เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 173 จวนยุทธ์ทั้งหลาย พลิกหน้าประวัติศาสตร์มหาสมุทร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 173 จวนยุทธ์ทั้งหลาย พลิกหน้าประวัติศาสตร์มหาสมุทร
ตอนที่ 173 จวนยุทธ์ทั้งหลาย พลิกหน้าประวัติศาสตร์มหาสมุทร
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง หลินเฮาเทียนยังเป็นผู้ศรัทธาที่จุดธูปเซ่นไหว้เขาเช่นเดิม ดังนั้นเขาจึงจับสัมผัสตำแหน่งของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำแล้วไปเข้าฝันได้
หลินเฮาเทียนดูไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง หากเขาข้ามมหาสมุทรเดินทางมาถึงต้าจิ่งได้สำเร็จ ย่อมบ่งบอกว่าเขามีดวงชะตายิ่งใหญ่ เป็นผู้มีชะตาของตัวเอกอย่างแท้จริง ถือเสียว่าเป็นการลงทุน หลังจากนี้ต้าจิ่งจะรวมมหาสมุทรให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต้องการอัจฉริยะจำนวนมากอยู่พอดี
จากทวีปเทพโบราณเดินทางมาถึงต้าจิ่ง แม้จะเป็นการเดินทางออกห่างจากมหันตภัยเผ่าปีศาจ แต่การเดินทางหนนี้คงพบเจออุปสรรคมากมายไม่ต่างจากการเดินทางไปชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกอย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเซ่นไหว้ของตนเองออกมาดู [แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 7,892,021 แต้ม] เลื่อนขั้นมาหกปี แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นมาถึงเจ็ดล้านแต้ม นี่นับว่าเร็วเอาการทีเดียว
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าจำนวนผู้ศรัทธาที่จุดธูปเซ่นไหว้ตนบนทวีปชีพจรมังกรกำลังเบ่งบานดุจดอกไม้ เรื่องนี้นอกจากเป็นผลมาจากประวัติการต่อสู้ที่ใกล้เคียงกับการเป็นเทวตำนานพวกนั้น การเผยแพร่ลัทธิมรรคาจารย์ก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน
ลัทธิมรรคาจารย์ก็คือลัทธิที่ฉีหยวนองค์ชายแห่งต้าฉีก่อตั้งขึ้นในวันวาน แต่เดิมเจียงฉางเซิงบอกให้เขาไปสร้างอารามในอาณาเขตต้าจิ่งเท่านั้น แต่เจ้าหมอนี่กลับสร้างลามไปถึงนอกเขตต้าจิ่ง คนที่อยู่ในลัทธิมรรคาจารย์ล้วนเป็นผู้ศรัทธาในตัวเจียงฉางเซิง ลูกศิษย์ของลัทธิมีจำนวนมากกว่าพันคน นับว่าเป็นขนาดองค์กรที่สุดยอดมากในหมู่คนธรรมดาแล้ว
ฉีหยวนเสาะหาหนทางให้ใต้หล้าสงบสุขพบแล้ว วิธีนั้นก็คือให้อาณาจักรทั้งหลายในใต้หล้าสวามิภักดิ์ต่อต้าจิ่ง รวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือรากฐานของความสงบสุข นอกจากบนทวีปชีพจรมังกร เจียงฉางเซิงยังพบว่าในทะเลสวรรค์ก็มีผู้ศรัทธามากขึ้นทุกทีเช่นกัน
เขาคำนวณคร่าวๆ พบว่าจำนวนผู้ศรัทธาที่เซ่นไหว้เขามีทั้งหมดมากกว่าแปดสิบล้านคน จู่ๆ เขาก็นึกสงสัยวิธีการคำนวณอย่างละเอียดของแต้มเซ่นไหว้ แม้ระบบรอดชีวิตจะเป็นสิ่งที่เขาออกแบบในเกมเมื่อชาติก่อน แต่ตัวมันกลับถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังอันลี้ลับบางอย่าง เขารู้จักเพียงฟังก์ชันต่างๆ พวกนั้นเท่านั้น
บางทีหนึ่งแต้มเซ่นไหว้อาจเกิดจากคนหนึ่งคน หรือไม่ก็คนสองสามคนรวมกัน แต่หลักๆ ก็คือพวกมันจะเกิดจากการสะสมจำนวนผู้จุดธูปเซ่นไหว้หรือไม่ก็เป็นแรงอธิษฐานของผู้คนที่สั่งสมไว้
คนที่จุดธูปเซ่นไหว้เขามีมากกว่าแปดสิบล้านคน ส่วนผู้ที่ยำเกรงเขา เลื่อมใสเขาน่าจะมีมากถึงหลายพันล้านคน เพราะชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปถึงขั้นที่ทั่วทั้งใต้หล้าไม่มีผู้ใดไม่รู้จักแล้ว ไม่ว่าอย่างไรแต้มเซ่นไหว้เพิ่มพูนเร็วย่อมเป็นเรื่องดี สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงฝึกบำเพ็ญได้มั่นใจมากขึ้น
“ต่อจากนี้คงได้อยู่อย่างสงบอีกสักพัก แต่จะสงบนานเกินไปก็ไม่ได้” เจียงฉางเซิงขบคิดอยู่เงียบๆ แม้พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดจะพ่ายแพ้อนารถไปแล้ว แต่เหตุแห่งเคราะห์กรรมก็ยังไม่ถูกสะบั้นหมดสิ้น พูดอีกอย่างก็คือพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดยังทิ้งหน่ออ่อนแห่งภัยร้ายเอาไว้อยู่ ทว่าเขาไม่กังวล กลับกันเขารอคอยให้คนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้บุกมาจู่โจมด้วยซ้ำ
เพราะพลังแห่งโชคชะตาล่มสลาย อาณาจักรตงไห่จึงเผชิญกับภัยธรรมชาติ และโรคระบาดอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อต้าจิ่งที่กำลังพยายามควบรวมอาณาจักร กระทั่งมีเจ้าเมืองไม่น้อยตั้งตนเป็นใหญ่ทำให้แผ่นดินอาณาจักรตงไห่ถูกฉีกเป็นส่วนๆ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าขบวนกองทัพเกราะเหล็กของต้าจิ่ง พวกเขาล้วนไม่ต่างจากแผ่นกระดาษ
ปีซุนเทียนที่สิบหก เจียงเจี่ยนบุกตีเมืองหลวงของอาณาจักรตงไห่ แล้วประกาศต่อใต้หล้าว่าตงไห่ตกเป็นของต้าจิ่งแล้ว! เจ้าเมืองที่เหลือต่างพากันยกธงขาว แผนที่ของแผ่นดินต้าจิ่งขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง
เดือนแปด ฮ่องเต้ประกาศบอกใต้หล้าว่าจะแบ่งเขตปกครองออกเป็นหนึ่งร้อยสี่สิบเก้ารัฐ บัดนี้ต้าจิ่งกลายเป็นอาณาจักรที่มีดินแดนกว้างขวางที่สุดบนทวีป อำนาจบารมีของฮ่องเต้ซุนเทียนพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด จิ่งไท่จงทิ้งแผ่นดินที่ขยายใหญ่เป็นเท่าตัวไว้ให้จิ่งเหวินตี้ จากนั้นจิ่งเหรินจงก็ทำให้อาณาจักรต้าจิ่งที่จิ่งไท่จงทิ้งไว้ให้ขยายใหญ่ขึ้นอีกหน ส่วนฮ่องเต้ซุนเทียนเหนือกว่าจิ่งเหรินจง เขาทำให้แผ่นดินขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าจากสมัยจิ่งไท่จง!
