้เทียมทาน จินตนาการไม่ออกเลยว่าอำนาจของเขาจะน่าเกรงขามปานใด อีกอย่างการเดินทางไปสนามรบของฮ่องเต้ซุนเทียนย่อมดึงดูดยอดฝีมือจากพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดให้มาล้อมโจมตีได้พอดี
ไปฉีหัวเราะ “ฮ่องเต้ที่ต่อยตีเก่งที่สุดบนทวีปกำลังจะออกโรงแล้วสินะ” เจียงฉางเซิงหลับตาอมยิ้ม ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยสวินตี๋ก็กลับมา เขาเดินมาถึงมุมลานเรือนก็เริ่มนั่งสมาธิ ตอนนี้เวลาของเขาถูกใช้อย่างเต็มที่มาก ฟื้นฟูกำลังภายในไปด้วย สั่งสอนหยางโจวไปด้วยจนเขาลืมเลือนทะเลสวรรค์ไปเสียแล้ว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่อยากกลับไป
ต้นเดือนสิบสอง ฮ่องเต้นำกองทัพตามสวรรค์จำนวนหนึ่งหมื่นนายเดินทางออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าขึ้นเหนือ กองทัพตามสวรรค์เป็นกองทัพที่เขาตั้งใจตระเตรียมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้มีเพียงหนึ่งหมื่นคน แต่ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ ในเวลาเดียวกันนี้ สนามรบสองฝั่งของอาณาจักรตงไห่ก็ตกอยู่ท่ามกลางสงครามอันดุเดือด ขั้นเทวชนจำนวนมากแห่ออกมาจากในอาณาจักรตงไห่ แม้แต่ขั้นจักรวาลหรือขั้นกายาทองคำก็มี พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดสนับสนุนอาณาจักรตงไห่อย่างเต็มตัวแล้ว อาณาจักรต่างๆ ไม่แปลกใจกับความแข็งแกร่งของต้าจิ่ง แต่ความแข็งแกร่งของอาณาจักรตงไห่ต่างหากที่ทำให้คนตกใจ เมื่อมีกลุ่มคนเจตนาเผยแพร่ข่าว ทั่วใต้หล้าก็ได้ทราบว่าอาณาจักรตงไห่สมคบกับกองกำลังจากโพ้นทะเล ชั่วพริบตานั้น ทิศทางของคนในใต้หล้าก็เปลี่ยนไปทันที
หากถูกต้าจิ่งรวมเป็นหนึ่งย่อมเป็นเพียงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจบนทวีปเท่านั้น แต่หากถูกโพ้นทะเลรวมเป็นหนึ่ง ความหมายย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ก่อนออกเดินทางฮ่องเต้ซุนเทียนได้รับถุงผ้าปักใบหนึ่งจากเจียงฉางเซิงไปแล้ว ดังนั้นปกติเจียงฉางเซิงจึงไม่ตั้งใจจับตามองเขาเท่าใดนัก เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป
ปีซุนเทียนที่สิบสาม วันขึ้นปีใหม่ ปีใหม่ปีนี้เงียบเหงาเป็นพิเศษเพราะไม่มีฮ่องเต้ซุนเทียนแวะมาสร้างบรรยากาศครึกครื้น ไปฉีจึงเสนอให้ชวนหยางโจวมา เจียงฉางเซิงครู่หนึ่งก็พยักหน้าตกลง เยี่ยสวินตี๋ออกไปหาตัวหยางโจวทันที ชิงเอ๋อร์กับหมิงเยวี่ยก็มาด้วย บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารรสโอชา
เจียงฉางเซิงมองหมิงเยวี่ยที่ดูแก่ชราแล้วก็แอบทอดถอนใจ หวนนึกถึงสมัยก่อนที่เขาใช้ว่านหลี่กับหมิงเยวี่ยเพื่อทดสอบวิชาเนตรเทวะลวงตา เพื่อเป็นการชดเชย เจียงฉางเซิงจึงถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้พวกเขา ความจริงแล้วพวกเขาสามคนก็นับว่ามีสายสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กันอยู่ ผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ว่านหลี่จากไปแล้ว หมิงเยวี่ยก็ใกล้จะสิ้นอายุขัยแล้วเช่นกัน หยางโจวได้พบหน้าเจียงฉางเซิงก็ตื่นเต้นมาก ยังดีที่อาจารย์ทั้งสองอยู่ด้วย เขาเริ่มสนทนากับไปฉี ท่าทางเขาจะสนใจปีศาจหมาป่าตัวนี้ยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงแกว่งจอกสุราแล้วคลี่ยิ้ม “ข้าพบว่าตัวข้าชอบหวนคิดถึงอดีตมากขึ้นทุกวัน เมื่อร้อยปีก่อน…” ชิงเอ๋อร์ หมิงเยวี่ยฟังเขาเล่าเรื่องในอดีตอย่างตั้งใจ ชิงเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวจากตัวเจียงฉางเซิง หัวใจพลันรู้สึกซับซ้อน ส่วนหมิงเยวี่ยกลับคิดถึง นางรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเท่าไรแล้ว ดังนั้นนางจึงทะนุถนอมช่วงเวลาที่ได้ฉลองเทศกาลดีๆ ร่วมกันหนนี้อย่างยิ่ง
