เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 179 สิบแปดกลุ่มดาว การสยบทะเลสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 179 สิบแปดกลุ่มดาว การสยบทะเลสวรรค์
ตอนที่ 179 สิบแปดกลุ่มดาว การสยบทะเลสวรรค์
“จวนศักดิ์สิทธิ์ยอมให้เจ้าจากมาหรือ” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม สัตว์ปีศาจในทวีปเทพโบราณเริ่มรวมตัวกันแล้ว นี่หมายความว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ใกล้จะต้านไม่ไหวเต็มทน หรือไม่อาจพ่ายแพ้ไปแล้ว
มู่หลิงลั่วพยักหน้าตอบว่า “อืม อาจารย์อนุญาตแล้วเจ้าค่ะ ไม่ใช่แค่ข้า ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็เตรียมตัวเดินทางกลับตระกูลของแต่ละคนเช่นกัน บรรยากาศในจวนศักดิ์สิทธิ์แปลกมาก อาจารย์มักจะถอนหายใจบ่อยๆ ข้าเดาว่าจวนศักดิ์สิทธิ์อาจจะยุบสำนักแล้ว”
ยุบสำนักหรือ เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาเคยคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย แต่คิดไม่ถึงว่าจวนศักดิ์สิทธิ์จะมาถึงจุดนี้ มู่หลิงลั่วเป็นขั้นกายาทองคำแล้ว การกลับมาจากจวนศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่มีปัญหา “เกลี้ยกล่อมตระกูลมู่ให้ออกมาเถอะ” เจียงฉางเซิงบอกอย่างจริงจัง
มู่หลิงลั่วสีหน้ากลัดกลุ้ม ตอบว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น แม้แต่จวนศักดิ์สิทธิ์ยังต้านไม่ไหว หากอยู่ทวีปเทพโบราณต่อไปต้องตายแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรจะเดินทางไปแห่งหนใด” แต่เดิมนางคิดว่าตนจะได้ทำความดีความชอบให้จวนศักดิ์สิทธิ์ แต่ยามนี้เมื่อทบทวนดูอีกหนก็พบว่าตนเองวาดฝันไกลเกินไป จวนศักดิ์สิทธิ์รอให้นางเก่งกล้าขึ้นไม่ไหวแล้ว
เจียงฉางเซิงบอกว่า “มุ่งมาทิศเหนือ ตามหาทะเลสวรรค์” ทะเลสวรรค์มีชื่อเสียงกว่าทวีปชีพจรมังกร มู่หลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พี่ฉางเซิง ท่านอยู่ที่ทะเลสวรรค์หรือ” “ข้าไม่ได้อยู่ที่ทะเลสวรรค์ แต่อยู่ใกล้กับทะเลสวรรค์ ฝั่งพวกเจ้าน่าจะค้นหานามของทะเลสวรรค์ได้สะดวกกว่า พวกเจ้าเพียงล่องทะเลออกมาทางเหนือ เดินหน้ามาตลอดทางก็พอ หากทิศทางเบี่ยงเบนเมื่อใด ข้าจะเตือนเจ้า”
“อืม รอข้ากลับถึงบ้าน ข้าจะไปปรึกษาท่านปู่ เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเองไม่ได้” ทั้งสองคนสนทนากันอีกครู่หนึ่ง หนนี้พวกเขาไม่ประลองฝีมือกันแล้ว มู่หลิงลั่วไม่มีกะจิตกะใจจะประลองอีกต่อไป
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมา ตอนนี้ยังกลางดึกอยู่ ในลานเรือนมีเพียงเปลวเพลิงใต้เตาหลอมโอสถที่ยังส่องสว่างพื้นที่รอบด้าน เยี่ยสวินตี๋กับเทพกระบี่นั่งสมาธิอยู่บนหลังคา ไปฉีหมอบอยู่ข้างกายเขา หวงเทียนกับเฮยเทียนกำลังนอนหลับอยู่ข้างเตาหลอมโอสถ ภาพเช่นนี้งดงามยิ่งนัก เขาได้ยินเสียงบรรยากาศอันรุ่งเรืองจากในเมืองหลวง หัวใจของเขาเกิดความกังวลเบาบาง เมื่อเผ่าปีศาจบุกมาถึง หากเขาปกป้องต้าจิ่งไม่ไหว เขาคงพาคนหนีไปด้วยได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ทว่าความกังวลเบาบางสายนั้นมลายหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่จะกลัวฟ้าถล่ม มิสู้พากเพียรฝึกบำเพ็ญดีกว่าหรือ
ณ ชายแดนทางใต้ของต้าฉี ทั่วทั้งภูเขาและพงพนาล้วนมีแต่ซากศพของทหารกับสัตว์ปีศาจ แม่ทัพผู้สวมชุดเกราะคนหนึ่งควบอาชาร่างกำยำที่อาบโลหิตไปทั้งตัวบุกตะลุยไปบนสนามรบ ด้านหลังมีทหารมากองหนึ่งติดตาม บนร่างแต่ละคนล้วนบาดเจ็บ ระหว่างที่แม่ทัพบุกตะลุยไปข้างหน้าก็มีทหารที่บาดเจ็บเร่งมารวมตัวกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ แม่ทัพเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงตะวันสาดกระทบใบหน้าของเขา เขาก็คือองค์ชายของต้าฉี ฉีเหิง
ใบหน้าของฉีเหิงเต็มไปด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า แต่แววตาของเขามีแต่เปลวเพลิงร้อนระอุ เปลวเพลิงดวงนั้นกำลังลุกโหมแผดเผา เงาร่างหนึ่งเหินลงมาจากท้องฟ้า เหยียบบนภูเขาซากศพเบื้องหน้าเขา คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมโปร่งบางสีเขียวกับกระโปรงลายเมฆสีม่วง รูปร่างอ่อนแอนอรชร เกล้าผมเป็นมวยคู่ บนมวยผมเสียบปิ่นหยกประดับทองเล่มหนึ่ง ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าโปร่งบางแลดูลึกลับ แต่บรรยากาศรอบตัวประหนึ่งเทพธิดาเสด็จลงมายังโลกมนุษย์
“เจ้าพิสูจน์ตนเองแล้ว เจ้าจะได้รับการสนับสนุนจากเผ่าของข้า” หญิงสาวเอ่ยเสียงนุ่มละมุน ฉีเหิงได้ยินก็ผลิรอยยิ้ม ฉีเหิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แม่นางเวย ข้าหวังว่าจะเห็นความจริงใจของตระกูลพวกเจ้าในเร็ววัน”
แม่นางเวยได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “ภายในครึ่งปี ตระกูลเวยจะส่งกองทัพสามแสนคนและลูกศิษย์ตระกูลเวยไปรับใช้องค์ชาย ช่วยองค์ชายแย่งชิงราชบัลลังก์” ฉีเหิงหัวเราะ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะชะเง้อคอรอ” แม่นางเวยเหินกายจากไปอย่างรวดเร็ว ฉีเหิงแหงนหน้ามองจักรวาลหมื่นลี้ที่ฉายอยู่บนท้องนภา เขาพึมพำว่า “เสด็จพ่อ หากท่านจะให้ข้าอยู่เยี่ยงสุนัข มิสู้ยกต้าฉีให้ข้าเถิด” เขายกมุมปากยิ้มอย่างถือดี
เดือนสิบ ภายในลานเรือน ไปฉีวิ่งจากด้านนอกเข้ามาหมอบอยู่ข้างกายเขา มันยิ้มแล้วเอ่ยว่า “นายท่าน เจ้าหนูน้อยสิบแปดคนนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกทีแล้ว สมควรตั้งนามอันสะท้านสะเทือนโลกาให้พวกเขาสักนามหรือไม่” สิบแปดคนที่มันพูดถึงก็คืออัจฉริยะที่เจียงฉางเซิงตามหามา ยามนี้พวกเขามีจำนวนมากถึงสิบแปดคนแล้ว พวกเขาล้วนมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ทุกคนล้วนฝึกวิชาอยู่กับหยางโจว นับถือหยางโจวเป็นพี่ใหญ่
หลังจากรับพวกเขามา เจียงฉางเซิงก็ไม่ได้ค้นหาอัจฉริยะต่อ จวนยุทธ์ในรัฐต่างๆ ทั่วแผ่นดินเริ่มทำงานแล้ว อัจฉริยะถูกค้นพบมากขึ้นทุกวัน เขาย่อมต้องเหลือน้ำสักหน่อยไว้ให้ฮ่องเต้ของต้าจิ่งดื่มบ้าง เจียงฉางเซิงลืมตาแล้วจมลงในห้วงความคิด ไปฉีพูดมีเหตุผล ต้องมอบนามอันทรงพลังให้สักนาม เจียงฉางเซิงเอ่ยเนิบช้า “เรียกว่าสิบแปดกลุ่มดาวมังกรผงาดก็แล้วกัน”
สิบแปดกลุ่มดาว วันหน้าหามาเพิ่มอีกสิบคน ก็รวมเป็นยี่สิบแปดกลุ่มดาวพอดี ไปฉียกยอทันที มันโม้ราวกับว่านามนี้มีแต่บนสวรรค์ ไม่มีบนผืนพิภพ เทพกระบี่ที่ใคร่ครวญวิถีกระบี่อยู่บนหลังคาทนฟังต่อไปไม่ไหวแต่ก็ไม่กล้าโต้แย้ง
สายตาของเจียงฉางเซิงมองไปที่หยางโจว หยางโจวกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่กับสิบแปดกลุ่มดาวอยู่ที่ลานฝึกของเขามังกรผงาด ทั้งสิบเก้าคนกำลังร่วมมือกันรุมโจมตีเยี่ยสวินตี๋ แม้วิชาท่าร่างของพวกเขาจะรวดเร็วแต่ก็ยังสร้างบาดแผลให้เยี่ยสวินตี๋ไม่ได้
หยางโจวในวันนี้บรรลุขั้นเทวจิตแล้ว หากกล่าวถึงลมปราณ ลมปราณของเขามหาศาลเทียบเท่าขั้นเทวชน เพียงแต่ร่างกายยังแข็งแกร่งไม่ถึงขั้นเทวชนจึงยังมิอาจเลื่อนขั้นได้ ต้องบอกว่าร่างศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์แข็งแกร่งจริงๆ ทุกครั้งที่เยี่ยสวินตี๋ทำให้หยางโจวบาดเจ็บหนัก หยางโจวก็จะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วพร้อมกับลมปราณที่เพิ่มพูนมากขึ้น หยางโจวถึงขั้นเคยคิดจะทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นด้วยการให้ผู้อื่นทุบตีตนเอง แต่ถูกเยี่ยสวินตี๋ปฏิเสธ
ในสายตาของเยี่ยสวินตี๋ ข้อได้เปรียบแต่กำเนิดประการนี้ใช้มากไปไม่ได้ คนเราจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดโดยอาศัยอาการบาดเจ็บได้อย่างไร เมื่อใดอาการบาดเจ็บสะสมจนเกินขีดจำกัด ช้าเร็วมันย่อมสำแดงผลออกมา เจียงฉางเซิงเห็นด้วยกับความคิดของเขา แม้จะเป็นเช่นนี้หยางโจวก็ยังแข็งแกร่งขึ้นเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อมากอยู่ดี เขานับเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของทวีปชีพจรมังกรอย่างแท้จริง
ปีกลายโจวเจวี่ยซื่อแห่งวัดพญามังกรยังมาท้าสู้กับหยางโจวอยู่เลย ผลปรากฏว่าสู้หยางโจวไม่ได้ หลังจากศึกนั้น ชื่อเสียงของหยางโจวก็ดังกระฉ่อนไปทั่วยุทธภพต้าจิ่ง ใครๆ ก็รู้อารามมังกรผงาดมีอัจฉริยะฝีมือล้ำเลิศคนหนึ่งโผล่มา เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านนักพรต แล้วยังเล่ากันว่าเขาได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงของมรรคาจารย์อีกด้วย
เจียงฉางเซิงมองดูครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับไป เขาใช้ฟังก์ชันแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์อีกครั้ง ผู้แข็งแกร่งลึกลับที่มีค่าเท่ากับสามล้านแต้มคนนั้นยังไม่ออกไปจากแดนสมุทรแถบนี้ เขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว นี่ไม่ใช่ลางดีเท่าใดนัก แต่ผู้แข็งแกร่งบนทวีปชีพจรมังกรมีมากขึ้นทุกวัน นอกจากเขาแล้ว ยังมียอดฝีมือลึกลับที่มีค่าเท่ากับหนึ่งแสนแต้มเพิ่มมาอีกหลายคน เขาสำรวจดูแล้วพวกเขาล้วนกระจุกรวมกันอยู่ในต้าฉี ต้าฉีกำลังซุ่มสุมกำลัง! มีค่าหนึ่งแสนแต้ม เท่ากับย่างกรายมาถึงธรณีประตูของขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง! แม้ต้าจิ่งจะกลืนกินราชวงศ์แห่งโชคชะตาไปสามแห่งแล้ว แต่ต้าฉีไม่มีท่าทีว่าจะยอมจำนน เทียนหานทางทิศตะวันตกเองก็เก็บตัวสงบเสงี่ยมเพราะภูมิประเทศที่อยู่ค่อนข้างไกล แต่อันดับหนึ่งของเทียนหานมีค่าเพียงห้าพันแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น
ขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมใหญ่น้อย ฮ่องเต้ซุนเทียนที่อยู่ในห้องทรงพระอักษรกำลังพิโรธ “พวกสำนักในทะเลพวกนี้หมายความว่าอย่างไร จะบีบให้เราแบ่งดินแดนให้เช่นนั้นหรือ”
ฮ่องเต้ซุนเทียนตวาดเกรี้ยวกราด เขาถลึงตามองเฉินหลี่ จางอิง เทพจอมโจรและขุนนางใหญ่อีกสามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ริมโต๊ะมีเด็กหนุ่มยืนอยู่อีกคนหนึ่ง ดูหน้าตาแล้วอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี เขาก็คือองค์รัชทายาทในปัจจุบัน นามว่าเจียงเชอ
จางอิงขมวดคิ้ว “น่าจะหมายความเช่นนั้นพะยะคะ แม้แต่หอการค้ายอดวาสนาก็ได้รับคำขู่เช่นกัน มียอดฝีมือลึกลับกำลังท้าสู้กับสำนักต่างๆ ในทะเลสวรรค์ หมายจะรวมทะเลสวรรค์เป็นหนึ่ง หลายปีนี้แม้หอการค้ายอดวาสนาจะจับตาดูการเคลื่อนไหวของเฟิ่งเทียนอยู่ตลอด แต่เฟิ่งเทียนกระทำการลึกลับนัก ตั้งแต่ต้นจนจบสืบไม่พบสิ่งใดเลย ทว่าข้ารู้สึกว่าคนที่ต้องการจะรวมทะเลสวรรค์เป็นหนึ่งเป็นไปได้มากว่าจะทำงานให้เฟิ่งเทียน เมื่อทะเลสวรรค์ถูกแย่งมาไว้ในกํามือแล้ว ค่อยตีต้าฉีทางเหนือ ถึงยามนั้นต้าจิ่งก็อาจถูกล้อมโจมตี”
เทพจอมโจรผู้มีเส้นผมขาวโพลนเอ่ยต่อ “ฝ่าบาท ไม่นานมานี้องครักษ์ชุดขาวสืบพบว่าสงครามระหว่างต้าฉีกับราชาปีศาจจบลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างตัดสินแพ้ชนะกันไม่ได้ กระหม่อมกังวลว่าจะมีสายสนกลในในเรื่องนี้”
ฮ่องเต้ซุนเทียนแค่นเสียงดังเหอะ “ต้าฉีจะจับมือเจรจาสงบศึกกับราชาปีศาจได้หรือไร” ไม่รอให้เทพจอมโจรเอ่ยตอบ ฮ่องเต้ซุนเทียนก็เอ่ยว่า “ให้กองทัพกลยุทธ์สวรรค์เตรียมบุกขึ้นเหนือ เราไม่ต้องการเป็นฝ่ายถูกโจมตี เราจะชิงก้าวก่อน บุกเข้าไปใกล้ต้าฉี! ส่วนทะเลสวรรค์ เราเตรียมหาคนผู้หนึ่งที่จะรวมยุทธภพของทะเลสวรรค์ให้เป็นหนึ่งไว้แล้ว ตอนนี้ต้าจิ่งฮุบทะเลสวรรค์ไม่ได้ เช่นนั้นก็ส่งใครสักคนไปสยบทะเลสวรรค์ไว้ก่อน”
เฉินหลี่ติงว่า “ฝ่าบาท ทะเลสวรรค์มิใช่ทวีปชีพจรมังกร ขั้นจักรวาลคงมิอาจสยบทะเลสวรรค์ได้พะยะคะ” ฮ่องเต้ซุนเทียนตอบอย่างนิ่งสงบ “เชอเอ๋อร์ ไปเยือนอารามมังกรผงาด ขอร้องมรรคาจารย์แทนเราให้ส่งเยี่ยสวินตี๋ไปเยือนทะเลสวรรค์สักหน” เจียงเชอรับคำสั่งแล้วจากไปทันที
ฮ่องเต้ซุนเทียนหันไปมองเฉินหลี่แล้วเอ่ยว่า “เราตั้งใจจะจัดงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่ดินแดนของตงไห่เพื่อเฟ้นหาราชันแห่งยุทธภพ เจ้ามาจัดการงานนี้ เลือกสถานที่เสีย ปีหน้าเดือนหกต้องหาอันดับหนึ่งของยุทธภพยุคนี้ออกมาให้จงได้! อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพจะได้ก่อตั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นั้นโดยที่ราชสำนักจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง!” เฉินหลี่รับบัญชาทันที
จางอิงดวงตาเป็นประกายแล้วคิดในใจว่าโต้ตอบได้สวย ดูเหมือนเป็นการประลองยุทธ์ในยุทธภพ แต่ความจริงคิดจะรวมขุมกำลังของยุทธภพมาอยู่ที่ตงไห่เพื่อป้องกันเฟิ่งเทียนบุกจู่โจม กำลังของอาณาจักรต้าจิ่งแข็งแกร่งก็จริง แต่ยุทธภพเป็นอิสระ หากใช้ประโยชน์จากขุมกำลังกลุ่มนี้ให้ดี ย่อมให้ผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอด
ภายในลานเรือน เจียงเชอคุกเข่าอยู่หน้าเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยคำขอร้องของฮ่องเต้ออกมาอย่างตื่นเต้น เจียงฉางเซิงมองปานกลางหว่างคิ้วของเจียงเชอแล้วแอบถอนหายใจเบาๆ การเติบใหญ่ของเจียงเชอบ่งบอกว่ายุคสมัยถัดไปกำลังมาเยือนแล้ว ไปฉีพาดคางไว้เหนืออุ้งเท้า มันหัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “ปล่อยเยี่ยสวินตี๋ไป ถ้าเขาหนีขึ้นมาเล่า เขาเป็นเชลยอยู่นะ!”
เจียงเชอกระอักกระอ่วนไม่กล้าเงยหน้า เยี่ยสวินตี๋ลืมตาแล้วสวนอย่างไม่สบอารมณ์ “เหอะ ข้าจะหนีทำบ้าอะไร ข้าอยากอยู่ข้างๆ มรรคาจารย์ตราบชั่วชีวิตจะตายไป เจ้าสุนัขขนเหม็นตัวนี้ ดูแคลนคนให้มันน้อยๆ หน่อย”
“ข้าไม่ใช่สุนัข ข้าเป็นหมาป่า หมาป่าสีเงินผู้สูงศักดิ์!” “เจ้าดูท่าทางเจ้าเถิดว่าต่างจากสุนัขตรงไหน!” ไปฉีโกรธแทบจุกอกตาย มันอยากจะกระโจนเข้าไปกัดคนยิ่งนักแต่ว่ามันดันสู้เยี่ยสวินตี๋ไม่ได้
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “เยี่ยสวินตี๋ เดินทางไปสักหนเถิด หลังจากสยบยุทธภพทะเลสวรรค์ได้แล้วก็ค่อยกลับมา ถือโอกาสบอกผู้คนในใต้หล้าด้วยว่า เจ้ายังอยู่” เยี่ยสวินตี๋ถอนหายใจแล้วตอบอย่างจนปัญญา “ข้าไปก็ได้”
ทำท่าทางเหมือนจนปัญญา แต่ความจริงในแววตาของเขากลับมีประกายแห่งความตื่นเต้นโซนแสง เขาร่ำเรียนวิชาเก้าเทพเวียนศึกมาจากมรรคาจารย์สำเร็จ อยากวาดลวดลายหมัดเท้าสำแดงเดชเต็มแก่แล้ว หนนี้เป็นโอกาสดี! “ออกเดินทางเสียตอนนี้เลย” “ทราบแล้วขอรับ” เยี่ยสวินตี๋ลุกขึ้นแล้วไม่เก็บข้าวของอะไรทั้งนั้น เขาหายตัวไปจากที่เดิมทันที
เจียงเชอพรูลมหายใจออกมา เขาไม่เหมือนฮ่องเต้ซุนเทียน เขาไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเจียงฉางเซิง ดังนั้นการเผชิญหน้ากับตำนานแห่งต้าจิ่งทำให้เขาเกร็งอย่างยิ่ง เจียงฉางเซิงเอ่ยปากถามว่า “ลุกขึ้นมาเถิด เล่าให้ข้าฟังซิว่าปกติเจ้าร่ำเรียนอะไรบ้าง” เจียงเชอลุกขึ้นแล้วเริ่มเล่าชีวิตประจำวันของตนเองให้ฟัง ฮ่องเต้ซุนเทียนเข้มงวดกับเขามากมาตั้งแต่เล็ก ทั้งบู๊บุ๋นไม่ยอมให้เขาด้อยฝีมือ