เพื่อทำให้แผ่นดินมั่นคง ฮ่องเต้ซุนเทียนไม่ทำสงครามต่อ แต่ทุ่มกำลังมหาศาลกับการจัดการระบบปกครองภายใน องครักษ์ชุดขาวจำนวนมากอารักขาช่างฝีมือเดินทางไปยังอาณาจักรตงไห่เตรียมตัวจะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ซ่งหลีเริ่มสร้างท่าเรือเป็นการใหญ่เพื่อให้ทุกรัฐที่มีอาณาเขตติดทะเลมีท่าเรืออย่างน้อยสองแห่ง ในเวลาเดียวกันเขาก็ก่อตั้งกองเรือออกค้นหาในมหาสมุทรอีกด้วย
ในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซุนเทียนเรียกอัครมหาเสนาบดีของสามสำนักมาเข้าเฝ้า รวมถึงเฉินหลี่ด้วย “เราตั้งใจจะตั้งเขตปกครองที่อยู่เหนือกว่ารัฐหนึ่งขั้น พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยออกมาเหมือนไม่ได้ใส่ใจมากนัก เมื่อคำพูดนี้ถูกพูดออกมาก็มีคนที่คัดค้านและคนที่สนับสนุน แผ่นดินกว้างใหญ่แล้วก็ควรขยับขยายลำดับขั้นของอาณาเขตใต้ปกครองแล้ว ทว่าหากทำเช่นนี้ย่อมหมายความว่าจะมีตำแหน่งขุนนางเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ทั้งยังจะกดอ๋องผู้ครองรัฐกับผู้ปกครองรัฐทั่วใต้หล้าให้ฐานะต่ำลง จะเลือกทางใดย่อมต้องขบคิดให้รอบคอบ
เฉินหลี่เสนอว่า “ฝ่าบาท เรื่องนี้ต้องทำก็จริง แต่มิสู้ผัดผ่อนออกไปอีกสักหน่อยดีกว่าหรือพะยะคะ ไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็ยังทรงหนุ่มแน่น แล้วยังต้องขยายดินแดนต่อออกไปอีก” ฮ่องเต้ซุนเทียนรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงวางเรื่องนี้ลงชั่วคราว
ขุนนางใหญ่คนหนึ่งเอ่ยว่า “ฝ่าบาท เมื่อพวกเราขยายแผ่นดินออกไป พวกเราก็เริ่มพบกับขุมอำนาจที่มิใช่อาณาจักร นับแต่โบราณทางตะวันตกเป็นดินแดนป่าเถื่อน ได้ยินว่าท่ามกลางทิวเขาสูงทอดยาวสุดลูกหูลูกตามีชนเผ่าโบราณจำนวนไม่น้อยเร้นกายอาศัยอยู่ วรยุทธ์ของพวกเขามิอ่อนแอ เหนือขึ้นไปจากดินแดนภาคกลางก็คือดินแดนที่อลหม่านด้วยเภทภัยจากเหล่าปีศาจ ยามนี้เผ่าปีศาจมีแนวโน้มว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ได้ยินว่าทายาทของไป๋เจ๋อบรรลุเป็นราชาปีศาจแล้ว บารมีปีศาจท่วมท้น ปีศาจที่มารวมตัวกันมากมายจนถึงจุดที่มิอาจดูแคลนได้ กระหม่อมคิดว่าเป้าหมายต่อไปของต้าจิ่งน่าจะมิใช่อาณาจักรอื่น แต่เป็นราชาปีศาจตนนี้”
ฮ่องเต้ซุนเทียนหัวเราะ “ราชาปีศาจตนนี้แค่ขั้นจักรวาล ไม่มีค่าให้กังวลหรอก”
แค่ขั้นจักรวาลหรือ? ขุนนางใหญ่ทั้งหลายนิ่งเงียบ แม้อยากแขวะยิ่งนักแต่กลับไร้กำลังแย้ง ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยต่อว่า “หลังจากนี้เราจะส่งคนไปติดต่อกับราชาปีศาจตนนั้น หากมันยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าจิ่งก็ไม่จำเป็นต้องสู้กับมัน แต่หากมันไม่ยอม เช่นนั้นก็ตาย ตอนนี้เราสนใจทะเลสวรรค์มากกว่า”
ทะเลสวรรค์หรือ? ขุนนางใหญ่ทั้งหลายมองหน้ากัน ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยต่อ “เราตั้งใจว่าจะบุกตีเกาะที่อยู่ระหว่างทางไปทะเลสวรรค์ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมตีทะเลสวรรค์ในวันหน้า” ส่วนทวีปชีพจรมังกร เขาคิดว่าสถานการณ์ค่อนข้างมั่นคงแล้ว ต้าฉีกับเทียนหานที่เหลืออยู่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของต้าจิ่ง การรวมทวีปเป็นหนึ่งเดียวขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ความทะเยอทะยานของเขาเปลี่ยนไปแล้ว มันขยายใหญ่แซงหน้าฮ่องเต้ไทจงในวันวาน เขาไม่เพียงตั้งใจจะรวมแผ่นดินใต้ฝ่าเท้า แต่เขายังหมายจะรวมมหาสมุทรด้วย เขาจะทำให้ต้าจิ่งกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ รวมเผ่ามนุษย์ทั่วใต้หล้าให้เป็นปึกแผ่น ส่วนมหันตภัยปีศาจที่กำลังจะมาถึง เรื่องนั้นไม่ทำให้เขากดดันแต่กลับมอบแรงผลักดันให้เขาอย่างมากมายเหลือคณา
หากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มลง ย่อมเป็นโอกาสของต้าจิ่ง แม้ความคิดนี้จะเห็นแก่ตัวยิ่งนัก แต่มันกลับแตกหน่อแทงกิ่งก้านในหัวใจของเขาอย่างมิอาจหยุดยั้งได้เลย
“เราตั้งใจจะก่อตั้งจวนยุทธ์ จวนยุทธ์ก็คือแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธภพแต่อยู่ใต้สังกัดของราชสำนัก ฐานะเทียบเท่ากับเจ็ดกรม หนึ่งรัฐตั้งหนึ่งจวน เมืองหลวงตั้งจวนหลัก ประชาชนทั่วหล้า มิว่าจะมีชาติกำเนิดเช่นไร ขอเพียงยังเยาว์วัยก็เข้าไปขอรับคัมภีร์ลับจากจวนยุทธ์ได้ทุกที่ หากพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้อื่น จวนยุทธ์จะรับเข้ามาฟูมฟัก ความสำเร็จของจวนยุทธ์จะวัดกันที่ว่าเฟ้นหาอัจฉริยะด้านวรยุทธ์มามอบให้ได้ปีละเท่าใด…”
ฮ่องเต้ซุนเทียนอธิบายอย่างคึกคัก เขาพร่ำพูดยาวเหยียดด้วยท่าทางฮึกเหิม นี่คือสิ่งที่เจียงฉางเซิงเสนอให้เขาฟัง เขาคิดว่าการก่อตั้งจวนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นความคิดที่ดีมากจึงลอกมาบ้าง ขุนนางใหญ่ทั้งหลายตกตะลึงประหนึ่งเห็นเทพสวรรค์ พวกเขาตระหนักได้พร้อมกันว่าต้าจิ่งกำลังจะพลิกโฉมแล้ว!