เยี่ยสวินตี๋ก้มหน้าก้มตาดื่มสุราอยู่คนเดียว พอเขาได้ฟังเรื่องเล่าของเจียงฉางเซิงก็หวนนึกถึงผู้คนในอดีตทั้งหลาย เขาเป็นผู้คลั่งไคล้วิชายุทธ์ บิดามารดาจากไปตั้งแต่เล็กจึงระเหเร่ร่อนท่องใต้หล้า ศัตรูที่ได้พานพบบนเส้นทางการฝึกยุทธ์ส่วนมากล้วนไม่เหลือชีวิตแล้ว เขามอมเมาหัวใจของตนเองอยู่กับวิถียุทธ์จึงมิขบคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านั้น แต่ค่ำคืนนี้กลับทำให้ความทรงจำของเขาฟุ้งขึ้นมา
หมิงเยวี่ยยกจอกสุราขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “พวกข้าอกตัญญูมิอาจอยู่เป็นเพื่อนท่านได้ยาวนานกว่านี้ ชาตินี้ขอบคุณท่านที่ดูแล” หลังจากนางคำนับเสร็จก็ดื่มหมดในรวดเดียว แม้ค่ำคืนนี้จะไม่ครึกครื้นนัก แต่ก็ทำให้เจียงฉางเซิงรู้สึกอบอุ่น เวลานี้จู่ๆ เขาก็ตระหนักว่าชีวิตอันยืนยาวต้องมีคนคอยเคียงข้างจึงจะมีความหมาย บางทีการสัมผัสรอยอารมณ์บนโลกมนุษย์ อยู่เคียงข้างครอบครัวมิตรสหายที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอาจเป็นการขัดเกลาจิตใจที่ต้องผ่านเพื่อสำเร็จเป็นเซียน
ณ ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรตงไห่ บนทุ่งหญ้ารกร้างมองไม่เห็นปลายสุดมีซากศพกองเกลื่อนกลาดผืนหญ้า ใต้แสงตะวันพลบทหารนับไม่ถ้วนกำลังเข่นฆ่ากัน บนท้องฟ้าขั้นเทวชนกำลังประมือ เพลิงสงครามดำเนินต่อเนื่อง ฮ่องเต้ซุนเทียนสวมอาภรณ์มังกรสีดำที่กระชับทะมัดทะแมงชุดหนึ่ง เขากำลังต่อสู้กับขั้นกายาทองคำสามคนบนท้องฟ้า กำลังภายในเทียบเท่าขั้นจักรวาลทำให้เขาใช้วิชายุทธ์ได้อย่างเต็มที่ กำลังภายในพลุ่งพล่านในกายา เขาตบสองฝ่ามือออกไป ลมปราณกลายเป็นคลื่นอันน่าสะพรึง ซัดยอดฝีมือขั้นกายาทองคำทั้งสามจนกระอักเลือดลอยถอยไป
ฮ่องเต้ซุนเทียนปัดแขนเสื้อแล้วรั้งมือกลับมา เขาหัวเราะลั่นอย่างโอหังยิ่งนัก “ขั้นกายาทองคำของตงไห่มีพลังเท่านี้เองหรือ” แม่ทัพกับทหารของต้าจิ่งที่กำลังรบราฆ่าฟันอยู่ด้านล่างเห็นฮ่องเต้เก่งกาจเช่นนี้ ขวัญกำลังใจก็เพิ่มพูนขึ้นมาก ขั้นกายาทองคำสามคนกลับมาตั้งหลัก ผู้เฒ่าที่เป็นหัวหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า “บัดซบ ผู้สืบทอดของราชามนุษย์ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว…”
ฮ่องเต้ซุนเทียนเหยียดมองพวกเขา ความฮึกเหิมแล่นพล่านไปทั่วร่าง นี่สินะสาเหตุที่ผู้ฝึกยุทธ์รักการต่อสู้ การต่อสู้ต่างหากถึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงของวิถียุทธ์! นี่เป็นศึกแรกที่เขาเข้าร่วม แต่มันกลับทำให้เขาหลงใหลเสียแล้ว “ถอยทัพ!” ผู้เฒ่าขั้นกายาทองคำตะโกนสั่งเสียงดัง เสียงประหนึ่งอสนีบาตลอยไปทั่วทั้งสนามรบ ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยอย่างดูแคลน “เจ้าคิดว่าอยากถอยก็ถอยได้งั้นรึ”
เขาสะบัดแขน ลมปราณกับพลังแห่งโชคชะตาหลอมรวมกันเกิดเป็นมังกรทองที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตัวหนึ่ง มันเลื้อยรัดรอบกายเขาแล้วกู่ร้อง คำรามใส่ท้องนภา มังกรแห่งโชคชะตา! มังกรทองพลันขยายใหญ่ขึ้น ฮ่องเต้ซุนเทียนจมหายลงไปในตัวของมัน จากนั้นมังกรทองก็บิดร่างกายขนาดมหึมาของตัวเองแล้วพุ่งเข้าสังหารอย่างทรงพลังไม่มีผู้ใดต้านได้ ฮ่องเต้ต้าจิ่งนำทัพเข้าสนามรบด้วยตนเอง เขาสังหารขั้นกายาทองคำหนึ่งคน จากนั้นนำกองทัพเข้าประหัตประหารทหารตงไห่อีกนับแสน! ข่าวการศึกหนนี้แพร่สะพัดทั่วหล้าเร็วอย่างที่สุด!
สงครามระหว่างอาณาจักรธรรมดาอาจมีฮ่องเต้นำทัพร่วมรบเองบ้าง ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ต่างมีกองทัพคอยป้องกัน น้อยครั้งนักที่ฮ่องเต้จะบุกตะลุยอยู่ด้านหน้า ส่วนราชวงศ์แห่งโชคชะตาผู้ครอบครองอาณาจักรที่วิถียุทธ์รุ่งเรือง พลังของผู้ฝึกยุทธ์ยอดเยี่ยมเกินจินตนาการ ไม่เคยมีฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาองค์ใดบุกตะลุยเป็นด้านหน้าในสนามรบให้เห็นมาก่อน ชาวต้าจิ่งได้ทราบข่าวนี้ต่างก็โห่ร้องยินดีไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ภาพลักษณ์ของฮ่องเต้ซุนเทียนในใจประชาชนเริ่มเปลี่ยนไป
อีกด้านหนึ่ง เจียงเจี่ยนกับผิงอันช่วยกันถล่มขั้นกายาทองคำสิบคนสำเร็จ ก็เปิดฉากโจมตีเมืองชายฝั่งทะเล หมายจะตัดขาดอาณาจักรตงไห่กับมหาสมุทร จากนั้นค่อยจับตะพาบใส่ไห ศึกระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาหนนี้สร้างสถิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สนามรบมีมากนับร้อยแห่ง กำลังทหารที่เข้าร่วมสงครามมีมากกว่ายี่สิบล้าน แม่ทัพของต้าจิ่งปรากฏตัวขึ้นมากมาย อาณาจักรตงไห่ก็เหมือนกัน
ทางทิศตะวันออกของทวีปชีพจรมังกร เหนือมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต เรือเดินทะเลลำแล้วลำเล่ากำลังล่องนาวา บนเรือลำยักษ์ที่อยู่ใจกลางกองเรือมีเงาของผู้ฝึกยุทธ์มากมายยืนอยู่ในห้องโถง หัวหน้ากองเรือเฉิงเหยียนกำลังรายงานสถานการณ์บนสนามรบ ยอดฝีมือทั้งหลายของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดยืนอยู่สองฟากฝั่ง ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงขึ้นไปคือบรรพชนไป๋เหมย หัวหน้าเขตที่คอยคุมเฉิงเหยียน เมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้ของต้าจิ่งมีกำลังภายในขั้นจักรวาล ยอดฝีมือที่นั่งอยู่ต่างก็กระซิบกระซาบคุยกัน พวกเขาค้นพบว่าตนเองประเมินต้าจิ่งต่ำเกินไป
บรรพชนไป๋เหมยเอ่ยปากว่า “พูดอีกอย่างก็คือ นอกจากมรรคาจารย์ ตอนนี้ต้าจิ่งมีขั้นจักรวาลอีกสองคน แล้วยังมีเทพกระบี่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งอีกหนึ่งคนกำลังเดินทางไปกับกองทัพต้าจิ่งด้วยเช่นนั้นหรือ” เฉิงเหยียนพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด แล้วเอ่ยว่า “หลวงจีนเทวะกัสสปะตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะสนับสนุนต้าจิ่ง ยังมีอีกคนที่ข้ากังวลใจอย่างยิ่ง คนผู้นั้นก็คือเยี่ยสวินตี๋ ตราบจนวันนี้พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าเยี่ยสวินตี๋ตายหรือไม่ แต่ดูจากสถานการณ์ของเทพกระบี่กับอูส่ง มรรคาจารย์มักจะยั้งมือไว้ไมตรีต่อยอดฝีมือ อูส่งจากไปแล้ว แต่เยี่ยสวินตี๋ยังไม่ปรากฏกาย ข้ากังวลว่าเขาจะเป็นเหมือนเทพกระบี่ ติดตามรับใช้มรรคาจารย์นับจากนี้”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา ทุกคนก็หน้าเสีย แม้แต่บรรพชนไป๋เหมยก็ลืมตาขึ้นมาด้วย ไม่มีผู้ใดสงสัยพลังของเยี่ยสวินตี๋ เขาคืออดีตอันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์ ชื่อเสียงสะท้านสะเทือนมหาสมุทร หลังกลายเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สอง พลังก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก!