เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 181 เลื่องชื่อทั่วใต้หล้า ลางก่อนศึกใหญ่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 181 เลื่องชื่อทั่วใต้หล้า ลางก่อนศึกใหญ่
ตอนที่ 181 เลื่องชื่อทั่วใต้หล้า ลางก่อนศึกใหญ่
นอกจากหลินเฮาเทียนแล้วก็ยังมีตระกูลมู่มาสวามิภักดิ์ เจียงฉางเซิงอิ่มอกอิ่มใจเหลือประมาณ
ทันใดนั้นเขาก็คิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้อีก รอจนเผ่าปีศาจเข้ามาโจมตี เขาก็สามารถเรียกเหล่าผู้ศรัทธามาได้และจะดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์ให้เข้ามาสมทบกับต้าจิ่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการช่วยให้ต้าจิ่งผงาดขึ้นสูง
ทว่าแผนการนี้ก็ไม่น่าเชื่อถือ การที่เหล่าผู้ศรัทธาเซ่นไหว้มารวมตัวกันไม่ได้เป็นเรื่องดีเสมอไป เพราะมีผู้ศรัทธาจำนวนไม่น้อยที่นับถือเขาเพราะหวังจะได้รับโชคดีหรือทรัพย์สินเงินทอง บางคนถึงขั้นนั่งรอกินเกียจคร้านไม่ทำงาน วันๆ เอาแต่อาศัยการจุดธูปและฝันกลางวันอย่างเดียว เมื่อต้องลงมือจริงๆ ก็ต้องมีการคัดเลือกซึ่งยุ่งยากเอาการ
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์อยู่ในใจ
‘ตระกูลมู่ที่มู่หลิงลั่วอยู่แข็งแกร่งเพียงใด’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 590,870 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
แข็งแกร่งมาก!
หากอยู่ในแถบทะเลโดยรอบทวีปชีพจรมังกรก็นับได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ทีเดียว ส่วนพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดก็นับเป็นผู้ทรงอำนาจที่มีกำลังสูงส่งข้ามเขตทะเลหลายแห่ง
เจียงฉางเซิงหลับตาลงจดจ่อฝึกวิชาต่อ
บนหมู่เกาะแห่งหนึ่งในทะเลสวรรค์ ร่างสองร่างเข้าชนกันอย่างรุนแรงด้วยความเร็วสูงสุด คล้ายดาวตกสองดวงเข้าปะทะกันไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดคลื่นลมรุนแรงน่าหวาดกลัวและผิวน้ำทะเลหมุนม้วนเป็นคลื่นยักษ์
บนหมู่เกาะมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังชมการต่อสู้ครั้งนี้ คนส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักเดียวกัน
ลมปราณเปลวเพลิงสีขาวหมุนพันอยู่รอบตัว เยี่ยสวินตี๋ ใบหน้าเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมโหด เขาชกอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไปด้วยหมัดเดียว ก่อนจะพุ่งตัวขึ้นบนฟ้าแล้วใช้วิชาบรรพจิตเดียวดายผนึกร่างเป็นป้ายศิลาผุกร่อนแผ่นยักษ์ ร่วงลงจากท้องฟ้าเข้ากระแทกอีกฝ่าย
ผู้ที่ต่อสู้กับเขาเป็นผู้เฒ่าชุดดำผู้หนึ่ง ผมบาง ร่างเตี้ย อ้วน เวลานี้เขาอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเต็มทน เสื้อผ้าขาดวิ่น มุมปากมีรอยเลือดเกาะอยู่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับป้ายศิลาผุกร่อนแผ่นยักษ์ที่ร่วงลงมาจากฟ้า เขาเกรงว่าจะทำร้ายสำนักด้วยจึงจำเป็นต้องใช้ยอดเคล็ดวิชาเข้าขวางไว้
เขาซัดฝ่ามือสองข้างขึ้นด้านบน ลมปราณกลายเป็นพยัคฆ์คู่ ดำหนึ่งขาวหนึ่ง เป็นภาพสุดอลังการ พยัคฆ์คำรามขึ้นไปเบื้องบน แหงนหน้าขึ้นชนศิลาผุกร่อนขนาดยักษ์ ผลลัพธ์กลายเป็นต้องหายวับไปในพริบตา
โครม!
ผู้เฒ่าชุดดำถูกป้ายศิลาผุกร่อนแผ่นยักษ์กระแทกจนพลันขยับตัวไม่ได้ เขารู้สึกเพียงว่าพลังปราณทั่วกายเกาะตัวกันแน่น ทรมานเหลือประมาณ เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว
เยี่ยสวินตี๋ก้มมองเขาจากภายในป้ายศิลาผุกร่อนแผ่นยักษ์ก่อนยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นช้าๆ และเล็งไปที่เขา ยิงพลังปราณสายหนึ่งออกมาจากนิ้วพุ่งทะลุหน้าอกของเขา
ผู้เฒ่าชุดดำเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย
ในเวลานี้เองป้ายศิลาผุกร่อนแผ่นยักษ์ก็แตกละเอียด เยี่ยสวินตี๋เก็บมือ มองไปยังผู้เฒ่าชุดดำที่สั่นสะท้านไปทั้งตัวแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “จงจำไว้ มีคนผู้เดียวในทะเลสวรรค์ที่สามารถเรียกได้ว่าทรงอำนาจ นั่นก็คือข้าเอง”
พูดจบเขาก็หันหลังจากไป
เมื่อเห็นว่าเขาจากไปแล้ว เหล่าเทวชนก็ทยอยกันเข้ามาประคองผู้เฒ่าชุดดำ ผู้เฒ่าชุดดำพยายามสงบอารมณ์ พึมพำว่า “เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว…”
ในระยะเวลาหลายเดือนจากนั้น ชื่อเสียงของเยี่ยสวินตี๋ก็สั่นสะเทือนทะเลสวรรค์อีกครั้ง คนจำนวนมากในทะเลสวรรค์ล้วนคิดว่าเยี่ยสวินตี๋ตายในเงื้อมมือของมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่
ณ โรงเตี๊ยมสงบจิต
จางอิงนำจงเทียนอูเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม เสี่ยวเอ้อร์รีบเข้ามาต้อนรับพวกเขาทันที คนทั้งสองหาโต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งลงก่อนเริ่มสนทนากันเรื่องเยี่ยสวินตี๋
จางอิงเอ่ยทอดถอนใจว่า “ดูท่าเยี่ยสวินตี๋จะได้ร่ำเรียนยอดเคล็ดวิชาจากมรรคาจารย์มาไม่น้อย พละกำลังเหนือชั้นเหลือเกิน ว่ากันว่าไม่มีใครสามารถรับมือเขาได้เกินร้อยกระบวนท่า”
จงเทียนอูยกถ้วยชาขึ้นมา “มรรคาจารย์มีอภินิหารมากมายหลากหลายจริงๆ ผู้คนที่อยู่ใต้การดูแลของมรรคาจารย์มีแต่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ”
ผิงอัน เจียงเจี่ยน เทพกระบี่ เยี่ยสวินตี๋…
จางอิงนึกถึงหยางโจวขึ้นมาอีก เขามีลางสังหรณ์บางอย่างว่าหลายสิบปีหลังจากนี้ เจ้าหนุ่มหยางโจวนั้นจะต้องเลื่องชื่อไปทั่วหล้าเช่นกัน
คนทั้งสองสนทนากันเรื่องเยี่ยสวินตี๋อยู่พักหนึ่ง จางอิงถามขึ้นว่า “ท่านตัดสินใจแล้วหรือไม่”
จงเทียนอูพยักหน้า “เวลานี้ต้าจิ่งแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว และมีคนมารับตำแหน่งต่อจากข้าแล้ว ข้าเตรียมตัวที่จะออกเสาะแสวงหาวิถียุทธ์เพียงลำพัง ดูว่าจะหาโอกาสเหมาะที่จะกลายเป็นกายาทองคำได้หรือไม่”
