เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 193 ปรารถนาจะกลายเป็นพญามังกร มีถ้ำสวรรค์กี่ขั้นกันแน่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 193 ปรารถนาจะกลายเป็นพญามังกร มีถ้ำสวรรค์กี่ขั้นกันแน่
เจียงฉางเซิงเริ่มใช้อภินิหารฟื้นตายกลับเป็นกับจอจี้ แสงสีครามปกคลุมตัวจอจี้ ลมหายใจของอีกฝ่ายเริ่มกลับมา ไปฉี หวงเทียนกับเฮยเทียนตกใจและพากันถอยออกไป เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่ากลัว ผ่านไปไม่นาน จอจี้ก็ฟื้นคืนชีพสำเร็จ เขาลืมตาขึ้นมองนักพรตตรงหน้าและเอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า “มรรคาจารย์?” ฟื้นตายกลับเป็นแค่การทำให้ฟื้นคืนชีพเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้เขากลับมาอยู่ในสภาวะสูงสุดได้ในทันที
เจียงฉางเซิงนั่งยองๆ ลง หยิบโอสถออกมาขวดหนึ่งแล้วเทใส่ปากจอจี้ เดิมทีจอจี้ก็อยากจะขัดขืน แต่เจียงฉางเซิงลงมือรวดเร็วเหลือเกินจนเขาตั้งตัวไม่ทันแม้แต่น้อย “ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง ไวลมปราณของเจ้าฟื้นคืนแล้ว หากเจ้าไม่ตาย ข้าก็มอดม้วย” เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ จอจี้ได้ฟังแล้วต้องถลึงตาโต
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเจียงฉางเซิงทำเช่นนี้เพราะเหตุใด ต้องการลบหลู่เขา? แต่หากเป็นการลบหลู่เขา เหตุใดต้องสิ้นเปลืองโอสถวิเศษเช่นนี้ด้วย เขาสัมผัสได้ว่าโอสถที่เจียงฉางเซิงให้มานั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ลมปราณภายในกายเขากำลังฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว
หวงเทียนกับเฮยเทียนหันมาสบตากัน ต่างเห็นความไม่เข้าใจในดวงตาของอีกฝ่าย แต่ไปฉีกลับเดาออก มันรู้สึกว่าเจียงฉางเซิงกำลังเหงา วันๆ เอาแต่ฝึกอย่างหนัก ทั้งไม่ลงจากเขา เป็นใครก็จะต่องอึดอัดจนหัวเสีย
เจียงฉางเซิงลงมานั่งขัดสมาธิตรงหน้าจอจี้ทันใด สูดหายใจลึก หลังจากเรียวแรงฟื้นคืนแล้วจึงลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ คนทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งจั้ง จอจี้เคลื่อนพลังไปพลาง พยายามเค้นสมองขบคิดไปพลาง อีกฝ่ายช่วยเขาเพราะต้องการทดสอบเขาหรือไม่ หากเขาร้องขอชีวิต อีกฝ่ายจะปล่อยเขาไปหรือไม่
แต่พอเขาคิดดูอีกครั้ง อีกฝ่ายหวังให้เขาได้ลงมืออย่างเต็มกำลัง หากเขายอมจำนนเสียแล้ว มิใช่ว่าจะถูกดูแคลนเอาหรอกหรือ ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ อีกฝ่ายต้องการสังหารเขาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เช่นใด เขาก็สามารถลงมือได้อย่างเต็มกำลังทั้งสิ้น ‘บัดซบจริง เขาอยู่ในระดับขั้นใดกันแน่’ จอจี้คิดในใจด้วยความสิ้นหวัง ลำแสงจ้าจากบนฟากฟ้าก่อนหน้านั้นทำให้เขาขวัญผวา
ม่านราตรีมาเยือน ดวงจันทร์รอนตะวันโผล่ เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าจอจี้ กำลังภายในของจอจี้ฟื้นคืนมามากกว่าครึ่งแล้ว แต่เขายังไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ ช่วงตอนเย็น มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอกลานเรือน เป็นเจียงเชอนั่นเอง
“มรรคาจารย์…” เจียงเชอสาวเท้าเร็วๆ เข้ามา กำลังจะเอ่ยปากก็ปรายตาไปเห็นว่าจอจี้นั่งอยู่ที่นี่ด้วย เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมองเจียงเชอ ในเวลานั้นเอง! จู่ๆ จอจี้ก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่ทรวงอกของเจียงฉางเซิง ลมปราณน่าพรั่นพรึงสั่นสะเทือนจนชุดคลุมนักพรตของเจียงฉางเซิงโบกสะบัดรุนแรง เจียงเชอตื่นตกใจ พวกไปฉีทั้งสามตนก็รีบกระโดดขึ้นมาดูด้วย
จอจี้กัดฟันกล่าวว่า “มรรคาจารย์ ฝ่ามือนี้ของข้า เจ้าพึงพอใจแล้วหรือไม่” สายตาของเจียงฉางเซิงจรดไปบนตัวเขาก่อนถามว่า “นี่ก็คือฝ่ามือพิษไรลักษณ์ที่เจ้าเชี่ยวชาญหรือ” ม่านตาของจอจี้หดลง ตื่นตระหนกอยู่ในใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงรู้จักยอดเคล็ดวิชาของตน เขากำลังคิดว่าจะลุกขึ้น แต่มีพลังแสนรุนแรงเข้ามาครอบคลุมตัวไว้ ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้
ภายใต้สายตาหวาดกลัวของเขา เจียงฉางเซิงยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นและแตะไปบนหน้าผากของเขา เกิดเสียงดังแกร็ก! จอจี้สะท้านไปทั้งตัวจากนั้นก็ล้มลงกับพื้น พลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงทำลายสมองของเขาจนแหลกลาญ ก่อนไหลเข้าไปภายในกายของเขา ทำลายกระดูกและเส้นเอ็นทั้งหมด สังหารเขาในพริบตา ยามผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์หกอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเซิง กลับอ่อนด้อยประหนึ่งคนธรรมดา
เจียงเชอสั่นสะท้านไปทั้งตัวก่อนถามอย่างระมัดระวังว่า “เขาคือ…” เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ก็คือผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เจ้ากำลังจะพูด” เจียงเชอตะลึงค้าง สายตาที่เขามองเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง แม้แต่เรื่องที่เขาทํามรรคาจารย์ก็ยังรู้ชัดเจน ช่างร้ายกาจจริงๆ
จากนั้นเขามองไปทางจอจี้และถามด้วยความใคร่รู้ว่า “คนผู้นี้มีที่มาเช่นใดขอรับ” เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนส่งมา ส่วนฐานะที่แท้จริงนั้นไม่เหมาะจะบอกแก่เจ้า เพื่อไม่ให้นำพาความเดือดร้อนมาสู่เจ้า” เจียงเชอได้ฟังก็ไม่กล้าสอบถามต่อในทันที และรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องมาจากฝ่ายอำนาจเหนือธรรมดาในมหาสมุทรเป็นแน่
จากนั้นเจียงเชอก็เริ่มเอ่ยเรื่องความเคลื่อนไหวในแถบทะเล ว่าพบซากศพของงูทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนในมหาสมุทร ทำให้เกิดความโกลาหลไม่น้อย พวกไปฉีทั้งสามตนได้ยินว่าเกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้เมื่อสองวันก่อน พวกมันก็แปลกใจอย่างมาก โดยเฉพาะหวงเทียนกับเฮยเทียน ก่อนนี้พวกมันยังเล็กจึงไม่รู้ความ แต่เวลานี้เติบใหญ่แล้ว เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์ยิงศรจากที่นี่หลายดอกก็สามารถข้ามระยะทางนับแสนลี้เพื่อไปสังหารปีศาจงูหลายหมื่นตนได้ ก็ทำให้จิตใจของพวกมันเต็มไปด้วยความนับถือ
ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงฉางเซิงรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่ได้รับรางวัลรอดชีวิตเสียที เขาก็ได้รู้ว่าตนคิดผิดไปเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ครั้งเทพกระบี่มาท้าสู้ เขายังสามารถทำให้มีรางวัลรอดชีวิตได้ ดูท่าว่าในระยะเวลาสั้นๆ คนคนเดียวกันจะไม่สามารถนำรางวัลรอดชีวิตมาให้เขาซ้ำอีกได้ แต่เขาไม่สามารถเลี้ยงดูจอจี้ไว้ได้ นั่นเพราะจอจี้ต่างกับเยี่ยสวินตี๋และเทพกระบี่ พวกเยี่ยสวินตี๋ทั้งสองคนมาท้าสู้กับเขา แต่ไม่ได้กระทบถึงผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ว่ากันเรื่องจริยธรรมยุทธ์แล้ว จอจี้ไม่ควรให้เชื่อใจ
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “มิใช่ว่าราชสำนักกำลังศึกษาเส้นเอ็นและกระดูกของผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขั้นสูงๆ หรอกหรือ นำคนผู้นี้กลับไปเถิด” เจียงเชอรีบพยักหน้ารับ จากนั้นก็แบกร่างจอจี้จากไป เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูลาน เขาก็หันหน้าไปถามว่า “มรรคาจารย์ คนผู้นี้อยู่ระดับขั้นใดหรือขอรับ” เจียงฉางเซิงเดินมายังหน้าห้องของตนแล้วตอบว่า “ขั้นถ้ำสวรรค์หก หวังว่าเจ้าจะไม่พูดออกไป แม้แต่เสด็จพ่อของเจ้าก็ห้ามบอก ให้ถือเสียว่าเป็นความลับระหว่างเจ้ากับข้า”
เจียงเชอตะลึงงัน “ถะ… ถ้ำสวรรค์หก?” เจียงเชอตกตะลึง พวกไปฉีทั้งสามตัวก็ตกใจด้วยเช่นกัน จนถึงขั้นที่เกิดข้อสงสัยหนึ่งในใจของพวกเขา… มารดามันเถิด ยังมีถ้ำสวรรค์อีกกี่ขั้นกันแน่ เจียงเชอมองเจียงฉางเซิงปิดประตูห้อง พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แสนพิเศษขึ้นในใจ
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เจียงฉางเซิงก็เริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของสระวิวัฒน์มังกร สระวิวัฒน์มังกร คือธาราวิญญาณฟ้าดินที่รวมตัวกัน สามารถทำให้สัตว์รุ่นหลังของมังกรและสัตว์จำพวกงูวิวัฒน์ตัวเป็นพญามังกรได้ หนึ่งร้อยปีให้กำเนิดมังกรได้หนึ่งตัว เพราะการวิวัฒน์เป็นมังกรหนึ่งตัวจะต้องใช้ธาราวิญญาณปริมาณมากและต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีเพื่อให้ฟื้นคืนสภาพ เจ้าตัวดี!
ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงรู้จากปากของจอจี้ว่าจวนมังกรจำแลงที่เขาจากมานั้นเชื่อในพญามังกร จวนมังกรจำแลงนับเป็นสำนักยุทธ์ที่ควบคุมสัตว์และเฝ้าปรารถนาจะบ่มเพาะพญามังกรออกมาเสมอ มุกชุมปีศาจก็คือสุดยอดสมบัติล้ำค่าของจวนมังกรจำแลงที่สืบทอดกันมานับพันปีแล้ว ทว่าจนถึงเวลานี้จวนมังกรจำแลงยังไม่สามารถทำให้เกิดพญามังกรได้เลย อย่างมากก็เป็นแค่เพียงมังกรน้ำเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเก็บสระวิวัฒน์มังกรเข้าไปในโลกแห่งมรรคา ให้อยู่ข้างใต้ต้นไม้เทพฟ้าเมฆา เขาใช้พลังวิญญาณสร้างหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมาหลุมหนึ่ง และใส่สระวิวัฒน์มังกรเอาไว้ภายใน แรกเริ่มนั้นสระวิวัฒน์มังกรเป็นแค่หยกขาวชิ้นหนึ่งแต่เมื่อลงไปภายในหลุมก็ละลายไปอย่างรวดเร็ว มีน้ำผุดออกมาจากก้นหลุมและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำในสระกลายเป็นสีขาวนมพร้อมกับหยกขาวที่ละลายหายไป เมื่อเห็นว่าน้ำในสระเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เจียงฉางเซิงก็จำเป็นต้องขุดหลุมให้ใหญ่ขึ้น ท้ายที่สุดสระวิวัฒน์มังกรที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อยจั้งก็ปรากฏออกมา ทำให้เจียงฉางเซิงต้องขนย้ายดินจำนวนมาก และไป๋หลงก็เหาะเข้ามาดูด้วย
