เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 207 เผาอีกาสวรรค์ ชีวิตอาภัพ
ตอนที่ 207 เผาอีกาสวรรค์ ชีวิตอาภัพ
“เจ้าก็แค่รู้สึกว่าเขาเหมือนพี่ใหญ่ของเจ้า เลยเกิดความสงสาร แต่แล้วจักรพรรดิทำผิดตรงไหนเล่า ก็เพียงแค่เจียงเชอเกิดก่อนใช่ไหม หรือว่าเขาทำผิดร้ายแรง สำหรับเรื่องที่ให้เจียงเชอสำเร็จราชการ หากจักรพรรดิไม่ให้เขาทั้งตอนนี้ บางทีบรรดาองค์ชายอาจต้องยุ่งกับการแย่งชิงบัลลังก์ ความกดดันที่เจียงเชอได้รับจากการแย่งตำแหน่งทายาทคงจะหนักกว่านี้มาก”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น มองจากมุมของเจียงเชอ ดูเหมือนเขาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่ตำแหน่งรัชทายาทของเขานั่นเอง ก็เป็นฮ่องเต้ซุ่นเทียนที่ตัดสินให้ หากเจียงเชอไม่ต้องการทำหน้าที่สำเร็จราชการ ก็ยังมีองค์ชายคนอื่นที่เต็มใจจะทำ
เจียงเจี้ยนฟังแล้วก็สงบใจลง ไป๋ฉีกล่าวเสริม
“ใช่แล้ว นี่คือราชวงศ์แห่งโชคชะตา ตำแหน่งฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่มรดกตกทอดง่ายๆ ความสามารถในการปกครองของเจียงเชอถือว่าไม่เลว แต่เขาเหนือกว่าโอรสสวรรค์จริงหรือ โอรสสวรรค์ก็แค่แบ่งอำนาจให้เขา เพื่อทำให้ตำแหน่งรัชทายาทมั่นคงขึ้น ก่อนหน้าต้าจิ่งเคยมีฮ่องเต้สักกี่คนกล้าแบ่งอำนาจเช่นนี้”
จีอู๋จวินพยักหน้า มองหมาป่าปีศาจตัวนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เยี่ยสวินตี๋กล่าวหยอกล้อ
“คิดไม่ถึงว่าหมาอย่างเจ้าจะเข้าใจอะไรแบบนี้ด้วย”
“พูดมาก ไหนเลยจะเหมือนเจ้า มีแต่กล้ามไม่มีสมอง”
“อา…”
เมื่อเห็นคนกับหมาป่าทะเลาะกันอีกครั้ง เจียงเจี้ยนอดหัวเราะไม่ได้ เจียงเจี้ยนหาใช่คนหัวรั้นไม่ฟังเหตุผล กอปรกับคำพูดของเจียงฉางเชิง ไม่นานก็คิดตกทันที
“อาจารย์ปู่กล่าวถูกต้อง ยุทธภพนี้ไม่ใช่สิ่งที่เชอเออร์ยึดครองมา หากไม่มีเหตุผลจำเป็นที่จะเร่งให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ก่อนเวลา ข้าจะค่อยเตือนให้เขาตั้งใจฝึกวิชา พัฒนาพลังเพื่อยืดอายุขัย ขอเพียงระดับวิถียุทธ์สูง เขาก็ยืดอายุขัยได้ เขาเองก็ไม่ใช่โอรสสวรรค์ และไม่ว่าโอรสสวรรค์จะทะลวงขั้นอย่างไร ชะตาชีวิตก็มีขีดจำกัด”
เจียงเจี้ยนสูดลมหายใจลึก กล่าวอย่างจริงจัง เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“เมื่อเทียบกับโอรสสวรรค์และรัชทายาท ข้าสนใจในระดับพลังของเจ้ามากกว่า ถึงเวลาที่เจ้าควรทะลวงขั้นจักรวาลแล้ว”
เขาเหลือบตามองไปยังผิงอัน ผิงอันกำลังเล่นอยู่กับหวงเทียนและเฮยเทียน สองแมวทาสนี้ก็ดูเหมือนจะชื่นชอบเขาไม่น้อย ติดตามอยู่ไม่ห่างทั้งกลางวันและกลางคืน เจียงเจี้ยนแสดงท่าทีสำนึกผิด กล่าวว่า
“ต่อจากนี้ข้าจะไม่ลงจากเขาอีกพักหนึ่ง จะมุ่งมั่นฝึกวิชาอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้ต้าจิ่งเองก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้าออกศึกแล้ว”
เจียงฉางเชิงพยักหน้ารับ จากนั้นหลับตาลง เรื่องนี้ก็จบลงแค่นั้น สำหรับเขา เรื่องของราชวงศ์ควรปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง การแทรกแซงมากเกินไปอาจทำให้ฮ่องเต้หมดกำลังใจในตัวเอง และไม่เป็นผลดีต่อการรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว หากเจียงเจี้ยนเข้าไปยุ่งเกี่ยว วันหน้าอ๋องเจ้าเมืองย่อมต้องเลียนแบบ นั่นจะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่
ในใจเจียงฉางเชิง เจียงเชอและฮ่องเต้ซุ่นเทียนต่างก็มีสถานะไม่ต่างกัน ย่อมไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ณ เวลานี้ เขารู้สึกพึงพอใจกับการปกครองของฮ่องเต้ซุ่นเทียน หลังจากที่เจียงเจี้ยนและผิงอันเข้ามาอยู่ที่เขามังกรผงาด บรรยากาศก็ยิ่งคึกคักขึ้น จีอู๋จวินเองก็เริ่มให้คำชี้แนะด้านวรยุทธ์แก่ผู้อื่นเป็นบางครั้ง สร้างประโยชน์อย่างยิ่งให้แก่ทุกคน นางนั่นเป็นผู้บำเพ็ญขั้นถ้ำสวรรค์ขั้นหก จนถึงขนาดสามารถรับเยี่ยสวินตี๋เป็นศิษย์ได้
วันถัดมา เจียงเชอมาเยี่ยมเจียงเจี้ยน แต่ทราบว่าเขากำลังปิดด่านฝึกวิชา จึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจากไป เจียงฉางเชิงก็กล่าวกับเขาสักเล็กน้อยว่า
“เชอเออร์ หากจิตใจเจ้าคิดถึงประชาชน สักวันประชาชนก็จะตอบแทนเจ้าได้เอง หลายสิ่งในโลกนี้ไม่สามารถรีบร้อนได้ การกระทำทุกอย่างต้องทำด้วยใจบริสุทธิ์ และเก็บสะสมความดีเพื่อให้ถึงบั้นปลายที่งดงาม”
คำพูดเหล่านี้ทำเอาเจียงเชอฟังแล้วเหงื่อไหลพรั่งพรู เมื่อกลับถึงตำหนักของตน เจียงเชอก็ยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดนี้ไม่เลิกรา เขาไม่ใช่คนโง่ จึงเข้าใจความหมายของเจียงฉางเชิงและคิดเรื่องอื่นเข้าใจด้วยเช่นกัน เขาตระหนักว่าความทะเยอทะยานของตนเกิดจากการปล่อยปละละเลยของเสด็จพ่อ แม้ตอนนี้เขามีผลงานดี แต่ในเรื่องความนิยม ประชาชนย่อมเลือกเสด็จพ่อมากกว่าเขา หากทำให้เสด็จพ่อโกรธขึ้นมา เสด็จพ่อเพียงคำเดียวก็สามารถปลดเขาจากตำแหน่งรัชทายาทได้
เขายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้ามาแย่งชิงบัลลังก์! ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว เมื่อหวนนึกถึงกลวิธีที่เสด็จพ่อเคยใช้ นึกถึงบรรดาพี่น้องเชื้อพระวงศ์ที่ต่างมีเจตนาแอบแฝง ทุกคนล้วนแต่กำลังขุดหลุมพรางให้เขา รวมถึงเสด็จพ่อที่กำลังทดสอบเขาอยู่! เจียงเชอสูดหายใจลึก ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
พริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกสามปี ต้าจิ่งมีฝนตกต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองสงบสุข ทั้งในนอกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีปีศาจก่อความวุ่นวายประปราย แต่ก็ถูกปราบลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ไม่มีสงคราม เจียงเชอได้จัดตั้งค่ายศิลปะการต่อสู้และสำนักการทหารอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งขุดค้นทรัพยากรตามภูมิภาคต่างๆ อีกทั้งยังไม่ตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ขณะนี้ต้าจิ่งได้สร้างความสัมพันธ์กับสองราชวงศ์ต่างแดน และมีราชวงศ์ที่มาส่งเครื่องบรรณาการถึงกว่าห้าสิบแห่ง
นับตั้งแต่ที่ต้าจิ่งทำให้เฟิ่งเทียนเผชิญกับอุปสรรค ก็ไม่มีราชวงศ์ใดกล้าดูถูกต้าจิ่งอีกต่อไป ทุกฝ่ายต่างหวังจะสานสัมพันธ์ รอจนมรรคาจารย์ลาจากแล้วค่อยว่ากันเรื่องการต่อกร มิใช่ว่าทุกราชวงศ์จะถูกบีบเหมือนเฟิ่งเทียน บางราชวงศ์ยังมีทางเลือกอื่น ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับต้าจิ่งแบบเต็มตัว ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ พลังแห่งรัฐของต้าจิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว ประชาชนมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็เติบโตขึ้นทุกปี
แม้ระดับชีวิตในแต่ละแคว้นของต้าจิ่งยังแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยทุกคนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย การไล่ฆ่าสัตว์ปีศาจยังทำให้ราคาของเนื้อลดลงอย่างมาก ขณะที่ผักและผลไม้กลับมีราคาสูงขึ้นแทน หอการค้าฉีหยวนได้ขยายสาขาไปทั่วต้าจิ่งแล้ว โดยจุดศูนย์กลางก็ค่อยๆ เอนเอียงมายังต้าจิ่งเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อราชสำนัก พวกเขายังตั้งใจให้เจ้าหน้าที่จากทางราชสำนักเข้าร่วมทำงานในหอการค้าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทั้งฮ่องเต้ซุ่นเทียนและรัชทายาทจึงพอใจมาก ซึ่งส่งผลให้หอการค้าฉีหยวนได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นอีกด้วย
ต้นเดือนสิงหาคมมาถึง รัฐซือร้อนขึ้นผิดปกติ อากาศอบอ้าวมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จางอิงมุ่งหน้ามาเยี่ยมเยียน
“มรรคาจารย์ สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก เทียนไหทางใต้ปรากฏวิหคเพลิงลึกลับตัวหนึ่ง มันกำลังบินร่อนเหนือนภาในอาณาบริเวณใหญ่อื่นๆ ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ทำให้ทุกพื้นทีเกิดอัคคีภัยและภัยแล้งอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่นักยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์ยังไม่อาจรับมือได้”
จางอิงสีหน้าตื่นตระหนก เอ่ยพูดอย่างรวดเร็ว ในมุมมองของจางอิง นี่เป็นลางบอกเหตุว่าภัยพิบัติจากปีศาจกำลังจะมาถึงต้าจิ่ง ความวุ่นวายของปีศาจที่ผ่านมาแทบจะนับเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดในเขตทะเลอื่นๆ ก่อนหน้านี้ต้าจิ่งโชคดี แต่โชคนั้นอาจหมดลงเมื่อไหร่ก็ได้ เจียงฉางเชิงเคยคำนวณพลังของวิหคเพลิงตัวนี้มาก่อนแล้ว พบว่าความแข็งแกร่งของมันสูงถึงเจ็ดล้านแต้มเซ่นไหว้ ขั้นถ้ำสวรรค์ระดับแปดโดยแท้ ความแข็งแกร่งเช่นนี้จึงอาละวาดไปทั่วมหาสมุทรของมนุษย์ได้โดยไม่มีใครหยุดยั้ง สามารถมาถึงเทียนไหได้ก็ไม่นับว่าแปลก
“วิหคเพลิงหรือ ใหญ่แค่ไหน”
จีอู๋จวินสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้ม จางอิงไม่รู้จักจีอู๋จวิน แต่พลังอำนาจของหญิงผู้นี้แข็งแกร่งมาก เขารีบตอบทันที
“ได้ยินมาว่าปีกกว้างอย่างน้อยพันจั้ง ไฟที่มันปล่อยออกมาลุกลามกินบริเวณกว้างกว่าสิบหลี่ ราวกับเป็นดวงตะวันดวงที่สอง”
จีอู๋จวินขมวดคิ้วหันไปทางเจียงฉางเชิงแล้วกล่าว
“มรรคาจารย์ นี่คืออีกาสวรรค์ หนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจ ก่อนหน้านี้นอกแดนไกลของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ เผ่าอีกาสวรรค์ก็เคยสร้างความลำบากให้ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก อีกาสวรรค์สามารถนำหายนะมาสู่โลก สิ่งสำคัญคือพวกมันจองเวร หากฆ่าตัวหนึ่ง พวกมันจะส่งตัวอื่นมาเพิ่มแน่นอน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการได้”
เจียงฉางเชิงหน้าไม่เปลี่ยนสี เอ่ยถามในใจ
“เผ่าอีกาสวรรค์แข็งแกร่งแค่ไหน”
[จำเป็นต้องใช้ 1,477,080,000 แต้มเซ่นไหว้ ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
เยอะขนาดนี้เชียว! นี่คืออำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดที่เจียงฉางเชิงเคยพบเจอในปัจจุบัน แข็งแกร่งยิ่งกว่าเกาะจักรพรรดิยุทธ์เสียอีก และนี่เป็นเพียงแค่เผ่าหนึ่งในเผ่าปีศาจเท่านั้น ยังไม่รู้เลยว่าราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ในอดีตมีความแข็งแกร่งเพียงใด ถึงสามารถต่อต้านทั้งเผ่าปีศาจได้นานนับสิบปี
“ในบรรดาเผ่าอีกาสวรรค์นั้น มีผู้แข็งแกร่งมากที่สุดระดับใด”
[จำเป็นต้องใช้ 16,000,000 แต้มเซ่นไหว้ ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่! เจียงฉางเชิงเอ่ยถาม
“หากข้าสังหารอีกาสวรรค์ เผ่าของมันจะสามารถรับรู้ได้หรือไม่ว่ามันตายที่ไหน ตายด้วยน้ำมือใคร”
จีอู๋จวินพยักหน้า
“ถูกต้อง อีกาสวรรค์มิใช่สัตว์ปีศาจธรรมดา พวกมันคือสัตว์ประหลาดแห่งฟ้าดิน เพียงแต่ถูกจอมราชันเผ่าปีศาจสยบไว้เท่านั้น”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หมายความว่ายังมีวิธีรับมือ นั่นก็คือจับอีกาสวรรค์ตัวนี้ แล้วใช้คัมภีร์ภูผาสมุทรควบคุมมัน”
เขารู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น เพราะภัยจากเผ่าปีศาจหนักหนากว่าที่เขาคิดไว้มาก นี่คงไม่ใช่ครั้งเดียวอย่างแน่นอน อนาคตจะต้องมีสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งกว่านี้มารุกรานอีก เมื่อเจียงฉางเชิงเงียบไป ใบหน้าของคนอื่นๆ ก็ไม่สู้ดี นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากหายนะใหญ่หลวงของมนุษย์
เจียงฉางเชิงเอ่ยขึ้น
“เข้าใจแล้ว มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่”
จางอิงส่ายหน้า เจียงฉางเชิงโบกมือ จางอิงรีบคำนับแล้วจากไปทันที จากนั้นเจียงฉางเชิงหันมองไปทางทิศใต้ ดวงตาเปล่งประกายเป็นสีทอง ใช้เนตรฟ้าดินไรขอบเขต จีอู๋จวินเห็นแววตานั้น รู้สึกสงสัยในใจ
“หรือว่ามรรคาจารย์มีสายเลือดที่ทรงพลัง”
เจียงฉางเชิงค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบอีกาสวรรค์กำลังบินวนอยู่เหนือแผ่นดินแห่งหนึ่ง มันกระพือปีกส่งเสียงร้อง เปลวเพลิงไร้สิ้นสุดตกลงมาจากฟ้า นักยุทธ์จำนวนมากกรูกันเข้าไปสังหารมัน แต่ไม่มีใครทำอันตรายมันได้ อีกาสวรรค์กำลังสนุกสนาน! เสพสุขจากการเข่นฆ่า! หยิ่งผยองอย่างยิ่ง!
เจียงฉางเชิงรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความคิดที่จะฆ่ามัน พูดไปก็น่าแปลก บนแผ่นดินนั้นกลับมีรอยประทับสังสารวัฏ
“ปราชญ์แห่งสี่สมุทร!”
เขาคนนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ออกจากเทียนไหเพื่อแสวงหาวิถีแห่งยุทธ์ แต่เพิ่งเหยียบแผ่นดินใหญ่มาได้เพียงไม่กี่ปี ก็ต้องเผชิญกับการจู่โจมของอีกาสวรรค์ หนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้ยังไม่อาจช่วยเขาพ้นเคราะห์ได้
ขณะนี้ เยี่ยสวินตี๋และคนอื่นๆ กำลังซักถามจีอู๋จวินเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอีกาสวรรค์ และเผ่าอีกาสวรรค์แข็งแกร่งเพียงใด แม้จีอู๋จวินจะไม่ได้ออกรบในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงเริ่มต้นสงคราม นางเองก็เคยเผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจและเคยเห็นความเกรียงไกรของอีกาสวรรค์มากับตา นางเริ่มรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ขณะที่คนอื่นๆ ต่างตั้งใจฟัง ด้วยความหลงใหลในราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์
เจียงฉางเชิงพลันคิดออกถึงวิธีการหนึ่ง เขาจึงลุกขึ้นและเดินจากไปเงียบๆ ไป๋ฉีมองตามแผ่นหลังของเขา ราวกับคาดเดาได้ถึงสิ่งที่เขาจะทำ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง คนอื่นๆ เองก็เป็นเช่นนั้น แต่ไม่มีใครกล้าถามออกมา ต่างทำเป็นไม่เห็นอะไรเลย เจียงฉางเชิงเดินเข้าสู่หมอกหนา ไม่นานนัก นกกระจอกตัวหนึ่งก็บินออกจากเขามังกรผงาดและหายวับไปยังขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
เมฆทมิฬกลืนท้องฟ้า แสงเพลิงสว่างโรจน์ กลืนโลกมนุษย์ให้กลายเป็นนรก อีกาสวรรค์ร่างมหึมาบดบังฟ้า นำมาซึ่งมหาสมุทรเพลิงที่ร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝนที่โหมกระหน่ำ แผดเผาผืนแผ่นดิน บางครั้งส่งเสียงร้องด้วยความสุขสำราญ
ในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง ชายรูปร่างผอมแห้งผู้หนึ่งกำลังดื่มสุราอยู่ในโรงเตี๊ยม เขามีหน้าตาธรรมดา สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ เจ้าของโรงเตี๊ยมวิ่งเข้ามาเร่งด้วยความตื่นตระหนก
“แขกท่านนี้ ยังไม่รีบหนีอีกหรือ ดื่มอะไรนักหนา ชีวิตไม่สำคัญกว่าหรือ!”
กล่าวเสร็จเขาก็สะพายสัมภาระออกจากโรงเตี๊ยม ทิ้งชายผู้สวมเสื้อผ้าธรรมดาไว้เพียงลำพัง
“คิดไม่ถึงว่าข้าหวังหลงชีวิตนี้จะหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมเสียแล้ว แม้ผ่านพ้นความตายมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้คงไม่รอดแน่”
ชายสวมชุดเนื้อหยาบยิ้มชื่น กล่าวพลางกระดกสุราจนหมด
หวังหลงก็คือปราชญ์แห่งสี่สมุทรในชาติใหม่ เขาเกิดที่เทียนไห พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ถูกเจ้าของโรงเตี๊ยมคนหนึ่งรับเลี้ยง ต่อมาเกิดเหตุการณ์ต่อสู้ระหว่างนักยุทธ์ เจ้าของโรงเตี๊ยมพลอยได้รับผลกระทบ ถูกฝังอยู่ใต้โรงเตี๊ยมที่ถล่มลงมา ตอนนั้นเขาได้รับความสะเทือนใจ จึงตั้งปณิธานว่าจะต้องเรียนรู้วิทยายุทธ์ที่แข็งแกร่งให้จงได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกทะเล เดินทางร่อนเร่ไปกว่าสิบปีจนมาถึงแผ่นดินนี้
ดินแดนแห่งนี้มีวิทยายุทธ์เหนือกว่าเทียนไห ทำให้เขามองเห็นความหวัง หลังจากผ่านอุปสรรคนานัปการ เขาจึงฝากตัวเป็นศิษย์สำนักแห่งหนึ่งในที่สุด ภาพสวยงามไม่จีรัง เขาเพิ่งเข้าสู่ขั้นบรรลุหล้า อีกาสวรรค์ก็ปรากฏตัวโจมตี สำนักของเขาส่งคนไปปราบปีศาจ ทว่าล้มตายกันหมดสิ้น เขาโชคดีรอดมาได้เพราะปลีกตัวไปปิดด่าน