เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 205 องค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ วิหคเพลิงข้ามทะเล
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 205 องค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ วิหคเพลิงข้ามทะเล
ตอนที่ 205 องค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ วิหคเพลิงข้ามทะเล
หลังจากการต่อสู้ดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป เหล่าชาวยุทธ์ที่ล้อมจีอู๋จวินต่างก็เตลิดหนีไปด้วยความตกใจ ทว่าจีอู๋จวินก็ไม่ได้ปล่อยไปทั้งเช่นนี้ แต่กลับไล่ตามและสังหารไปห้าคนติดต่อกันจึงได้รามือ
สตรีผู้นี้ใจคอโหดเหี้ยมนัก ทว่าเช่นนี้จึงจะคือชาวยุทธ์ เจียงฉางเชิงคิดอยู่ในใจ เขาเห็นว่าจีอู๋จวินหันมายังทิศทางของต้าจิ่ง พลันคิดในใจว่าไม่ได้การแล้ว
“คงไม่ได้มาหาข้าอีกหรอกนะ”
สองเดือนต่อมา เรื่องที่เขาเดาไว้ก็ได้รับการพิสูจน์ จีอู๋จวินมาหาเขาจริงๆ สตรีผู้นี้ซื้อคฤหาสน์ในเมืองหลวงก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่สตรีทั่วไปสวมใส่ จึงค่อยมาหาเจียงฉางเชิง เมื่อเยี่ยสวินตี๋เห็นนาง ดวงตาก็เป็นประกายในทันใด เขาไม่ได้ละโมบในความงามของจีอู๋จวิน แต่อยากต่อสู้กับนาง เพราะเขาสัมผัสได้ว่าสตรีผู้นี้ทรงพลังนัก
จีอู๋จวินมองผ่านสายตาของเยี่ยสวินตี๋แต่หันไปพูดกับเจียงฉางเชิงว่า
“ข้าได้ยินมาว่าต้าจิ่งยอมรับชาวยุทธ์จากทั่วใต้หล้า ท่านจะยอมรับข้าไว้หรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงถามว่า
“แม่นาง เจ้ามีพลังยุทธ์ล้ำลึกนัก เหตุใดจึงเลือกต้าจิ่ง”
จีอู๋จวินถอนหายใจและกล่าวว่า
“อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายแล้ว เหล่าเชื้อพระวงศ์แตกแยก พวกเขาเริ่มต่อสู้กันเพื่อแบ่งแยกโชคชะตาของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ข้าไปล่วงเกินผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์เก้าผู้หนึ่ง จึงทำได้เพียงต้องอยู่ห่างจากพื้นที่ที่พวกเขาเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งทวีปชีพจรมังกรก็อยู่ห่างไกลจากพวกเขาเพียงพอ และท่านก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรที่ข้ารู้จัก”
“อย่างน้อยข้าก็อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์หกแล้ว หากต้าจิ่งต้องเผชิญกับเหตุคับขัน ข้าก็จะลงมือช่วยเจ้าค่ะ”
ศัตรูในขั้นถ้ำสวรรค์เก้า! กับพลังยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์หก! หนังตาของเยี่ยสวินตี๋กระตุกเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อได้ยินเช่นนี้ พร้อมกับสัมผัสถึงวิกฤตที่รุนแรงก็ถาโถมออกมาจากภายในใจเขา สตรีผู้นี้จะต้องมาสั่นคลอนฐานะของเขาในใจของมรรคาจารย์เป็นแน่!
พวกปีศาจไป๋ฉีทั้งสามตนกลับรู้สึกประหลาดใจและรู้สึกขัดแย้งในเวลาเดียวกันด้วย ขั้นถ้ำสวรรค์หกแต่กลับถูกไล่สังหารจนต้องมาเข้ากับต้าจิ่ง หากรับนางเอาไว้ก็หมายความว่าต้องแบกรับความแค้นของนางด้วย
เจียงฉางเชิงพยากรณ์อยู่ในใจอย่างเงียบๆ
“คนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไล่สังหารสตรีผู้นี้มีความแข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 15,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สิบห้าล้าน! โหดเอาการจริงๆ สิบล้านแต้มเซ่นไหว้ก็คือขั้นถ้ำสวรรค์เก้า เมื่อมากกว่าอีกห้าล้านก็แสดงว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ในระดับขั้นนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
เจียงฉางเชิงถามว่า
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเขาถึงไล่สังหารเจ้า”
จีอู๋จวินเอ่ยราบเรียบว่า
“เพราะข้าคนตระกูลจี้ และตระกูลจี้ก็คือราชสกุลของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ พรสวรรค์ของข้าทำให้พวกเขาหวาดกลัว”
เมื่อเอ่ยออกไป ทั้งเยี่ยสวินตี๋ ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียนต่างต้องตกตะลึง ไป๋ฉีอดถามไม่ได้ว่า
“ท่านคือองค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์?”
จีอู๋จวินกล่าวว่า
“ก่อนนี้ใช่ โอรสสวรรค์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของข้า ภายหลังข้าได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ ดังนั้นจึงไม่นับว่าเป็นองค์หญิง ท่านผู้อาวุโสมิต้องกังวลมากเกินไปเจ้าค่ะ ข้ามีศัตรูคนนี้แค่คนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ในราชสกุลจี้ยกเว้นตัวข้าได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับโอรสสวรรค์แล้ว ในช่วงเวลาสุดท้ายของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจุดโชคชะตาของตนให้ลุกไหม้เพื่ออำนวยพรให้เผ่ามนุษย์ เนื่องจากข้าออกจากราชวงศ์เร็วเกินไปจึงไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย”
ฐานะของนางนี้ซับซ้อนนัก เจียงฉางเชิงทบทวนไปมาดูแล้วก็คิดว่าเขาสัมผัสจีอู๋จวินเอาไว้ได้ เพราะจะอย่างไรศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดของนางก็แค่ขั้นถ้ำสวรรค์เก้าเท่านั้น หากว่าปฏิเสธไป เขาจะต้องรออีกกี่ปีจึงจะสามารถบ่มเพาะคนในขั้นถ้ำสวรรค์ระดับหกได้
“ข้าสามารถรับปากได้ แต่ในอีกห้าสิบปีข้างหน้านี้เจ้าต้องไม่เปิดเผยตัว เจ้าต้องตั้งใจฝึกยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ระดับขั้นที่สูงขึ้น จะได้ทำให้ศัตรูของเจ้าลืมเจ้าไปด้วย”
เจียงฉางเชิงเอ่ยไปอย่างไตร่ตรองมาแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนี้จีอู๋จวินก็ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ยามสตรีผู้นี้ยิ้มช่างงดงามนัก ทำให้นางมีกลิ่นอายของสตรีขึ้นมาในพริบตา
จีอู๋จวินเอ่ยพร้อมกำหมัดว่า
“ขอบคุณอาวุโสเจ้าค่ะ ข้าเองก็เหนื่อยเหลือเกินแล้ว และถึงเวลาที่ควรสงบจิตใจเพื่อศึกษาค้นคว้าในวิถียุทธ์แล้วเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า จีอู๋จวินไม่ได้อยู่นานนัก รวดเร็วจากนั้นนางอำลาและจากไป
เยี่ยสวินตี๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านมรรคาจารย์ ท่านรับยอดฝีมือเช่นนี้ไว้ทั้งแบกรับความแค้นของนางเพื่อต้าจิ่งด้วย ต้าจิ่งติดค้างท่านมากมายเหลือเกิน ไยท่านต้องทำเช่นนี้ด้วยขอรับ”
เจียงฉางเชิงหลับตาลงแล้วพูดว่า
“ก็แค่ทำไปตามน้ำเท่านั้น อย่าได้บอกกล่าวเรื่องนี้แก่ผู้อื่นเป็นการชั่วคราว ให้นางเก็บตัวเงียบชั่วเวลาหนึ่งก่อน”
ซึ่งระยะเวลาห้าสิบปีนี้มิใช่เป็นการให้เวลากับจีอู๋จวินเท่านั้น แต่ยังให้เวลาแก่ตัวเขาเองด้วย ห้าสิบปีผ่านไป ความแข็งแกร่งของเขาจะต้องเหมือนกับลอกคราบเป็นคนละคนเป็นแน่ แน่นอนว่าเวลานี้เขาก็ไม่ได้พรั่นพรึงต่อขั้นถ้ำสวรรค์เก้า แค่ให้ปลอดภัยไว้ก่อนเท่านั้น ด้วยฐานะของเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์นี้จะต้องระวังให้มาก
เหนือมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต กองเรือกองหนึ่งกำลังมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กองเรือนี้ใหญ่โตเหลือประมาณ เรือทั้งเล็กและใหญ่มีจำนวนมากกว่าห้าร้อยลำทีเดียว ชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยกำลังเหาะเหินหรือไม่ก็ขี่บนหลังนกอยู่บนอากาศ
มู่หลิงลั่วนั่งสมาธิอยู่ในห้องใต้หลังคาของเรือลำใหญ่ พลางเพลิดเพลินไปกับลมทะเลไปด้วย ผมและอาภรณ์ขาวของนางพลิ้วไปตามสายลม ดูงดงามโดดเด่นนัก นางไม่เพียงได้วิชาคงรูปลักษณ์จากจวนศักดิ์สิทธิ์มาเท่านั้น แต่ยังได้โอสถคงรักษารูปลักษณ์ของเจียงฉางเชิงที่ใช้เกล็ดทองใบหยกส่งมาให้ด้วย ด้วยเหตุนี้รูปลักษณ์นางจึงดูมีอายุใกล้เคียงกับเจียงฉางเชิง
ด้วยการปกป้องคุ้มครองของเจียงฉางเชิง สถานะของมู่หลิงลั่วในตระกูลมูจึงเกือบสูงกว่ามู่เสวียนกังแล้ว ฉะนั้นปกติแล้วจึงไม่มีใครกล้ารบกวนหรือมีความคิดที่ไม่ดีกับนาง ชาวยุทธ์ที่เข้ามาสวามิภักดิ์ระหว่างทางคิดจะเกี้ยวพาราสีนางก็จะถูกลูกหลานตระกูลมูทั้งขวางและขู่เอาไว้
มู่หลิงลั่วค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อหันหน้าไปมองก็ต้องขมวดคิ้ว ไม่มีสิ่งใดผิดปกติด้านหลังกองเรือและไม่มีสัตว์ปีศาจหรืออสูรปรากฏให้เห็น แต่นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง นางจึงยืนขึ้นและหันกลับไปมองทางขอบฟ้า
มู่เสวียนกังปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศที่ข้างตัวนาง กระซิบว่า
“เจ้าก็สัมผัสได้เช่นกันหรือ”
มู่หลิงลั่วพยักหน้าและกล่าวว่า
“แผดร้อนหนักหนา แต่ฝ่ายนั้นไม่มีจิตสังหาร อาจมิได้พุ่งเป้ามาที่พวกเราเจ้าค่ะ”
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรมาหลายปี พวกเขาได้พบกับชาวยุทธ์ สัตว์ปีศาจและอสูรโบราณนานามากมาย แต่มิใช่ว่าต้องฆ่าฟันกันทุกครั้งไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงบ่มเพาะความระมัดระวังตัวและไม่บุ่มบามตัดสินจนเป็นนิสัย
ปู่และหลานสองคนมองไปสุดปลายผิวหน้าทะเล และเริ่มสนทนาสัพเพเหระกัน โดยส่วนใหญ่แล้วมู่เสวียนกังเป็นคนพูดและสอบถามเรื่องการฝึกยุทธ์ของมู่หลิงลั่ว คล้ายว่ามู่หลิงลั่วจะได้รับวิชายุทธ์ที่ล้ำเลิศมาจากมือเทพเซียน เขาไม่กล้าบีบคั้นนางจึงขอให้ศิษย์คนอื่นอย่ามารบกวนนางฝึกยุทธ์แทน
เวลานี้นางฝึกฝนคัมภีร์สังสารวัฏไม่พ่ายในเบื้องต้นสำเร็จแล้ว และสามารถใช้ฝ่ามือสังสารวัฏไม่พ่าย พลังที่ส่งออกจากหมัดและฝ่ามือไม่ต่างกันเท่าใด แต่นางชอบใช้ฝ่ามือมากกว่า เพราะนางรู้สึกว่าสตรีใช้หมัดไม่ใคร่เหมาะสมเท่าใด
ปู่หลานทั้งสองคนไม่ได้คุยกันนานนัก เมื่อนั้นลมร้อนวูบหนึ่งเข้าปะทะ หนนี้ทุกคนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงพากันหันหน้าไปมอง คล้ายว่ามู่หลิงลั่วเห็นบางสิ่งและให้อดสะท้อนใจไม่ได้ แสงเพลิงค่อยๆ คืบคลานขึ้นบนใบหน้าอันงดงามของนาง ไม่เพียงแต่นางเท่านั้น มู่เสวียนกังก็ตกใจเช่นกัน เขารีบตะโกนลั่นว่า
“ป้องกันกองเรือ!”
มีทะเลเพลิงโหมรุนแรงพุ่งเข้ามาจากสุดปลายผิวหน้าทะเล เมื่อดูให้ละเอียด กลางทะเลเพลิงนั้นมีนกขนาดยักษ์ตัวหนึ่งอยู่ มันกางปีกออกยาวกว่าพันจั้ง เปลวไฟใหญ่กว่าตัวของมันหลายเท่า เรียกว่าปิดฟ้าบังตะวันได้อย่างแท้จริง ทุกคนต่างตกตะลึง ชาวยุทธ์ที่มีระดับขั้นค่อนข้างต่ำบางคนตกใจจนทรุดตัวนั่งลงกับพื้น
เวลานี้นับได้ว่าพวกเขามีประสบการณ์ในทะเลอย่างกว้างขวางแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน เปลวเพลิงที่น่ากลัวนั้นราวกับสัตว์เทวะลงมายังพื้นโลก ยังไม่ทันที่พวกเขาจะคิดสิ่งใดมากมาย ความร้อนสูงแสนน่ากลัวก็เข้าปะทะ ชาวยุทธ์บางคนที่กำลังอยู่ในน้ำ จึงถูกกองเรือบดบังการมองเห็น พวกเขาอดเงยหน้าขึ้นถามไม่ได้ว่า
“เหตุใดน้ำจึงร้อนเสียแล้ว”
จากนั้นพวกเขาต่างต้องเบิกตากว้าง เฝ้ามองทะเลเพลิงโฉบผ่านท้องฟ้าและมุ่งหน้าไปยังขอบฟ้า พวกเขาพากันอ้าปากค้างเพราะท่ามกลางทะเลเพลิงนั้นกลับมีนกยักษ์อยู่ตัวหนึ่ง
มู่หลิงลั่วและมู่เสวียนกังหันกลับมา คนทั้งสองต่างโล่งอก โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้เพ่งเล็งมาที่กองเรือ แต่แค่โฉบผ่านพวกเขาไปทันใด นกปีศาจตัวนั้นทรงพลังจริงๆ มือของมู่หลิงลั่วที่กุมเกล็ดทองใบหยกเอาไว้ถึงกับมีเหงื่อกาฬไหลออกมา เจ้านี่น่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ยักษ์ทั้งหมดที่เคยได้พบมาทีเดียว
มู่เสวียนกังพึมพำว่า
“ใต้หล้าแห่งนี้กำลังจะวุ่นวายจริงๆ แล้ว ไม่รู้ว่าเวลานี้ทวีปเทพโบราณจะเป็นอย่างไรบ้าง…”
“คนกาจนัก”
เจียงฉางเชิงกำลังใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสำรวจดูทวีปเทพโบราณ ทวีปเทพโบราณในเวลานี้เต็มไปด้วยซากศพ มีทั้งมนุษย์ทั้งปีศาจ ภูเขาลำน้ำป่าไม้กลายเป็นความรกร้าง กองทัพสัตว์ปีศาจจำนวนมหาศาลราวกับมหาสมุทรได้เหยียบย่ำไปทั่วทั้งทวีป และยังมีร่างขนาดยักษ์น่าสะพรึงกลัวจำนวนมากอาละวาดไปทั่ว
หลังจากที่จวนศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง ทวีปเทพโบราณก็ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง แม้ว่าฝ่ายอำนาจส่วนใหญ่จะหลบหนีไปก่อนแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเหลืออยู่จำนวนมาก และพวกเขาลล้วนต้องพบเจอกับการสังหารหมู่ประหนึ่งอยู่แดนนรก เจียงฉางเชิงถอนสายตากลับมาไม่ไปมองอีก การล่มสลายของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์นับเป็นการลิขิตให้เผ่ามนุษย์ต้องทนรับกับความหวาดกลัวของปีศาจไปอีกเป็นเวลานาน
วันนี้เจียงเชอมาหา เขาบอกเล่าแผนการก่อสร้างทะเลสวรรค์ของเขาให้เยี่ยสวินตี๋ฟัง เยี่ยสวินตี๋เป็นชาวทะเลสวรรค์เขาจึงเกิดความสนใจขึ้นมาเช่นกัน เจียงเชอวางแผนจะเปลี่ยนทะเลสวรรค์ให้เป็นลานล่าสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในต้าจิ่ง เอาไว้สำหรับล่าสัตว์ปีศาจ!
นับแต่ต้าจิ่งเริ่มได้พบกับปีศาจ ต้าจิ่งก็ค้นพบคุณค่าของสัตว์ปีศาจ เนื้อและเลือดของสัตว์ปีศาจหลายชนิดเป็นของบำรุงชั้นดีสำหรับชาวยุทธ์ อวัยวะของสัตว์ปีศาจที่ยังไม่ได้พัฒนาความก้าวร้าวเต็มที่ เหมาะที่จะนำมาทำอาวุธหรือชุดเกราะหนัง ภายใต้การดำเนินงานของหอการค้าฉีหยวนทำให้สัตว์ปีศาจกลายเป็นของที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า จึงทำให้มีสำนักในยุทธภพออกปราบปีศาจกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อใดที่ดำเนินการตามแผนของเจียงเชอ ความสงบเรียบร้อยในทะเลสวรรค์จะเสื่อมถอยลง และกลายมาเป็นแดนสำราญของเหล่าชาวยุทธ์ ทว่าหากมีนักรบหลั่งไหลมากเกินไปคนทั่วไปก็จะต้องถูกกดขี่คุกคาม แต่เยี่ยสวินตี๋กลับไม่สนใจ เขาคิดว่าแผนการของเจียงเชอดีมาก
“ไม่เลวๆ กระหม่อมคิดว่าพระองค์มีคุณสมบัติที่จะเป็นโอรสสวรรค์องค์ต่อไปแล้วพะยะคะ”
เยี่ยสวินตี๋ตบไหล่เจียงเชอและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เดิมทีเจียงเชอมีรอยยิ้มตื่นเต้นอยู่เต็มใบหน้า กลับยิ้มออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติในทันที เขาเข้าใจความรู้สึกของฮ่องเต้จิ่งไท่จงในเวลานั้นแล้ว มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาจะเป็นฮ่องเต้ที่ครองราชย์ได้ไม่นานเช่นเดียวกับเสด็จปู่ของเขา ฮ่องเต้ซุ่นเทียนให้กำเนิดเขาเมื่อยังหนุ่มแน่น เวลานี้ฮ่องเต้ซุ่นเทียนมีพลังยุทธ์แข็งแกร่ง ด้วยโชคชะตาของราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา การที่เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกร้อยปีก็มิใช่ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เขาอาจตายไปก่อนฮ่องเต้ซุ่นเทียนเสียด้วยซ้ำ ทุกคราวที่คิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“คงไม่ใช่ว่าจนวันตายเขาก็ยังไม่ได้เป็นฮ่องเต้หรอกกระมัง”
นับแต่โบราณมา ในบรรดาองค์รัชทายาทแห่งต้าจิ่ง มีเพียงฮ่องเต้จิ่งเหรินจงเท่านั้นที่มีจุดจบที่ดี แต่ฮ่องเต้จิ่งเหรินจงก็เป็นฮ่องเต้เพียงสิบสี่ปีเท่านั้น
เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าเขาเปลี่ยนไปและสามารถเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ทว่านี่ก็เป็นเรื่องที่จนปัญญาและเขาต้องยอมรับความจริงข้อนี้ หลังจากถูกเยี่ยสวินตี๋ทำให้กระทบกระเทือนใจ เจียงเชอก็หมดอารมณ์และกลับไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยสวินตี๋กลับไม่ได้คิดมาก เขาเป็นผู้คลั่งไคล้ในศาสตร์แห่งยุทธ์ มิได้สนใจราชอำนาจของฮ่องเต้
คืนหนึ่งหลังจากนั้นหลายวัน เจียงฉางเชิงไปเข้าฝันมู่หลิงลั่ว มู่หลิงลั่วเอ่ยถึงวิหคเพลิงลึกลับที่ได้พบมาก่อนหน้านี้
“เจ้าตัวนั้นแค่บินผ่านหัวของพวกเราไปก็ยังทำให้ผู้คนนับหมื่นถูกไฟไหม้จนบาดเจ็บกันไปในระดับต่างๆ แม้แต่เรือบางลำก็ยังได้รับความเสียหายด้วย หากมันร่อนลงในแผ่นดินของราชวงศ์แห่งโชคชะตาสักแห่งก็ยากจะจินตนาการได้ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายเช่นใดบ้างเจ้าค่ะ”
มู่หลิงลั่วกล่าวไปทั้งที่ยังมีความกลัวหลงเหลืออยู่ในหัวใจ ลมปราณที่แผ่ออกมาจากตัววิหคเพลิงลึกลับนั้นน่ากลัวหนักหนา แม้แต่ท่านปู่ของนางก็ยังบอกว่าต่อให้คนตระกูลมู่ทั้งหมดเข้าโจมตีพร้อมกันก็ยังต้องตายอยู่ภายใต้กรงเล็บของมัน