เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 187 ความจริงใจของโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 187 ความจริงใจของโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียน
จนเมื่อเยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่สองคนจากไปแล้ว เจียงฉางเซิงจึงได้หยิบเอาใบหยกเกล็ดทองออกมาใบหนึ่งแล้วซัดไปทางทิศตะวันออก เกิดเสียงดังฟิ้ว ใบหยกเกล็ดทองมุดเข้าไปท่ามกลางหมอกทึบ
ไปฉีถามอย่างสงสัยว่า “ท่านคิดจะใช้ใบไม้ใบหนึ่งแข่งความเร็วกับพวกเขาหรือ” เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าลองทายดูว่าผู้ใดว่องไวกว่า” ไปฉีตอบ “ย่อมต้องเป็นใบไม้ของท่านที่ว่องไวกว่า”
มันไม่มีวันลืมวันแรกที่มายังเมืองหลวงได้ มันต้องยอมสยบให้แก่ใบไม้นี้นี่เอง ทำให้จนตอนนี้มันยังคงกลัวทุกครั้งที่เห็นใบหยกเกล็ดทอง แต่มันก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคือสมบัติอาคม นึกว่าเจียงฉางเซิงใช้ลมปราณควบคุมสิ่งของ และใช้ลมปราณปล่อยแสงออกมาต่างหาก
เจียงฉางเซิงลูบหัวมัน จากนั้นก็ฝึกวิชาต่อ ท่าทีของเขาทําเอาไปฉีตื่นเต้นดีใจนัก จนตัวมันสั่นไปทันใด มันไตรตรองจนกระจ่างแล้วว่าเจ้านายดูคล้ายไม่ไยดีต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ แต่ที่แท้แล้วก็แสร้งแกล้งทำนัก ฉะนั้นทุกกิริยาท่าทีของเจียงฉางเซิง มันจะต้องถามก่อนทุกครั้ง จากนั้นค่อยมีท่าทีตอบสนองอย่างให้ความร่วมมือเป็นที่สุด
“เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่ ดูซิว่าพวกเจ้าจะมาแย่งความรักจากข้าได้อย่างไร หึๆ!” ไปฉีแอบได้ใจอยู่ในอก
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนหูแทบหนวก พายุฝนโหมกระหน่ำ เสียงมังกรคำรามดังขึ้นลงสลับกัน เจียงเจี่ยนถือง้าวสามแฉกสองคมฟันเข้าใส่อย่างโกรธเกรี้ยว แต่กลับถูกหางมังกรฟาดจนกระเด็น ผิงอันตามลงมาที่หัวมังกร ใช้ค้อนคู่ฟาดเข้าใส่ แต่เขาก็ยังไมอาจทุบตีให้ตัวมังกรแห่งโชคชะตาแตกได้
แม่นางเวยซัดฝ่ามือจากด้านข้าง ลมปราณปะทุตามฝ่ามือออกมา กลายเป็นเข็มเงินนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปในแนวนอนเข้าใส่มังกรแห่งโชคชะตาเฉกเช่นน้ำหลาก จนมังกรแห่งโชคชะตาทะลุเป็นรูพรุนนับไม่ถ้วน แต่มังกรแห่งโชคชะตาก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว และร่างกายของมันกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“อามิตตาพุทธ!” หลวงจีนเทวะกัสสปะขี่คลื่นออกไป หมายจะบุกเข้าไปท่ามกลางทัพใหญ่ของเฟิ่งเทียนเพื่อทำลายมังกรแห่งโชคชะตาเสีย โครม! เขามุ่งหน้าเข้าชนเกาะกำบังแห่งโชคชะตาที่ครอบกองเรือของเฟิ่งเทียนอยู่ ทำให้เกิดคลื่นน่าหวาดกลัว แต่เขากลับถูกกระแทกจนต้องถอยกลับมา
เขาขมวดคิ้ว ยกมือขวาขึ้น ฝ่ามือกลายเป็นดาบ ร่างกายกลายเป็นแสงจ้าหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ แสงพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงสุด เสียงดังสนั่นดังขึ้นอีกครั้ง เรือทุกลำโยกคลอนอย่างหนัก พลทหารเฟิ่งเทียนที่มีพลังยุทธ์ต้อยต่ำจำนวนไม่น้อยพากันขาสั่นไปหมด
แม่ทัพเกราะดำยืนอยู่บนกราบเรือ ทอดสายตาไปยังหลวงจีนเทวะกัสสปะ กล่าวดูแคลนว่า “แค่พลังยุทธ์ขั้นจักรวาลเท่านั้น ก็หวังจะทำลายโชคชะตาแห่งเฟิ่งเทียนของข้ารึ ไม่รู้จักประมาณกำลังของตนเสียจริง!” เขาฮึกเหิมอยู่ในใจ ดูท่ากำลังภายในของมรรคาจารย์จะลดลงมากจริงๆ และยังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่จึงไม่อาจมาที่นี่ได้ ในเมื่อเป็นดังนี้ เขาก็จะต้องแสดงอานุภาพที่น่าเกรงขามออกมาให้เต็มที่! “ทัพทั้งหมดบุก เข้าไปทำลายกองเรือของต้าจิ่งและต้าฉี!”
แม่ทัพเกราะดำออกคำสั่งเสียงดัง ใช้ลมปราณถ่ายทอดเสียงนี้เข้าไปในหูของทหารทุกคน พายุฝนจึงมิได้ส่งผลกระทบใดต่อการได้ยิน ซ่งหลียืนอยู่บนลำเรือ ร้อนรนใจหนักหนา เฟิ่งเทียนทรงพลังแข็งแกร่งนัก หากเป็นดังนี้ต่อไป สถานการณ์ต้องไม่ดีแน่
เสียงหนึ่งดังมา “จะถอยหรือไม่ ข้าเป็นกังวลว่าเฟิ่งเทียนจะเข้าโอบล้อมพวกเรา เฟิ่งเทียนไม่มีทางมีกำลังทหารเพียงเท่านี้!” ซ่งหลีขมวดคิ้ว เริ่มลังเล
ในขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงแทรกผ่านอากาศที่แสบหูเป็นที่สุด จนต้องหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว ชั่วพริบตานั้นเขามองเห็นลำแสงสีทองเรียวเล็กสายหนึ่ง แม้จะอยู่ระหว่างท้องฟ้าและทะเลอันมืดมิดก็ยังระยับตาเหลือเกิน จนไม่อาจมองผ่านไปได้ เขาหันหน้าตามไป ส่วนสายตาก็เสาะหาไปพร้อมกัน แต่กลับรวดเร็วไม่เท่าแสงนั้นแต่อย่างใด
จวบจนเมื่อเขามองเห็นมังกรแห่งโชคชะตา มังกรแห่งโชคชะตาก็ถูกระเบิดกระจุยและกลายเป็นหมอกท่วมท้นปกคลุมทั้งแผ่นฟ้าไปแล้ว คลื่นแสนน่ากลัวกำลังจะซัดให้เรือโดยรอบพลิกคว่ำ ทุกคนตื่นตกใจนัก รวมทั้งเจียงเจี่ยนและแม่นางเวยด้วย
แม่นางเวยก็มองเห็นลำแสงสีทองแต่มองไม่ชัดว่าเป็นสิ่งใด เจียงเจี่ยนกำลังถูกรุกอย่างหนักจึงมิได้สังเกตเห็น เมื่อใบหยกเกล็ดทองทำลายมังกรแห่งโชคชะตาจนแหลกลาญแล้วจึงมุดเข้าไปในเมฆอัสนีและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงคนจำนวนน้อยนักที่โชคดีได้เห็นแสงของใบหยกเกล็ดทอง
ช่างรวดเร็วเหลือเกิน! ทหารเฟิ่งเทียนหลายแสนนายด้านหลังถูกแรงสั่นสะเทือนจนกระอักเลือด รวมทั้งแม่ทัพเกราะดำด้วย เขาถลึงตาโต สั่นไปทั้งตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนกและโทสะ เขาพูดกับตัวเองว่า “เป็นไปได้อย่างไร… เป็นผู้ใด…”
ความคิดแรกของเขาคือต้องเป็นมรรคาจารย์ แต่หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าผิดปกติ หากมรรคาจารย์ลงมือแล้ว พวกเขายังจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ทุกคราวที่มรรคาจารย์ลงมือล้วนต้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินทั้งสิ้น! เขาไม่เห็นสิ่งใดเลย เห็นแต่ว่าจู่ๆ ตัวของมังกรแห่งโชคชะตาก็ระเบิดออกมา จากนั้นก็ทำให้เลือดลมของเขาปั่นป่วน อวัยวะภายในทั้งห้าและหกได้รับบาดเจ็บ
“บุก…” เสียงตะโกนด้วยโทสะจนศิลาถล่มฟ้าตระหนกของเจียงเจี่ยนดังมา เหล่ากายาทองคำและเทวชนทยอยกันเข้ามาอยู่ท่ามกลางพายุกระหน่ำ และบุกเข้าไปภายในกองเรือของเฟิ่งเทียนอย่างรวดเร็ว ศึกใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
ภายในวิหารจิตกระจ่าง อารามมังกรผงาด “ท่านนักพรต ช่วยพาข้าไปพบกับมรรคาจารย์สักคราวเถิด ข้ามีธุระสำคัญที่ต้องพบเขาจริงๆ ข้ามาตั้งสิบกว่าครั้งแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่ช่วยพาข้าไปพบสักคราว” ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเหมือนพ่อค้าผู้หนึ่งวิงวอนขอร้อง
ชิงเอ๋อร์พูดอย่างอ่อนใจว่า “ท่านก็ไม่ใช่ยอดฝีมือในยุทธภพแต่อย่างใด เหตุใดจะต้องพบมรรคาจารย์ให้จงได้เล่า” ชายวัยกลางคนกล่าวว่า “ย่อมต้องมีเรื่องนะสิ ท่านดูข้าในมือไร้อาวุธ พลังยุทธ์ต่ำเตี้ย ข้าไม่มีทางทำร้ายมรรคาจารย์ได้หรอก”
ชิงเอ๋อร์กลอกตามองบนใส่เขา กล่าวว่า “ท่านจะไปทำร้ายท่านผู้นั้นได้อย่างไร ข้ากลัวว่าจะไปรบกวนเขาต่างหาก” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเป็นทุกข์ว่า “ท่านช่วยไปบอกให้ข้าสักคำ ข้ามาจากโพ้นทะเล มีเรื่องดีๆ จะมาแจ้งเขา ไม่มีทางรบกวนเขาแน่นอน” เขาจวนจะบ้าอยู่แล้ว ต้าจิ่งเริ่มเปิดศึกกับเฟิ่งเทียนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้พบมรรคาจารย์เลย หากโอรสสวรรค์รู้เขาจะต้องตัดหัวเขาเป็นแน่!
เขาก็คือคนที่โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนส่งมาให้ดึงตัวมรรคาจารย์ไป โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนไม่กล้าส่งผู้มีพลังยุทธ์มาเพราะหากส่งผู้พลังยุทธ์ต่ำต้อยมาก็จะดูไม่มีความจริงใจ แต่หากเป็นผู้มีพลังยุทธ์สูงส่งก็กลัวว่าจะถูกสังหาร จึงได้ส่งคนที่ดูแล้วไม่เป็นอันตรายเช่นเขามา เขาเป็นพ่อค้าใหญ่ในมหาสมุทร เมื่อใช้ฐานะพ่อค้าเข้าพบมรรคาจารย์ก็จะสำเร็จได้ง่ายกว่า
ไหนเลยจะเคยคิดว่าคนพลังยุทธ์ต่ำต้อยเช่นเขากลับไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเข้าพบมรรคาจารย์ ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนถอนหายใจและกล่าวว่า “เอาเถิด ท่านโปรดรอก่อน” จากนั้นนางก็ลุกขึ้น ชายวัยกลางคนรีบคารวะขอบคุณ หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป ชิงเอ๋อร์ก็กลับมาบอกว่ามรรคาจารย์อนุญาตแล้ว
ชายวัยกลางคนดีใจหนักหนา เขาสะกดความตื่นเต้นดีใจเอาไว้และขอบคุณชิงเอ๋อร์ คนทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเขามังกรผงาดพร้อมกัน ตลอดทางจนมาถึงข้างนอกเรือนพัก ชิงเอ๋อร์ชี้ทางให้เล็กน้อย จากนั้นก็หันหลังจากไป ชายวัยกลางคนสูดหายใจลึก ก่อนเดินเข้าไปภายในเรือนพักอย่างระมัดระวัง เขาถูกเจียงฉางเซิงที่อยู่ใต้ต้นไม้ดึงดูดในทันใด ส่วนไปฉีกลับถูกเขามองผ่านไปโดยสิ้นเชิง
เขารีบเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิง ประสานมือคำนับ และกล่าวว่า “ข้าน้อยลู่อัน มาจากตงไห่ขอรับ” เจียงฉางเซิงยิ้มตาหยี ถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ”
ลู่อันสูดหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยว่า “ข้าเป็นตัวแทนของโอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนเดินทางมาที่นี่ โอรสสวรรค์ทรงยินดีจะเชิญท่านไปเฟิ่งเทียนและแต่งตั้งให้ท่านเป็นราชครูแห่งแคว้น อยู่ใต้คนผู้หนึ่ง แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น กระทั่งยินดีจะให้ท่านรับเอาโชคชะตาของเฟิ่งเทียนไปด้วย ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใด โอรสสวรรค์ล้วนยินดีทำให้ท่านพอใจ หากท่านตัดใจจากต้าจิ่งไม่ได้ โอรสสวรรค์ก็จะยังคงอำนาจของราชสำนักต้าจิ่งเอาไว้ เมื่อผนึกรวมชีพจรมังกรแล้ว แผ่นดินต้าจิ่งจะยังคงให้ราชสกุลเจียงปกครองต่อไป”
เขาพูดเสียรวดเร็วนัก ด้วยเกรงว่ายังพูดไม่ทันจบก็จะถูกเจียงฉางเซิงสังหารเอาเสียก่อน ไปฉีเบิกตาค้างมองเขา จำต้องพูดว่าราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนมีความจริงใจ อย่างน้อยไปฉีก็คิดเช่นนี้
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียน ทรงพระทัยกว้างจริงๆ” ลู่อันเห็นว่าได้ผล จึงเริ่มอวยยศถึงความแข็งแกร่งของเฟิ่งเทียนและพระปรีชาสามารถของโอรสสวรรค์อย่างเต็มที่ สุดท้ายเขากล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “ฮ่องเต้จิ่งไท่จงจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว ท่านมิได้ผิดต่อต้าจิ่ง ขอเพียงคนสกุลเจียงยังอยู่ก็นับว่าเป็นที่พักพิงที่ดีที่สุดของต้าจิ่งแล้ว โอรสสวรรค์ตรัสว่าวันหน้าสามารถให้ทวีปชีพจรมังกรเปลี่ยนชื่อเป็นทวีปต้าจิ่งได้”
สองตาของเจียงฉางเซิงพลันเปลี่ยนเป็นสีทอง ลู่อันที่สบตาเขาอยู่เหม่อลอยไปทันใด ทั้งสองคนไม่ขยับเขยื้อน ไปฉีเห็นภาพนี้ก็รีบหลับตาลง ด้วยกลัวว่าตนเองจะถูกผีเข้าไปด้วย ผ่านไปเนิ่นนาน แสงสีทองในดวงตาของเจียงฉางเซิงหายวับไป ส่วนลู่อันก็ประหนึ่งตื่นจากฝันด้วยเช่นกัน
เขาเริ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านโปรดวางใจเถิด คอยดูว่าข้าจะปั่นหัวโอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนและไปหาข่าวมาให้ต้าจิ่งได้อย่างไร” เขาประสานมือคำนับแล้วหันหลังจากไป
ไปฉีเบิกตาค้าง ถามอย่างสงสัยว่า “ที่เขาพูดเมื่อครูนี้หมายความว่าเช่นใด” มันนึกว่าเจียงฉางเซิงแค่สะกดจิตเป็น แต่ฟังจากความหมายของลู่อันแล้ว เห็นชัดว่าไม่ใช่แค่การสะกดจิต แต่คล้ายว่าทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ไม่ได้หมายความว่าอย่างไร เจ้าจงทำเป็นไม่เห็นเสีย” จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มมีเลศนัย
เขาทำสำเร็จแล้ว เขาใช้เนตรเทวะลวงตาปรับเปลี่ยนความทรงจำชั่วชีวิตของลู่อัน ให้ตัวเขากลายเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของลู่อัน ซึ่งกระบวนการนี้ซับซ้อนอย่างมาก แต่ด้วยวรยุทธ์ของเขาก็มิใช่เรื่องยากที่จะลงมือ สิ่งสำคัญก็คือลู่อันมีพลังยุทธ์ต่ำต้อย การปรับเปลี่ยนความทรงจำของเขาจึงไม่ยุ่งยาก หากเปลี่ยนเป็นคนในขั้นจักรวาลก็ต้องใช้เวลาและพลังอย่างมาก
จนบัดนี้ ลู่อันจึงกลายมาเป็นหมากตัวหนึ่งของเจียงฉางเซิง กลายมาเป็นสายสืบของเขาในเฟิ่งเทียน โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนส่งคนอ่อนแอมาด้วยต้องการให้ได้เข้าใกล้เจียงฉางเซิง แต่กลับเป็นการทำร้ายตัวเขาเอง เจียงฉางเซิงยิ้มแล้วฝึกวิชาต่อ
ใบหยกเกล็ดทองยังไม่กลับมา และบนใบหยกเกล็ดทองก็มีดวงจิตของเขาอยู่ด้วย เขาต้องรอจวบจนสงครามยุติลงแล้วค่อยให้ใบหยกเกล็ดทองกลับมา แม้จะเป็นใบหยกเกล็ดทองแค่ใบหนึ่งเท่านั้น แต่อย่างไรก็เป็นสมบัติอาคม เมื่อรวมกับดวงจิตและพลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงแล้ว การสังหารคนในขั้นถ้ำสวรรค์สองไม่นับว่าเป็นเรื่องยุ่งยากอันใด แน่นอนว่าสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับขั้นสูงขึ้นไปอีกได้เช่นกัน
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น ใบหยกเกล็ดทองก็กลับมา [ปีซุนเทียนที่สามสิบเอ็ด เจียงเจี่ยนหลานชายของเจ้า ผิงอันศิษย์ของเจ้าเข้าตาจน เคราะห์ดีที่เจ้าเข้าช่วยได้ทันกาล ทำลายกองทัพโชคชะตาของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนยับเยิน พ้นเคราะห์เวรกรรมไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’] การแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง รางวัลนี้ไม่นับว่าใหญ่เท่าใด เพราะแม้กองทัพเฟิ่งเทียนจะแข็งแกร่ง แต่ก็มีแค่ขั้นจักรวาลเท่านั้น ฉะนั้นรางวัลจึงไม่ได้สูง ทว่าได้ใบหยกเกล็ดทองมาอีกใบหนึ่งก็เป็นเรื่องดี
จนบัดนี้ ใบหยกเกล็ดทองก็ยังไม่อาจประกอบร่างกับกระบองเกล็ดทองได้ จึงพิสูจน์ได้ว่าสมบัติอาคมที่นำมาประกอบกันนั้นต้องแข็งแกร่งเกินประมาณ อย่างน้อยในเวลานี้เขาก็ไม่อาจคาดคะเนได้ และเขาก็ตั้งตาอย่างยิ่งให้วันนั้นมาถึง
ณ หมู่เกาะหนึ่งบนมหาสมุทร เรือจำนวนมากเทียบท่าอยู่ที่ชายเกาะต่างๆ มู่หลิงลั่วกำลังนั่งอยู่บนชายหาด เพลิดเพลินกับลมทะเลที่พัดเข้ามา มู่เสวียนกังเดินมาและนั่งลงข้างนาง “ระยะนี้เทพเซียนผู้นั้นยังมาเข้าฝันเจ้าอยู่หรือไม่” มู่หลิงลั่วลืมตาขึ้น “มาเจ้าค่ะ ท่านปู่โปรดวางใจ หากตระกูลมู่ต้องประสบกับภัยจากศัตรูที่ไม่อาจต้านทานได้จริงๆ ไม่ต้องให้ท่านบอก ข้าก็จะไปขอร้องให้เขาช่วยเองเจ้าค่ะ”
มู่เสวียนกังยิ้มออกมา กล่าวว่า “ลำบากเจ้าแล้ว ซองแคบทะเลต่อจากนี้มีอันตรายอย่างมาก ได้ยินว่ามีสัตว์อสูรโบราณมาปรากฏตัว เจ้าน่าจะบอกเขาไว้ล่วงหน้าเป็นดีที่สุด แล้วพวกเราค่อยผ่านเขาไป เพื่อไม่ให้ถึงยามนั้นท่านผู้เฒ่ามาช่วยพวกเราไม่ทัน”
มู่หลิงลั่วคิดพักหนึ่ง จึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็รออีกสักพักเถิดเจ้าค่ะ ทุกคนจะได้พักผ่อนไปด้วย” มู่เสวียนกังพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นลุกขึ้นเตรียมจะจากไป “นั่นคือสิ่งใดกัน” เสียงร้องตกใจของลูกหลานตระกูลมู่ดังมาจากไกลๆ มู่หลิงลั่วและมู่เสวียนกังหันหน้าไปมอง มีหมอกหนาขยายตัวออกมาจากบนผิวน้ำทะเลที่สุดปลายขอบฟ้าจากทิศทางนั้น คล้ายมีภูเขาลูกหนึ่งปรากฏขึ้นรางๆ คล้ายภาพมายาแต่ก็คล้ายความจริงด้วย มันกำลังขยับเข้าใกล้หมู่เกาะที่พวกเขากำลังอยู่ในตอนนี้