เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 188 ไท่ชุย คัมภีร์ภูผาสมุทร
ตอนที่ 188 ไท่ชุย คัมภีร์ภูผาสมุทร
มู่หลิงลั่วและมู่เสวียนกังเหินไปทางนั้นทันที มู่เสวียนกังสั่งให้ผู้อาวุโสของตระกูลรวบรวมลูกหลานและศิษย์เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ ทันใดนั้น หมู่เกาะก็โกลาหลขึ้นมา คนตระกูลมู่พากันถืออาวุธรีบรุดมาเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกหลานและศิษย์จากจวนศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งมาอยู่ข้างๆ มู่หลิงลั่ว ทุกคนต่างจับจ้องภูเขายักษ์ลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้น ณ ผิวน้ำทะเลที่ปลายขอบฟ้าด้วยความระแวง “นั่นคือสิ่งใด” “น่าตกใจนัก คงไม่ใช่สัตว์ปีศาจในมหาสมุทรหรอกกระมัง” “อาจเป็นไปได้ ไอ้เจ้าตัวที่เคยเจอเมื่อสามปีก่อนยังทำให้ข้ากลัวจนถึงบัดนี้” “ภูเขาที่กำลังเคลื่อนที่ ดูแล้วก็ไม่ปกตินัก” “สวรรค์คุ้มครอง หวังว่าพวกเราจะปลอดภัย…”
ในขณะที่เหล่าลูกหลานและศิษย์ตระกูลมู่พากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น มือขวาของมู่หลิงลั่วที่อยู่ในแขนเสื้อก็กำใบไม้สีทองใบหนึ่งเอาไว้แน่น เป็นใบหยกเกล็ดทองนั่นเอง ครั้งนางเพิ่งเดินทางออกทะเล เจียงฉางเซิงได้มอบใบหยกเกล็ดทองให้นางสามใบ ซึ่งบรรจุดวงจิตและพลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงเอาไว้ แม้จะโบยบินข้ามเขตทะเลไร้จำกัดก็ยังคงมีพลังวิญญาณอยู่ในนั้นไม่น้อย เพียงพอจะปกป้องนางได้สามครั้ง อย่างไรก็เป็นภรรยาของตน เจียงฉางเซิงจึงไม่อาจไปดูแลนางด้วยการเข้าฝันเท่านั้น
เมื่อใดที่มู่หลิงลั่วใช้ใบหยกเกล็ดทอง ดวงจิตที่อยู่ภายในนั้นจะส่งสัญญาณไปยังเจียงฉางเซิงที่อยู่ห่างออกไป ทำให้เขาสัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่ามู่หลิงลั่วกำลังประสบกับอันตราย ออกทะเลมาหลายปีเพียงนี้ มู่หลิงลั่วยังไม่เคยใช้ใบหยกเกล็ดทองเลย ครั้งนี้มู่หลิงลั่วสัมผัสได้ถึงความกังวลใจอย่างรุนแรง ดวงตางามของนางจ้องเขม็งไปยังภูเขายักษ์ที่อยู่ห่างออกไป
ภูเขายักษ์ลูกนั้นพุ่งออกมาจากหมอกหนาเต็มท้องฟ้า ท่ามกลางสายตาของทุกคนในตระกูลมู่ ทำเอาทุกคนต้องเบิกตากว้าง เพราะมันเป็นภูเขาเนื้อที่สูงกว่าห้าร้อยจั้ง เนื้อและเลือดคาวแดงฉานทับถมกันอยู่บนภูเขา ดูมหึมาจนยากประมาณ บนกองเนื้อนั้นมีดวงตาจำนวนมากที่มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ยังมีเส้นรยางค์หลายสายและรูโพรงเลือดอาบ มองดีๆ จะเห็นว่าภูเขาเนื้อลูกนี้กำลังขยับขยุกขยิกอยู่ด้วย น่าสยดสยองนัก สตรีตระกูลมู่จำนวนไม่น้อยตกใจจนต้องเอามือป้องปาก ทุกคนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาในหัวใจ
“นั่นมันเป็นปีศาจอันใดกัน” ชายผู้หนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือและทำลายความเงียบงันลง ตระกูลมู่ไม่ได้ตระหนกลนลาน แต่ต่างหันไปมองมู่เสวียนกังผู้เป็นประมุขตระกูลโดยพร้อมเพรียงกัน มู่เสวียนกังสีหน้าเคร่งเครียด พยายามรักษาท่าทีสุขุมเอาไว้ เขาสังเกตทิศทางด้านหน้าที่ภูเขาเนื้อเคลื่อนตัวไป และพบว่ามันไม่ได้มุ่งหน้ามาที่หมู่เกาะ น่าซ้ำยังดูเหมือนจะผ่านไปมากกว่า “ทุกคนเตรียมตัวตั้งรับเอาไว้ อย่าได้ตื่นตระหนก หากยังไม่ได้คำสั่งจากข้า ห้ามลงมือเด็ดขาด!” มู่เสวียนกังเอ่ยเสียงเคร่งเครียด เขาใช้ลมปราณส่งเสียงเข้าไปในหูของทุกคน
ทุกคนกำอาวุธในมือไว้แน่นและจับจ้องภูเขาเนื้อที่ใกล้เข้ามาด้วยความตึงเครียด เวลาผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย ภูเขาเนื้อขนาดมหึมามาอยู่ตรงหน้าหมู่เกาะ อยู่ห่างออกไปหลายลี้ แต่นี่ก็เป็นระยะที่อันตรายมากแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงเพิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าภูเขานี้มีขนาดใหญ่โตเพียงใด มันสูงมากกว่าห้าร้อยจั้ง ยาวกว่าพันจั้ง สั่นสะท้านลูกตานัก ด้านหลังภูเขาเนื้อที่ค่อนข้างลาดเอียงต่ำลงมายังมีปลาทะเลขนาดยักษ์ตัวหนึ่งอยู่ด้วย มันถูกกลืนเข้าไปกว่าครึ่งตัว เหลือแค่ส่วนหางที่กำลังสะบัดอยู่เล็กน้อย ลำพังแค่หางปลาก็ยาวถึงหนึ่งร้อยจั้งแล้ว ส่วนล่างของตัวมันถูกเนื้อที่เป็นเหมือนโคลนโอบล้อมและกลืนมันลงไป
มู่เสวียนกังมองภาพนี้แล้วก็ตื่นตระหนกขวัญกระเจิง แม้จะมีพลังยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภาพเช่นนี้ เขาก็ยังต้องสะท้านใจไปเช่นกัน ในเวลานี้เอง บนจุดสูงสุดของภูเขาเนื้อ จู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งผุดออกมาจากกลางกองเลือดและเนื้อ ร่างกายมันขาวดังหยก ลำตัวท่อนบนเหมือนมนุษย์แต่ไม่มีหน้าตา ไม่มีผมและขน กำลังเสพสุขกับแสงตะวันจ้า ร่างหยกขาวนั้นก็สูงถึงห้าจั้ง แม้มิอาจเทียบเท่าภูเขาเนื้อทั้งลูก แต่ก็ยังดึงดูดความสนใจของคนจำนวนไม่น้อย
มู่หลิงลั่วจ้องเขม็งไปยังร่างหยกขาวนั้น มือขวากุมใบหยกเกล็ดทองไว้แน่น ทันใดนั้นนางก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา ลำพังแค่ใบไม้ใบนี้จะสามารถเอาชนะปีศาจขนาดมหึมาเช่นนี้ได้หรือ ร่างหยกขาวนั้นค่อยๆ หันมามองทางหมู่เกาะ บนใบหน้าของมันพลันฉีกออกกลายเป็นรอยแผลอาบเลือดเส้นหนึ่ง จากนั้นก็ฉีกกว้างออก เผยให้เห็นฟันและเขี้ยวแหลมคมเรียงกันเป็นแถว มันอ้าปากร้องคำรามแต่ไร้สุ้มเสียงใส่หมู่เกาะ เมื่อนั้นภูเขาเนื้อก็หยุดเคลื่อนที่!
หัวใจทุกคนสั่นสะท้านขึ้นมา ภูเขาเนื้อเริ่มขยับใกล้หมู่เกาะ ร่างหยกขาวบนยอดเขาแยกเขี้ยวและตวัดกรงเล็บอย่างบ้าคลั่ง เห็นชัดว่าตื่นเต้นดีใจนัก มู่เสวียนกังหน้าเสียไปทันใด เพราะรู้ชัดแล้วว่ามันหมายตาพวกเขาเข้าให้แล้ว ในขณะที่เขาเตรียมจะออกคำสั่ง มู่หลิงลั่วก็ลงมือทันที มือขวาของนางสะบัด แสงทองสายหนึ่งพุ่งแทรกอากาศออกไป เปรี้ยง! ใบหยกเกล็ดทองพุ่งเข้าเจาะหน้าผากของร่างหยกขาวนั้นจนทะลุด้วยความเร็วสูงสุด จากนั้นมันก็ลอยผ่านอากาศและเข้าโจมตีอีกครั้ง ด้วยการพุ่งเข้าเจาะทะลุที่ลำตัวของร่างหยกขาว ใบหยกเกล็ดทองบินเข้าจู่โจมกลับไปกลับมาเช่นนี้จนร่างหยกขาวกลายเป็นรูพรุนไปทั้งตัว
ทุกคนมองไปยังมู่หลิงลั่ว นึกไม่ถึงว่ามู่หลิงลั่วจะแข็งแกร่งเพียงนี้ รวมทั้งมู่เสวียนกังก็คิดเช่นนั้นด้วย ทันใดนั้น ร่างหยกขาวก็สะบัดแขน พลังอันน่าหวาดกลัวชนใบหยกเกล็ดทองจนถอยออกมา ไกลออกไป เจียงฉางเซิงที่กำลังฝึกวิชาอยู่ในเรือนพักพลันเบิกตาขึ้น เขาสัมผัสถึงดวงจิตได้ทันทีและสืบเสาะได้ว่าภูเขาเนื้อนั้นอยู่ที่ใด
“นี่คือสิ่งใดกัน” เจียงฉางเซิงเองก็ตกใจเช่นกัน น่าขยะแขยงเกินไปจริงๆ เขาจึงควบคุมใบหยกเกล็ดทองทันที ให้ใบหยกเกล็ดทองส่องแสงสีทองระยับตาและพุ่งเข้าจู่โจมด้วยพลังที่แข็งแกร่งกว่าที่ร่างหยกขาวส่งออกมา ตูม! ภูเขาเนื้อทั้งลูกถูกใบหยกเกล็ดทองทะลวงเข้าใส่จนทะลุ ตัวภูเขาเริ่มทลายลงมา
ร่างหยกขาวตื่นตกใจจนพุ่งตัวออกจากภูเขาเนื้อและกระโดดลงในมหาสมุทรทันที ก่อนหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย จากนั้นเนื้อแหลกเหลวเต็มภูเขาก็ไหลลงมา ทำให้ผิวน้ำทะเลกลายเป็นคลื่นที่น่าตื่นตกใจ ดวงจิตของเจียงฉางเซิงอยู่บนใบหยกเกล็ดทอง จึงไล่ตามร่างหยกขาวนั้นไป ไม่ถึงสองอึดใจก็จับทิศทางของมันได้ ใบหยกเกล็ดทองจึงมุดลงในมหาสมุทรด้วยความเร็วสูงสุด ร่างหยกขาวที่กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วอยู่ในน้ำทะเลสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงหันหน้าไปมอง ปรากฏว่าถูกใบหยกเกล็ดทองพุ่งเข้าโจมตี แสงสีทองกลืนมันเข้าไปภายในทันใด จากนั้นจึงพุ่งตัวขึ้นบนผิวทะเล เหินไปยังขอบฟ้าก่อนหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อมู่หลิงลั่วส่งแสงสีทองจากไปด้วยสายตาจนไปไกลลิบแล้ว ถึงได้โล่งอก มู่เสวียนกังหันไปมองนางแล้วถามว่า “เมื่อครูเป็น… วิถีของเทพเซียนหรือ” แสงสีทองนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วนัก ต้องไม่ใช่ความเร็วที่ขั้นกายาทองคำจะทำได้เป็นแน่ มู่หลิงลั่วพยักหน้า กล่าวว่า “หากเขาไม่ลงมือ ข้าเกรงว่าตระกูลมู่จะต้องบาดเจ็บล้มตายสาหัสนัก” มู่เสวียนกังฝืนสะกดความตื่นเต้นยินดีเอาไว้และถามว่า “เจ้ายังใช้ได้อีกกี่ครั้ง” มู่หลิงลั่วส่ายหน้าบอกว่า “ใช้ได้แค่ครั้งเดียว ข้าจึงไม่ได้พูดออกไปเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น มู่เสวียนกังก็ผิดหวัง แต่จากนั้นก็ถูกมหาสมุทรดึงดูดสายตาไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเนื้อเละเต็มภูเขาจมลงไปในมหาสมุทรก็ปรากฏให้เห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยเลือด มีแต่โครงกระดูกอยู่เต็มภูเขา นอกจากกระดูกของสัตว์ปีศาจแล้วก็ยังมีกระดูกของมนุษย์อีกเป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่เห็นภาพนี้แล้วก็อยากอาเจียนออกมา มู่หลิงลั่วก็รู้สึกคลื่นไส้ด้วยเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางเกิดความหวาดกลัวต่อมหาสมุทร ในมหาสมุทรมีสิ่งน่ากลัวซุกซ่อนอยู่มากมายเท่าใดกันแน่ และต้าจิ่งยังต้องไปอีกไกลเท่าใด
