เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 174 ทะเลแห่งความสิ้นหวังกับคำทำนายของจักรพรรดียุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 174 ทะเลแห่งความสิ้นหวังกับคำทำนายของจักรพรรดียุทธ์
ตอนที่ 174 ทะเลแห่งความสิ้นหวังกับคำทำนายของจักรพรรดียุทธ์
“พลิกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่หรือ เล่าให้ฟังหน่อยซิ” เจ้าอธรรมถามอย่างสงสัยใคร่รู้ เจียงหลัวก็จับจ้องเสี่ยวเอ้อร์ไม่วางตาเช่นกัน
เสี่ยวเอ้อร์รินสุราให้พวกเขาไปพลางเล่าให้ฟังไปด้วย “เรื่องแรกคืออันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์เดินทางไปท้าสู้กับมรรคาจารย์ของต้าจิ่งแต่กลับพ่ายแพ้ยับเยิน ตราบจนวันนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ต่อมาพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดก็ปราชัย พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเป็นกองกำลังที่มีอำนาจเหนือมหาสมุทรมาหลายพันปี พวกเขาสนับสนุนอาณาจักรตงไห่ของทวีปชีพจรมังกรให้ต่อสู้กับต้าจิ่ง หัวหน้าพันธมิตรของพวกเขานำยอดฝีมือจากพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดบุกจู่โจมรัฐชื่อของต้าจิ่งอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว หัวหน้าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดผู้นั้น แม้แต่มัจฉาปักษาอสูรโบราณในตำนานก็ยังกำราบได้ มัจฉาปักษาตัวนั้นใหญ่โตมโหฬาร เล่ากันว่ามันตัวใหญ่จนบดบังท้องนภา ปิดดวงตะวันจนมิด แต่พอพวกเขาเดินทางไปถึงต้าจิ่งแล้ว กลับไม่เคยกลับมาอีกเลย ได้ยินว่าพวกเขาตายแล้ว ไม่ใช่แค่หัวหน้าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเท่านั้น ยอดฝีมือในพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดที่เดินทางไปอาณาจักรตงไห่ล้วนตายหมดสิ้น ยามนี้นามมรรคาจารย์เลื่องลือไปทั่วมหาสมุทร ผู้ใดจะไปคิดว่าทวีปชีพจรมังกรแสนธรรมดาจะถือกำเนิดผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ออกมา”
เจียงหลัวฟังจบก็สีหน้าผิดแปลกไปเล็กน้อย เขารู้จักความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงดี ในใจเขาถึงขั้นเลื่อมใสอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าความแข็งแกร่งของเจียงฉางเซิงจะสร้างชื่อเลื่องลือไปทั่วมหาสมุทรได้ เจ้าอธรรมเงียบไป ในหัวใจมีอารมณ์อันซับซ้อนก่อกวนอยู่เช่นกัน
พวกเขาเพิ่งจะหลีกเร้นจากโลกไปนานเท่าใด มรรคาจารย์กลับสร้างชื่อเสียงได้ถึงเพียงนี้แล้ว เซียวปู่คูที่เช็ดโต๊ะอยู่ใกล้ๆ ก็เจ็บปวดรวดร้าวหัวใจเช่นเดียวกัน แม้ไม่ใช่หนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้ แต่ทุกครั้งที่ได้ฟัง เขาก็ยังตกตะลึงอยู่ดี ตราบจนวันล่มสลายหอมังกรมหายานก็ไม่รู้สักนิดว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูเช่นไรอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดาของเขา
เห็นชัดว่าเสี่ยวเอ้อร์เป็นผู้ศรัทธาที่แสนจะภักดีต่อมรรคาจารย์ เขาคุยโวถึงความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์อย่างน้ำไหลไฟดับ เจียงหลัวกับเจ้าอธรรมไม่เอ่ยขัดเขา แต่ตั้งใจฟังเขาเล่า พันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเผชิญกับความเสียหายหนักหนาเช่นนี้ ต่อให้ยังไม่ล่มสลายก็นับว่าเสื่อมถอยลงนับพันจั้ง กองกำลังที่ถูกพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดกดไว้เหล่านั้นต่างแห่กันออกมาไล่ล่าพวกเขา ทำให้เขตอำนาจของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดหดเล็กลงอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหนูข้างถนน
เสี่ยวเอ้อร์เล่ายาวเหยียด แล้วดูท่าว่ายังจะเล่าไม่สาแก่ใจเสียด้วย นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเขาคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์มากมายบนทะเลสวรรค์คิดเช่นเดียวกัน การปรากฏตัวของมรรคาจารย์ในยุทธภพ ทำให้พวกเขาตกตะลึงเหลือคณาอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมรรคาจารย์ลึกลับยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใด รู้แต่ว่าไม่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากเพียงใด หรือจำนวนมากน้อยเท่าใด ขอเพียงกล้าไปหาเรื่องมรรคาจารย์ล้วนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย บนมหาสมุทรไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ที่น่ากลัวถึงขนาดนี้ปรากฏตัวมานานมากแล้ว!
เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะหึๆ หลังจากนั้นจึงถอยออกมา เจ้าอธรรมหันไปมองเจียงหลัวแล้วถอนหายใจ “ทวีปชีพจรมังกรคงกำลังจะผงาดขึ้นมาในไม่ช้า” มีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้คอยปกป้องอยู่ ต้าจิ่งต้องรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้แน่!
เจียงหลัวพยักหน้า เอ่ยว่า “อาจารย์ พวกเราก็กลับไปกันเถิด ถึงอย่างไรวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ก็มาถึงทางตันแล้ว” เจ้าอธรรมลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็พยักหน้า ศิษย์อาจารย์สองคนไม่พูดอันใดต่อ ต่างคนต่างมีเรื่องในใจ
ในลานเรือน หยางโจวกับปีศาจแมวทั้งสองตนกำลังไล่จับกัน ประเดี๋ยวก็ผลุบเข้าไปในหมอกวงกต ประเดี๋ยวก็วิ่งออกมา วิชาท่าร่างของพวกเขารวดเร็วดุจสายฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีศาจแมวทั้งสองตัว เยี่ยสวินตี๋ขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าเขาไม่พอใจกับผลงานของหยางโจวเท่าใดนัก เจียงฉางเซิงกลับเห็นว่ายังพอใช้ได้ พรสวรรค์ของหยางโจวสุดยอดก็จริง แต่หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน พวกมันเมินเฉยต่อพลังล่อลวงของมุกชุมปีศาจได้ ยากจะจินตนาการเหลือเกินว่าปีศาจแมวสองตัวนี้ซ่อนสายเลือดเช่นไรไว้
เทพกระบี่นั่งสมาธิใคร่ครวญศาสตร์กระบี่อยู่บนกำแพงจวน หวงเทียนกับเฮยเทียนย่ำศีรษะเขาตามกันไปติดๆ แต่เขากลับเฉยสนิท ทว่าตอนที่หยางโจวคิดจะเหยียบลงมาบ้าง เขาพลันเหลือบตามอง หยางโจวตกใจกลัวจนขนลุกซู่รีบอ้อมไปอย่างเร็วไว
เรื่องนี้แทบจะกลายเป็นการฝึกประจำวันของหยางโจวอยู่แล้ว หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ผ่านไปครู่หนึ่ง หยางโจวก็หยุดหอบแฮกๆ เขาเท้าสองมือไว้บนหัวเข่าแล้วด่าว่า “เจ้าสองตัวนี้มันจะเก่งกาจเกินธรรมดาไปแล้วนะ!” หวงเทียนกับเฮยเทียนเหยียบบนสายหลังคา พวกมันยังคึกคักพลังเต็มเปี่ยม
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “พวกมันเร็วกว่าเจ้า นั่นเป็นข้อได้เปรียบแต่กำเนิด แต่พลังปีศาจของพวกมันสู้ลมปราณของเจ้ามิได้” นับตั้งแต่หยางโจวตายหนนั้น ร่างศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์ก็ถูกปลุกให้ตื่น ลมปราณก่อเกิดเพิ่มเร็วอย่างที่สุด เหนือกว่าสมัยก่อนหน้าอย่างเทียบกันไม่ติด ตัวเขาในวัยยี่สิบสองปีบรรลุขั้นเทวจิตแล้ว เรื่องนี้น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าดูจากอายุ เขาจะเทียบสวี่เทียนจือในอดีตไม่ได้ แต่นั่นก็เพราะเขาเพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์เอาตอนอายุสิบหกปี
เจียงฉางเซิงพยากรณ์พลังของหยางโจว โจวเจวี่ยซื่อกับอวี้ชิงยวนดู ตอนนี้ทั้งสามคนพลังต่างกันไม่มากแล้ว ใช้เวลาอีกไม่กี่ปีหยางโจวต้องพลิกกลับมาแซงเป็นแน่ หยางโจวได้ยินคำพูดของเจียงฉางเซิงก็คลี่รอยยิ้ม ความกลัดกลุ้มถูกกวาดหายไปในพริบตา
เยี่ยสวินตี๋แค่นเสียงดังเหอะ “ไปดูศิษย์น้องทั้งหลายของเจ้าโน่นไป” “ขอรับ!” หยางโจวเห็นเขาสีหน้าไม่ดีจึงเผ่นแผล็วไปทันที
หลายปีที่ผ่านมา เจียงฉางเซิงส่งร่างแยกไปพาเด็กหนุ่มเด็กสาวกลับมาทั้งหมดเก้าคน พวกเขาคือผู้ที่ติดอันดับหนึ่งในร้อยผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมบนทวีปในปัจจุบัน เจียงฉางเซิงไล่ถามตั้งแต่อันดับที่หนึ่งถึงหนึ่งร้อย พวกเขาส่วนใหญ่มีอาจารย์สั่งสอนแล้ว บางคนก็ล่วงเข้าวัยบั้นปลายชีวิตแล้ว มิอาจฝึกฝนวรยุทธ์ได้ทัน
เก้าคนนี้เขามอบให้หยางโจวคอยสั่งสอนด้วยตนเอง นับว่าเป็นการฝึกฝนหยางโจวอีกทางหนึ่ง บางครั้งเยี่ยสวินตี๋ก็จะชี้แนะพวกเขาด้วยตนเองด้วย ตอนนี้หยางโจวมีอาจารย์สองคน คนที่ถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เป็นหลักยังคงเป็นเยี่ยสวินตี๋ ส่วนชิงเอ๋อร์ส่วนมากจะสอนการใช้ชีวิตให้เขามากกว่า เรื่องนี้เยี่ยสวินตี๋กลับสู้ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ เพราะตัวเยี่ยสวินตี๋เองก็เป็นคนที่ปลีกวิเวกอยู่สันโดษเหมือนกัน
เทพกระบี่ลูบเคราแล้วคลี่ยิ้ม “เด็กเก้าคนนั้นไม่ธรรมดาเลย มรรคาจารย์ ท่านให้หยางโจวดูแลพวกเขาเอง หรือว่าในอนาคตมีแผนการใดไว้สู่อยู่แล้ว” ไปฉีกับเยี่ยสวินตี๋หันไปมองเจียงฉางเซิงพร้อมกัน
เจียงฉางเซิงกล่าวตอบ “อืม วันใดต้าจิ่งเผชิญกับมหันตภัยปีศาจ ย่อมต้องมีคนคอยปกป้องแว่นแคว้น และย่อมต้องมีคนบุกทะลวงตรงเข้าไปสังหารผู้นำของเหล่าปีศาจเช่นกัน” เขาตั้งความหวังกับหยางโจวไว้มากจริงๆ ไม่ใช่แค่ด้านวรยุทธ์ของตัวเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เยี่ยสวินตี๋ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านตามหาอัจฉริยะเหล่านี้พบได้อย่างไรกัน ตอนพวกเขามาที่นี่ พวกเขาไม่มีลมปราณสักนิดด้วยซ้ำ” เจียงฉางเซิงอมยิ้มน้อยๆ หลังจากนั้นก็หลับตาลง เยี่ยสวินตี๋เห็นเขาไม่ยอมตอบก็ไม่กล้าถามต่อ แม้แต่คนตายยังปลุกให้ฟื้นกลับมามีชีวิต มรรคาจารย์ยังทำได้ แค่มองพรสวรรค์ทะลุปรุโปร่งย่อมไม่นับว่ามหัศจรรย์สักเท่าใด
เยี่ยสวินตี๋เดินไปถึงมุมลานเรือนแล้วเริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชา แม้จะเป็นอาจารย์แล้ว แต่เขาก็ยังมีหัวใจที่มุ่งมั่นอยากเป็นที่หนึ่งอย่างแรงกล้าอยู่ดี
[ปีซุนเทียนที่สิบเจ็ด ซิงขู่ที่ถูกเจ้าทำเครื่องหมายไว้กลับชาติมาเกิดสำเร็จ ถือกำเนิดที่ทะเลแห่งความสิ้นหวัง] ข้อความแจ้งเตือนข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเจียงฉางเซิง ศิษย์น้องกลับชาติมาเกิดแล้ว
เจียงฉางเซิงประทานพรหนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้ให้เขาอย่างเงียบๆ ก่อนที่เขาจะมาเกิด เขาได้รับพรสวรรค์ที่ดีแลกกับหนึ่งแสนแต้มเซ่นไหว้ไปแล้ว ดังนั้นหนนี้เจียงฉางเซิงจึงไม่ประทานพรให้มากอีก ทั้งอารามมังกรผงาด คนที่เขามีความสัมพันธ์ดีด้วยที่สุดก็คือซิงขู่ เจียงฉางเซิงผูกพันกับเขามากกว่าเมิ่งชิวซ่วงเสียอีก ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็อยู่รวมเรือนหลังเดียวกันมาตั้งแต่เล็ก
‘ชาตินี้อย่าแขนขาดอีกเลย’ เจียงฉางเซิงคิดในใจ มุมปากจุดรอยยิ้มจางๆ ที่แท้แทบจะมองไม่เห็น เขาลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดขึ้นไปบนต้นวิญญาณปฐพี จากนั้นจึงเริ่มจับสัมผัสรอยประทับสังสารวัฏของซิงขู่ หลังจากจับทิศทางได้แล้ว เขาก็ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไป
เยี่ยสวินตี๋เห็นดวงตาทั้งสองของเจียงฉางเซิงเปล่งแสงสีทองก็ไม่ตกใจอีกต่อไป เขาเพียงสงสัยใคร่รู้อยู่ในใจว่านั่นคือวิชายุทธ์ใด หรือว่าที่มรรคาจารย์ยิงศัตรูจากระยะไกลได้เพราะเขามีวิชายุทธ์ที่ทำให้สายตายอดเยี่ยมอยู่กันนะ
เจียงฉางเซิงมองไปทางตะวันตก ทะเลแห่งความสิ้นหวังตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทวีปชีพจรมังกร แม้ไม่ห่างไกลเท่าทวีปเทพโบราณ แต่ก็ไม่ใกล้เหมือนทะเลสวรรค์ เกาะนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านสายตา ตามด้วยทวีปอีกสามแห่ง ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็มองเห็นทะเลแห่งความสิ้นหวัง สีหน้าของเขากระตุกวูบทันใด
ทะเลแห่งความสิ้นหวังถูกเมฆอสนีบาตนับไม่ถ้วนปกคลุมอยู่ น้ำทะเลสีดำมืด ดูข่มขวัญอย่างยิ่ง คลื่นในทะเลซัดมาเป็นระลอก ความตายอันเงียบกริบแผ่ซ่านออกมา เขาบังคับสายตาให้เลื่อนต่อไปข้างหน้า ทะเลแห่งความสิ้นหวังมีเกาะไม่มาก มันเล็กกว่าทะเลรอบทวีปชีพจรมังกรมาก แต่เขามองเห็นอสูรทะเลร่างมหึมามากมาย แล้วยังมีวิหคขนาดยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวบินวนเวียนอยู่
มิน่าเล่าจึงชื่อว่าทะเลแห่งความสิ้นหวัง ดูไม่เหมือนสถานที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้สักนิด สายตาเลื่อนต่อไปด้านหน้า เจียงฉางเซิงมองเห็นแผ่นดินแห่งหนึ่ง ซิงขู่อยู่บนแผ่นดินผืนนั้น ทวีปแห่งนี้เล็กกว่าทวีปชีพจรมังกรมาก มันมีขนาดพอๆ กับต้าจิ่งในสมัยก่อนหน้านี้ ขอบทวีปมีเมืองแต่ละแห่งตั้งเรียงรายพร้อมกับเรือเดินทะเลขนาดยักษ์ กลับกันด้านในทวีปกลับมีเมืองค่อนข้างน้อย
ซิงขู่ถือกำเนิดในหุบเขาแห่งหนึ่ง ที่นี่มีผู้ฝึกยุทธ์มากมาย ดูสภาพแล้วเหมือนจะเป็นสำนักสักแห่ง ภายในห้องมีผู้คนมากมายรุมล้อมตัวเขาที่อยู่ในห่อผ้าอ้อม ชีวิตนี้เขาไม่ใช่เด็กกำพร้าอีกแล้ว เจียงฉางเซิงดูอยู่เงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนสายตากลับมา
ทะเลแห่งความสิ้นหวังดูแล้วอันตรายยิ่งนัก แต่ในเมื่อมีมนุษย์อาศัยอยู่ ย่อมหมายความว่ามนุษย์บนทวีปแห่งนี้หาทางมีชีวิตรอดได้แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องกังวล แต่หากมหันตภัยเผ่าปีศาจมาเยือน บางทีอาจมีอะไรเปลี่ยนไปก็ได้ ถึงตอนนั้นเขาค่อยรับซิงขู่มา ความจริงทำเช่นนี้ก็มีข้อดีเหมือนกัน อาศัยมิตรสหายในอดีตที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ชักนำกองกำลังให้มาเข้าร่วมกับต้าจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยขยายขุมกำลังให้ต้าจิ่งเพื่อจะได้ต้านทานเผ่าปีศาจไหว
ภายในป่าบนเกาะอันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่ง เจ้ากระบี่ผู้สวมอาภรณ์สีดำกำลังนั่งสมาธิ สี่ด้านแปดทิศรอบตัวมีกระบี่ไม้เล่มแล้วเล่มเล่าลอยอยู่ทั่วทั้งผืนป่า ดูยิ่งใหญ่อลังการ เงาร่างหนึ่งเหินลงจากฟ้ามายืนตรงหน้าเจ้ากระบี่ แต่ไม่มีฝุ่นฟุ้งขึ้นมาแม้แต่น้อย
เจ้ากระบี่ไม่ลืมตาแต่เอ่ยว่า “ช่างเป็นแขกที่หายากจริงๆ วัชระล่องสมุทร” คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือหลวงจีนรูปหนึ่ง เขามีหนวดเคราดกเฟิ้ม ร่างกายท่อนบนฝั่งหนึ่งเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อหนั่นแน่นดูเหมือนอรหันต์ก็ไม่ปาน
วัชระล่องสมุทรมองสำรวจเขาแล้วเย้ยหยัน “เจ้ากระบี่ ไม่พบกันร้อยปี วิชากระบี่ของเจ้าดูไม่เห็นจะก้าวหน้าสักเท่าใดเลยนี่ มิสู้มาอยู่กับเฟิ่งเทียนของข้าดีกว่า โอรสสวรรค์ต้องถูกใจเจ้ามากแน่”
เจ้ากระบี่ลืมตาเอ่ยว่า “ขอบคุณความหวังดีของโอรสสวรรค์ วัชระเดินทางมาหนนี้เพื่อแดกดันข้าหรือไร” วัชระล่องสมุทรยิ้ม “ย่อมมิใช่ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ใกล้จะต้านไม่ไหวแล้ว เกาะจักรพรรดิยุทธ์กำลังจะประกาศบอกใต้หล้าให้เปิดศึกระหว่างร้อยราชวงศ์แห่งโชคชะตา หมายจะเฟ้นหาอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์สักแห่งออกมาให้ได้ในห้าร้อยปี เฟิ่งเทียนของข้าย่อมต้องลงไปสู้ด้วย ฝ่าบาทจึงอยากจะเชิญราชสำนักกระบี่เข้ามาร่วมด้วย”
เจ้ากระบี่ขมวดคิ้ว “อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พบภัย พวกเจ้ามิเดินทางไปช่วยเหลือ กลับคิดแต่จะสู้กันเองหรอกรึ” วัชระล่องสมุทรส่ายหน้าบอกว่า “ไม่ช่วยเหลืออย่างไร องค์ชายสามพระองค์ของโอรสสวรรค์ต่างทอดร่างอยู่ในท้องของปีศาจแล้ว พวกเราเพียงทุ่มเดิมพันหมดหน้าตักไว้กับการช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้ก็เท่านั้น นี่เป็นเจตนาของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์ทำนายไว้ว่าภายในห้าร้อยปีเผ่ามนุษย์จะถือกำเนิดจักรพรรดิมนุษย์ ยามจักรพรรดิมนุษย์เดินทางออกสู่ทะเล ยามนั้นคือจุดเปลี่ยนโชคชะตาเผ่ามนุษย์จากตกต่ำสู่รุ่งเรือง”
เจ้ากระบี่เงียบไป วัชระล่องสมุทรเอ่ยว่า “ฝ่าบาทรู้จักวิชากระบี่ของเจ้าดี หากเจ้ายินดีเข้าร่วมกับเฟิ่งเทียน ฝ่าบาทจะมอบมือกระบี่ที่บรรลุจิตกระบี่จำนวนมากให้เจ้า ช่วยให้เจ้ากลายเป็นกระบี่อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า เจ้ากระบี่ โอกาสเช่นนี้พลาดมิได้ ยามนี้ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับเจ้าก็จริง แต่ไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็เป็นโอรสสวรรค์ หากเจ้าปฏิเสธอีก ฝ่าบาทย่อมไปเฟ้นหาสำนักกระบี่อื่น ราชสำนักกระบี่หาใช่สำนักกระบี่เพียงหนึ่งเดียวในมหาสมุทรไม่”
ผืนป่านิ่งเงียบสนิท วัชระล่องสมุทรไม่พูดมากต่อแล้ว เขารอคอยคำตอบของเจ้ากระบี่ เจ้ากระบี่หลับตาตอบว่า “ได้ ถ้าเช่นนั้นราชสำนักกระบี่จะเข้าร่วมกับเฟิ่งเทียน ช่วยเฟิ่งเทียนให้ก้าวไปสู่การเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์” วัชระล่องสมุทรคลี่ยิ้มตอบว่า “หลายร้อยปีหลังจากนี้ เจ้าจะยินดีกับการเลือกของเจ้าในวันนี้”
[1] คัมภีร์ซือจิง: คัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งของวัฒนธรรมจีนโบราณ เป็นตำรารวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุด นับเป็นจุดเริ่มต้นของบทกวีจีนโบราณ ในนั้นบันทึกบทกวีตั้งแต่ต้นราชวงศ์โจวตะวันตกจนถึงสมัยกลางยุคชุนชิวเอาไว้