เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 176 สรรพสิ่งคงเดิมคนผันแปร สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งนักหรือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 176 สรรพสิ่งคงเดิมคนผันแปร สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งนักหรือ
ตอนที่ 176 สรรพสิ่งคงเดิมคนผันแปร สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งนักหรือ
“วันนี้ได้มาพบมรรคาจารย์ ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ มิน่าเล่าจึงมีชื่อเสียงไปทั่วแถบทะเลแห่งนี้” ผู้เฒ่าชุดคลุมขาวเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงพร้อมเอ่ยชม
เทพกระบี่ ไปฉี หวงเทียนและเฮยเทียนต่างมองเขาอย่างระแวดระวัง เจียงฉางเซิงไม่ได้ลุกขึ้นหากแต่ถามไปว่า “ไม่ทราบว่าท่านแซ่ใดนามใด”
“คนทั่วหล้าเรียกขานข้าว่าผู้เฒ่าความลับสวรรค์ มาจากเกาะจักรพรรดิยุทธ์ ที่มาคราวนี้เพราะเคยได้ยินเรื่องน่าอัศจรรย์ของท่าน ท่านแข็งแกร่งยิ่งนัก ท่านจะยินยอมเข้าร่วมกับเกาะจักรพรรดิยุทธ์ และหลีกไกลจากทางโลกหรือไม่” ผู้เฒ่าชุดคลุมขาวเอ่ยช้าๆ
เยี่ยสวินตี๋สะดุ้งและมองผู้เฒ่าความลับสวรรค์ด้วยความสงสัย เจียงฉางเซิงถาม “หลีกไกลจากทางโลกหมายความว่าอย่างไร”
“จดจ่อเพียงวิถียุทธ์นับแต่นี้ ไม่เข้ามามีส่วนร่วมกับการแก่งแย่งระหว่างอาณาจักรอีก ภารกิจของเกาะจักรพรรดิยุทธ์คือปกป้องมวลมนุษย์ หากมวลมนุษย์ในหล้ามีเคราะห์ภัยก็จะเป็นเวลาที่พวกเราใช้พลังยุทธ์”
“ข้าปฏิเสธได้หรือไม่”
“ย่อมได้” ผู้เฒ่าความลับสวรรค์กลับไม่ได้มีน้ำโห หากแต่ยังคงสงบเยือกเย็น
เจียงฉางเซิงพลันไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดอีก แม้เขาจะมีค่าตัวเป็นแต้มเซ่นไหว้เทียบได้กับทั้งเกาะจักรพรรดิยุทธ์แล้ว แต่ก็ยังไม่อยากไปหาเรื่องเกาะจักรพรรดิยุทธ์ ฉะนั้นจึงไม่ต้องการหยั่งเชิงเกาะจักรพรรดิยุทธ์ให้มากเกินไป เพื่อที่จะได้ไม่มีความแค้นต่อกัน
จู่ๆ เยี่ยสวินตี๋ก็ถามขึ้นมาว่า “ยามนี้มวลมนุษย์ก็มีเคราะห์ภัย เหตุใดเกาะจักรพรรดิยุทธ์จึงไม่ลงมือ”
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์ปรายตามองเขาหนหนึ่ง กล่าวว่า “เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าเกาะจักรพรรดิยุทธ์ไม่ลงมือ ผู้แข็งแกร่งส่วนใหญ่ในเกาะออกไปเป็นกำลังหนุนแก่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว”
เจียงฉางเซิงได้ฟังก็กระจ่างในใจทันใด มิน่าเล่าเกาะจักรพรรดิยุทธ์จึงมีค่าแค่ห้าสิบล้านแต้มเซ่นไหว้ ที่แท้เป็นเพราะหลายปีมานี้ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากได้ออกไปจากเกาะแล้ว และที่ที่พวกเขาออกไปก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ระบบจะประเมินได้ ฉะนั้นจึงไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้