เจียงฉางเซิงให้ไป๋หลงลงไปแช่ในสระและห้ามออกมาจนกว่าเขาจะสั่ง แม้ว่าไป๋หลงจะสงสัยแต่ก็ยังเข้าไปในสระวิวัฒน์มังกรอย่างระมัดระวัง ทวามันกลับลุ่มหลงในสระอย่างรวดเร็ว รู้สึกเพียงสบายไปทั้งตัว ในฐานะที่มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวแรกของเจียงฉางเซิง เขาย่อมต้องดูแลไป๋หลงเป็นอย่างดี
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น หยิบเอาใบหยกเกล็ดทองที่เพิ่งได้มาใหม่ออกมาและเริ่มทลายเขตอาคม ในเวลาเดียวกันภายในใจก็เฝ้าคอยให้ไป๋หลงได้พลิกโฉมหน้าใหม่ ไป๋หลงจะได้กลายเป็นมังกรจริงๆ แล้ว ในหล้านี้ไม่ได้มีเพียงตำนานของเทพเซียนเท่านั้น ยังมีตำนานของมังกรและพญาหงส์อีกด้วย
มังกรและพญาหงส์ถูกขนานนามว่าเป็นบรรพบุรุษของสัตว์ทั้งปวง นับเป็นสัตว์เทวะที่แท้จริง อสูรจำนวนมากมีชื่อขึ้นมาเพราะอาศัยความเกี่ยวข้องกับพญามังกรและพญาหงส์ จนถึงขั้นที่มีอสูรบางตัวที่ในตำนานบอกว่ากินมังกรและพญาหงส์เป็นอาหาร แต่ในความเป็นจริงแล้วมังกรเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากมาก ซึ่งโดยมากแล้วล้วนเป็นมังกรน้ำ ยังไม่เคยปรากฏว่ามีพญามังกรมาก่อน อย่างน้อยในทวีปชีพจรมังกรและแถบทะเลใกล้เคียงก็เป็นเช่นนี้ จอจี้ผู้นี้เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์หกก็ยังไม่เคยพบเห็นพญามังกรมาก่อนเช่นกัน
‘จวนมังกรจำแลงแข็งแกร่งเพียงใด’ เจียงฉางเซิงสอบถามอยู่ในใจ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 35,006,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่] สามสิบห้าล้านแต้มเซ่นไหว้! และนี่ยังเป็นแต้มเซ่นไหว้หลังจากจอจี้ตายไปแล้วด้วย น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียว! หมายความว่าก่อนหน้านี้ก็เกือบไล่ทันเกาะจักรพรรดิยุทธ์แล้วหรือ
เจียงฉางเซิงคิดไปอีกครั้ง พละกำลังของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ลดลงอย่างมากเพราะต้องการหนุนอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่สามารถนำมาเทียบกันได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นในหลายปีนี้ แต้มเซ่นไหว้ของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีกลายก็ทะลุหกสิบล้าน มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่ายังสามารถเพิ่มไปได้อีกเท่าใด มีความเป็นไปได้หนึ่งว่าจวนมังกรจำแลงเลี้ยงดูมังกรน้ำจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้แต้มเซ่นไหว้พุ่งสูงขึ้น หากพิจารณาแต่เรื่องความสามารถของผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้นอาจไม่ใช่มูลค่าดังที่เห็นนี้ เขาไม่คิดมากอีก จริงอยู่ที่จวนมังกรจำแลงมีแต้มเซ่นไหว้ที่น่ากลัว แต่นั่นก็เป็นเพียงการเทียบกับมหาสมุทรเท่านั้น
ปีซุนเทียนที่สามสิบสี่ ณ อุทยานวังหลวง ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ สองมือขับเคลื่อนพลัง ร่างเงามังกรหลายร่างพันล้อมตัวเขาไว้ อีกาดำตัวหนึ่งลงมาบนกิ่งไม้ โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนถามไปว่า “จอจี้ลงมือแล้วหรือไม่”
อีกาดำตอบว่า “จอจี้หายตัวไปอย่างลึกลับตอนที่นำเหล่าปีศาจเข้าไปในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของต้าจิ่ง ว่ากันว่าพบเห็นมังกรน้ำตายอยู่ในทะเลแถบนี้เป็นจำนวนไม่น้อย” เสียงของมันอยู่กึ่งกลางระหว่างสองเพศและพูดเร็วมาก ได้ยินเช่นนั้น โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนก็ลืมตาขึ้นมาและถามทั้งขมวดคิ้วว่า “หมายความว่าอย่างไร มรรคาจารย์จัดการเขาแล้วหรือ”
อีกาดำกล่าวว่า “ไม่แน่ใจ สมุนของพระองค์กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่” โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนขมวดคิ้วแน่น พึมพำว่า “ลู่อันก็ไปตั้งหลายปีแล้วแต่ยังไม่ได้กลับมา ทำให้ไม่รู้ท่าทีของมรรคาจารย์ เวลานี้จอจี้ก็มาหายตัวไปอีก หรือว่าจะถูกมรรคาจารย์สังหารเสียแล้ว เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เขาตายด้วยน้ำมือของมรรคาจารย์ แต่การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของถ้ำสวรรค์หกจะต้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน จะเงียบงันไร้ข่าวคราวได้อย่างไร”
คล้ายว่าอีกาดำคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงกล่าวว่า “ได้ยินว่าทางตะวันตกของทวีปชีพจรมังกรมีปีศาจขนาดมหึมาไร้เทียบเทียมตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นามว่าต้นสิ้นภพ จอจี้อาจไปหมายตาปีศาจตนนี้ก็เป็นได้”
โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนได้ฟังก็แค่นเสียงกล่าวว่า “เป็นไปได้จริงๆ เจ้าหมอนี่ไม่ลงมือเสียที เห็นชัดว่ากำลังหวาดกลัวมรรคาจารย์อยู่ ดูท่าอย่างน้อยๆ มรรคาจารย์ก็ต้องเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หกเช่นกัน หรือถึงขั้นที่แข็งแกร่งกว่านั้น” น้ำเสียงของเขาฟังแล้วราบเรียบยิ่งนัก แต่ความจริงแล้วสองมือที่อยู่ในแขนเสื้อของเขากลับกำลังกำหมัดแน่น “เช่นนั้นก็รอดูอีกสักหน่อย หวังว่าจอจี้จะไม่ทำให้เราผิดหวัง”
วันที่ยี่สิบของเดือนหก เจียงฉางเซิงกำลังดูหวงเทียนกับเฮยเทียนประลองกัน ปีศาจแมวทั้งสองตัวต่อสู้กันด้วยมือเปล่า น่าชมไม่เบาทีเดียว ชิงเอ๋อร์สาวเท้าเข้ามาเร็วๆ แล้วกล่าวว่า “มรรคาจารย์ มีแขกจากโพ้นทะเลมาหา พวกเขาบอกว่าตนเองเป็นขั้นถ้ำสวรรค์ มีเรื่องใหญ่จะมาขอร้องท่านเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงเอ่ยราบเรียบว่า “ให้พวกเขาเข้ามาเถิด” เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนทั้งสองนานแล้ว ชิงเอ๋อร์หันหลังจากไปทันที
ไป๋หลงคร่ำครวญว่า “เหตุใดจึงมีขั้นถ้ำสวรรค์โผล่ออกมาอีกแล้ว จะให้ข้าอยู่ต่อไปอย่างไร” มันเคืองใจยิ่งนัก มันรู้สึกมาตลอดว่าไม่ใช่เพราะตนธรรมดาเกินไป แต่เป็นเพราะต้าจิ่งและมรรคาจารย์แข็งแกร่งเกินไป จึงชักนำให้ระดับขั้นยุทธ์สูงขึ้นตามไปด้วย และทำให้มันดูอ่อนด้อยนัก
หวงเทียนกับเฮยเทียนหยุดมือลง แมวทั้งสองตัวพองขนขึ้นในทันที หันหน้าไปยังทิศทางที่ชิงเอ๋อร์จากไป พร้อมแยกเขี้ยวคำรามต่ำๆ ไปฉีอดด่าพวกมันไม่ได้ “พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก” เฮยเทียนเอ่ยเสียงเข้มว่า “มีปราณปีศาจแรงนัก ทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงอันตรายแสนรุนแรง”