เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 209 เพิ่มพูนอย่างน่าหวาดกลัว วิหคทมิฬสำแดงเดช
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 209 เพิ่มพูนอย่างน่าหวาดกลัว วิหคทมิฬสำแดงเดช
ตอนที่ 209 เพิ่มพูนอย่างน่าหวาดกลัว วิหคทมิฬสำแดงเดช
“โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่จริงแท้ น่าเสียดายมิได้ชื่นชมสง่าราศีของวิหคทมิฬ”
เจียงฉางเชิงถอนหายใจ เจียงเชอที่นั่งฟังอยู่พยักหน้า เขาเองก็ปรารถนาเช่นกัน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลกลใดพวกเยี่ยสวินตี๋จึงนึกถึงวันที่เจียงฉางเชิงออกไปข้างนอกอย่างกะทันหัน แม้แต่จีอู๋จวินก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีสายสนกลในอะไรซ่อนอยู่ ทว่าอยู่ต่อหน้าเจียงเชอ พวกเขาไม่กล้าพูดออกมา ในเมื่อมรรคาจารย์ไม่อยากยอมรับ พวกเขาจะขัดอีกฝ่ายได้อย่างไร
เจียงเชอสนทนาอยู่นานนักกว่าจะจากไป หลังจากเขาเดินออกไป คนอื่นๆ ก็หันมามองเจียงฉางเชิงอย่างอดใจไม่ไหว เจียงฉางเชิงสั่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“พวกเจ้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่”
ทุกคนรีบพยักหน้า แววตาที่จีอู๋จวินมองเจียงฉางเชิงเปลี่ยนไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความยำเกรง ต้นสิ้นภพหนก่อนก็เป็นเช่นนี้ มรรคาจารย์ขจัดภัยให้เผ่ามนุษย์ที่อยู่ไกลๆ แต่กลับไม่ยอมรับความดีความชอบ เมื่อรวมกับที่เขามักจะฝึกวิชาอยู่บนภูเขานานๆ ภาพลักษณ์ของเขาในใจจีอู๋จวินก็ยิ่งใหญ่ขึ้นอีก
นางเพิ่งจะเคยรู้สึกนับถือบุรุษคนอื่นนอกจากบิดาของนางเป็นหนแรก นางนึกถึงคำทำนายของเกาะจักรพรรดิยุทธ์ “จักรพรรดิยุทธ์จะถือกำเนิดบนมหาสมุทร…” ก่อนหน้านี้นางเหยียดหยันไม่สนใจมัน นางคิดว่าศาสตร์แห่งยุทธ์บนมหาสมุทรไม่เห็นก้าวหน้าตรงไหน จะไปถือกำเนิดจักรพรรดิยุทธ์ได้อย่างไรกัน ต่อให้ถือกำเนิดขึ้นมาก็คงเติบโตไม่ทันกาลแน่ อีกไม่กี่ร้อยปี เผ่าปีศาจก็คงรุกรานลามไปทั่วมหาสมุทรแล้ว พวกมันไม่มีทางให้เวลาจักรพรรดิยุทธ์เติบใหญ่ แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว จักพรรดิยุทธ์เติบใหญ่แล้ว เพียงแต่เขาชอบเก็บตัวจึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด เมื่อคิดได้เช่นนี้ แววตาที่นางมองเจียงฉางเชิงก็เปลี่ยนไปอีกหน
ไป๋ฉีเห็นบรรยากาศประหลาดพิกลก็รีบกระแอมออกมาหนึ่งที มันถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า
“พวกเจ้าว่า นอกจากวิหคทมิฬแล้ว ในโลกยังมีสัตว์เทพชนิดอื่นอีกหรือไม่ สัตว์ปีศาจ สัตว์เทพ ดูท่านอกจากมนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นก็ใช่ว่าจะเป็นปีศาจเสียทั้งหมด”
เยี่ยสวินตี๋พยักหน้าเอ่ยว่า
“แม้แต่เผ่าปีศาจด้วยกันก็เห็นปีศาจกินปีศาจเป็นเรื่องปกติ หากเป็นเช่นนี้เผ่ามนุษย์ก็จะมีกลยุทธ์ให้ใช้มากกว่าเดิม”
จุดนี้ไป๋ฉีเห็นด้วย มันรู้เรื่องนี้ดี นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มันยินดีมาติดตามเผ่ามนุษย์ ในสายตามันมนุษย์หรือปีศาจก็ไม่แตกต่างอะไรกัน พวกเขาล้วนเป็นศัตรูทั้งนั้น จีอู๋จวินเอ่ยว่า
“แต่เดิมปีศาจก็เป็นคำเรียกขานที่ขอบเขตกว้างอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพราะจอมราชันเผ่าปีศาจรุ่นแรกคิดการใหญ่ คำว่าปีศาจที่เขาบัญญัติขึ้นนี้ทำให้กองกำลังของเขาขยายใหญ่ขึ้นมาก จนเผ่ามนุษย์ไม่อาจกำจัดเผ่าปีศาจให้หมดสิ้นได้อย่างสมบูรณ์”
ทุกคนเริ่มอภิปรายกัน เจียงเจี้ยนเองก็เล่าเรื่องราวที่ได้เห็นได้ยินมาในช่วงหลายปีนี้ให้ฟังเป็นระยะ มีเพียงผิงอันที่ยังนอนหลับปุ๋ย พร้อมกับมีเฮยเทียนนอนหมอบอยู่บนหน้าอก ส่วนหวงเทียนสนทนากับพวกเขาอย่างสนุกสนาน ปีศาจแมวสองตัวนี้นิสัยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด หวงเทียนเป็นพี่ใหญ่ เฮยเทียนเป็นน้องชายจอมเกียจคร้าน ไร้ความคิดของตัวเองและเอาแต่เชื่อฟังคำพูดของมัน
ปีซุ่นเทียนที่หกสิบเอ็ด สารทฤดูมาเยือน ในที่สุดเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิหคทมิฬก็เล่าลือมาถึงต้าจิ่ง ทำให้แต่ละรัฐพูดถึงกันอย่างครึกครื้น เทวรูปของวิหคทมิฬทยอยถูกตั้งในที่ต่างๆ สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเชิงริษยายิ่งนัก เขาพบว่าตัวตนของมรรคาจารย์ดึงดูดผู้ศรัทธาสู่ตัวตนของวิหคทมิฬไม่ได้ บางทีนี่อาจเป็นสันดานของมนุษย์ มนุษย์ยากจะศรัทธาในสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน พวกเขาไม่เชื่อว่ามีมนุษย์ผู้มีพลังเซียน แต่ดันเชื่อว่ามีเทพเซียนอยู่
เวลานี้เจียงฉางเชิงกำลังมองแต้มเซ่นไหว้ของตนเองด้วยหัวใจที่บรรยายความรู้สึกไม่ถูก
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 132,039,872 แต้ม]
แต้มเซ่นไหว้ทะลุร้อยล้านแล้ว! ฐานะวิหคทมิฬทำให้แต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มทบทวีเป็นเท่าตัวภายในหนึ่งปี มารดามันเถอะ นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! ย้ายภูเขา เรียกลมเรียกฝน ปลุกชีพคนตาย ผ่านด่านเคราะห์อสนีบาตอะไรทั้งหลายแหล่ ล้วนได้แต้มเซ่นไหว้สู่วิหคทมิฬช่วยโลกไม่ได้ แล้วนี่เพิ่งจะหนึ่งปีเท่านั้น เมื่อเรื่องราวอภินิหารนี้แพร่กระจายออกไป ความเร็วที่แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นมีแตจะเร็วขึ้นไปอีก เจียงฉางเชิงขบคิดจนเข้าใจอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เขาช่วยเพียงต้าจิ่ง แต่หนนี้เขาช่วยทั้งทวีป ไม่ได้จำกัดเพียงอาณาจักรหรือราชอาณาจักรบางแห่ง ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขากำลังปกป้องเผ่ามนุษย์ พูดกันให้ถึงที่สุด สุดท้ายตัวตนของมรรคาจารย์ก็ผูกติดอยู่กับต้าจิ่ง ผู้ที่มิใช่ชาวต้าจิ่งถึงจะศรัทธาเขา แต่ก็ศรัทธาเพียงพลังอันน่าเหลือเชื่อเหล่านั้นของเขา
ช่างมันเถิด ไม่ว่าอย่างไรแต้มเซ่นไหว้เพิ่มย่อมเป็นเรื่องดี เจียงฉางเชิงกลับมาอารมณ์ดี การเลื่อนขั้นหนหน้าคงสบายแน่แล้ว หลังจากนี้หากพบญาติมิตรที่กลับชาติมาเกิดใจกว้างเพิ่มอีกหน่อยก็ยังได้ แน่นอนว่าจะใจกว้างกับคนที่เขาใส่ใจเป็นหลักเท่านั้น
ภายในอุทยานของวังหลวง ณ ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนผู้เยาว์วัยกำลังอ่านตำรา ราชองครักษ์คนหนึ่งคุกเข่ารายงานเรื่องวิหคทมิฬอยู่ด้านข้าง
“วิหคทมิฬหรือ นั่นเป็นเรื่องดี มีสัตว์เทพปกป้องเผ่ามนุษย์ย่อมซื้อเวลาให้ราชอาณาจักรได้มากขึ้น”
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนเอ่ยเสียงเนิบช้า แม้กล่าวเช่นนี้แต่สีหน้าเขากลับไม่เปลี่ยนสักนิด ดูราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร ราชองครักษ์ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะ แม้โอรสสวรรค์องค์ใหม่ผู้นี้จะเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่ปี แต่เขาปกครองได้เด็ดขาดยิ่งกว่าอดีตฮ่องเต้เสียอีก เขาต้านภัยอันตรายจากราชอาณาจักรทั้งสามอย่างแข็งแกร่งจนเฟิ่งเทียนซื้อความสงบสุขมาได้
หลายปีที่ผ่านมา เฟิ่งเทียนไม่ทำสงครามอีกแล้ว โอรสสวรรค์เริ่มหันมาใส่ใจกับการพัฒนาศาสตร์แห่งยุทธ์ สิ่งที่พระองค์ให้ความสำคัญไม่ใช่ความแข็งแกร่งอ่อนแอของกำลังภายใน แต่เป็นความหลากหลายของวิชายุทธ์ ในเวลานี้หากผู้ใดในเฟิ่งเทียนสรรค์สร้างวิชาฝึกกำลังภายในหรือบุกเบิกวิชายุทธ์สายใหม่ได้ล้วนจะได้รับรางวัลอย่างงาม ทำให้กระแสนิยมศึกษาวิจัยศาสตร์แห่งยุทธ์เฟื่องฟูไปทั่วเฟิ่งเทียน แม้พลังของตนเป็นระดับขั้นต่ำ แต่หากวิจัยวิชายุทธ์ได้เก่งกาจก็มีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่ดีเฉกเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับขั้นสูง!