เวลานี้จักรพรรดิยุทธ์ก็มีค่าแต้มเซ่นไหว้แค่หลักหมื่นแต้มเท่านั้น หรือจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์คนใหม่ที่ขึ้นครองตำแหน่ง? จักรพรรดิยุทธ์คนก่อนตายในการต่อสู้ระหว่างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กับเผ่าปีศาจ? เจียงฉางเซิงเกิดความคิดเชื่อมโยงกันขึ้นมา
ผู้เฒ่าความลับสวรรค์เอ่ยอย่างมีนัยสำคัญว่า “มรรคาจารย์ หากท่านมีปณิธานยิ่งใหญ่ เช่นนั้นจงปกครองต้าจิ่งแล้วเป็นฮ่องเต้เสียเองเถิด ทำให้ต้าจิ่งก้าวหน้าเร็วสักหน่อย หาไม่แล้วต้าจิ่งก็จะสูญเสียคุณสมบัติที่มีไป” พูดจบเขาก็หันหลังจากไป
เมื่อสัมผัสได้ว่าลมปราณของเขาไปจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็วแล้ว เจียงฉางเซิงจึงได้หลับตาลงฝึกวิชาต่อ คำพูดของผู้เฒ่าความลับสวรรค์กลับทำให้ทุกคนความคิดปั่นป่วน มรรคาจารย์เป็นฮ่องเต้เสียเอง? พวกเขาไม่กล้าจินตนาการเลย
ทว่าพวกเขาก็คิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมาทันใด เหตุที่มรรคาจารย์ไม่เป็นฮ่องเต้ อาจเป็นเพราะกลัวอายุขัยที่จำกัดของฮ่องเต้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาหรือไม่ แน่นอนว่าพวกเขาก็เพียงคิดเท่านั้นแต่ไม่กล้าถามออกมา
เจียงฉางเซิงไม่รู้สิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ แต่ต่อให้รู้ก็ไม่สนใจ เพราะเขาไม่มีความคิดที่จะเป็นฮ่องเต้จริงๆ ยุ่งยากเกินไป อาจจะรบกวนการฝึกวิชาของเขา หากเขาได้กลายเป็นเทพเซียน แต่ลูกหลานกลับไม่เอาไหน เช่นนั้นเขาก็อาจจะเป็นฮ่องเต้เล่นๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ชีวิตคนควรจะมีดูสักคราว
ต่อจากนั้นระยะหนึ่ง เจียงฉางเซิงเห็นว่าผู้เฒ่าความลับสวรรค์ไปยังสองราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้แก่ต้าฉีและเทียนหาน พร้อมกับมอบม้วนกระดาษโชคชะตาให้แก่ฮ่องเต้เช่นเดียวกัน ม้วนกระดาษราชวงศ์แห่งโชคชะตามีโชคชะตาแห่งยุทธ์อยู่จำนวนมาก จึงไม่มีอันตรายต่อโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ฮ่องเต้ซุนเทียนวางมันไว้ในห้องทรงพระอักษร โชคชะตาพญามังกรของเขากลับเริ่มแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แม้ไม่นับว่าแข็งแกร่งนักแต่ก็ส่งผลน่าอัศจรรย์เช่นนี้จริงๆ
การมาเยือนของผู้เฒ่าความลับสวรรค์ทำให้ฮ่องเต้ซุนเทียนไม่แอบเกียจคร้านอีกต่อไป เขาส่งเจียงเจี่ยนและผิงอันไปที่ทะเลสวรรค์เพื่อช่วยให้ต้าจิ่งยึดครองเกาะจำนวนมากได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปีซุนเทียนที่สิบเก้า เจียงหลัวและเจ้าอธรรมเข้ามาในเมืองหลวง เมื่อเห็นอาคารหลายแห่งที่ทั้งสูงและใหญ่กว่าเดิม พวกเขาก็เกิดความรู้สึกราวกับว่าอยู่ในอีกโลกหนึ่งทีเดียว ห่างจากครั้งก่อนที่เคยมาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น เมืองหลวงต้าจิ่งกลับมีรูปโฉมใหม่แล้ว เรียกว่าสุดยอดจริงๆ