ในฐานะผู้ที่เคยเป็นราชันแห่งยุทธภพต้าจิ่ง ความมุ่งมั่นในวิถียุทธ์ของเขาไม่เคยถดถอยเลย
จางอิงหยิบป้ายคำสั่งป้ายหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อแล้วกล่าวว่า “นี่เป็นป้ายคำสั่งสำนักสมุทร ท่านลองไปที่สำนักสมุทรดูเถิด สำนักสมุทรไม่เข้าร่วมกับการต่อสู้ทางโลก ทั้งมีความสัมพันธ์อันดีกับเกาะจักรพรรดิยุทธ์ เมื่อไปแสวงหาวิถียุทธ์ที่สำนักสมุทรก็จะมีอนาคตยาวไกลยิ่งกว่า ทั้งยังปลอดภัยยิ่งกว่า”
จงเทียนอูเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “ป้ายคำสั่งนี้คงล้ำค่ามากกระมัง”
จางอิงผายมือออก “ด้วยมิตรภาพของท่านและข้า จะต้องพูดให้มากความไปไย ข้าเป็นพ่อค้า ตัวข้าเองก็ลงทุนเช่นกัน วันหน้าเมื่อข้ามีเรื่องยุ่งยาก ท่านก็จะต้องช่วยข้าเป็นแน่ใช่หรือไม่”
จงเทียนอูเผยรอยยิ้มออกมา เอื้อมมือไปรับป้ายคำสั่งสำนักสมุทรมาแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ”
ทั้งสองสบตากันและยิ้มออกมา จนเสี่ยวเอ้อร์นำสุราอาหารชั้นดีมาส่ง จางอิงจึงพูดอีกครั้งว่า “ไว้ข้ารวบรวมแขนที่พิเศษให้ท่านได้แล้วก็จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านเพิ่มพูนขึ้นได้มาก”
ปีนั้นจงเทียนอูเสียแขนไปข้างหนึ่งเพื่อเข้าช่วยฉินอ๋องเจียงจื่ออวี้ แม้จะเหลือแขนเพียงข้างเดียว ความสามารถด้านยุทธ์ของจงเทียนอูก็ยังแข็งแกร่งยิ่ง และไม่เคยพ่ายแพ้ให้คนในระดับขั้นเดียวกันมาก่อน
จงเทียนอูกระเซ้าว่า “เจ้าอย่าได้ไปหาแขนสัตว์มาให้ข้าเชียวละ ข้าไม่อยากเป็นสัตว์ประหลาด”
ตัวอย่างเช่นนี้เขาเคยเห็นมากับตาตนเอง ในทะเลมีผู้ฝึกยุทธ์ไม่น้อยที่แขนขาขาดและเอาแขนขาของสัตว์ปีศาจมาต่อ บางคนสามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมออกมา แต่บางคนก็เกิดอาการเจ็บป่วยจนตายเสียยังดีกว่าอยู่
จางอิงยกถ้วยขึ้นแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเป็นคนลงมือ ท่านจงวางใจ”
เซียวปู่คูกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ตรงมุมห้อง เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาหารือกันก็พลันเกิดแผนหนึ่งขึ้นมาในใจ คนที่ชื่อว่าจางอิงเคยมาที่โรงเตี๊ยมหลายครั้งมาก แล้วยังเป็นหัวหน้ากองเรือของหอการค้าอีก เขาอาจอาศัยจางอิงหนีออกไปจากโรงเตี๊ยมรังปีศาจแห่งนี้ได้
เดือนแปด หยางโจวกลับมาพร้อมกับเหล่าศิษย์ของอารามมังกรผงาด งานชุมนุมใหญ่แห่งยุทธภพต้าจิ่งที่ดำเนินติดต่อกันมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ยุติลง ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำผู้หนึ่งคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งไปได้ ต้าจิ่งในเวลามีขั้นกายาทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขั้นจักรวาลก็ยังคงพบเห็นได้ยาก มักจะเป็นบุคคลในระดับราชสำนักเท่านั้น
ไม่ได้มีแค่หยางโจวที่ไปเท่านั้น สิบแปดกลุ่มดาวก็ติดตามไปด้วยเช่นกัน นับเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่ เมื่อกลับมาภายในเรือน หยางโจวก็บอกเล่าเรื่องน่าสนใจของงานชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ให้พวกเจียงฉางเซิงฟัง ตัวเขาเองก็ได้เข้าร่วมการประลองหลายครั้ง คว้าเอาฉายาอันดับหนึ่งในขั้นต่ำกว่ากายาทองคำมาครอง ความจริงแล้วเขาคิดว่าตนเองสามารถต่อสู้กับคนขั้นกายาทองคำได้ แต่ไม่กล้าออกหน้าเพราะกลัวจะเป็นการอวดตัวเกินไป
“โจวเจวี่ยซื่อและอวี้ชิงหยวนนั้นเก่งกาจเอาการ โดยเฉพาะอวี้ชิงหยวน วิชายุทธ์ของนางฤทธิ์เดชรุนแรงนัก ข้าใช้วิชาเก้าเทพเวียนศึกและวิชาบรรพจิตเดียวดาย ต่อสู้หนึ่งต่อสองก็ยังเอาชนะพวกเขามาได้อย่างสบายๆ”
หยางโจวกล่าวอย่างได้ใจ หลังการต่อสู้ครั้งนี้ โจวเจวี่ยซื่อและอวี้ชิงหยวนไม่อาจเทียบชั้นกับเขาได้แล้ว
ไปฉีพูดหยอกล้อว่า “เป็นผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่รู้สึกสะใจหรือไม่เล่า”
“สะใจสิ!”
หยางโจวไม่ปิดบังแม้แต่น้อย เขาเห็นทุกคนในเรือนแห่งนี้เป็นคนในครอบครัว ย่อมไม่ต้องเสแสร้งอยู่แล้ว
หวงเทียนกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “คราวหน้าพาพวกเราไปด้วยสิ”
เฮยเทียนร้องตาม เมื่อสติปัญญาของพวกมันค่อยๆ เติบโตขึ้นก็ยิ่งไม่ยอมเชื่อฟังไปฉีมากขึ้นเรื่อยๆ มักทำให้ไปฉีโมโหแทบตาย
“เช่นนั้นก็ต้องลองถามมรรคาจารย์ว่าจะอนุญาตหรือไม่ก่อน!” หยางโจวพูดพลางผายมือออก
หวงเทียนกับเฮยเทียนมองเจียงฉางเซิงตาละห้อย พวกมันฟ้าไม่กลัวดินไม่กลัว กลัวก็แต่เจียงฉางเซิงเท่านั้น
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ตั้งใจฝึกฝนให้ดี งานชุมนุมใหญ่ยุทธภพคราวหน้าจะให้พวกเจ้าไปร่วมครึกครื้นด้วย”
ทันทีที่เอ่ยออกไปแมวปีศาจทั้งสองตัวก็ไชโยโห่ร้อง ภายในเรือนเริ่มอลหม่านเป็นไก่เห็นสุนัขกระโจนอีกครั้ง เจียงฉางเซิงมองหยางโจวที่อยู่ในอาการยืดอกตัวตรง แอบรู้สึกพึงพอใจนัก
เด็กเหลือขอในตลาดในวันนั้นกลับมีราศีของผู้เยี่ยมยุทธ์ขึ้นทุกวัน นี่คือคนที่เขาค้นเจอและบ่มเพาะมากับมือ ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจนัก แม้แต่อวี้ชิงหยวนที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์โบราณกลับชาติมาเกิดก็ยังไม่ใช่คู่ปรับของหยางโจว ดูท่าไม่ใช่ว่ายิ่งโบราณกว่าจะยิ่งเก่งกาจกว่า
เขาเริ่มเฝ้ารอให้สิบแปดกลุ่มดาวโดดเด่นขึ้นมา แม้ว่าสิบแปดกลุ่มดาวจะเทียบเท่ากับหยางโจวไม่ได้ แต่คุณสมบัติที่มีก็เทียบได้กับห้าร้อยอันดับแรกของทั้งผืนทวีป ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย เพราะประชากรในทวีปชีพจรมังกรจะต้องมีมากกว่าหมื่นล้านคนอย่างแน่นอน
เทพกระบี่ก็กำลังทอดถอนใจกับความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ ไม่ใช่แค่ตัวมรรคาจารย์เองที่แข็งแกร่ง ศิษย์ที่เขาบ่มเพาะมาก็แข็งแกร่งเช่นกัน เขาคิดว่าตนก็นับเป็นศิษย์ของมรรคาจารย์ครึ่งหนึ่งเช่นกัน และเขาก็ถึงกับรู้สึกเป็นเกียรติในเรื่องนี้ด้วย
ปีซุนเทียนที่ยี่สิบแปด เดือนสี่ กองทัพเรือต้าจิ่งเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายอำนาจลึกลับในตงไห่ เจียงเจี่ยนและผิงอันที่ถูกโยกย้ายสังหารขั้นกายาทองคำไปห้าคน ข่าวนี้แพร่กลับมาถึงภายในเมืองหลวง
ฮ่องเต้มิได้รู้สึกประหลาดใจ แต่ยังส่งยอดฝีมือไปเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ฝ่ายอำนาจที่มีขั้นกายาทองคำถึงห้าคนต้องไม่ใช่ฝ่ายอำนาจเล็กๆ เป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อขาดทุนมากมายเพียงนี้ จะต้องไม่ยอมเลิกราแน่นอน
เค้าลางแห่งศึกสงครามได้ปรากฏขึ้นแล้ว!
เพื่อป้องกันไม่ให้เจียงเจี่ยนและผิงอันเกิดเรื่อง ฮ่องเต้ซุนเทียนตัดสินใจว่าจะเดินทางไปด้วยตนเองและจะได้สร้างปราการเมืองในตงไห่ไปพร้อมกันด้วย วันหน้าให้ตั้งเป็นเมืองอันดับสองรองจากเมืองหลวง ยามใดที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก็จะสามารถรวบรวมยอดฝีมือในยุทธภพได้อีกจำนวนมาก และจะได้ป้องกันการรุกรานที่มาจากตงไห่ด้วย
เจียงเชอในวัยสิบแปดปีเริ่มดูแลบ้านเมืองแล้ว เขาดำเนินรอยตามฮ่องเต้จิ่งเหรินจง ทว่าระบบการปกครองของต้าจิ่งในเวลานี้สมบูรณ์ยิ่งกว่าแต่ก่อน มีขุนนางในสามกรมเป็นจำนวนมากที่สามารถช่วยเขาจัดการราชกิจได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้รบกวนการฝึกยุทธ์ของเขา
ฮ่องเต้ซุนเทียนไม่ได้มาบัญชาการรบด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ขุนนางและราษฎรล้วนไม่ได้เป็นกังวลแต่กลับตั้งตารออย่างเปี่ยมล้น
การต่อสู้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว ฮ่องเต้ซุนเทียนให้คนไปกระจายข่าวในหมู่ชาวบ้านเพื่อให้ผู้คนในใต้หล้าได้รู้จักฝ่ายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ
ฮ่องเต้ซุนเทียนและทัพตามสวรรค์ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายจึงมาถึงแถบตงไห่ได้ภายในเวลาสองวันและยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะมาถึงริมชายทะเลที่กำลังก่อสร้างกำแพงเมือง
เมื่อเจียงฉางเซิงรู้เรื่องนี้ก็เริ่มตรวจสอบไปยังทิศทางของตงไห่ หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม เขาก็มองเห็นเรือเดินสมุทรจำนวนนับไม่ถ้วนบนทวีปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในตงไห่ ทหารจำนวนมากกำลังก่อสร้างกำแพงเมืองอยู่บนทวีปนั้นและพวกเขาชูธงรบของเฟิ่งเทียน
เป็นดังคาด ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนหมายตาทวีปชีพจรมังกรแล้ว เจียงฉางเซิงมองไปยังต้าฉีที่อยู่ทางเหนือต่อ เขาเผลอเลิกคิ้วขึ้น
ฉีเหิงผู้เป็นวังเฉินกลับชาติมาเกิดกำลังเข้าโจมตีเมืองหลวง ทัพใหญ่หลายแสนนายกำลังโอบล้อมเมืองหลวง และบนฟ้าก็ยังมียอดฝีมือขั้นกายาทองคำกำลังต่อสู้อยู่ เห็นชัดว่าฉีเหิงเป็นฝ่ายได้เปรียบ
เขาถึงกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของขั้นจักรวาลผู้หนึ่งกำลังขี่ม้าอยู่เคียงข้างฉีเหิงและยังเป็นสตรีอีกด้วย น่าสนใจไม่เบา วังเฉินจะได้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว
ก่อนนี้เขาเดาว่าต้าฉีนั้นเป็นเขี้ยวเล็บของเฟิ่งเทียน แต่เวลานี้มีฝ่ายอำนาจลึกลับที่หนุนฉีเหิงให้ก่อการกบฏ เรื่องนี้ยากจะใคร่ครวญได้แล้ว หรือฝ่ายอำนาจลึกลับนี้จะมาจากราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้นี่
ยังมีอีกความเป็นไปได้ นั่นก็คือฝ่ายอำนาจลึกลับนี้ไม่ได้เป็นของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนและไม่ได้เป็นของต้าจิ่งด้วย เจียงฉางเซิงค่อยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ แต่ไม่ได้มีท่าทีจะลงมือ
ราชอาณาจักรต้าฉียังไม่อาจเป็นภัยคุกคามกับต้าจิ่งได้ และเจียงฉางเซิงสามารถถล่มต้าฉีให้ดับสูญได้ด้วยศรเดียว ด้วยเหตุนี้จึงอยากดูความครึกครื้นไปก่อน ดูอยู่พักหนึ่งจึงเก็บสายตากลับมา จากนั้นก็มองไปทางตระกูลมู่
ตระกูลมู่ออกทะเลไปแล้ว พวกเขาซื้อเรือเดินทะเลทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดลำและออกทะเลไปพร้อมกัน ยิ่งใหญ่เกรียงไกรนัก เจียงฉางเซิงนับๆ ดูแล้วลูกหลานและศิษย์ของตระกูลมู่มีมากกว่าหนึ่งแสนคน มีขั้นกายาทองคำจำนวนไม่น้อยเหาะเหินอยู่รอบๆ กองเรือเพื่อคอยคุ้มกันกองเรือด้วย
ส่วนมู่หลิงลั่วฝึกวิชาอยู่ภายในลำเรือ เวลานี้นางมีฐานะที่พิเศษ ไม่มีใครกล้ามารบกวนนางเพราะเจียงฉางเซิง พวกเขาออกทะเลมาด้วยพละกำลังเช่นนี้ ฝ่ายอำนาจทั่วๆ ไปย่อมไม่กล้ามาขวางการเดินทาง ตลอดเส้นทางจึงน่าจะผ่อนคลายกว่าทางหลินเฮาเทียน