โลกแห่งยุทธ์ไม่เคยมองเพียงระดับขั้น มีอัจฉริยะแฝงอยู่เสมอ แม้พลังอยู่ในระดับขั้นต่ำ หรือบางทีอาจเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถียุทธ์ แต่สติปัญญาของพวกเขากลับโดดเด่นจากคนอื่น ก็เหมือนโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนผู้นี้ เขาก็สร้างวิชายุทธ์ที่เป็นของตนเองขึ้นมาเช่นกัน โอรสสวรรค์เฟิ่งเทียนเอ่ยปากถามว่า
“ระยะนี้เหตุใดเจ้ากระบี่จึงหายตัวไป สถานการณ์ของตำหนักกระบี่เป็นอย่างไรบ้าง”
องครักษ์ตอบกลับมาว่า
“เจ้ากระบี่ออกไปจากเฟิ่งเทียนแล้วพะยะคะ ลูกศิษย์ของเขาบอกว่าเขาออกไปเสาะหาวิถีแห่งกระบี่ ตำหนักกระบี่ยังคงสงบสุขดี พวกเขาตอบรับราชโองการของฝ่าบาทอย่างกระตือรือร้น หนึ่งปีที่ผ่านมาตำหนักกระบี่สร้างวิชากระบี่ออกมาได้นับร้อยวิชา เมื่อเทียบกับสำนักใหญ่ทั้งหลายนับว่าสร้างออกมาได้ค่อนข้างมาก อย่างไรพวกเขาก็มุ่งศึกษาวิชากระบี่โดยเฉพาะ”
“อืม ออกไปเถิด”
ราชองครักษ์คำนับแล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนวางตำราลงแล้วนวดหว่างคิ้ว เขาถอนหายใจ
“ขาดอีกเพียงนิดเดียว แต่ขาดสิ่งใดไปกันแน่”
เขาหันหน้าไปมองทางทิศตะวันตกแล้วพึมพำกับตนเอง
“บางทีเราก็สมควรจะออกเดินทางเหมือนกัน”
ปีซุ่นเทียนที่หกสิบสอง แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิงทะลุสองร้อยล้าน ความเร็วที่แต้มเพิ่มขึ้นยังคงเร็วขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกน่าเหลือเชื่อก็คือตนเองได้รับความศรัทธาจากพวกสัตว์ปีศาจด้วย สัตว์ปีศาจพวกนี้มิอาจจุดธูปเซ่นไหว้ แต่พวกมันจะกำหนดเวลากราบไหว้ท้องฟ้าแล้วอธิษฐานต่อวิหคทมิฬอยู่ในใจ นี่บ่งบอกว่าการเซ่นไหว้หมายรวมไปถึงการตั้งจิตอธิษฐานด้วย
ในเผ่ามนุษย์การเคารพบูชาอย่างที่สุดมักถูกแสดงออกผ่านการจุดธูปเซ่นไหว้ สิ่งนี้กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว แต่เผ่าปีศาจไม่มีธรรมเนียมนี้ วันนี้เจียงฉางเชิงตั้งใจเลือกปีศาจวิหคตนหนึ่งจากหมู่ผู้ศรัทธาเผ่าปีศาจ แล้วเริ่มเพ่งสมาธิฟังเสียงในใจของมัน
ณ ดินแดนอีกฟากฝั่งหนึ่ง ทวีปขนาดมหึมาที่ใหญ่โตเสียยิ่งกว่าทวีปชีพจรมังกรตั้งอยู่กลางแดนสมุทรอันไกลโพ้น เกลียวควันลอยโค้งไปมาก่อนจะหายไปกับผืนป่าบนภูเขา ชาวบ้านคนแล้วคนเล่ายืนเรียงแถวมาจุดธูปเซ่นไหว้ในศาลาน้อยหลังหนึ่ง ภายในศาลามีรูปสลักหินวิหคทมิฬตั้งอยู่องค์หนึ่ง แม้หน้าตาจะแตกต่างจากวิหคทมิฬที่เจียงฉางเชิงแปลงกายอยู่บ้าง แต่มองคร่าวๆ แล้วก็คล้ายมากทีเดียว
“ยามมนุษย์พบเภทภัย วิหคทมิฬขับไล่ภัยพาล มิวิงวอนเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ขอเพียงทุกสิ่งสมดังใจหมาย…”
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งปรือตาคล้ายง่วงงุน สวดภาวนาเนิบช้าอยู่ข้างรูปสลักหิน ไอควันที่ลอยเวียนวนอยู่รอบด้านยิ่งทำให้ภาพนี้แลดูลึกลับ น่าพิศวง นอกศาลาหลังน้อย นกนางแอ่นตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันเอียงหัวมองรูปสลักหินวิหคทมิฬ นกนางแอ่นตัวนี้ ตัวใหญ่กว่านกนางแอ่นทั่วไป มันมีขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงกับไก่แจ้ตัวโตๆ สักตัว แต่เพราะอาศัยใบไม้บดบังจึงไม่มีผู้ใดเห็นตัวมัน
มันกำลังอธิษฐานต่อวิหคทมิฬว่า
“เทพแห่งหมู่มวลวิหค ขอท่านปกป้องข้าด้วย ให้ข้าฝึกวิชาอย่างราบรื่น อย่าได้ถูกผู้ฝึกยุทธ์จับตัวได้ ปกป้องท่านแม่กับน้องๆ ของข้าให้ปลอดภัยไร้อันตรายด้วยเทอญ…”
นับตั้งแต่เห็นรูปสลักหินวิหคทมิฬเมื่อครึ่งปีก่อน แล้วได้ยินเรื่องราวปาฏิหาริย์ของวิหคทมิฬที่พวกมนุษย์พูดกัน มันก็เลื่อมใสวิหคทมิฬ อีกทั้งรูปร่างของวิหคทมิฬก็ใกล้เคียงกับนกนางแอ่นมาก เพียงแค่ลำคอกับกรงเล็บยาวกว่าเท่านั้น ดังนั้นมันจึงจินตนาการเพ้อฝันว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเหมือนวิหคทมิฬ
ด้วยเหตุนีมันจึงเริ่มมาเฝ้าอยู่ที่นี่ทุกวันทุกคืน ทุกครั้งที่มีคนมาจุดธูปเซ่นไหว้น้อย หรือว่าคราใดที่มันประทับใจกับคำอธิษฐานของผู้คน มันก็จะจงใจส่งเสียงร้อง แสร้งทำเป็นวิหคทมิฬสำแดงฤทธิ์ ให้มนุษย์พวกนั้นตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งซาบซึ้งใจ ด้วยเหตุนี้ศาลาน้อยหลังนี้จึงมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ และดึงดูดผู้มาจุดธูปเซ่นไหว้มากขึ้นอีก ข่าววิหคทมิฬสำแดงฤทธิ์ค่อยๆ แพร่กระจายออกไป มันคิดว่าทำเช่นนี้อาจช่วยให้ผู้คนที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์เหล่านั้นพบความหวัง ทั้งยังทำให้ผู้คนหันมาศรัทธาวิหคทมิฬเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
แม้มันเป็นปีศาจ แต่มันไม่มีเจตนาร้ายต่อเผ่ามนุษย์ เพราะตอนยังเล็ก มันเคยถูกผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งจับตัวไป แต่ผู้เฒ่าคนหนึ่งมาช่วยมันไว้แล้วเลี้ยงดูมันจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเขา หลังจากนั้นมันจึงเริ่มเดินทางเร่ร่อน เพราะนับจากมันพลัดพรากจากครอบครัวหนนั้น ไม่ว่าทำอย่างไรมันก็ตามหาครอบครัวไม่เจอ มันรู้ว่ามนุษย์มีคนดี มีคนเลว ปีศาจก็มีปีศาจดี ปีศาจเลว ในใจของมันมนุษย์กับปีศาจจึงเท่าเทียมกัน
ดวงตะวันลาลับฟ้า จันทราลอยฉายโชน เหล่าผู้คนที่มาจุดธูปเซ่นไหว้ลงจากเขาไปแล้ว แม้แต่นักพรตเฒ่าผู้คอยซ่อมแซมศาลาหลังน้อยก็ลงจากเขากลับไปพักผ่อนที่อารามตรงตีนเขาแล้วเช่นกัน ปีศาจนกนางแอ่นน้อยบินเข้ามาในศาลา มันบินลงมาบนปีกของรูปสลักวิหคทมิฬแล้วเตรียมตัวเข้านอน นี่กลายเป็นกิจวัตรของมันแล้ว ต้องมาอิงแอบวิหคทมิฬหลับใหล มันถึงจะนอนหลับได้อย่างสบายใจ
รัตติกาลเคลื่อนคล้อยมาเยือน
“เจ้าตัวน้อย”
จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ปีศาจนกนางแอ่นน้อยไม่ตอบสนอง เพราะมันคิดว่าตนเองกำลังฝันอยู่ แต่เมื่อรู้สึกว่าเสียงนี้ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายครั้ง มันจึงสะดุ้งตื่น มันเงยหน้ามองแต่กลับไม่เห็นเงาของผู้ใด
“ไม่ต้องมองหาแล้ว เจ้ามองไม่เห็นข้าหรอก”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้นอีกครั้ง ปีศาจนกนางแอ่นน้อยฟังแล้วตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง มันรีบถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านวิหคทมิฬหรือ”
“ฮ่าๆ ถูกต้องแล้ว เจ้าอยู่บนปีกของข้าสบายหรือไม่”
ปีศาจนกนางแอ่นน้อยได้ยินก็สะดุ้งรีบบินขึ้นมาทันที ขนของมันร่วงออกมาตั้งสองเส้น มันรีบร่อนลงไปหน้ารูปสลักหินอย่างรวดเร็วแล้วคุดคู้หมอบบนพื้น พยายามเลียนแบบท่าคุกเข่าคำนับของพวกมนุษย์ หัวใจของมันทั้งตื่นเต้นและหวั่นใจ ตื่นเต้นเพราะท่านวิหคทมิฬสำแดงอิทธิฤทธิ์ แต่ก็หวั่นใจกลัวว่าตนเองจะเผลอไปล่วงเกินท่านวิหคทมิฬ
“ไม่ต้องกังวล ข้าได้ยินเสียงในใจของเจ้า เจ้าก็อยากแข็งแกร่งขึ้น กลายเป็นสัตว์เทพที่นำความสงบสุขและโชคลาภมาให้มนุษย์กับปีศาจใช่หรือไม่”
เสียงของเจียงฉางเชิงอ่อนโยนยิ่งนัก ทำให้ความตื่นเต้นของปีศาจนกนางแอ่นน้อยลดน้อยถอยลง มันรีบเงยหน้าตอบ
“ใช่แล้ว แม้ตอนยังเล็กข้าจะถูกผู้ฝึกยุทธ์จับตัวไป แต่ต่อมาก็เป็นมนุษย์ที่เลี้ยงดูข้า วันเวลาหลังจากนั้นข้าเคยถูกเข่นฆ่าทั้งจากปีศาจ ทั้งจากผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นข้าจึงอยากนำโชคดีมาสู่ผู้ที่ถูกผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์ปีศาจข่มเหงรังแกเหล่านั้น ให้พวกเขามีความศรัทธาที่จะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี”
มันตื่นเต้นถึงขีดสุด ในหัวใจเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
“ข้าทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ แต่เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้ข้า นับจากนี้มาคอยรับใช้ข้า เจ้ายินดีหรือไม่”
ได้ยินคำนี้ ปีศาจนกนางแอ่นน้อยก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม มันรีบเอ่ยว่า
“ย่อมยินดีแน่นอน ข้าน้อยยินดีติดตามรับใช้นายท่านวิหคทมิฬทุกชาติภพ!”
คำว่านายท่านคำนี้มันเรียนรู้มาจากพวกมนุษย์ มันรู้มาว่าคำนี้ใช้เรียกขานผู้ที่ตำแหน่งสูงส่งกว่าตนเอง