เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 182 ยอดเคล็ดวิชาอันดับหนึ่ง ศึกพิทักษ์ทวีป
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 182 ยอดเคล็ดวิชาอันดับหนึ่ง ศึกพิทักษ์ทวีป
ตอนที่ 182 ยอดเคล็ดวิชาอันดับหนึ่ง ศึกพิทักษ์ทวีป
วันที่ยี่สิบของเดือนแปด อารามมังกรผงาดได้ต้อนรับผู้มาท้าสู้อีกครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายต้องการเข้าสุสานวีรบุรุษ ทว่าน่าเสียดายที่ยังคงเป็นเทวชนเช่นเดิม คนผู้นี้ก็ยังเอาชนะแม้แต่หยางโจวไม่ได้ จนใจที่อีกฝ่ายเผาเลือดลมไปจนหมดและตายอยู่ตรงหน้าประตูทางขึ้นเขามังกรผงาด ชิงเอ๋อร์จึงจำเป็นต้องให้คนนำเขามาส่งที่ตีนเขาและฝังไว้ในป่าใกล้ยอดเขาวรยุทธ์
เรื่องราวแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ชาวยุทธภพก็สัมผัสได้ว่าการจะเข้าไปในสุสานวีรบุรุษนั้นยากเย็นเพียงใด แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หยุดยั้งตำนานของสุสานวีรบุรุษ และกลับทำให้สุสานวีรบุรุษยิ่งมีน้ำหนักในใจของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในใต้หล้ามากขึ้นไปโดยปริยายเสียอีก
เดือนสิบเอ็ด มีรายงานศึกมาจากตงไห่อีกแล้ว ในลานเรือน หลี่หมิ่นกำลังรายงานเรื่องนี้อยู่
“ตรวจสอบชัดเจนแล้วเป็นราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนจริงๆ ต้าจิ่งและเฟิ่งเทียนกำลังจะเปิดศึกกันแล้ว ทว่าเฟิ่งเทียนกลับไม่ได้เปิดศึกในทันใด เพียงแค่มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนเล็กน้อยเข้ามารุกรานเมืองริมทะเลของต้าจิ่งเท่านั้น ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย และถึงกับมีขั้นจักรวาลมาลงมือด้วย ทำให้ฮ่องเต้กริ้วหนักหนา”
หลี่หมิ่นเอ่ยอย่างจนใจ พละกำลังของศัตรูและฝ่ายตนต่างกันเกินไป แม้จะรู้ว่าเป็นราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน แต่ต้าจิ่งก็ไม่รู้ว่าจะรับมือเช่นใด ได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับเท่านั้น ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนอยู่ห่างจากทวีปชีพจรมังกรมากนัก เรือของต้าจิ่งไม่ได้แล่นเร็วเท่ากับราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน ถึงขั้นที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าตำแหน่งของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนอยู่ที่ใดกันแน่
เจียงฉางเซิงไม่ได้ให้ความเห็นของตนกับเรื่องนี้แต่อย่างใด เขาให้ฮ่องเต้ซุนเทียนไปพิจารณาเอาเอง หลี่หมิ่นเอ่ยถึงราชาปีศาจที่อยู่ทางเหนือต่อ จู่ๆ ระยะนี้ราชาปีศาจก็หายตัวไป ทำให้พื้นที่ระหว่างต้าจิ่งและต้าฉีไม่มีสัตว์ปีศาจออกมาอีก หมู่เขาใหญ่นับแสนจึงเหลือเพียงสัตว์ป่าที่ไม่มีพลังปีศาจ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสำรวจดูในทันที หลังจากกวาดตามองอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็เห็นสัตว์ปีศาจจำนวนมาก ทัพใหญ่ของสัตว์ปีศาจมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ภายใต้การนำของราชาปีศาจตนนั้น ทัพใหญ่ยาวต่อเนื่องกันเกือบหนึ่งพันลี้ นับว่ายิ่งใหญ่ไม่เบา
“มรรคาจารย์ ข้าอยากส่งหลานชายของข้าเข้ามาฝึกยุทธ์ที่อารามมังกรผงาด ท่านเห็นว่า…” หลี่หมิ่นถามอย่างระมัดระวัง นับตั้งแต่รับวิชายุทธ์ของพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดมา ความสามารถของศิษย์อารามมังกรผงาดก็เริ่มรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จุดนี้หลี่หมิ่นก็มองเห็นเช่นกัน
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ย่อมได้อยู่ตลอดหลายปีมานี้ก็ต้องลำบากเจ้าแล้ว แต่ว่าหลานของเจ้านี้กลับทำให้ข้าคิดถึงปู่ของเจ้า ครั้งนั้นเขาก็พูดเช่นนี้ไม่มีผิดเพี้ยน”
หลี่หมิ่นยินดียิ่ง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็กลับเศร้าสร้อยขึ้นมาเล็กน้อย หากมิใช่เพราะหลี่กงกง เขาจะมีวาสนาเฉกเช่นในยามนี้ได้อย่างไร เขาทอดถอนใจ “ใช่แล้วขอรับ รู้ตัวอีกทีข้าก็เป็นปู่แล้ว ก่อนนี้ไม่เคยรู้สึก ทว่าเมื่อมีหลานก็พลันรู้สึกว่าตนแก่ชราแล้ว” ทั้งสองเริ่มย้อนนึกถึงความหลัง
ไปฉีฟังแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายจึงออกไปเล่นกับหวงเทียนและเฮยเทียน เมื่อหลี่หมิ่นกลับไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็ลุกขึ้นและเริ่มหลอมโอสถ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปีซุนเทียนที่ยี่สิบเก้า เดือนห้า เยี่ยสวินตี๋กลับมาแล้ว กลับมาคราวนี้เรียกได้ว่าเขามีจิตใจฮึกเหิมนัก และนับว่าเขาได้สร้างชื่อเสียงกลับมาด้วย
“ฮ่าๆๆ ยามนี้ทั่วทั้งทะเลสวรรค์ล้วนแซ่เยี่ยแล้ว ไอ้เจ้าคนที่เคยวางอำนาจอยู่ในทะเลสวรรค์ก่อนหน้านี้มาจากราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนจริงด้วย เขามีพลังยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สอง ถูกข้าจัดการจนเกือบตาย ต้องวิงวอนขอชีวิตและรับปากว่าภายหน้าจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
เยี่ยสวินตี๋ยิ้มเอ่ยอย่างได้ใจ ทำให้หยางโจวเข้ามาประจบอย่างหนักหน่วง หวงเทียนกับเฮยเทียนก็เอาอย่างเขาด้วย เทพกระบี่ถามด้วยความสงสัยว่า “ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนส่งเขามาหรือ”
เยี่ยสวินตี๋กล่าวว่า “ไม่ผิด โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนส่งขั้นถ้ำสวรรค์มาห้าคน เตรียมจะรวบรวมยุทธภพในดินแดนต่างๆ เป็นหนึ่งเดียว จากนั้นรอคอยพระบัญชาจากโอรสสวรรค์ แผนการของโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนพระองค์นี้ลึกซึ้งนัก หากเขาควบคุมยุทธภพแต่ละดินแดนและได้รวบรวมพันธมิตรก็จะกลายเป็นขุมอำนาจยิ่งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย จนถึงขั้นที่สามารถเป็นปรปักษ์และก่อความวุ่นวายให้อาณาจักรได้”
ไปฉีถามอย่างสงสัยว่า “ส่งถ้ำสวรรค์มาห้าคนได้ตามใจ ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนต้องมีผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์เท่าใดกัน” เยี่ยสวินตี๋กล่าวว่า “ข้าเคยสอบถามแล้ว เขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนยังคงทาบทามขุมอำนาจในมหาสมุทรอยู่อย่างเอิกเกริก ลำพังแค่ที่เขารู้ก็มีอยู่สิบคนแล้ว”
ขั้นถ้ำสวรรค์สิบคน โหดจริงๆ! เทพกระบี่ ไปฉีและหยางโจวพากันพูดไม่ออก
เจียงฉางเซิงกลับคิดไปถึงอีกจุดหนึ่ง ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนกำลังทาบทามสำนักต่างๆ อยู่อย่างเอิกเกริก สำนักเหล่านี้อาจไม่นับรวมอยู่ในมูลค่าของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน ซึ่งก็หมายความว่าพละกำลังที่ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนจะสำแดงออกมาได้นั้นต้องไม่ใช่แค่สามสิบล้านแต้มเซ่นไหว้
เจียงฉางเซิงเริ่มตั้งตารอ ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนซึ่งแข็งแกร่งเพียงนี้จะนำรางวัลรอดชีวิตที่ยิ่งใหญ่เท่าใดมาให้เขาได้
เยี่ยสวินตี๋เริ่มคุยโวถึงตอนที่เขาใช้ดัชนีปราณตระกูลเฉิน “ฮ่าๆๆ ดัชนีปราณตระกูลเฉินเลื่องชื่อในทะเลสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว อีกไม่ช้าก็เร็วจะต้องกลายเป็นยอดเคล็ดวิชาอันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์ และเป็นไปได้ว่าอาจจะแพร่ไปถึงราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนด้วย พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าดัชนีปราณตระกูลเฉินเป็นแค่วิชายุทธ์ธรรมดาเท่านั้น” เยี่ยสวินตี๋ยิ้มและกล่าวอย่างได้ใจ
เทพกระบี่พึมพำว่า “วันหน้าข้าก็จะแสร้งใช้ดัชนีปราณตระกูลเฉินบ้าง ดูซิว่าจะส่งผลอย่างไร” ยอดเคล็ดวิชามีชื่อสะท้านใต้หล้าที่แท้แล้วกลับเป็นเพียงวิชายุทธ์ธรรมดาของคนทั่วไป หากผู้ฝึกยุทธ์ในใต้หล้าดึงดันฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ได้รู้ความจริงเข้า… เทพกระบี่ที่เป็นคนเย็นชาเรื่อยมาพลันเกิดความปั่นป่วนขึ้นมาในใจ
ไปฉีได้ยินแล้วต้องกลอกตามองบน แอบคิดในใจว่าบรรพจารย์ตระกูลเฉินแทบจะกระโจนออกมาจากหลุมศพอยู่แล้ว เจียงฉางเซิงยิ้มมองพวกเขาสนทนากัน รู้ตัวอีกทีเยี่ยสวินตี๋ก็เข้ากับพวกเขาได้ดีอย่างสมบูรณ์แล้ว
เมืองซุนเทียน ดินแดนตงไห่ ฮ่องเต้สร้างวังหลวงแห่งที่สองที่นี่ แม้เมื่อเทียบกับเมืองหลวงแล้ว วังหลวงที่นี่จะเรียบง่ายกว่า แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ เพราะเขาจะอยู่ที่นี่อีกหลายปี ยังสามารถสร้างต่อไปเรื่อยๆ ได้
เวลานี้ฮ่องเต้ซุนเทียนกำลังอยู่ในห้องทรงพระอักษร เขามองลงมาที่กระบะทรายวางแผนรบของผืนทะเลแถบนี้ กระบะทรายใช้ทรายสีน้ำเงินซึ่งผ่านการย้อมด้วยกรรมวิธีพิเศษมา เจียงเจี่ยนยืนอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ซุนเทียน คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากัน ดวงตาตั้งตรงในตำแหน่งหว่างคิ้วไม่ได้ลืมขึ้นมา
องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและมอบจดหมายลับให้ฉบับหนึ่ง ฮ่องเต้ซุนเทียนแกะออกอ่าน จากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเอ่ยว่า “ต้าฉีต้องการร่วมมือกับพวกเราเพื่อต่อสู้กับเฟิ่งเทียนหรือนี่ เรื่องนี้ทำให้เราคิดไม่ถึงเลย”
เจียงเจี่ยนได้ฟังก็ถามว่า “เชื่อถือได้หรือไม่” ฮ่องเต้ซุนเทียนส่งจดหมายลับให้เขา เจียงเจี่ยนอ่านดูอย่างละเอียด หลังจากอ่านจบก็ชมว่า “ฮ่องเต้ต้าฉีนี้นับว่าไม่เลวเลย เขาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียออกมาอย่างชัดเจน มีความจริงใจยิ่ง”
ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวว่า “ตามแผนการศึกของเขา ต้าฉีและต้าจิ่งแบ่งเฟิ่งเทียนกันอย่างเสมอภาค ภายหลังค่อยมาทำศึกเด็ดขาดเพื่อช่วงชิงทวีปชีพจรมังกรอีกครั้ง ผู้ใดพ่ายแพ้ผู้นั้นก็ต้องอพยพออกไป อย่างน้อยก็ไม่ได้สังหารกันจนตายไปข้างหนึ่ง นับว่าเหลือทางให้ถอย ถือเป็นแผนที่ใช้การได้ ศึกระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตานับร้อยนั้นต้องยาวนานนัก ต้าจิ่งและต้าฉีสามารถร่วมทำศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้จริงๆ”
“ก่อนนี้เรายังเป็นกังวลว่าต้าฉีจะเป็นสุนัขรับใช้ของเฟิ่งเทียนเสียอีก นึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะกล้าหาญชาญชัยเพียงนี้ ถึงกับกล้าเปิดศึกกับเฟิ่งเทียนทีเดียว”
เจียงเจี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เขาก็บอกแล้วมิใช่หรือ หากต้าฉียอมศิโรราบต่อเฟิ่งเทียนแล้ว เหตุใดไม่ยอมศิโรราบต่อต้าจิ่ง ในเมื่อจะสู้กันก็ต้องต่อสู้เพื่อมุ่งหน้าไปหาความหวัง หากต้าฉีและต้าจิ่งมีชัยเหนือเฟิ่งเทียน พวกเขาก็ยังมีความหวัง แต่หากเฟิ่งเทียนยึดครองต้าจิ่ง พวกเขาก็จะไม่เหลือความหวังแม้แต่น้อย”
ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เราเริ่มรู้สึกชื่นชมเขาขึ้นมาแล้ว ทว่าเราก็ไม่อาจประมาทได้ หากต้าฉีกล้าแทงข้างหลังต้าจิ่ง เราก็จะต้องทำให้ต้าฉีกลายเป็นอเวจีบนแดนมนุษย์”
เอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็มีความโหดเหี้ยมขึ้นมา หลังจากโจมติตงไห่จนยับเยินแล้ว ฮ่องเต้ซุนเทียนก็ราวกับลอกคราบเป็นคนละคน เขาไม่ใช่ฮ่องเต้องค์น้อยที่จำเป็นต้องสงบเสงี่ยมเช่นตอนแรกอีกแล้ว ฮ่องเต้ซุนเทียนหันตัวเดินไปที่โต๊ะและหยิบพู่กันมาเขียนจดหมาย เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ประทับตราราชลัญจกรหยก ก่อนจะให้องครักษ์ชุดขาวใส่ซองให้ดีและส่งไปยังต้าฉี
“เช่นนั้นต่อไปก็คือศึกระหว่างทวีปชีพจรมังกรกับเฟิ่งเทียน” ฮ่องเต้ซุนเทียนกล่าวเสียงเย็น สายตาจรดลงที่ทวีปขนาดเล็กแห่งหนึ่งบนกระบะทราย
ครึ่งปีจากนั้น ต้าจิ่งและต้าฉีร่วมประกาศต่อใต้หล้าว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งสองจะร่วมมือกันต่อสู้กับราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนจากโพ้นทะเล นอกจากนี้ยังสาธยายถึงความทะเยอทะยานของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนและเรื่องที่อีกฝ่ายจะเข้ามารุกรานด้วย พวกเขาเรียกศึกครั้งนี้ว่าศึกพิทักษ์ทวีป!
ใต้หล้าตกตะลึง! ก่อนหน้านี้ทุกคนยังนึกว่าต้าฉีและต้าจิ่งจะเปิดศึกกันเสียอีก นึกไม่ถึงว่าสองราชวงศ์แห่งโชคชะตากลับมาร่วมมือกัน ในขณะเดียวกัน เฟิ่งเทียนก็เข้ามาสู่สายตาของทุกคนในทวีป
เจียงฉางเซิงเบิกบานใจเมื่อรู้เรื่องนี้ ไปฉีจีปากเอ่ยอย่างสงสัย “ฮ่องเต้ต้าจิ่งผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย”
อวี้เหยียนอี้ที่มาเยือนในวันนี้พยักหน้าทอดถอนใจ “ไม่ผิด จะว่าไปแล้วนี่นับเป็นครั้งแรกที่ต้าจิ่งร่วมมือกับราชวงศ์แห่งโชคชะตา กับอาณาจักรหงเสวียนครั้งก่อนหน้านี้ก็เพียงเป็นมิตรต่อกันเท่านั้น ได้ยินว่าฮ่องเต้ต้าฉีเพิ่งขึ้นครองราชย์ในสองปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำสงครามภายในอีกด้วย เพิ่งขึ้นครองราชย์ก็กล้าหาญเพียงนี้ พูดตามจริง ข้าก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงต้าจิ่งขึ้นมาบ้างแล้ว”
เยี่ยสวินตี๋กล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ไม่จำเป็นต้องมีต้าฉี ต้าจิ่งก็ตีเฟิ่งเทียนจนย่อยยับได้ เมื่อข้ากับมรรคาจารย์ร่วมมือกัน เฟิ่งเทียนยังจะนับเป็นสิ่งใดได้”
ไปฉีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เหตุใดต้องนับรวมเจ้าไปด้วย ไม่มีเจ้าอยู่ เฟิ่งเทียนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้านายข้าอยู่ดี” “ไอ้เจ้าหมาเวร ข้าเป็นถึงขั้นถ้ำสวรรค์สองเชียวนะ!”
เห็นเพียงคนหนึ่งหมาป่าหนึ่งเริ่มวิวาทกัน ทุกคนเห็นจนชินแล้ว เป็นอวี้เหยียนอี้เสียอีกที่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเยี่ยสวินตี๋ผู้เป็นอันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์กลับถือสาหาความสุนัขตัวหนึ่งด้วย
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจอยู่ในอก หากบอกไปฉีว่าฮ่องเต้ต้าฉีก็คือวังเฉิน มันจะคิดเช่นใดกัน ช่างเถอะ จะเปิดเผยเรื่องเร็วเกินไปไม่ได้ หากทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้ารู้ว่าเขาหยั่งรู้สังสารวัฏได้ก็จะยุ่งยากเอา
เขามองไปทางเหนือ เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตทะลุผ่านภูผาธารน้ำซับซ้อน เขามองเห็นต้าฉีกำลังรวบรวมทหารอยู่ที่ชายทะเลทางเหนือ ดูท่าฮ่องเต้ต้าฉีจะไม่ได้อยู่ว่างๆ เขาเตรียมพร้อมที่จะออกไปโจมตีโพ้นทะเลแล้ว จวบจนสายัณห์มาเยือน อวี้เหยียนอี้จึงได้อำลาและกลับไป
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นขยับเส้นเอ็นกับกระดูกและเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนต่างๆ ของทวีปชีพจรมังกร โดยไม่นับรวมตัวเขากับเยี่ยสวินตี๋ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 610,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
เจียงฉางเซิงจำต้องย่นคิ้วเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนนี้ ขั้นถ้ำสวรรค์สอง! ยอดฝีมือลึกลับเข้ามาในทวีปชีพจรมังกรในช่วงเวลาสำคัญนี้ เป็นไปได้แปดหรือเก้าในสิบส่วนว่าจะเป็นศัตรู
เจียงฉางเซิงเริ่มใช้ดวงจิตสัมผัสดู ไม่นานนักเขาก็สัมผัสได้ว่ามีลมปราณที่แข็งแกร่งอยู่ทางทิศตะวันออก เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปทันที นอกเมืองซุนเทียน มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ริมหน้าผา ดื่มสุราไปพลางมองลงมายังทิวทัศน์งดงามของภูผาลำน้ำไปพลาง เขารูปร่างผอมบาง สวมเสื้อผ้าธรรมดา เนื้อตัวสกปรกนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา สวมหมวกผ้าขาดวิ่นไว้บนศีรษะ
เขาแค่นเสียงเอ่ยว่า “ครึกครื้นดีจริงๆ อีกไม่กี่วันพวกเจ้าก็จะครึกครื้นกันไม่ออกแล้ว” สิ้นเสียง ตะขาบตัวหนึ่งก็ไต่ออกมาจากคอเสื้อขึ้นมาบนลำคของเขา น่ากลัวเหลือทน