เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 192 กายเทพมหาวัชระ สระวิวัฒน์มังกร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 192 กายเทพมหาวัชระ สระวิวัฒน์มังกร
ตอนที่ 192 กายเทพมหาวัชระ สระวิวัฒน์มังกร
เจียงฉางเซิงไม่ตอบรับคำขอร้องของหวงเทียน เจ้าตัวนี้ยังเล็ก เขากลัวว่ามันจะควบคุมมุกชุมปีศาจไม่อยู่ เจียงฉางเซิงจับจ้องคนผู้สวมเสื้อคลุมฟางผู้นั้นแล้วมองส่งเขาเดินทางต่อไปอย่างเงียบๆ
ไปฉีกับหวงเทียนเริ่มโต้เถียงกัน เฮยเทียนก็เข้าไปร่วมวงด้วยเป็นระยะ เล่นเอาไปฉีแทบอยากยกกรงเล็บขึ้นมาเกาศีรษะยิ่ง เจ้าตัวน้อยสองตัวนี้มันคิดจะกบฏใช่หรือไม่!
เจียงฉางเซิงเฝ้าจับตาดูกองทัพปีศาจงูอันยิ่งใหญ่แหวกว่ายผ่านท้องน้ำไป คนสวมชุดฟางยืนอยู่บนลำไม้ไผ่ท่อนเรียว เขาหันหน้าไปมองทิศเหนือก็เห็นขอบทวีปที่อยู่ไกลลิบๆ บนผิวทะเล เขายกมือขวาขึ้นกวัก งูทะเลไร้พิษกับงูทะเลมีพิษนับพันนับหมื่นตัวเริ่มผละจากขบวนใหญ่มุ่งหน้าไปจู่โจมทวีปชีพจรมังกร
“มรรคาจารย์ ให้ข้าชมฝีมือของเจ้าก่อนสักหนก็แล้วกัน” เงาร่างใต้เสื้อคลุมฟางพึมพำกับตนเอง เขาเริ่มเร่งความเร็วเดินทางไปด้านหน้า กองทัพงูขนาดมโหฬารแยกออกเป็นสองกองทัพ กองหนึ่งเคลื่อนตามหลังเขาไป ส่วนอีกกองหนึ่งมุ่งหน้าขึ้นเหนือเตรียมตัวจะโจมตีเมืองริมทะเลของต้าจิ่ง
เจียงฉางเซิงเห็นเช่นนี้ก็เลิกคิ้ว มาแล้ว! เจ้าหมอนี่อดใจไม่ไหวสินะ! ก็ถูก หากคิดในมุมของเขา เขาจะเดาได้อย่างไรว่าเจียงฉางเซิงกำลังจับตาดูเขาอยู่ ต่อให้เจียงฉางเซิงลงมือก็ต้องเป็นหลังจากที่เขาสร้างเรื่องดึงดูดความสนใจไปแล้ว
ดูท่าทางเจ้าหมอนี่จะตั้งใจอ้อมทวีปชีพจรมังกรเพื่อเดินทางไปยังแดนสมุทรฝั่งตะวันตกจริงๆ แต่พอเดินทางผ่านก็ถือโอกาสแวะโจมตีต้าจิ่งไปด้วย จู่โจมระหว่างเดินทางผ่านทะเล หากเป็นผู้อื่นอาจต้องปล่อยเจ้าหมอนี่ลอยนวล!
แต่น่าเสียดาย เจ้าดันมาพบข้า!
เจียงฉางเซิงดีดใบหยกเกล็ดทองใบหนึ่งออกไปก่อน หลังจากนั้นจึงหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา ภาพนี้ดึงความสนใจของปีศาจทั้งสามตัว หวงเทียนตื่นเต้นดีใจประหนึ่งมองเห็นมุกชุมปีศาจอยู่ตรงหน้ามันแล้ว
มือซ้ายเขาถือเกาทัณฑ์ มือขวาน้าวสายอย่างรวดเร็ว ธนูแสงดอกแล้วดอกเล่ายิงออกไป พวกมันทะลวงหมอกวงกตของเขามังกรผงาดไปครึ่งหนึ่งก่อนจะเห็นข้ามหมู่เขาและเมือง พุ่งโอบไปตามริมมหาสมุทร ประชาชนและผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่รู้เท่าไรตามรายทางต่างมองเห็นภาพนี้ ธนูแสงเต็มท้องนภาดูยิ่งใหญ่อลังการ แล้วท่ามกลางธนูแสงเหล่านั้นยังมีแสงสีทองเรียวเล็กเส้นหนึ่งแทรกอยู่อีกด้วย
ริมชายฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้าจิ่ง ณ ท่าเรือริมทะเลแห่งหนึ่ง เรือหาปลาจำนวนมากจอดนิ่งอยู่ที่ท่า ชาวประมงจำนวนไม่น้อยกำลังนั่งคุยเรื่องปลาที่จับได้วันนี้กันอยู่บนเรือ บริเวณชายฝั่งน้ำตื้นมีเรือเดินทะเลสำหรับทำสงครามลาดตระเวนอยู่
“นั่นมันอะไรนะ” บุรุษหัวล้านผู้เปลือยไหล่อยู่ชี้ไปทิศหนึ่งแล้วตะโกนอย่างหวาดผวา ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นสถานการณ์ผิดแปลกที่ผิวทะเลสุดขอบสายตามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน
เมื่อมองตามสายตาของพวกเขาไปก็จะเห็นภาพที่ดูคล้ายสุดขอบทะเลกำลังยกตัวสูงขึ้น เงาร่างเลือนรางของบางสิ่งที่มีจำนวนมากมายกำลังผลุบโผล่อยู่บนผิวทะเล ตูม! ปีศาจงูทะเลไร้พิษขนาดยักษ์ลำตัวยาวร้อยจั้งตัวหนึ่งกระโจนขึ้นมาบนท้องฟ้า ร่างของมันกระแทกสายตาของทุกคนในชั่วพริบตา
“สัตว์ปีศาจ!” มีใครคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความหวาดผวา เสียงตะโกนของเขาทำลายความเงียบสงัดของท่าเรือ ในชั่วพริบตานั้นท่าเรือก็โหวกเหวกโกลาหล ชาวประมงทั้งหลายวิ่งไปทางฝั่งอย่างหวาดกลัว คนไม่น้อยตื่นตระหนกจนพลาดพลั้งพลัดตกน้ำ
ในตอนนี้เอง แสงเส้นแล้วเส้นเล่าก็พุ่งออกมาจากในผืนแผ่นดิน พวกมันวาดแหวกท้องนภากว้าง ปิดบังท้องนภาบดบังดวงตะวันจนมิด โอบผ่านท่าเรือไปด้วยความเร็วสูงสุดแล้วส่งเสียงระเบิดดังสนั่นตรงกองทัพสัตว์ปีศาจที่อยู่ตรงสุดขอบทะเล ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดที่ดังขึ้นตรงนั้นตรงนี้อย่างต่อเนื่องสะเทือนเลื่อนลั่นท้องนภาและผืนพสุธา ดึงสายตาของคนนับไม่ถ้วนให้หันไปมองดู แสงแรงกล้าสาดส่องใบหน้าของพวกเขา คนทั้งหลายต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ลำแสงที่เรียงรายเป็นทิวแถวระเบิดสุดปลายทะเล เสียงดังกึกก้อง มันทำให้นภากับพสุธาหมุนสี ลมกระโชกโหมพัดกวาดไปรอบทิศทาง คลื่นคลั่งซัดสาดจนเรือโคลงเคลงอย่างรุนแรง
ในเวลาเดียวกันนี้ ไม่ไกลสักเท่าไร เงาร่างที่อยู่ใต้เสื้อคลุมฟางที่ถูกห้อมล้อมด้วยงูทะเลนับไม่ถ้วนพลันขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างแปลกใจว่า “ต้าจิ่งแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วหรือ” เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของการต่อสู้ลอยมาตามทะเล พลังนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก ปีศาจงูที่เขาส่งไปคงตายหมดแล้วเป็นแน่
เขาไม่คิดว่าเป็นมรรคาจารย์ ในความคิดของเขา ต่อให้มรรคาจารย์สังเกตเห็นความผิดปกติ อย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องใช้เวลาเดินทางกระมัง จากที่นี่ถึงรัฐชื่อใช้แค่หนึ่งสัปดาห์เสียที่ไหน บุรุษผู้สวมเสื้อคลุมฟางรู้สึกกระวนกระวาย แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่มรรคาจารย์ แต่ต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแน่ เขาเร่งความเร็วขึ้นอีก พยายามอยู่ให้ห่างจากแนวชายฝั่ง
ฟิ้ว! เสียงแหวกอากาศดังลอยมา ร่างใต้เสื้อคลุมฟางตวัดสายตามองตามสัญชาตญาณ หมวกฟางเงยขึ้นเผยให้เห็นดวงตาเย็นชาคู่หนึ่ง นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างอย่างฉับพลัน เขาเพิ่งคิดจะยกมือขึ้น ฉับ! ใบหยกเกล็ดทองก็ทะลวงผ่านลำคอของเขาแล้ว โลหิตสาดกระเซ็นบนผิวทะเลรอบข้าง
ดวงตาของร่างในชุดเสื้อคลุมฟางแข็งทื่อ ทว่าชั่วพริบตาต่อมาเขากลับกระโจนร่างขึ้นบนอากาศ เหาะขึ้นไปบนท้องนภาสูงพันจั้งแล้วหมุนตัว ฝ่ามือสองข้างผลักออกไปข้างหน้า ลมปราณก่อตัวเป็นภาพจำลองถ้ำสวรรค์ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้นบนท้องนภา ในมหาสมุทร มียอดเขาเดียวดายดูคล้ายกระบี่ล้ำค่าตั้งอยู่เกาะแล้วเกาะเล่า
ใบหยกเกล็ดทองเหินขึ้นไปด้านบน ขณะที่ชายเสื้อคลุมฟางฟาดฝ่ามือสองข้างลงมาข้างล่าง ภาพจำลองถ้ำสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาลทิ้งตัวดิ่งลงมาประหนึ่งทางช้างเผือกไหลเทลงมาจากฟากฟ้า ทรงพลังมิอาจต้านทาน ฟิ้ว! ทว่าใบหยกเกล็ดทองกลับเร่งความเร็วขึ้น แสงสีทองพุ่งผ่านวูบเดียวก็ทะลุภาพจำลองถ้ำสวรรค์ บุกมาถึงตรงหน้าชายเสื้อคลุมฟาง
ชายเสื้อคลุมฟางหลบทันที หนนี้เขาหลบใบหยกเกล็ดทองได้สำเร็จจริงๆ เขายื่นมือขวาออกมาตั้งใจจะจับใบหยกเกล็ดทองเอาไว้ เจียงฉางเซิงที่อยู่ไกลโพ้นเลิกคิ้ว นี่เป็นหนแรกที่ใบหยกเกล็ดทองสังหารศัตรูในชั่วพริบตาไม่ได้ นี่น่ะหรือพลังของขั้นถ้ำสวรรค์หก
ในตอนที่ชายเสื้อคลุมฟางกำลังจะจับใบหยกเกล็ดทองได้นั้นเอง ใบหยกเกล็ดทองก็พลันหายวับไป แต่แล้วชายเสื้อคลุมฟางกลับหมุนตัว ขาข้างหนึ่งกวาดเตะโดยที่หุ้มลมปราณไว้รอบเท้าขวา เขาเตะถูกใบหยกเกล็ดทองที่กำลังเข้ามาลอบโจมตีอย่างจัง ทักษะฝีมือของเขาดีมาก เขาเตะถูกด้านข้างของใบหยกเกล็ดทองพอดี ส่งมันลอยย้อนกลับไปอีกทางหนึ่ง
ภายในลานเรือน เจียงฉางเซิงยกเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันขึ้นมาอีกหนแล้วพึมพำ “แข็งแกร่งมากทีเดียว ข้าคงต้องเอาจริงเอาจังสักหน่อย” เขายิงลูกธนูออกไป ลำแสงอันน่าหวาดกลัวเส้นหนึ่งพุ่งออกจากเขามังกรผงาดแล้วหายลับไปในชั่วพริบตา
ชายเสื้อคลุมฟางยังต่อสู้กับใบหยกเกล็ดทองอยู่ ใบหยกเกล็ดทองไม่อาจสังหารเขาได้ แต่เขาก็จับใบหยกเกล็ดทองได้ยากเช่นเดียวกัน ทั้งสองโรมรันกันอยู่บนฟากฟ้า ยามเผชิญหน้ากับใบหยกเกล็ดทอง ชายเสื้อคลุมฟางไม่อาจใช้กระบวนท่าใหญ่ๆ ได้ ทำได้เพียงอาศัยฝีมือกับกำลังภายในปกป้องร่างกายของตนเองเท่านั้น
“ใบไม้ใบเดียวกลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้… มรรคาจารย์!” ชายเสื้อคลุมฟางลอบตกตะลึงกับตนเอง แม้คิดไม่ออกว่ามรรคาจารย์รู้เรื่องเขาได้อย่างไร แต่มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่มีฝีมือล้ำเลิศจนแม้แต่เทพผียังยากจะหยั่งถึงเช่นนี้ ต้องจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด! แววตาของชายเสื้อคลุมฟางจริงจัง ลมปราณรวมตัวรอบร่างกายจนกลายเป็นเสมือนเกราะให้เห็นเลือนราง พลังปราณของเขาเพิ่มสูงอย่างฉับพลันจนไล่ตามทันใบหยกเกล็ดทองในเวลาเพียงไม่นาน
สองมือของเขาคว้าจับใบหยกเกล็ดทอง จากนั้นจึงใช้ลมปราณของตนเองหยุดใบหยกเกล็ดทองเอาไว้ได้ ใบหยกเกล็ดทองสั่นไหวอย่างรุนแรงอยู่ในอุ้งมือสองข้างของเขา พร้อมที่จะดิ้นหลุดออกไปด้านนอกทุกเวลา ในหัวใจของชายเสื้อคลุมฟางเกิดคลื่นยักษ์ท่วมฟ้าซัดโถม เขาใช้วิชายุทธ์ยุคโบราณแล้วแท้ๆ แต่กลับควบคุมเจ้าสิ่งนี้ไม่ได้
ทันใดนั้นเอง! พลังที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดก็มาเยือน สัญชาตญาณของชายเสื้อคลุมฟางสั่งให้เขาหนี ทว่าแสงเจิดจ้าเส้นนั้นร่วงลงมาจากฟ้าแล้วกลบตัวเขาหายไปในชั่วพริบตา แสงเจิดจ้าตกลงบนผิวสมุทรอย่างไม่มีพลังใดขวางกั้นได้ มันทะลวงแหวกมหาสมุทรจนเกิดคลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดกระจายไปรอบด้าน คลื่นก่อตัวสูงร้อยจั้งอย่างน่าสะพรึง
งูทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนถูกสังหาร โลหิตเจิ่งนองย้อมผิวทะเลเป็นสีแดงฉาน ปีศาจทะเลที่อยู่ไกลออกไปหลบหนีอย่างรวดเร็ว งูทะเลสีดำตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาบนผิวน้ำ ในปากของมันคาบไขมุกลูกขนาดเท่ากำปั้นทารกไว้ลูกหนึ่ง มันหดหัวกลับดำลงไปใต้ทะเลอย่างรวดเร็ว
เมื่อแสงเจิดจ้าบนท้องนภากับมหาสมุทรจางหายไป บนฟ้าก็เหลือเพียงใบหยกเกล็ดทองหนึ่งใบ ใบหยกเกล็ดทองมีลมปราณกับดวงจิตของเจียงฉางเซิงอยู่ มันจึงไม่ถูกโจมตีจากวิชาเกาทัณฑ์ต้าจิ่งพิฆาตโลก ร่างโชกเลือดของชายเสื้อคลุมฟางร่วงหล่นลงมา ใบหยกเกล็ดทองทิ้งดิ่งตามลงมาแล้วเก็บเขาเข้าไปในเขตอาคมมิติ หลังจากนั้นก็บินวนรอบบริเวณทะเลใกล้ๆ
ทว่าวนหาอยู่นานนัก เจียงฉางเซิงก็หามุกชุมปีศาจไม่พบ จึงได้แต่ยอมแพ้แล้วเรียกใบหยกเกล็ดทองกลับมา บางทีอาจอยู่ในมือชายเสื้อคลุมฟางก็เป็นได้
“เฮ้อ” เจียงฉางเซิงถอนหายใจ พวกปีศาจทั้งสามตัวได้ยินเสียงนี้ก็กังวลขึ้นมา หวงเทียนถามว่า “นายท่าน เขาหนีไปได้หรือ” เจียงฉางเซิงส่ายหน้า “เปล่า ไม่ได้หนี”
เขาเพียงแต่เศร้าเล็กน้อยที่ใบหยกเกล็ดทองสังหารชายเสื้อคลุมฟางในชั่วพริบตาไม่สำเร็จ แน่นอนว่าคำพูดนี้เขาย่อมไม่ได้พูดออกไป ไม่นานนักใบหยกเกล็ดทองก็บินกลับมา เจียงฉางเซิงปล่อยชายเสื้อคลุมฟางด้านในออกมาแล้วโยนไว้บนพื้น พวกปีศาจสามตัวตกใจกลัวจนตัวสั่น สายตาของพวกมันหันไปจับจ้องบนตัวชายเสื้อคลุมฟางทันที
ชายเสื้อคลุมฟางเงยหน้าอย่างยากลำบาก เขาลืมตาข้างหนึ่งขึ้น ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาคือหมาป่าหนึ่งตัวกับแมวสองตัว “น่าชัง…” ชายเสื้อคลุมฟางเส้นเอ็นขาดกระดูกหักเป็นท่อนๆ ลมปราณในร่างถูกโจมตีจนแตกซ่านเหลือเพียงลมหายใจรวยริน
เจียงฉางเซิงผลักไปฉีออกแล้วลงมานั่งยองๆ ตรงหน้าเขา ก่อนจะใช้วิชาเนตรเทวะลวงตาสะกดให้ชายเสื้อคลุมฟางตกอยู่ในภวังค์ในพริบตา “บอกข้ามาว่า มุกชุมปีศาจอยู่ที่ใด” เจียงฉางเซิงโคจรพลังรักษาแผลให้เขาพลางถามไปด้วย ชายเสื้อคลุมฟางตอบอย่างแข็งทื่อพร้อมกับแววตาอันเหม่อลอย “ราชางูคาบไปแล้ว”
“จะตามหาราชางูได้อย่างไร” “มันกำลังเดินทางไปยังเกาะที่ต้นสิ้นภพอยู่”
ต้นสิ้นภพหรือ เจียงฉางเซิงถามต่อ ที่แท้ต้นสิ้นภพก็คือปีศาจทะเลอันน่าสะพรึงกลัวที่อวี้เหยียนอี้พูดถึง ชายเสื้อคลุมฟางได้รับการไหว้วานจากโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนให้เดินทางมาท้าสู้กับเจียงฉางเซิง แต่เขาคิดว่าเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งเกินไปจึงรีรอไม่กล้าลงมือ ไม่นานมานี้ได้ยินข่าวว่าต้นสิ้นภพปรากฏ เขาจึงตัดสินใจจะไปเก็บต้นสิ้นภพก่อนแล้วค่อยมาท้าสู้กับมรรคาจารย์ แต่ระหว่างทางเดินทางผ่านต้าจิ่ง เขาจึงคิดจะทำให้ต้าจิ่งเสียสมาธิเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่า…
ไปฉี หวงเทียนกับเฮยเทียนมองหน้ากัน พวกมันไม่รู้ว่าควรตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ดี หรือว่าเยาะหยันความประมาทของอีกฝ่ายดี เจียงฉางเซิงถามคำถามอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นก็กวักมือเรียกพู่กัน หมึกกับกระดาษให้ลอยมาหา ก่อนจะสั่งให้ชายเสื้อคลุมฟางเขียนวิชายุทธ์ของตนเองออกมา
ชายเสื้อคลุมฟางฝึกฝนวิชายุทธ์โบราณวิชาหนึ่งนามว่า กายเทพมหาวัชระ วิชายุทธ์นี้ทำให้กายาแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างก้าวกระโดดได้ในเวลาสั้นๆ ก่อตัวกลายเป็นเกราะเทพมหาวัชระ มีพลังมากมายจนจินตนาการแทบไม่ออก สิ่งนี้ก็คือต้นเหตุที่เขาไล่ตามใบหยกเกล็ดทองทัน
หวงเทียนกับเฮยเทียนจ้องชายเสื้อคลุมฟางผู้กำลังเขียนอธิบายยอดเคล็ดวิชาของตนเองอย่างอึ้งทึ่ง พวกมันเพิ่งเคยเห็นภาพเช่นนี้เป็นหนแรกจึงตกตะลึงยิ่งนัก พวกมันรู้สึกยำเกรงเจียงฉางเซิงขึ้นไปอีกระดับ ส่วนไปฉีเห็นจนชินชาแล้ว ถึงอย่างนั้นมันก็สงสัยใคร่รู้มากกว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งมากเพียงใด สัญชาตญาณบอกมันว่า คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเยี่ยสวินตี๋
[ปีซุนเทียนที่สามสิบสาม จอจี้ผู้อาวุโสแห่งจวนมังกรจำแลงหมายส่งกองทัพปีศาจบุกจู่โจมเมืองริมทะเลของต้าจิ่ง โชคดีที่เจ้าลงมือทันกาล ช่วยผู้ศรัทธาที่จุดธูปเซ่นไหว้เจ้าไว้ได้เป็นจำนวนมาก ตัดเคราะห์เวรกรรมหนนี้ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ x6]
[ปีซุนเทียนที่สามสิบสาม จอจี้ผู้อาวุโสแห่งจวนมังกรจำแลงลอบเล่นงานต้าจิ่ง คิดร้ายหมายทำร้ายเจ้า แต่ถูกเจ้าค้นพบเสียก่อน เจ้าเอาชีวิตรอดจากการท้าสู้ของเขาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวัตถุวิญญาณ นามว่า ‘สระวิวัฒน์มังกร’]
ข้อความแจ้งเตือนสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง คำว่าสระวิวัฒน์มังกรทำให้ดวงตาของเจียงฉางเซิงเป็นประกาย เขายังไม่รับสืบทอดความทรงจำในทันที แต่หันมาอ่านวิชายุทธ์ที่จอจี้เขียนเอาไว้ก่อน เวลาพลบค่ำเริ่มมาเยือนอย่างเชื่องช้า จอจี้เขียนวิชายุทธ์ออกมารวดเดียวหลายสิบวิชา ระหว่างนั้นพอลมหายใจเขาจะขาดห่วงก็ถูกเจียงฉางเซิงใช้วิชาหวนชีวันรั้งลมหายใจกลับมา
เมื่อเห็นว่าวิชายุทธ์ที่เขาเขียนออกมาแย่ลงเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงก็หมดความอดทนจึงคลายวิชาเนตรเทวะลวงตา จอจี้ตายสนิททันที เจียงฉางเซิงมองศพของเขาแล้วเกิดความคิดอันใจกล้าประการหนึ่ง เขาไม่เคยคิดจะลองทำเช่นนี้มาก่อน จอจี้ไร้คุณธรรมในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ คิดฆ่าล้างบางชาวเมืองย่อมต้องตาย แต่ก่อนหน้านั้นอาจจะ…