สรรพสิ่งคงเดิม แต่คนผันแปร เจียงหลัวรู้สึกเสียใจนัก เขารู้เรื่องที่เจียงชิวสิ้นชีพแล้ว และเขาก็เสียใจภายหลังหนักหนา ในวังหลวงคืนนั้นเขาควรไปแสดงตัวทำความรู้จักกับเจียงชิว พี่น้องฝาแฝดกลับยังไม่เคยได้นั่งลงสนทนาและร่วมดื่มสุรากันเลย
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ไร้ความหมาย อุตส่าห์ทุ่มเทความพยายามเพื่อวิถียุทธ์แต่กลับไม่ได้เป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า
เจ้าอธรรมมองความคิดของเขาออก ได้แต่ตบไหล่เขาและไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
วันเดียวกันนั้นศิษย์อาจารย์สองคนไปหาเจียงฉางเซิง พวกเขาตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ต้าจิ่ง และอยากจะอยู่ที่อารามมังกรผงาด แต่เจียงฉางเซิงกลับแนะนำให้พวกเขาไปหาฮ่องเต้เพื่อไปเป็นขุนนางและแม่ทัพ “พลังยุทธ์ของพวกเจ้าไม่ควรต้องมาอุดอู้อยู่ที่นี่”
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง ความจริงแล้วพวกเขาก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกันจึงได้มาหาเจียงฉางเซิง เมื่อได้รับความเห็นจากเจียงฉางเซิง พวกเขาก็มุ่งหน้าไปวังหลวงก่อนฟ้ามืด องครักษ์ชุดขาวมารออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของวังหลวงแล้ว
เจียงฉางเซิงมองพวกเขาเข้าวังก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เป็นดังคาด แม้วิชาเทพมหาวัฏสวรรค์จะดูสมบูรณ์แบบ แต่เมื่ออยู่ในระดับขั้นที่สูงขึ้นก็เผยข้อบกพร่องออกมา เจ้าอธรรมค้างเติ่งอยู่ที่ขั้นจักรวาลไมอาจขึ้นสู่ขั้นถ้ำสวรรค์ได้เสียที เวลานี้เมื่อสูบพลังยุทธ์จากผู้อื่นก็จะสลายออกไปเอง ไมอาจช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ให้ตัวเขาได้
เจียงหลัวเปลี่ยนมาฝึกวิชายุทธ์แล้ว พวกเขาได้พบเรื่องอัศจรรย์ครั้งอยู่ในมหาสมุทร เจียงหลัวจึงกลับมาฝึกวิชายุทธ์อีกครั้ง แต่เพราะเสียเวลานานเกินไป เวลานี้จึงติดค้างอยู่ที่ขั้นกายาทองคำและยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะบรรลุขั้นจักรวาลได้
ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซุนเทียนได้พบกับเจียงหลัวก็ถึงกับเหม่อลอยไปพักหนึ่ง ราวกับว่าเขาได้พบกับฮ่องเต้จิ่งเหรินจง ชวนให้รู้สึกเศร้าสร้อยอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก
เจียงหลัวได้เห็นฮ่องเต้ซุนเทียนในวัยหนุ่มแน่นก็ตกตะลึงอย่างมากเช่นกัน คนรุ่นหลังผู้นี้อยู่ในขั้นจักรวาลแล้ว! ผืนฟ้าต้าจิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ! แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังอยู่ในขั้นจักรวาล อาหลานสองคนได้พบหน้ากัน เบิกบานใจยิ่งนัก ฮ่องเต้ซุนเทียนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นพิเศษ เจียงหลัวและเจ้าอธรรมจึงวางความกังวลในใจลงได้อย่างสิ้นเชิง
แต่พวกเขาก็ไม่ได้โง่ พวกเขารู้ว่านอกจากฮ่องเต้ซุนเทียนจะให้ความสำคัญกับพลังยุทธ์ของพวกเขาแล้ว ก็ยังเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของมรรคาจารย์ด้วย
ปีซุนเทียนที่ยี่สิบ เกาะต่างๆ ในท้องทะเลของต้าจิ่งมีจำนวนเกือบร้อยเกาะแล้ว ทว่าเกาะเหล่านี้ล้วนมีขนาดเล็ก รวมกันแล้วมีพื้นที่แค่หนึ่งรัฐเท่านั้น เวลานี้หอการค้ายอดวาสนาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเกาะติดอยู่กับต้าจิ่ง ในระหว่างที่ต้าจิ่งขยายแผนที่ไปในมหาสมุทร หอการค้ายอดวาสนาก็ทุ่มเทกำลังลงไปไม่น้อย ฮ่องเต้ซุนเทียนก็มิได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่ดี ยังมอบการค้าทรัพยากรในเกาะต่างๆ ทั้งหมดให้แก่หอการค้ายอดวาสนาด้วยซ้ำ
ซ่งหลีผู้เป็นผู้บัญชาการทางทะเลก็มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่อเสียงของเขาเริ่มโดดเด่นขึ้นมาพร้อมกับสงครามมหาสมุทรของต้าจิ่ง เกาะลอยฟ้าที่ก่อนนี้คอยเอาอกเอาใจต้าจิ่งเรื่อยมาต้องนั่งไม่ติดที่ จึงส่งเจ้าเกาะน้อยจางเฉิงกังมาอีกครั้ง
ตอนที่เจียงหลัวและเจ้าอธรรมรู้ว่าเกาะลอยฟ้าซึ่งเป็นฝ่ายอำนาจที่น่าหวาดกลัว ทั้งยังคอยไล่ล่าสังหารพวกเขามีท่าทีพินอบพิเทากับต้าจิ่งเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกสับสนอยู่ในใจอย่างยิ่ง จนถึงตอนนี้พวกเขาจึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้เหตุที่เกาะลอยฟ้าไม่ไล่ล่าสังหารพวกเขาต่อก็เพราะเห็นแก่หน้าของต้าจิ่งนี่เอง
วันนี้เจียงฉางเซิงอยู่วางๆ ไม่มีสิ่งใดทำจึงเริ่มแอบฟังความในใจของเหล่าผู้ศรัทธาของตน โดยเขาเลือกหลินเฮาเทียนเป็นคนแรก เจ้าหนุ่มนี่มีคุณสมบัติล้ำเลิศ ทั้งมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ จึงเป็นผู้ที่เขาติดตามดูเป็นหลัก
“หนอย ไอ้พวกสารเลวไม่ยอมหยุดเสียที!” “เฮ้อ เสี่ยวเตี๋ย เมื่อใดข้าจึงจะแก้แค้นให้เจ้าได้ ต้องโทษที่ข้าอ่อนหัดเกินไป” “ต้าจิ่งยังอยู่อีกไกลเพียงใด ข้าจะไปถึงต้าจิ่งได้จริงหรือ”
อารมณ์ของหลินเฮาเทียนในเวลานี้ทั้งเดือดดาลทั้งน้อยเนื้อต่ำใจและยังสับสนไร้หนทางอีกด้วย เจียงฉางเซิงฟังแล้วรู้สึกว่าผิดปกตินัก ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่จะพบเจอกับความยุ่งยากเข้าให้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นดูจากอาการแล้วต้องถูกรังแกมา เอาเถอะ ตกกลางคืนต้องไปดูสักหน่อย
ตะวันรอนจันทราโผล่ กลางดึก เจียงฉางเซิงเข้าไปในห้วงความฝันของหลินเฮาเทียน ในฝันเป็นเกาะแห่งหนึ่งในทะเล ดวงจันทร์ลอยสูงอยู่เหนือจุดปลายสุดของผิวน้ำทะเล สะท้อนให้คลื่นทะเลส่องแสงเรืองรอง
หลินเฮาเทียนกำลังพิงอยู่กับโขดหิน คล้ายว่าสองขาของเจ้าหนุ่มนี่จะหักเสียแล้ว มีเลือดไหลอาบที่หัวเข่า ตรงน่องบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด เจียงฉางเซิงเดินมาตรงหน้าเขา เอ่ยปากว่า “จวนเจียนจะยืนหยัดต่อไม่ไหวแล้วใช่หรือไม่” ทันทีที่เอ่ยออกไป หลินเฮาเทียนก็ผลุนผลันเงยหน้าขึ้นราวกับตื่นจากฝัน
เขาตื่นเต้นดีใจทันใดที่ได้เห็นเจียงฉางเซิง อยากยืนขึ้นแต่สองขากลับไร้กำลัง ชั่วอึดใจนี้ ความคับข้องใจในอกของหลินเฮาเทียนก็ระเบิดออกมาทันที สองตาแดงก่ำอย่างรวดเร็ว ราวกับเด็กน้อยถูกรังแกได้พบกับบิดา เจียงฉางเซิงทนเห็นเขาในสภาพนี้ไม่ได้จึงเอ่ยไปว่า “เล่ามาเถอะ ไปพบกับเรื่องใดมา”
หลินเฮาเทียนปาดน้ำตาที่ไม่ได้ความนั้นเสีย กลืนความน้อยเนื้อต่ำใจลงไปอีกครั้ง ก่อนบอกเล่าเรื่องที่ประสบมาในเร็วๆ นี้ให้เขาฟัง
สามปีก่อน หลินเฮาเทียนมาที่ทะเลแถบนี้และบังเอิญได้พบกับพี่ชายน้องสาวคู่หนึ่ง ได้พบกับบุรุษผู้นั้นเขาก็รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน สนทนากันอย่างถูกคอยิ่ง เนื่องจากต้าจิ่งอยู่ไกลเหลือเกิน หลินเฮาเทียนจึงตัดสินใจว่าจะหยุดพักหนึ่งปี สองพี่น้องจึงเชิญเขาไปหาบุปผาอัศจรรย์หมื่นปีด้วยกัน คนทั้งสามใช้เวลาครึ่งปีจึงหาพบ แต่ปรากฏว่ากลับถูกสำนักคลื่นจมเข้าโจมตี พี่ชายคนนั้นฝากฝังน้องสาวให้หลินเฮาเทียนดูแล ส่วนตนเองอยู่สู้ตายเพียงลำพังเพื่อให้พวกเขาหนีไปได้ สุดท้ายเขาก็สู้จนตัวตาย
หลินเฮาเทียนพาสตรีนามเสี่ยวเตี๋ยหนีไป แต่เพราะสำนักคลื่นจมร้ายกาจนัก และมีผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์คอยบงการ หลินเฮาเทียนรู้ตัวว่าแม้อีกหนึ่งร้อยปีก็ยังยากจะแก้แค้นได้ จึงคิดจะพาเสี่ยวเตี๋ยไปต้าจิ่งด้วยกัน วันหน้าค่อยมาล้างแค้นและเสี่ยวเตี๋ยก็เห็นด้วย
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าสำนักคลื่นจมกลับไล่ล่าสังหารพวกเขา ในระหว่างที่กำลังหลบหนีเสี่ยวเตี๋ยต้องตายอย่างอนาถ ศพจมลงในทะเลกว้าง หลินเฮาเทียนใช้กำลังทั้งหมดที่มีสังหารสมุนของสำนักคลื่นจมเหล่านั้นลงได้ แต่ต้องแลกมากับการได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ถึงกระนั้นตลอดสองปีที่ผ่านมาสำนักคลื่นจมก็ยังคงไล่ล่าสังหารเขาไม่หยุด
หลายวันก่อนหลินเฮาเทียนถูกทำร้ายจนขาหักทั้งสองข้าง เขาอาศัยลมปราณเหาะหนีภัยมายังเกาะแห่งนี้ “ถือดีอันใด… ถือดีอันใด พวกมันแย่งของของพวกเราไปและยังสังหารพวกเรา สังหารพวกเราไปคนหนึ่งยังไม่พอ กลับยังคงไล่สังหารให้ถึงที่สุด… ข้าเกลียด… เกลียดพวกมัน… และเกลียดที่ตนเองอ่อนแอเกินไป…” หลินเฮาเทียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นัยน์ตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง
เจียงฉางเซิงสามารถฟังเสียงในใจของเขาได้ รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง พลันรู้สึกไม่ดีต่อสำนักคลื่นจมอย่างยิ่ง ‘สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งเพียงใด’ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 4,100,000 แต้ม จะดำเนินการต่อหรือไม่] “เหอะ!”
‘ฝ่ายอำนาจแข็งแกร่งที่สุดที่สำนักคลื่นจมสามารถเชิญมาได้แข็งแกร่งเพียงใด’ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 9,000,000 แต้ม จะดำเนินการต่อหรือไม่] ไม่! สำนักคลื่นจมด้อยกว่าพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดเล็กน้อย แต่ฝ่ายอำนาจที่ผูกมิตรด้วยกลับไม่เลวเลย ทว่าในสายตาของเจียงฉางเซิงก็ยังไม่เท่าใด ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้หลินเฮาเทียนก็อยู่ห่างไกลกับต้าจิ่งเหลือเกิน ขอเพียงหลินเฮาเทียนหนีมาถึงแถบทะเลแห่งนี้ได้ อีกฝ่ายก็จะไม่ไล่ตามไปจนสุดขอบฟ้าปลายทะเล
เจียงฉางเซิงก้มลงมองหลินเฮาเทียนและบอกว่า “ไม่ต้องเกลียด ชีวิตคนก็ต้องพบกับทุกข์และภัยมากมายเช่นนี้ ต่อให้ไม่มีเจ้า พี่ชายน้องสาวคนนั้นก็ต้องเชิญผู้อื่นไปค้นหาของล้ำค่านั้นและต้องเกิดเคราะห์เช่นนี้อยู่ดี เจ้าไม่ควรตำหนิตนเอง”
หลินเฮาเทียนเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่เพราะแสงจ้าเกินไป หลินเฮาเทียนจึงมองใบหน้าเขาได้ไม่ชัดเจน หลินเฮาเทียนกำสองหมัดแน่น ยิ้มเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “ผู้อาวุโส ด้วยสภาพของข้าในเวลานี้ คงไปต้าจิ่งไม่ไหวแล้ว ชาติหน้า… มีชาติหน้าที่ใดกัน… ขอบคุณท่านมากที่ดูแล”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เจ้าจะยอมแพ้จริงๆ หรือ”
“แต่หากข้าไม่ยอมแพ้แล้วจะอย่างไรได้ สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งเหลือเกิน ข้าเอาชนะพวกมันไม่ได้เลย…”
“สำนักคลื่นจมแข็งแกร่งนักหรือ เช่นนั้นข้าก็อยากจะเห็นสักหน่อย” ได้ยินเช่นนั้น หลินเฮาเทียนพลันตกตะลึง ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะน้อยเนื้อต่ำใจ แต่เป็นความซาบซึ้งใจ “ท่าน…” จู่ๆ หลินเฮาเทียนก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด
เจียงฉางเซิงเอื้อมมือออกไปตบศีรษะเขาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ชายชาตรีอยู่ในหล้า ต้องไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ความทุกข์ยากมีแต่จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น”