เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 175 ใช้กำลังทั้งหมดลงมือ การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 175 ใช้กำลังทั้งหมดลงมือ การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา
ตอนที่ 175 ใช้กำลังทั้งหมดลงมือ การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา
ปีซุนเทียนที่สิบแปด ต้าจิ่งเริ่มยึดครองเกาะในแถบทะเลทางใต้ ชาวยุทธ์จำนวนมากรีบรุดมาแสดงอานุภาพอย่างเต็มที่ เวลานี้ ค่ายกลเคลื่อนย้ายของต้าจิ่งทำออกมาได้สิบหกค่ายกลแล้ว ส่วนมากกระจายอยู่แถบชายแดนทางเหนือและตะวันตก ระยะทางที่ไกลที่สุดที่สามารถใช้ข้ามไปได้นั้นมากกว่าสองแสนลี้ เนื่องจากค่ายกลเคลื่อนย้ายมีจำนวนน้อยจึงยังไม่ได้เปิดใช้ทั่วไปในหมู่ชาวบ้านและในด้านการพาณิชย์
ณ เรือนพัก เขามังกรผงาด ฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังอธิบายแผนการของเขาให้เจียงฉางเซิงฟัง เขาเตรียมขยายอำนาจไปยังแถบทะเลที่อยู่ล่างลงไปทางทิศใต้ และจะสร้างเส้นทางการค้า จากนั้นค่อยหาทางตัดขาดราชวงศ์ต่างๆ ในทวีปชีพจรมังกรออก เมื่อทำเช่นนี้แล้วก็จะสามารถควบคุมทวีปชีพจรมังกรได้อย่างแท้จริงและจะมีประชาชนของราชวงศ์อื่นๆ มาทำงานให้ต้าจิ่ง
ในสายตาของฮ่องเต้ซุนเทียนแล้วหากต้องการก่อตั้งการปกครองที่เป็นหนึ่งเดียว ก็จำเป็นต้องก่อตั้งที่พื้นที่รอบนอกและก่อตั้งในภาวะที่มีคนชนชาติอื่นอยู่ด้วย หากคนทั้งทวีปชีพจรมังกรล้วนเป็นชาวต้าจิ่ง การไม่ตักน้ำในถ้วยให้เท่ากัน แผ่นดินก็จะพังทลายลงโดยง่าย ส่วนชาวบ้านก็ต้องการฮ่องเต้องค์ใหม่ที่จะนำความหวังมาให้พวกเขาได้ แต่หากผู้คนในใต้หล้าล้วนเท่าเทียมกัน เช่นนั้นผู้ใดจะรับผิดชอบเรื่องแรงงานเล่า
ฉะนั้นเป้าหมายของฮ่องเต้ซุนเทียนในเวลานี้ มิใช่การกวาดล้างแต่ละราชวงศ์ในใต้หล้าไปทันใด แต่ตัดขาดไม่ให้พวกเขาเชื่อมต่อไปยังมหาสมุทรได้ ให้พวกเขากลายเป็นอาณาจักรที่เป็นของต้าจิ่ง ต้าจิ่งใช้เงินทองซื้อแรงงานและทรัพยากรจากพวกเขา ให้พวกเขาทุ่มเทกำลังให้ต้าจิ่งเติบโต ไว้ต้าจิ่งแข็งแกร่งจนสามารถเริ่มเข้าโจมตีทวีปอื่นๆ ได้ ค่อยรวมทวีปชีพจรมังกรเป็นหนึ่ง ถึงยามนั้นทวีปอื่นๆ ก็จะเข้ามาแทนที่อาณาจักรเหล่านี้และกลายเป็นแรงงานให้แก่ต้าจิ่งต่อไป
แน่นอนว่าต้าจิ่งก็ต้องอาศัยประชาชนของตนเองเป็นแรงงานด้วย ทว่าในสายตาของฮ่องเต้ซุนเทียนแล้ว หากอาณาจักรเอาแต่พึ่งพาตนเองก็ยากจะผงาดขึ้นมาได้ เจียงฉางเซิงกลับไม่มีความเห็นใดต่อยุทธศาสตร์ของฮ่องเต้ซุนเทียน จะปกครองแผ่นดินเช่นใดฮ่องเต้ซุนเทียนต้องเข้าใจดียิ่งกว่าเขาอยู่แล้ว
เมื่อฮ่องเต้ซุนเทียนพูดเรื่องเหล่านี้จบก็หันมาสอบถามว่า “มรรคาจารย์ ตอนนี้เรามีโอรสแล้ว จะให้เขาเข้ามาฝึกยุทธ์ในอารามมังกรผงาดได้หรือไม่” เจียงฉางเซิงมองเขาหนหนึ่งและกล่าวว่า “ย่อมต้องได้อยู่แล้ว แต่ข้าจะไม่สอนด้วยตนเอง”
ฮ่องเต้ซุนเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไร หากท่านถูกใจค่อยสอน หากไม่ถูกใจก็แล้วไป” เจียงฉางเซิงพยักหน้า ฮ่องเต้ซุนเทียนอยู่ต่ออีกพักหนึ่งจึงกลับไป
เยี่ยสวินตี๋ถามอย่างสงสัยว่า “ความหมายของเขาก็เท่ากับว่าให้ท่านเป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้องค์ต่อไป เหตุใดท่านจึงปฏิเสธเสียเล่า” เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงราบเรียบ “มิจำเป็นหรอก มีวาสนาก็ค่อยว่ากัน”
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการเมืองของต้าจิ่งเลย ฉะนั้นเขาจะเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้หรือไม่ เขาก็ไม่มีความคิดเห็นแต่อย่างใด ขอเพียงต้าจิ่งก้าวหน้าขึ้นทุกวันได้เป็นดี เขาไม่จำเป็นต้องใกล้ชิดกับราชอำนาจให้มากเกินไป และราชอำนาจก็ไม่กล้ามากดดันเขา หากวันหน้าปรากฏฮ่องเต้ทรราชขึ้นมา เจียงฉางเซิงก็จะหนุนฮ่องเต้อีกองค์แทนเป็นพอ และเขายังถึงขั้นมีบุตรชายกับมู่หลิงลั่วอีกสักคนเพื่อให้มาเป็นฮ่องเต้ของต้าจิ่งได้ด้วย
เวลานี้ระดับขั้นของเขาสูงส่งอย่างยิ่ง หากเขามีบุตรชายอีกคน พรสวรรค์ของบุตรชายของเขาจะต้องเหนือกว่าเจียงจื่ออวี้ในอดีตเป็นแน่ เหตุที่คุณสมบัติของลูกหลานเจียงจื่ออวี้ไม่นับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า ก็เป็นเพราะครั้งเจียงฉางเซิงให้กำเนิดเจียงจื่ออวี้นั้นตัวเขาเองก็ไม่นับว่าแข็งแกร่งเช่นกัน แน่นอนว่านี่เป็นแผนการในกรณีที่อับจนหนทางแล้วจริงๆ
เจียงฉางเซิงยังคงหวังว่าสายเลือดของเจียงจื่ออวี้จะสามารถค้ำจุนต้าจิ่งให้ก้าวเดินต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นความรับผิดชอบที่มีต่อราษฎรของต้าจิ่งด้วย ราษฎรเซ่นไหว้เขา เขาช่วยราษฎรเสาะหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
“ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันน่าจะยังมีชีวิตอยู่อีกห้าสิบปีกระมัง” ไปฉีคาดเดา ฮ่องเต้ราชวงศ์แห่งโชคชะตายากจะมีชีวิตอยู่เกินร้อยปี แต่เวลานี้ฮ่องเต้ซุนเทียนเพิ่งอายุได้ยี่สิบแปดชันษาเท่านั้น อีกห้าสิบปีก็เพิ่งอายุเจ็ดสิบแปด ซึ่งเขาในวัยหนุ่มเช่นนี้ก็ได้สร้างคุณงามความดียิ่งใหญ่เกินหน้าบรรพบุรุษได้สำเร็จแล้ว ยากจะจินตนาการได้ว่าเมื่อถึงช่วงบั้นปลายของเขา ต้าจิ่งจะแข็งแกร่งและรุ่งเรืองมากมายเพียงใด