ณ เรือนพัก เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนและเดินออกไป ไปฉีกำลังดูหวงเทียนกับเฮยเทียนทะเลาะตบตีกัน เมื่อเขาเดินออกไปก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม เจียงฉางเซิงมารออยู่ภายในป่าไผ่เขียวกระดูกหยก เมื่อเอ่ยถึงป่าไผ่เขียวกระดูกหยก เขายังย้ายป่าไผ่ส่วนหนึ่งมายังโลกแห่งมรรคาด้วย เวลานี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ผืนแผ่นดินในโลกแห่งมรรคากว้างใหญ่ไพศาล อีกไม่นาน ป่าไผ่ที่อยู่ในนี้ก็จะต้องการขยายออกไปจนใหญ่กว่าป่าไผ่บนเขามังกรผงาดเป็นแน่
[ปีซุนเทียนที่สามสิบเอ็ด มู่หลิงลั่วและตระกูลมู่ถูกสัตว์อสูรโบราณไท่ชุยเข้าโจมตี เคราะห์ดีที่เจ้าเข้าช่วยได้ทันกาล จึงตัดเวรกรรมครานี้ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า “คัมภีร์ภูผาสมุทร”] การแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง คัมภีร์ภูผาสมุทร? นี่เป็นสมบัติอาคม? เจียงฉางเซิงสงสัยอยู่ในใจ อาศัยจังหวะที่ใบหยกเกล็ดทองยังอยู่ระหว่างทางกลับมา เขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของคัมภีร์ภูผาสมุทร
คัมภีร์ภูผาสมุทรได้รวบรวมกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเอาไว้ สามารถดูดวิญญาณแยกของอสูรในฟ้าดินเข้ามาเพื่อเสริมสร้างพละกำลังให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้ และยังสามารถควบคุมอสูรด้วย นี่เป็นสมบัติอาคมที่ช่วยในการพัฒนาตนเอง หากดูดซับวิญญาณแยกของอสูรได้หลากหลายชนิดเท่าใด คัมภีร์ภูผาสมุทรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น และยังสามารถดูดซับโชคชะตาในตัวของอสูรได้ด้วย นอกจากดูดซับวิญญาณของอสูรแล้ว ยังสามารถจารึกสรรพสิ่งในฟ้าดินออกมาได้ ซึ่งจะช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาวด้วย
ตอนที่ออกแบบเกมในชาติก่อน เขาเคยออกแบบให้มีคัมภีร์ภูผาสมุทรจริงๆ ซึ่งเป้าหมายก็คือให้ผู้เล่นเอาชนะอสูรและสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งนานาชนิดภายในเกมได้ นึกไม่ถึงว่ามาในชาตินี้ ระบบรอดชีวิตจะพามันกลับคืนมา แม้ว่าโครงสร้างของระบบรอดชีวิตจะถูกกำหนดออกมาตามเกมที่เขาออกแบบในชาติก่อน แต่จนถึงตอนนี้ก็มีรางวัลรอดชีวิตหลายอย่างที่เขาไม่ได้เป็นคนคิดขึ้นมา เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้กับที่มาของระบบรอดชีวิตเป็นอย่างมาก
เขาเคยใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์อนาคตของระบบ แต่ถูกแจ้งว่าอยู่นอกเหนือจากขอบเขตที่จะพยากรณ์ได้ เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจเสีย ไม่ว่าอย่างไร ในชาตินี้เขาแข็งแกร่งและโดดเด่นขึ้นมาได้ด้วยการอาศัยระบบรอดชีวิตทั้งสิ้น เมื่อตัวเขายังไม่ทันแข็งแกร่งขึ้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปคลางแคลงสงสัย เพราะทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้ตนเองเกิดความลังเล เอาไว้เมื่อเขาแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นความเป็นมาของระบบรอดชีวิตได้ทะลุปรุโปรรงเอง ความจริงแล้ว ระบบรอดชีวิตนั้นยังพอทำเนาเพราะไม่ได้บีบบังคับเขามากเกินไป แค่มอบวิธีและสิ่งของอื่นๆ ที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรของเขาเท่านั้น ส่วนพลังยุทธ์นั้นเขาต้องอาศัยการฝึกฝนด้วยตนเองทุกๆ วันจึงจะฝึกออกมาได้ จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้สึกว่าระบบบีบบังคับเขาอย่างไร
เจียงฉางเซิงคิดถึงไท่ชุยขึ้นมาอีก ประจวบเหมาะจริงๆ เพราะเขาสามารถใช้มัจฉาปักษาและไท่ชุยทดสอบคัมภีร์ภูผาสมุทรได้ เขาหยิบคัมภีร์ภูผาสมุทรออกมา มันเป็นแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งที่ภายนอกเป็นเหมือนตำรา ดูธรรมดามาก เขามองหนหนึ่งจึงเริ่มทลายเขตอาคมของมันออก คัมภีร์ภูผาสมุทรเป็นสมบัติอาคมที่มีการพัฒนาเติบโต เขตอาคมที่เห็นในเวลานี้อ่อนด้อยนัก การทลายจึงไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เจียงฉางเซิงก็กลายเป็นเจ้านายของคัมภีร์ภูผาสมุทร เขารอต่อไป ผ่านไปเนิ่นนาน แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่หมอกทึบในป่าไผ่จนกระจายตัวออกและตกลงตรงหน้าเขา เขาใช้มือขวาคีบใบหยกเกล็ดทองเอาไว้ได้ ลืมดวงเนตรมหามรรคาที่หว่างคิ้วขึ้น จากนั้นดูดไท่ชุยที่ถูกเก็บอยู่ในใบหยกเกล็ดทองเข้าไปภายในโลกแห่งมรรคา
ภายในโลกแห่งมรรคา ร่างหยกขาวร่างหนึ่งร่วงลงจากฟ้าและตกลงท่ามกลางป่าในเขา มัจฉาปักษาที่กำลังบินอยู่ในทะเลเมฆคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงหันหน้าไปดู เมื่อไท่ชุยตกมาถึงพื้นก็รีบหยัดตัวขึ้นมาทันที มันสั่นไปทั้งตัวและมองไปรอบด้านอย่างหวาดกลัว ในเวลานี้เอง มีพลังน่าเกรงขามเข้ามาครอบตัวมันไว้ ทำให้มันไม่อาจขยับตัวได้ จากนั้นแผ่นหินแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน พร้อมกับแรงดูดที่น่าหวาดกลัวทำให้ไท่ชุยถูกดูดจนร่างกายเปลี่ยนรูปไป วิญญาณของมันหลุดออกจากกายเนื้ออย่างรวดเร็ว วิญญาณครึ่งหนึ่งที่แยกออกมาถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรดูดซับไป ส่วนวิญญาณที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งกลับเข้าไปภายในตัวของไท่ชุยอีกครั้ง
“นับแต่นี้ไป เจ้าจงอยู่ที่นี่ ห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นี่ หาไม่แล้ว เจ้าจะต้องตาย จงทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นด้วยปราณวิญญาณฟ้าดินเถิด” น้ำเสียงเย็นชาของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ไท่ชุยได้ยินแล้วรีบพยักหน้าไม่กล้าปฏิเสธ
ภายนอกโลกแห่งมรรคา คัมภีร์ภูผาสมุทรลอยปรากฏขึ้นในมือของเจียงฉางเซิง เขาพบว่าคัมภีร์ภูผาสมุทรสามารถเปิดออกได้ เมื่อเปิดตรงกลางออก ครึ่งหนึ่งของหน้าแผ่นหินปรากฏเป็นภาพของไท่ชุยที่ทั้งดูโบราณและพิลึกพิลั่น เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าภายในคัมภีร์ภูผาสมุทรกำลังมีเขตอาคมอันใหม่ก่อตัวขึ้น ไม่เลวๆ!
เขาโยนคัมภีร์ภูผาสมุทรเข้าไปภายในโลกแห่งมรรคาทันที และปิดผนึกวิญญาณครึ่งหนึ่งของมัจฉาปักษาเอาไว้ภายในคัมภีร์ภูผาสมุทรเช่นเดียวกัน แม้จะถูกแยกวิญญาณออกไปครึ่งหนึ่ง แต่ทั้งความสามารถและสติปัญญาของพวกมันก็ไม่ได้ถูกทำลาย เนื่องจากวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งนั้นไม่ได้หายไป เพียงแค่ตกลงสู่ภายในคัมภีร์ภูผาสมุทรเท่านั้น นับแต่นี้ไปชีวิตของพวกมันจะถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรควบคุม