เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 206 ความกลัวของเยี่ยสวินตี๋ บิดาและบุตรชาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 206 ความกลัวของเยี่ยสวินตี๋ บิดาและบุตรชาย
ตอนที่ 206 ความกลัวของเยี่ยสวินตี๋ บิดาและบุตรชาย
“มันมุ่งหน้าไปทางทิศใดหรือ”
เจียงฉางเชิงถาม แม้ว่าตระกูลมู่จะอยู่ห่างจากทวีปชีพจรมังกรไม่ไกลนัก แต่สำหรับสัตว์ปีศาจที่ทรงพลังเช่นนี้ อาจมาถึงทวีปชีพจรมังกรได้ในเวลาแค่ไม่กี่ปี
มู่หลิงลั่วกล่าวว่า
“เมื่อมองจากทิศทางที่มันจากไป เป็นทิศทางเดียวกับที่พวกเราจะไปเจ้าค่ะ”
นางสังเกตการณ์สีหน้าของเจียงฉางเชิงอย่างระมัดระวัง และพบว่าเขาไม่ได้มีท่าทีตระหนกใดๆ คล้ายไม่ได้นำมาใส่ใจเลย
“พี่ฉางเชิง สัตว์ปีศาจตัวนั้นแตกต่างจากอสูรในมหาสมุทรที่เคยพบมา จะต้องระวังให้ดีนะเจ้าค่ะ”
มู่หลิงลั่วกำชับ แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าต้าจิ่งแข็งแกร่งเพียงใด แต่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งหนึ่งจะต้องมีประชาชนอยู่นับไม่ถ้วนและนางไม่ต้องการเห็นชีวิตใดถูกทำลาย
เจียงฉางเชิงยิ้มและกล่าวว่า
“วางใจเถอะ ขอบใจที่เจ้าเตือน หากมันจะมายังต้าจิ่งจริงๆ เช่นนั้นต้าจิ่งก็จะเป็นจุดจบของมัน”
เขาพูดอย่างผ่อนคลายนัก ยิ่งเป็นเช่นนี้ มู่หลิงลั่วก็ยิ่งเลื่อมใสเขามากขึ้น
“พี่ฉางเชิง เวลานี้ท่านแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่เจ้าคะ ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าขั้นถ้ำสวรรค์มีอยู่กี่ระดับกันแน่”
มู่หลิงลั่วออดอ้อน ทั้งที่อายุก็หลายสิบปีแล้ว แต่นางก็ทำตัวเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยยามอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเชิงเสมอ เจียงฉางเชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจที่จะบอกเรื่องระดับขั้นให้นางรู้ แม้ว่านางจะอยู่แค่ขั้นกายาทองคำก็ตาม ผ่านไปพักหนึ่ง มู่หลิงลั่วก็เกิดความรู้สึกมากมาย นางรู้ว่าจะต้องมีระดับขั้นที่เหนือขึ้นไปจากขั้นถ้ำสวรรค์สามเป็นแน่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมากถึงขั้นถ้ำสวรรค์เก้า
เรื่องนี้ทำให้นางยิ่งอยากรู้ระดับขั้นของเจียงฉางเชิงมากขึ้น จึงถามว่า
“พี่ฉางเชิง ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ คงจะต้องอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์เก้ากระมัง เพราะพลังระดับนี้จึงจะสอดคล้องพลังของเซียน”
เจียงฉางเชิงยิ้มและกล่าวว่า
“ทำนองนั้นกระมัง”
มู่หลิงลั่วพลันเกิดความนับถือเลื่อมใสขึ้นมา
สองปีต่อมา ฤดูใบไม้ผลิในปีใหม่ ปีซุ่นเทียนที่ห้าสิบสี่ ฮ่องเต้เริ่มกักตัวฝึกฝนศาสตร์แห่งยุทธ์และมอบหมายการดูแลแคว้นของต้าจิ่งให้องค์รัชทายาทเจียงเชอทั้งหมด ความสามารถของเจียงเชอได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในแผ่นดินแล้ว แต่ก็เกิดเสียงเล่าลืออื่นๆ ขึ้นมาตามท้องถนนด้วยเช่นกัน ทุกคนรู้ดีว่าฮ่องเต้ฝึกยุทธ์เพื่อยืดอายุของตน แต่ยิ่งเขาครองราชย์ได้นานเท่าใดองค์รัชทายาทก็จะยิ่งย่ำแย่
“คงไม่ใช่ว่าองค์รัชทายาทผู้นี้จะเป็นองค์รัชทายาทองค์แรกที่ทั้งที่ได้ดูแลบ้านเมืองแล้วแต่กลับไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์หรอกกระมัง”
หลายปีมานี้ เจียงเชอก็ได้บ่มเพาะคนสนิทของตนไว้เช่นกัน และถึงกับให้คนจำนวนหนึ่งคอยสังเกตดูความรู้สึกของผู้คนและในยุทธภพด้วย และเขาก็ได้ยินเสียงเล่าลือเหล่านี้จากผู้คนที่ประสงค์ร้ายด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้เขายิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น องค์รัชทายาทที่พระชนม์มายุสี่สิบสี่ชันษาแล้วจึงไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกต่อไป
วันนี้จีอู๋จวินมาเยี่ยมเจียงฉางเชิง ซึ่งเจียงฉางเชิงก็เต็มใจที่จะพบกับยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์หกผู้นี้ ภายหน้าหากเขาต้องเก็บตัวฝึกวิชาก็สามารถให้จีอู๋จวินช่วยปกป้องต้าจิ่งให้เขาได้ จีอู๋จวินกล้าไปกำจัดต้นดับโลกาเพียงลำพังแสดงให้เห็นว่านางมีจิตใจที่ทรงคุณธรรมใหญ่หลวง กอปรกับไม่มีตระกูลจี้ยู่อีกแล้ว จึงสามารถทาบทามตัวนางมาได้
ในสองปีนี้ เจียงฉางเชิงได้เฝ้าสังเกตจีอู๋จวินเรื่อยมา นางประพฤติตัวดียิ่ง ไม่เคยแอบทำเรื่องไม่ควร และยังรักษาระยะห่างกับราชสำนักด้วย
“ท่านมรรคาจารย์ ระยะนี้มีคนจากราชสำนักมาสืบสวนข้า แม้แต่ยามกลางคืนก็มีคนลอบเข้ามาในคฤหาสน์ข้าด้วย ท่านช่วยพูดให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
จีอู๋จวินรู้สึกอ่อนใจนัก หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้ามรรคาจารย์ นางหรือจะยอมอดทนกับผู้คนไร้มารยาทเยี่ยงนี้ เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“ได้ ข้าจะบอกกับองค์รัชทายาทให้”
จีอู๋จวินนั่งลงตรงหน้าเขาแล้วพูดว่า
“ท่านมรรคาจารย์ เมื่อใดท่านจะว่างมาประลองกับข้าสักครั้งเจ้าคะ ข้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน แต่ข้าก็อยากประมือกับผู้ที่แข็งแกร่งเช่นท่าน จะได้เพิ่มพูนความรู้ในศาสตร์แห่งยุทธ์เจ้าค่ะ”
ทันทีสิ้นเสียง เยี่ยสวินตี๋ก็ขยับเข้ามาและพูดว่า
“แม่นาง มิเช่นนั้นท่านและข้ามาประลองกันก่อนดีหรือไม่”
จีอู๋จวินขมวดคิ้ว รู้สึกรำคาญใจขึ้นมา เจียงฉางเชิงกล่าวอย่างผ่อนคลายว่า
“ดูทีว่าแม่นางจะมีคำตอบแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ จีอู๋จวินก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็รู้สึกละอายใจและกล่าวในทันทีว่า
“เช่นนั้นข้าจะประลองกับเขาก่อนเจ้าค่ะ”
นางรู้ว่ามรรคาจารย์กำลังเอานางไปเทียบกับเยี่ยสวินตี๋ แต่ระยะห่างระหว่างเยี่ยสวินตี๋กับนางก็ไม่ใช่ระยะห่างของนางกับมรรคาจารย์หรอกหรือ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จีอู๋จวินก็รู้สึกว่าจิตใจของนางมีบางอย่างผิดปกติ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องดี พวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิ้นและต่างก็มุ่งแสวงหาศาสตร์แห่งยุทธ์จึงควรให้เกียรติซึ่งกัน และนางก็ควรละทิ้งทุกสิ่งในอดีตไปได้แล้ว
“เช่นนั้นพวกเจ้าจงไปหาที่ที่ไม่มีคนประลองกันเถิด จำไว้ว่าต้องควบคุมพลังให้ดี อย่าได้ทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บ หากพวกเจ้าสามารถควบคุมพลังของตนได้ดังใจและไม่ทำให้เกิดเรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนดินที่ไม่มีความจำเป็น ศาสตร์แห่งยุทธ์ของพวกเจ้าก็จะมีคุณสมบัติที่เหมาะควรอย่างแท้จริง”
เจียงฉางเชิงเอ่ยไปทั้งหลับตาและคำพูดนี้ก็ทำให้จีอู๋จวินและเยี่ยสวินตี๋ต่างตกอยู่ในห่วงความคิด เนื่องจากพวกเขาไม่อาจสัมผัสลมปราณของเจียงฉางเชิงได้และยังคิดว่าเป็นวิชาพิเศษบางอย่าง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงฉางเชิงในวันนี้แล้ว พวกเขาต่างก็คิดว่ามีเหตุผลอย่างยิ่ง บางทีพวกเขาอาจต้องใส่ใจเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากกระบวนยุทธ์ด้วย
จีอู๋จวินเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวเจียงฉางเชิงขึ้นจากครั้งต้นดับโลกาก่อนหน้านี้ นางจึงเคารพนับถือเจียงฉางเชิงเรื่อยมา แต่คำพูดในวันนี้ทำให้นางรู้สึกว่ามรรคาจารย์มีราศีของยอดนักปราชญ์แห่งยุทธ์ เพียงคำพูดง่ายๆ สองประโยคแต่กลับทำให้นางตระหนักถึงข้อบกพร่องสองประการของตนเอง ดูไปแล้วการมาเข้ากับต้าจิ่งนับว่าเป็นการเลือกที่ชาญฉลาดอย่างหนึ่งโดยแท้
จากนั้นจีอู๋จวินก็ติดตามเยี่ยสวินตี๋ออกไป ไป๋ฉีถามด้วยความใคร่รู้ว่า
“นายท่าน สตรีผู้นี้แข็งแกร่งนักหรือ ข้าหมายถึงเมื่อเทียบพลังการต่อสู้ของคนในระดับขั้นเดียวกับนาง”
หลังจากใช้เวลาอยู่กับเยี่ยสวินตี๋และหยางโจวมานาน มันจึงพิจารณาที่ความสามารถไม่ได้ดูจากระดับขั้นอีกต่อไป แต่จะดูจากพลังการต่อสู้ในระดับขั้นเดียวกัน หรือสามารถต่อสู้กับระดับขั้นที่สูงขึ้นไปได้หรือไม่ เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“แข็งแกร่งมาก แต่เมื่อว่ากันเรื่องความสามารถ นางอาจไม่ได้ด้อยกว่าเยี่ยสวินตี๋เลย”
ซึ่งในความเห็นของเขา ไหนเลยจะแค่ไม่ด้อยกว่าเท่านั้น เห็นชัดว่าจีอู๋จวินเป็นผู้มีพรสวรรค์จากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ แม้เยี่ยสวินตี๋จะเป็นผู้ล้ำเลิศจริงดังว่า แต่เขาเป็นเพียงอันดับหนึ่งในทะเลแถบหนึ่งเท่านั้น ไป๋ฉีกล่าวทอดถอนใจ
“ผู้เป็นยอดยุทธ์ที่อยู่รอบกายนายท่านกำลังเพิ่มมากขึ้นจริงๆ และนับวันก็ยิ่งเก่งกาจขึ้นจนน่าเชื่อ”
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไป๋ฉียังมีคำพูดที่อยากจะพูดอีก มันคิดว่าเจ้านายของมันกำลังวางหมากบนกระดาษหมากรุกอยู่ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงฉางเชิงจึงได้ดีต่อต้าจิ่งเพียงนี้ ในเมื่อเจียงจื่ออวี่ก็ตายจากไปตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว พอคิดถึงเรื่องที่มันเดาอยู่ในใจ มันก็ถึงกับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทีเดียว
จากนั้นหนึ่งชั่วยามพวกของจีอู๋จวินทั้งสองคนกลับมา เสื้อผ้าของจีอู๋จวินไม่ได้เปรอะเปื้อนแม้แต่น้อย ดูไปแล้วเหมือนไม่ได้ต่อสู้มา แต่ตรงกันข้ามกับเยี่ยสวินตี๋ที่ดูสะบักสะบอมเต็มทน ผมเผ่ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง จมูกช้ำหน้าบวม ทั้งตัวมีแต่บาดแผล สายตาที่เขามองจีอู๋จวินมีแววหวาดกลัวอยู่น้อยๆ ทำนองเดียวกับตอนแรกที่เขามองเจียงฉางเชิง
จีอู๋จวินมองผ่านสายตาของเขา ก่อนเดินเข้ามานั่งลงตรงหน้าเจียงฉางเชิงและรวบรวมความกล้าขอคำชี้แนะเรื่องวรยุทธ์ เจียงฉางเชิงไม่ปฏิเสธ แต่เมื่อนางสอบถามข้อสงสัยเขาก็จงใจพูดคำพูดปลอมๆ กลวงๆ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องลึกลับและโยงไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นดังคาด จีอู๋จวินถูกปั่นหัวจนงงงันไปทีเดียว
เบาะแสจริงแท้ย่อมมีหลักการที่แท้จริง เจียงฉางเชิงค้นพบแล้วว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีพรสวรรค์ไม่อาจอธิบายให้ชัดเจนเกินไป แค่ต้องชี้บอกทิศทางให้พวกเขาเท่านั้น แล้วพวกเขาก็จะเข้าใจและคิดค้นวิชายุทธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้เอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่านอกเหนือจากเรื่องการฝึกยุทธ์แล้ว เมื่อต้องพิจารณาเรื่องคนหรือเรื่องต่างๆ แล้ว พรสวรรค์เหล่านี้จะเป็นพวกโง่ แต่เป็นเพราะเจียงฉางเชิงแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก ไม่ว่าในโลกใดล้วนเป็นดังนี้ สิ่งที่คนแข็งแกร่งพูดมักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้แข็งแกร่งบอกว่าเขากำลังให้คำชี้แนะหรือมอบผลประโยชน์ให้ ผู้คนก็มักจะนำไปพิจารณาเสมอ
บางครั้งผู้มีพรสวรรค์ก็ต้องการพลังที่แข็งแกร่งมาทำให้จิตใจที่หวั่นไหวของพวกเขามั่นคง และช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความสับสนในช่วงเวลานั้นโดยเร็วที่สุด ดังนี้เอง จีอู๋จวินจึงได้มาหาเจียงฉางเชิงทุกสามวันห้าวัน ครึ่งปีต่อมา นางขอเข้ามาอยู่ในเรือนพักเพราะจะอย่างไรก็มีห้องอยู่มากพอ ซึ่งเจียงฉางเชิงก็เห็นชอบแล้ว เพราะเมื่อให้นางมาอยู่ข้างกายจะยิ่งสบายใจมากกว่า จะได้ไม่วิ่งวุ่นไปทั่ว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เยี่ยสวินตี๋รู้สึกได้ว่าวิกฤตของเขาเพิ่มมากขึ้นแล้ว เขาจึงเริ่มมุ่งมั่นฝึกฝนยุทธ์ แม้แต่เวลาสอนหยางโจวก็ยังน้อยลงด้วย โชคดีที่หยางโจวไม่จำเป็นต้องให้เขาสอนเป็นการส่วนตัวอีกต่อไป ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเยี่ยสวินตี๋ไม่วางใจในตัวเขาเท่านั้น
เวลาผ่านไปอีกสามปี ปีซุ่นเทียนที่ห้าสิบเจ็ด บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปลกประหลาด เนื่องจากมีขุนนางถูกปลดปล่อยครั้ง องค์รัชทายาทเปลี่ยนขุนนางในกรมโชคชะตาไปจำนวนไม่น้อย เขาใช้วิธีการเช่นนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจ แต่เมื่อข้างกายของเจียงเชอมีคนผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา เสียงแห่งความไม่พอใจเหล่านั้นก็หายวับไป เป็นเจียงเจี้ยนนั่นเอง!
เมื่อปลายปีที่แล้ว เจียงเจี้ยนกลับมาพร้อมกับผิงอัน หลังจากเจียงเชอได้พบเขาและไปมาหาสู่กันพักหนึ่งคนทั้งสองก็เริ่มคุ้นเคยกัน สถานการณ์ของเจียงเชอในปัจจุบันคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของฮ่องเต้จิ่งเหรินจงในครั้งนั้น เจียงเจี้ยนจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาอย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์ปู่ ท่านช่วยไปพูดให้สักคำได้หรือไม่ขอรับ บอกให้โอรสสวรรค์สละราชสมบัติเสีย!”
ในเรือนพัก เจียงเจี้ยนเอ่ยคำที่เป็นการทรยศอย่างร้ายแรง เจียงฉางเชิงไม่ได้พูดอะไร ไป๋ฉีค่อนแคะว่า
“องค์รัชทายาทน้อยมอมยาเสน่ห์ใดให้ท่าน ท่านจะหนุนให้เขาก่อการกบฏหรือไร”
เจียงเจี้ยนกล่าวอย่างไม่แยแสว่า
“ย่อมไม่อาจก่อการกบฏอยู่แล้ว แต่ข้าคิดว่าหากโอรสสวรรค์ต้องการฝึกยุทธ์ เช่นนั้นเขาก็ควรสละบัลลังก์และให้โอกาสคนรุ่นหลังสักหน”
ในสมัยนั้น ตัวเขาก็มีโอกาสช่วงชิงราชบัลลังก์ ทว่าเขาต้องการแต่จะฝึกฝนยุทธ์เท่านั้น เขาจึงรู้สึกไม่พอใจฮ่องเต้ซุ่นเทียนเป็นอย่างมาก
“ปล่อยให้โอรสดูแลบ้านเมือง ในขณะที่ตัวเขาเองยึดครองราชบัลลังก์ เช่นนี้ไม่เท่ากับยึดครองห้องสุขาโดยที่ไม่ได้ขับถ่ายหรอกหรือ”
ความสำเร็จทั้งมวลที่เจียงเชอทำออกมาในเวลานี้จะถูกบันทึกไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็นความชอบของฮ่องเต้ซุ่นเทียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นด้วยว่าเจียงเชอเก่งกาจเพียงใด
เยี่ยสวินตี๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ดูเหมือนว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์ต่างไม่ยอมสละตำแหน่งบัลลังก์แม้ว่าจะแต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้วก็ตาม จนถึงขั้นรู้สึกระแวงต่อองค์รัชทายาท และจะไม่ยอมสละราชบัลลังก์จนกว่าตัวจะตาย”
จีอู๋จวินกล่าวต่อไปว่า
“เป็นดังนั้น อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเช่นนี้”
เจียงเจี้ยนรู้ฐานะของนางและเคารพนางมาก เขามองนางแล้วพูดว่า
“ผู้อาวุโส ในความเห็นของท่าน การประพฤติตนเช่นนี้นับว่าดีหรือไม่ และนับเป็นการรับผิดชอบต่อราษฎรทั่วแผ่นดินและคนรุ่นต่อไปหรือไม่ขอรับ”
จีอู๋จวินกล่าวอย่างสงบว่า
“อย่าถามข้า หากว่าข้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้ข้าคงไม่ถูกเหล่าขุนนางแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไล่สังหารหรอก”
ก่อนที่นางจะมองออกว่าเจียงฉางเชิงมีท่าทีที่แน่ชัดเช่นใดต่อต้าจิ่ง นางจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องราชอำนาจของฮ่องเต้ต้าจิ่งเด็ดขาด
เจียงเจี้ยนมองเจียงฉางเชิงและกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ปู่ขอรับ ท่านพูดบางสิขอรับ”
เขารู้ฐานะที่แท้จริงของเจียงฉางเชิง ในความเห็นของเขา เจียงฉางเชิงเป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะกำหนดราชบัลลังก์ได้
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นและพูดว่า
“เรื่องราชบัลลังก์นั้นเป็นเรื่องระหว่างพวกเขา พ่อลูกข้าจะยื่นมือไปก้าวก่ายได้เยี่ยงใด ปล่อยเป็นเรื่องของพวกเขาพ่อลูกเถิด หากเจียงเชอมีความสามารถจริงๆ เขาจะต้องหาทางขึ้นครองราชย์ได้เป็นแน่ แต่แน่นอนมีข้อหนึ่งที่เจ้าต้องบอกเขา ไม่ว่าเขาจะไขว่คว้าเช่นใด แต่ห้ามให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราชวงศ์ห้ามนองเลือดเด็ดขาด”
ซึ่งคำพูดนี้ก็เป็นการเตือนเจียงเจี้ยนด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อใดที่เปิดช่องทางแล้ว คนรุ่นหลังของตระกูลเจียงก็จะเอาอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย ในยุคแรกเริ่มของต้าจิ่ง เหตุพ่อลูกสังหารกันดำเนินมาถึงสามชั่วคน
เจียงเจี้ยนฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเจียงฉางเชิงออก เขากล่าวอย่างอ่อนใจว่า
“ข้าก็ร้อนใจแทนเชอเออร์เท่านั้น เขาทุกทำให้ข้าคิดถึงเสด็จพี่ใหญ่ ข้ากังวลว่าเขาจะย่ำแย่กว่าเสด็จพี่ใหญ่ อย่างน้อยเสด็จพ่อก็จงใจไม่ยืดพระชนมชีพของตนเพื่อให้โอกาสเสด็จพี่ใหญ่ เวลานี้โอรสสวรรค์ยังคงอยู่ในวัยฉกรรจ์จึงไม่จำเป็นต้องรอให้สวรรคตก่อนจึงจะสามารถถ่ายโอนราชบัลลังก์ได้”
เมื่อเอ่ยถึงเจียงจื่ออวี่ เจียงฉางเชิงก็เงียบไป จะอย่างไรบุตรชายของเขาก็ดีกว่าเพราะรู้จักคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม แต่เมื่อยืนอยู่ในฐานะของฮ่องเต้ซุ่นเทียน เขาเองก็ไม่ได้ทำผิดใด โอรสสวรรค์ยังไม่สวรรคต เขายังคงมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ แล้วถือสิทธิ์ใดที่เขาจะต้องสละบัลลังก์ให้