เจียงฉางเซิงหลับตาลงกล่าวว่า “เป็นตายชะตากำหนด ผู้ใดฤาอาจหยั่งรู้” เยี่ยสวินตี๋เริ่มคาดเดาถึงความหวังที่เจียงฉางเซิงมีต่อต้าจิ่ง ตกลงเป็นเพราะเหตุใดกันมรรคาจารย์จึงได้หนุนต้าจิ่งเช่นนี้ ตอนนี้ดูแล้ว คล้ายมรรคาจารย์ไม่ได้สนใจเรื่องอำนาจของราชสำนักเลย
เดือนแปด มีจอมยุทธ์ในยุทธภพมาท้าสู้ที่ยอดเขาวรยุทธ์ หวังจะได้เข้าไปอยู่ในสุสานวีรบุรุษ แต่ปรากฏว่าเอาชนะไม่ได้แม้แต่ชิงเอ๋อร์จึงถูกไล่ลงเขาไป ชาวยุทธ์ที่มาท้าสู้ที่อารามมังกรผงาดในเวลานี้น้อยลงเรื่อยๆ มีแค่คนที่ใกล้ตายแล้วเท่านั้นจึงกล้ามา แต่เวลานี้แม้แต่เทวชนก็นำรางวัลรอดชีวิตมาให้ไม่ได้ เจียงฉางเซิงจึงคร้านจะออกหน้า
ชิงเอ๋อร์เป็นเทวชนแล้ว สามารถรับหน้าได้เองเพียงลำพัง เจียงฉางเซิงตัดสินใจจะยกตำแหน่งท่านนักพรตและเจ้าอาวาสให้นาง เช่นนี้ก็จะทำให้นางหาศิษย์เอกคนต่อไปสะดวกด้วย เดือนเก้า อารามมังกรผงาดต้อนรับเจ้าอาวาสคนใหม่ ชิงเอ๋อร์ก็นับเป็นเจ้าอาวาสคนที่สามนับแต่อารามมังกรผงาดก่อตั้งมา
ส่วนมรรคาจารย์ก็เก็บตัวอยู่ในเขามังกรผงาดไม่ได้จัดการเรื่องต่างๆ ของอารามมังกรผงาดอีก เหล่าศิษย์อารามมังกรผงาดกลับไม่ได้มีท่าทีใดๆ มากนัก เพราะความจริงแล้วก็เป็นแค่การเปลี่ยนวิธีเรียกขานเท่านั้น อย่างไรมรรคาจารย์ก็ยังอยู่ในอารามมังกรผงาดอยู่ดี
เรื่องนี้แพร่ไปในยุทธภพต้าจิ่งอย่างรวดเร็ว สำนักมากมายพากันส่งเทียบมาอวยพร ชาวยุทธ์ทั้งมวลต่างรู้ดีว่าชิงเอ๋อร์จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพในหนึ่งร้อยปีหลังนี้ ใต้ต้นไม้ สายตาของเจียงฉางเซิงมองทะลุหมอกทึบไปยังชิงเอ๋อร์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยคนที่สำนักต่างๆ ส่งมา แอบทอดถอนใจอยู่เป็นหมื่นส่วน
“ศิษย์พี่ ครานั้นท่านอาจารย์คิดว่าท่านเป็นหญิงจึงไม่สะดวกจะให้ท่านเป็นเจ้าอาวาส ชาตินี้ข้าทำให้ความฝันท่านเป็นจริงแล้ว” เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจพร้อมเผยรอยยิ้มออกมา
เขาจดบันทึกวิชายุทธ์ของเจ้ายุทธ์ไร้จำกัดเป็นตำราลับและใส่ไว้ในหอคัมภีร์ของอารามมังกรผงาดแล้ว ประจวบเหมาะกับที่หยางโจวและยอดอัจฉริยะทั้งเก้ามาอยู่ที่นี่ ถึงยี่สิบปีอารามมังกรผงาดก็จะล้ำหน้ากว่าวัดพญามังกรและตระกูลขุนนางประคองจันทร์ และกลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งของต้าจิ่งอย่างจริงแท้
เทพกระบี่ลูบเครากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อีกไม่กี่สิบปี สำนักหลังบัลลังก์ก็จะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์” เวลานี้สำนักหลังบัลลังก์สงบเสงี่ยมนัก ส่วนใหญ่พากันเข้าสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรต่างๆ เหมือนกับตระกูลขุนนางประคองจันทร์ น้อยนักจะมีคนเอ่ยถึงคำว่าสำนักหลังบัลลังก์ออกมา
ไปฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ ไม่ต้องไปรบกวนความสงบของผู้อื่น” หวงเทียนขยับเข้ามาและถามด้วยความสงสัยว่า “สิ่งใดคือสำนักหลังบัลลังก์กัน” เฮยเทียนก็ขยับตามเข้ามามองไปฉีด้วย ไปฉีเริ่มเล่าเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนให้มันฟัง เยี่ยสวินตี๋เองก็สนใจความเป็นมาของเจียงฉางเซิงอย่างยิ่งจึงคอยเอียงหูฟังอยู่
หอมังกรมหายาน หอชุมดารา หุบเขาชำนาญยุทธ์ อาณาจักรต้าฮวง อาณาจักรหงเสวียน… การต่อสู้ของฝ่ายอำนาจเหล่านี้กับมรรคาจารย์ทำเอาเจ้าแมวปีศาจทั้งสองตัวฟังจนจิตใจล่องลอยทีเดียว ไปฉีพูดจบแล้ว ความสนใจของพวกมันกลับยังไม่จบ แม้เจียงฉางเซิงจะไม่เอ่ยปากแต่ก็แอบสะใจอยู่ในอก ได้ยินเรื่องของตนเองจากปากของไปฉี ฟังแล้วก็เหมือนตำนานอัศจรรย์จริงๆ
ทันใดนั้น เยี่ยสวินตี๋ก็มองไปทางเจียงฉางเซิงและถามว่า “มรรคาจารย์ จนถึงบัดนี้เคยมีคนที่บีบให้ท่านต้องใช้พละกำลังทั้งหมดลงมือหรือไม่” ทันทีที่กล่าวออกไป ทุกคนต่างหันไปมองเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เอ่ยไปอย่างไม่ยี่หระว่า “ข้าเองก็รอคนผู้นั้นปรากฏตัวอยู่เช่นกัน”
อวดเบ่งจริงๆ! ไปฉีมองเจียงฉางเซิงและรำร้องอยู่ในใจ เยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่มองเขาด้วยสายตาเคารพยำเกรง คนทั้งสองเคยทำสู้กับเขามาก่อน ความสิ้นหวังและหวาดกลัวในวันนั้นยังคงจำได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่จนตราบทุกวันนี้
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ห่อเหี่ยวใจขึ้นมา เฮ้อ เขาอยากรู้จริงๆ ว่าตนเองแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่ แต่ก็กลัวว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ศัตรูที่บีบให้เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดได้นั้นจะน่ากลัวเพียงใดกัน
ปลายปี วันนี้ต้าจิ่งกำลังมีการประชุมขุนนางในตอนเช้า ฮ่องเต้ซุนเทียนนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างเกียจคร้าน ฟังการโต้เถียงของเหล่าขุนนางแล้วเขาก็เริ่มจะง่วง พวกเขาถกเถียงกันเรื่องจวนยุทธ์อีกแล้ว โดยหลักๆ ก็โต้เถียงกันด้วยเรื่องจวนยุทธ์หนึ่งร้อยสี่สิบเก้าจวนต้องการชาวบู๊บุ๋นจำนวนมากเข้ารับตำแหน่ง
ในเวลานี้เอง ลมวูบใหญ่พลันพัดเข้ามาในตำหนักระฆังทอง ฮ่องเต้ซุนเทียนหรี่ตาลง พร้อมหยัดตัวหน่อยๆ ให้ขึ้นมานั่งตัวตรง เหล่าขุนนางหันหน้าไปมองผู้เฒ่าชุดคลุมขาวผู้หนึ่งขี่ลมเข้ามา และร่อนลงในตำหนักเบาๆ เฉินหลี่ถามทั้งขมวดคิ้วว่า “เจ้าคือผู้ใดกัน ถึงกับกล้าบุกรุกวังหลวงต้าจิ่ง!”
ฮ่องเต้ซุนเทียนมองพลังยุทธ์ของอีกฝ่ายไม่ออก แต่ในเมื่อมรรคาจารย์ไม่ลงมือใดๆ ก็แสดงว่าคนผู้นี้ไม่อาจสร้างอันตรายได้ ผู้เฒ่าชุดคลุมขาวยกมือขวาขึ้นกุมม้วนกระดาษเอาไว้ เขามีสีหน้าเรียบเฉย มองผ่านเหล่าขุนนางที่ห้อมล้อมอยู่ จับจ้องไปที่ฮ่องเต้ซุนเทียนแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมมาจากเกาะจักรพรรดิยุทธ์ นำพระบัญชาของจักรพรรดิยุทธ์มายังทวีปชีพจรมังกร เพื่อแจ้งเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งต่ออาณาจักรทั่วใต้หล้าพะยะค่ะ”
เกาะจักรพรรดิยุทธ์? ฮ่องเต้ซุนเทียนเคยได้ยินจางอิงแห่งหอการค้ายอดวาสนาเอ่ยถึงมาก่อน ว่ากันว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ในมหาสมุทร ขุนนางบุ๋นบู๊รวมทั้งทหารองครักษ์ต่างไม่เคยได้ยินชื่อของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ แต่ฟังจากชื่อแล้วก็ดูไม่ธรรมดา พวกเขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่าม
ผู้เฒ่าชุดคลุมขาวเปิดม้วนกระดาษออก แสงสีทองปรากฏขึ้น เรืองรองไปทั่วทั้งตำหนักระฆังทอง “นี่คือม้วนกระดาษของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ฮ่องเต้ต้าจิ่งทรงเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี มันจะสะท้อนโชคชะตาแห่งต้าจิ่งไปยังเกาะจักรพรรดิยุทธ์ หากโชคชะตาของต้าจิ่งแข็งแกร่งรุ่งเรืองก็จะได้รับการสนับสนุนจากเกาะจักรพรรดิยุทธ์”
ผู้เฒ่าชุดคลุมขาวพูดจบก็ใช้ลมปราณส่งม้วนกระดาษไปยังมือของฮ่องเต้ซุนเทียน จากนั้นเขาก็หันไปมองขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งท้องพระโรงและกล่าวว่า “ทุกท่าน การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้เริ่มขึ้นแล้ว ราชวงศ์แห่งโชคชะตาจำนวนนับไม่ถ้วนบนมหาสมุทรล้วนต้องเข้าร่วม แข็งแกร่งย่อมแข็งแกร่ง อ่อนแอย่อมมอดม้วย หากไม่ถูกยึดครองก็ต้องไปยึดครองผู้อื่น ผู้ชนะจะได้ขึ้นเป็นราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งโชคชะตาที่อยู่เหนือกว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตา และได้ปกครองมวลมนุษย์”
“จะเป็นการช่วงชิง หรือรอให้ถูกผู้อื่นกลืนกิน ก็ต้องดูความยินยอมของพวกท่าน พวกท่านสามารถเสพสุขกับความมั่งคั่งร่ำรวยและให้คนรุ่นหลังเป็นผู้เลือกก็ได้” พูดจบผู้เฒ่าชุดคลุมขาวก็หันหลังจากไป และหายวับไปกลางท้องพระโรงในพริบตา บังเกิดลมวูบหนึ่งพัดจนเสื้อผ้าของเหล่าขุนนางโบกสะบัด
การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา? ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งโชคชะตา? เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน ฮ่องเต้ซุนเทียนคลี่ม้วนกระดาษราชวงศ์แห่งโชคชะตาออก สิ่งที่เห็นคือแผนที่ผืนหนึ่ง มีเกาะเล็กๆ เรียงรายอยู่มากมายบนมหาสมุทรกว้าง เขาดูอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่เกาะในทะเลที่ใดกัน เป็นผืนทวีปทั้งสิ้นต่างหาก!
ทุกผืนทวีปล้วนมีตัวอักษรกำกับอยู่ ทุกอาณาเขตทะเลก็มีชื่ออยู่ด้วย เขาหาคำว่าชีพจรมังกรพบอย่างรวดเร็ว ทวีปชีพจรมังกรค่อนไปทางเหนือของแผนที่ ไมนับว่าเป็นทวีปที่เล็กที่สุดแต่ก็ไม่ใช่ทวีปที่ใหญ่ที่สุดอย่างแน่นอน เมื่อมองแผนที่ของม้วนกระดาษราชวงศ์แห่งโชคชะตา ฮ่องเต้ซุนเทียนจำต้องใจสั่นสะท้าน อารมณ์ที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ถาโถมอยู่ภายในใจ
ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์! ปกครองมวลมนุษย์! ความฮึกเหิมในใจของฮ่องเต้ซุนเทียนถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เขาค่อยๆ เก็บม้วนกระดาษราชวงศ์แห่งโชคชะตาเอาไว้อย่างดี กวาดตามองเหล่าขุนนางในท้องพระโรง เอ่ยว่า “พวกท่านได้ยินชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ฝีเท้าของต้าจิ่งไม่อาจหยุดลงได้ เราต้องการให้ต้าจิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่ร้อยปี แต่บ้านเมืองต้องมั่นคงนับหมื่นปี ขุนนางทั้งหลายจะยินดีร่วมแรงร่วมใจกับเรา เพื่อร่วมกันสร้างอาณาจักรที่รุ่งโรจน์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่”
เสียงของเขาดังก้องทรงพลัง เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น ทะเยอทะยานและฮึกเหิม และจุดประกายให้เหล่าขุนนางไปพร้อมกัน “พวกกระหม่อมยินดีพะยะค่ะ!” ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดประสานเสียงตอบรับ ไม่ว่าพวกเขาจะคิดเห็นเช่นใด พวกเขาก็ไม่กล้าทำให้ฮ่องเต้เสียหน้า
เฉินหลี่จับจ้องม้วนกระดาษราชวงศ์แห่งโชคชะตา และตื่นกลัวในใจ เขาสัมผัสได้ว่าของสิ่งนี้เกิดขึ้นจากการผนึกตัวของโชคชะตา ทันทีที่มันปรากฏขึ้น โชคชะตาของฮ่องเต้ซุนเทียนก็กลับแข็งแกร่งมากขึ้นหนึ่งส่วน ก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นโชค หรือเป็นเคราะห์กันแน่
ใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงฉางเซิงเอ่ยปากว่า “เยี่ยสวินตี๋ไปรับแขกผู้หนึ่งมาหน่อย” เยี่ยสวินตี๋ได้ยินก็สะดุ้งและลุกขึ้นทันที ไปฉีถามอย่างสงสัยว่า “ผู้ใดมาหรือ” เจียงฉางเซิงตอบไปเรียบๆ ว่า “ถ้ำสวรรค์ผู้หนึ่ง” ไปฉีตัวสั่น เทพกระบี่ก็เบิกตาโตเช่นกัน
ผ่านไปไม่นาน เยี่ยสวินตี๋ก็พาผู้เฒ่าชุดคลุมขาวผู้นั้นเข้ามา เยี่ยสวินตี๋ขมวดคิ้ว เพราะเขากลับสัมผัสไม่ได้เลยว่ามีถ้ำสวรรค์ผู้หนึ่งมาที่เมืองหลวง ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังบอกว่าตนเองมาจากเกาะจักรพรรดิยุทธ์อีกด้วย
* “ตักน้ำในถ้วยให้เท่ากัน” ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมและไม่ลำเอียง