มนุษย์ล้วนมีความเห็นแก่ตัว คัมภีร์วิชายุทธ์เป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ทั่วหล้าไม่เคยมีอาณาจักรแห่งใดเปิดกว้างเผยแพร่คัมภีร์ลับให้ชาวบ้านมาก่อน เรื่องนี้ย่อมเกิดผลกระทบกับผลประโยชน์ของสำนักทั้งหลายในยุทธภพและชนชั้นสูงแต่ละระดับ มันอาจสร้างความปั่นป่วนในแผ่นดินได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อฮ่องเต้รัชสมัยนี้เป็นผู้ตัดสินพระทัย ไม่แน่มันอาจสำเร็จจริงๆ
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่มรรคาจารย์กับเทพกระบี่ไม่ลงมือ ทั่วทั้งต้าจิ่งก็ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรของฮ่องเต้ซุนเทียนได้แล้ว! ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยหากจะพูดว่าตัวฮ่องเต้ซุนเทียนคือผู้แข็งแกร่งอันดับสามของต้าจิ่ง! ต่อให้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก่อกบฏ ฮ่องเต้ซุนเทียนเพียงพระองค์เดียวก็กำราบพวกเขาได้
เฉินหลี่มองฮ่องเต้ซุนเทียนแล้วรำพึงในใจ ‘ต้าจิ่งมีเขา นับเป็นบุญวาสนา’ ดูเหมือนลิขิตสวรรค์จะคอยดูแลต้าจิ่งอยู่เสมอ นอกจากฮ่องเต้สองรุ่นแรก ไม่ว่าจะฮ่องเต้ไทจง เหรินจง หรือซุนเทียน ล้วนแต่เป็นฮ่องเต้ผู้ห้าวหาญมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ มิหลงระเริงอยู่ในความสุขสำราญ แม้จะมีมรรคาจารย์สนับสนุน แต่หากกษัตริย์โง่เขลา ต้าจิ่งก็คงหยุดนิ่งหรือแม้กระทั่งล้าหลังผู้อื่นเป็นเวลานับหลายสิบปี
ปีซุนเทียนที่สิบเจ็ด แต่ละรัฐของต้าจิ่งเริ่มก่อตั้งจวนยุทธ์ การก่อตั้งจวนยุทธ์สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า ยุทธภพถ่มน้ำลายด่าทอ ประชาชนยินดีปรีดา อ๋องผู้ครองรัฐบางคนถึงกับเสนอให้ก่อกบฏ แต่พวกเขาล้วนถูกฮ่องเต้กำราบจนหมดสิ้น
ฮ่องเต้ลั่นวาจา ผู้ใดกล้าขัดขวางการสร้างจวนยุทธ์ หากสืบสวนพบว่าเป็นจริง อย่างเบาประหารตัดศีรษะ อย่างหนักประหารเก้าชั่วโคตร ชั่วขณะนั้น ทั่วยุทธภพหวาดกลัวแม้กระทั่งเสียงสายลม
ภายในลานเรือน หลี่หมิ่นกำลังรายงานปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ “ข้ากลับคิดว่าฝ่าบาททำถูกต้องแล้ว อีกอย่างต่อให้เป็นเช่นนี้ แม้วิชายุทธ์จะถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง สุดท้ายยอดเคล็ดวิชาทั้งหลายก็ยังอยู่ในมือตระกูลกับสำนักอยู่ดี เรื่องนี้ไม่สั่นคลอนรากฐานในยุทธภพของพวกเขา มีแต่จะทำให้ยุทธภพของต้าจิ่งรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” หลี่หมิ่นเล่าด้วยสีหน้าเลื่อมใส
ไปฉีกลอกตา จวนยุทธ์นี่ไม่ใช่จวนศักดิ์สิทธิ์ที่มรรคาจารย์พูดถึงหรือไร ฮ่องเต้น้อยใช้ได้จริงๆ แขวะก็ส่วนแขวะ ตัวมันก็นับถือความกล้าหาญของฮ่องเต้ซุนเทียนอยู่มาก ตัดสินใจแล้วลงมือผลักดันอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
เจียงฉางเซิงฟังไปพลางก็จ้องหวงเทียนกับเฮยเทียนไปด้วย ปลายปีกลาย จู่ๆ เจ้าสองตัวนี้ก็เริ่มพูดภาษามนุษย์ออกมา นับว่าพวกมันบรรลุเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ปีศาจแมวทั้งสองตัวกำลังฝึกกำลังภายในอยู่
การฝึกบำเพ็ญของเผ่าปีศาจยังคงเป็นไปตามกฎของโลกแห่งยุทธ์ ถึงอย่างนั้นเส้นลมปราณของปีศาจกับมนุษย์ก็แตกต่างกัน ดังนั้นวิชาจึงแตกต่างกันด้วย เจียงฉางเซิงจึงปรับปรุงวิชาของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดมาให้พวกมันฝึกฝน ตอนนี้ดูแล้วไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หลี่หมิ่นเล่าเรื่องราวในทะเลทางใต้ให้ฟังต่อ ระยะนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ล่องเรือจากไปมากขึ้นทุกวัน พวกเขาเดินทางไปฝึกบำเพ็ญที่ทะเลสวรรค์จนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกระแสนิยม เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “นี่ก็เป็นเรื่องดี จะได้ช่วยแตกกิ่งก้านสาขาช่วยต้าจิ่งปูทางไปตีทะเลสวรรค์พอดี”
“ตีทะเลสวรรค์หรือ? ทวีปยังไม่ทันรวมเป็นหนึ่งสำเร็จเลย ฝ่าบาททะเยอทะยานปานนั้นเชียว” หลี่หมิ่นถามอย่างแปลกใจ
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ผู้ใดจะรู้เล่า ต่อให้เขาไม่ทะเยอทะยาน ฮ่องเต้รุ่นต่อไปอาจทะเยอทะยานก็ได้ ก้าวเท้าของต้าจิ่งจะไม่มีวันหยุดนิ่งชั่วนิรันดร์”
หลี่หมิ่นฟังความนัยในคำพูดของเขาออก หัวใจพลันรู้สึกนับถือเลื่อมใสยิ่งนัก ลิขิตสวรรค์ของต้าจิ่งก็คือมรรคาจารย์! นี่คือต้นเหตุที่แท้จริงของความรุ่งเรืองในใต้หล้า!
นภาหมื่นลี้ไร้หมู่เมฆ เกาะหลายแห่งเกาะกลุ่มกันอยู่บนผิวทะเล เงาร่างสองร่างรีบเร่งเดินทางมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยั่งเท้าที่ริมชายฝั่ง พวกเขาก็คือเจ้าอธรรมกับเจียงหลัวนั่นเอง เจ้าอธรรมชราแล้ว เจียงหลัวเองก็ผ่านกาลเวลามามากแล้วเช่นกัน
ศิษย์อาจารย์สองคนเดินไปที่ตลาดบนเกาะ เจ้าอธรรมถอนหายใจ “ในที่สุดก็ออกมาแล้ว รู้สึกเหมือนได้เห็นดวงตะวันอีกหน” เจียงหลัวที่เดินอยู่ด้านหน้าเอ่ยว่า “เกาะลอยฟ้าเลิกไล่ล่าพวกเราแล้ว ดูท่าที่ทะเลสวรรค์คงจะเกิดเรื่องใหญ่” เจ้าอธรรมก็แปลกใจเช่นกัน
สองศิษย์อาจารย์เดินมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่เคยมาเยือน โรงเตี๊ยมสงบจิตนั่นเอง เมื่อพวกเขานั่งลงเสี่ยวเอ้อร์ก็มาต้อนรับทันที เขากะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยว่า “นายท่าน ไม่พบกันนานเชียว”
เจ้าอธรรมหัวเราะ “ความจำเจ้ายอดเยี่ยมนัก คนมาคนไป ผ่านไปนานเพียงนี้แล้ว เจ้ายังจำพวกข้าได้อีกหรือ” เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะ “แหม ก็ทุกคนเป็นลูกค้านี่ขอรับ ข้าจะตาถั่วลืมได้อย่างไร นายท่านทั้งสองอยากทานสิ่งใดขอรับ”
เจียงหลัวสั่งอาหารกับสุราอย่างง่ายๆ มาสองสามอย่าง เมื่อเสี่ยวเอ้อร์หิ้วสุราสองไหเดินมา เขาจึงถามว่า “เสี่ยวเอ้อร์ ระยะนี้ทะเลสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่อันใดหรือไม่” เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ไม่ใช่แค่ที่ทะเลสวรรค์ที่ไหนเล่า ทั่วทั้งทะเลกำลังจะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่แล้ว!”