เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 210 ความรุ่งเรืองของต้าจิ่งกับการวิวัฒน์ครั้งที่สอง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 210 ความรุ่งเรืองของต้าจิ่งกับการวิวัฒน์ครั้งที่สอง
ตอนที่ 210 ความรุ่งเรืองของต้าจิ่งกับการวิวัฒน์ครั้งที่สอง
“หึๆ เจ้าไร้ห่วงแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ไปกับข้า เป็นอย่างไร”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้นอีกครั้ง ปีศาจนกนางแอ่นน้อยตอบตกลงทันที หลังจากนั้นสายลมหอบหนึ่งก็ม้วนเข้ามาพาตัวมันไป เจียงฉางเชิงไม่พาปีศาจนกนางแอ่นน้อยตรงกลับไปที่เขามังกรผงาด แต่พามันมาที่ป่าบนภูเขาลูกหนึ่งของทวีปชีพจรมังกรแล้วปล่อยปีศาจนกนางแอ่นน้อย
พอปีศาจนกนางแอ่นน้อยมองเห็นชัดว่าตรงหน้าคือนักพรตคนหนึ่ง มันก็ตกใจแล้วถามอย่างระมัดระวังว่า
“นายท่านวิหคทมิฬหรือขอรับ”
เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบ
“ใช่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปอยู่ท่ามกลางหมู่มนุษย์ ฝึกฝนเพิ่มพูนตบะในอารามแห่งหนึ่ง แต่เจ้าต้องเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงของข้าไว้ เจ้าจะเป็นเพียงปีศาจนกนางแอ่นตนหนึ่งที่ข้าช่วยมาระหว่างผ่านทาง”
ปีศาจนกนางแอ่นน้อยได้ยินดังนั้นก็เกิดความสงสัย คนผู้นี้คงมิได้หลอกลวงตนอยู่กระมัง เจียงฉางเชิงทะยานร่างขึ้นฟ้า ใช้วิชาเก้าสวรรค์จำแลงกับวิชาเทียบฟ้าเทียมพสุธากลายร่างเป็นวิหคทมิฬสูงหมื่นจั้งกลางท้องนภา หมื่นจั้งที่ว่านี้เป็นเพียงความสูงเท่านั้น ยามสยายปีกออกเรียกได้ว่าบังนภาปิดตะวัน เขาไม่กลัวถูกผู้ใดมองเห็น เพราะเขาตรวจสอบก่อนแล้วว่าในรัศมีหลายร้อยลี้ไม่มีผู้คนอยู่ อีกอย่างเขาก็แปลงร่างเพียงครู่เดียวแล้วกลับร่างเดิมทันที
ปีศาจนกนางแอ่นน้อยตาโตอ้าปากค้างมองร่างกายอันองอาจของวิหคทมิฬ แม้มันเลื่อมใสในตัววิหคทมิฬ แต่ไม่เคยเห็นกับตาตนเองมาก่อน นี่ช่างน่าตกตะลึงยิ่งกว่าข่าวลือที่ได้ฟังมากนัก เจียงฉางเชิงกลับคืนร่างมนุษย์อย่างรวดเร็วแล้วลงมาเหยียบพื้นเบื้องหน้าปีศาจนกนางแอ่นน้อย ปีศาจนกนางแอ่นน้อยรีบเอ่ยว่า
“นายท่านวิหคทมิฬ ต้องโทษข้าที่มีตาแต่หามีแววไม่…”
มันกลัวว่าความคลางแคลงเมื่อครู่จะเป็นการล่วงเกินเจียงฉางเชิง แต่เจียงฉางเชิงกลับหัวเราะ
“จำคำที่ข้าบอกเจ้าเมื่อครู่ให้ดี อย่าบอกตัวตนที่แท้จริงของข้ากับผู้อื่น”
ปีศาจนกนางแอ่นน้อยพยักหน้าอย่างแข็งขัน ในหัวใจของมันตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง เจียงฉางเชิงสะบัดแขนเสื้ออีกครั้งแล้วพามันจากไป
ไม่นานพวกเขาก็เข้ามาในเขามังกรผงาด เจียงฉางเชิงวางมันไว้บนหัวไหล่ของตน หลังจากนั้นจึงเดินเข้าไปในเรือนพำนัก ดีเลวอย่างไรปีศาจนกนางแอ่นน้อยก็เป็นสัตว์ปีศาจตนหนึ่ง ต่อให้พลังปีศาจของมันอ่อนแอ แต่กลิ่นอายของปีศาจก็ยังคงมี จึงดึงความสนใจของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว
ไป๋ฉีถามว่า
“นายท่าน มันมาจากที่ใดกัน”
จีอู๋จวินก็พินิจดูปีศาจนกนางแอ่นน้อยด้วย เจียงฉางเชิงตอบว่า
“ก่อนหน้านี้ออกไปตระเวนข้างนอกมาแล้วบังเอิญพบเขา รู้สึกว่ามีวาสนากับมันจึงรับมันมาอยู่ด้วย”
ทุกคนมองออกว่าปีศาจนกนางแอ่นน้อยอ่อนแอมาก ทั้งยังดูไม่เหมือนสัตว์วิเศษที่ยอดเยี่ยมชนิดใด แต่พวกเขากลับไม่คิดอะไรมาก พรสวรรค์ย่ำแย่แล้วอย่างไร แม้แต่ไป๋ฉีก็ยังอยู่ในเรือนได้เลยมิใช่หรือ เจียงฉางเชิงนั่งลง แล้วส่งสัญญาณบอกให้ปีศาจนกนางแอ่นน้อยแนะนำตนเองกับสมาชิกทั้งหลาย
ปีศาจนกนางแอ่นน้อยตื่นเต้นยิ่งนัก มันแนะนำตนเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ท่าทางขัดเขินของมันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกดีกับมันแทน ปีศาจนกนางแอ่นน้อยจึงได้เข้ามาอยู่ในเรือนด้วยประการเช่นนี้ มันสร้างรังอยู่บนต้นวิญญาณปฐพี มันได้ยินทุกคนเรียกเจียงฉางเชิงว่ามรรคาจารย์แต่มันหาสนใจไม่ เพราะตัวมันไม่เคยได้ยินชื่อมรรคาจารย์มาก่อน ดูท่ามนุษย์กับปีศาจเหล่านี้คงไม่รู้ว่าบรรพจารย์คือร่างแปลงของนายท่านวิหคทมิฬสินะ พอคิดเช่นนี้ มันก็ทะนงตัวอยู่เงียบๆ อย่างน้อยก็เป็นมันต่างหากที่สนิทกับนายท่านวิหคทมิฬจริงๆ
การที่ปีศาจนกนางแอ่นน้อยเข้ามาอยู่ในเรือนช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้เรือนหลังนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวงเทียนกับเฮยเทียนยิ่งสนใจมันมากเป็นพิเศษ ทำให้ภายในเรือนครึกครื้นอยู่ตลอดเวลา จีอู๋จวินตรวจสอบดูปีศาจนกนางแอ่นน้อยตัวนี้แล้ว แต่นางมองไม่ออกจริงๆ ว่าปีศาจนกนางแอ่นน้อยตนนี้พิเศษตรงที่ใดจึงไม่สนใจมันอีก บางทีทรรคาจารย์อาจแค่ผึกเมตตามันจริงๆ ก็ได้
ปีซุ่นเทียนที่หกสิบสาม ช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ฮ่องเต้ซุ่นเทียนที่เพิ่งเหยียบเข้าขั้นถ้ำสวรรค์เดินทางมาเยือน แต่หนนี้เขาไม่พาเจียงเชอมาด้วย เขามาเพียงลำพังพร้อมกับสุราชั้นยอดกับอาหารเลิศรสมากมาย ฮ่องเต้ซุ่นเทียนสังเกตเห็นจีอู๋จวินจึงถามอย่างสงสัย แม้จีอู๋จวินจะเปลี่ยนมาสวมชุดนักพรตแสนเรียบง่ายแล้ว แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวยากจะปิดบังซ่อนเร้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฮ่องเต้ซุ่นเทียนที่เพิ่งจะบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง จีอู๋จวินไม่ตอบสักคำ ไป๋ฉีหัวเราะบอกว่า
“อัจฉริยะคนใหม่ที่นายท่านเพิ่งรับเข้ามาน่ะ อย่าสืบเลย ไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าหรอก”
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนเคยชินกับวาจาของมันแล้วจึงไม่โกรธ แต่กลับหัวเราะร่าเอ่ยว่า
“เราเพียงถามเป็นมารยาทเท่านั้น แม่นาง หลังจากนี้หากต้องการสิ่งใดในเมืองหลวงก็บอกเราได้ เรา โอรสสวรรค์ของต้าจิ่ง!”
จีอู๋จวินพยักหน้า สายตาเหลือบมองเจียงฉางเชิง ไม่ทราบเพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าฮ่องเต้ซุ่นเทียนกับเจียงฉางเชิงหน้าตาคล้ายกันอยู่นิดหน่อย หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มร่ำสุราสนทนากัน ส่วนใหญ่จะเป็นฮ่องเต้ซุ่นเทียน เจียงเจี้ยน ไป๋ฉีกับเยี่ยสวินตี๋ที่เป็นคนพูด ต่อมาหยางโจวก็เดินทางมาสมทบจากยอดเขายุทธ์พร้อมกับนำสุราไหใหม่มาเพิ่ม
หลังจากฮ่องเต้ซุ่นเทียนเลื่อนขั้น เขาก็ตัดสินใจจะเปิดศึกเพื่อขยายแผนที่ดินแดน เพิ่มพลังโชคชะตาให้ใต้หล้าอีกหน เจียงเจี้ยนรีบแจ้งว่า
“ข้ากับผิงอันคงไม่นำทัพ พวกเรากำลังเตรียมตัวเลื่อนขั้นเป็นขั้นจักรวาล”
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนหัวเราะ
“ไม่เป็นไร ยามนี้ต้าจิ่งมีแม่ทัพนายกองมากมาย เสด็จอาฝึกวรยุทธ์ให้ดีๆ เถิด หลังจากนี้จะได้ฝากประวัติการรบที่โดดเด่นยิ่งกว่านี้ให้แก่ต้าจิ่ง”
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยหยอก
“แล้วเมื่อใดจะให้เทพกระบี่กลับมาเล่า เขาต้องรอคอยจนเบื่อหน่ายแล้วเป็นแน่”
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนครุ่นคิดแล้วตอบว่า
“รออีกสักสองสามปีก็แล้วกัน หลังจากนั้นเราตั้งใจจะเริ่มใช้พวกขั้นถ้ำสวรรค์ของเกาะลอยฟ้ากับทะเลสวรรค์ ใช้ให้มากๆ เข้า พวกเขาจะได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับต้าจิ่งอย่างแท้จริง”
ต้าจิ่งในยามนี้ไม่ได้มีพวกเขาเป็นขั้นถ้ำสวรรค์เพียงไม่กี่คนอีกแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ของเกาะลอยฟ้าเริ่มทยอยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังโชคชะตาแห่งต้าจิ่งแล้ว เมื่อรวมทะเลสวรรค์เข้าไปด้วย พลังโชคชะตาของต้าจิ่งจึงเพิ่มพรวดพราดขึ้นหลายเท่า
เจียงฉางเชิงไม่เอ่ยแทรกคำใด เขากำลังจดจ่ออยู่กับการลิ้มรสสุราอันหอมหวาน เขาหยิบถ้วยใบหนึ่งมาให้ปีศาจนกนางแอ่นน้อยดื่มโดยเฉพาะ ปีศาจนกนางแอ่นน้อยดื่มได้ไม่กี่คำก็เมาจนสลบคาตักเขาไปแล้ว สุราเลิศรสเหล่านี้ล้วนมาจากทะเลสวรรค์ มันถูกหมักบ่มมาเนิ่นนาน มิหนำซ้ำยังมีปราณวิญญาณแฝงอยู่ด้วย มนุษย์ธรรมดาดื่มไปคำเดียวก็อาจเมาไปสองสามวัน แม้ฤทธิ์สุราจะรุนแรง แต่มันกลับเพิ่มพูนกำลังภายในได้ นับเป็นของชั้นเยี่ยมอย่างแท้จริง
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนหัวเราะถามว่า
“งานชุมนุมยุทธภพครั้งใหม่ของต้าจิ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว การตัดสินหาอันดับหนึ่งแห่งต้าจิ่งกำลังจะมาถึง ในเมื่อทะเลสวรรค์กับเกาะลอยฟ้าเข้าร่วมด้วย เยี่ยสวินตี๋ เจ้าก็ต้องเข้าร่วมด้วยละ ไปลดความอหังการของพวกเขาสักหน่อย”
เยี่ยสวินตี๋แค่นเสียงหยัน
“เอาสิ แต่เจ้าคงต้องตั้งนามอันองอาจน่าครั่นคร้ามให้ข้าสักนาม”
“ฮ่าๆ เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”
ทั้งสองชนจอกสุรากัน ไม่อาจไม่บอกว่า การมาเยือนของฮ่องเต้ซุ่นเทียนทำให้บรรยากาศการฉลองข้ามปีในเรือนครึกครื้น สนุกสนานอย่างยิ่ง นี่เป็นจุดที่เจียงเชอสูไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเจียงเชอก็ทำตัวตามสบายยามอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเชิงอย่างฮ่องเต้ซุ่นเทียนไม่ได้
ในการประชุมเช้าต้นเดือนถัดไป ฮ่องเต้ซุ่นเทียนประกาศแผนการต่อไปของต้าจิ่งให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นรับรู้ ต้าจิ่งกำลังเตรียมจะขยายอาณาเขตไปยังทะเลตะวันตก ยามนี้ทะเลสวรรค์ทางใต้กับตงไหทางตะวันออกถูกต้าจิ่งกุมอยู่ในมือแล้ว หากกุมทะเลตะวันตกได้อีก ช้าเร็วพวกเขาย่อมล้อมต้าฉีกับเทียนหานได้ ไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปฟาดฟันก็รวมทวีปชีพจรมังกรเป็นหนึ่งได้แล้ว
ความจริงต้าจิ่งก็คุมทวีปชีพจรมังกรได้กลายๆ อยู่แล้ว แม้แต่ต้าอีก็มีหลายเรื่องที่ต้องจำยอมคล้อยตามต้าจิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรต้าจิ่งก็ยึดถือสัตย์พรตเป็นหลักของแคว้น เมื่อพวกเขาจับมือเป็นพันธมิตรกับต้าฉีแล้วย่อมไม่ฉีกสัญญาง่ายๆ อีกอย่างต้าจิ่งก็ต้องการต้าฉีมาแบ่งเบาความขัดแย้งด้วย หากในแผ่นดินเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ย่อมเอาอาณาจักรอื่นมาหันเหความสนใจของประชาชนได้ หลังบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง ฮ่องเต้ซุ่นเทียนก็มีบารมีเพิ่มขึ้นมาก ความน่าเกรงขามของเขาพุ่งถึงขีดสุด ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้งความคิดของเขา
เจียงเชอสงบใจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เขาเลิกคิดเรื่องสืบทอดราชบัลลังก์แล้วเริ่มหันมาฝึกวรยุทธ์ ส่งต่องานในมือตนให้กับขุนนางใหญ่ที่ชักชวนมาเป็นพวกเดียวกัน เดือนหก เรือเดินทะเลนับพันนับหมื่นลำแล่นออกจากท่าเรือตามแนวชายฝั่งทิศใต้กับท่าเรือของเกาะต่างๆ ในทะเลสวรรค์ เรือทุกลำต่างมุ่งหน้าไปยังทะเลตะวันตก ขบวนเรือยิ่งใหญ่อลังการนัก ผู้ฝึกยุทธ์ตามรายทางและชาวบ้านที่อยู่บนเกาะล้วนตกตะลึงกับความแข็งแกร่งรุ่งเรืองของต้าจิ่งกันอย่างถ้วนหน้า
สิ้นเดือนนั้นเจียงฉางเชิงพาปีศาจนกนางแอ่นน้อยเข้าไปในป่าไผ่เขียวกระดูกหยก ก่อนจะเก็บปีศาจนกนางแอ่นน้อยเข้าไปในโลกมรรคา กฎแห่งฟ้าดินของโลกมรรคากำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีต้นสิ้นภพ ต้นไม้เทพนภเมฆากับสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินทั้งหลาย ภายในโลกมรรคาก็เต็มเปี่ยมด้วยปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินกับปราณวิญญาณยุทธ์
อีกาสวรรค์ที่เคยถูกกำราบก่อนหน้านี้ถูกเจียงฉางเชิงขังไว้บนต้นสิ้นภพ เขาไม่ปล่อยมันเตร็ดเตร่ไปไหนต่อไหนได้ เพราะกลัวว่ามันจะเผาสมบัติวิเศษของตนจนเสียหาย มีคัมภีร์ภูผาสมุทรอยู่ อีกาสวรรค์ไม่กล้าเหิมเกริม ยิ่งมันค้นพบว่าต้นสิ้นภพแข็งแกร่งพอฟัดพอเหวี่ยงกับตนเอง มันก็เลิกความรู้สึกที่จะหนีแล้วหันมาหาโอกาสประจบเจียงฉางเชิงแทน เจียงฉางเชิงพาปีศาจนกนางแอ่นน้อยไปที่ริมสระวิวัฒน์มังกร หลังจากนั้นก็วางดวงวิญญาณโลหิตของอีกาทองสามขาไว้ตรงหน้ามัน ให้มันดูดซับ
หลังจากฝึกปรือวิชามาหนึ่งปี ปีศาจนกนางแอ่นน้อยก็โคจรพลังปีศาจเป็นแล้ว มันใช้พลังปีศาจหลอมดวงวิญญาณโลหิตหลังจากนั้นก็ดูดซับเข้าร่าง ไป๋หลง ไท่วากับไท่ซีขยับเข้ามาหา
“นายท่าน มันเป็นผู้ใดหรือ”
ไป๋หลงถามอย่างสงสัยใคร่รู้ สายตาจับจ้องไปที่ดวงวิญญาณโลหิต ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ดวงวิญญาณโลหิตนั้นจึงทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ราวกับพานพบศัตรูตามธรรมชาติ เจียงฉางเชิงบอกว่า
“อีกหน่อยมันจะเป็นน้องชายของเจ้า ดูแลมันให้ดี มันกำลังจะวิวัฒน์เช่นเดียวกับเจ้า”
ได้ยินคำนี้ ไป๋หลงก็ลดความเป็นอริต่อปีศาจนกนางแอ่นน้อยลง สิ่งที่มาแทนที่คือความสงสัยใคร่รู้อันรุนแรงกว่าเดิม น้องชายหรือ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ มันก็รู้สึกใกล้ชิดกับปีศาจนกนางแอ่นน้อยจนถึงขั้นอยากปกป้องมันจากอันตราย ไท่วาที่เติบใหญ่แล้วกระเถิบเข้าไปหาเจียงฉางเชิงแล้วถามเสียงหวาน
“ข้ากับพี่ชายก็วิวัฒน์ด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”
พวกมันได้เห็นการวิวัฒน์ของไป๋หลงกับตาตนเอง พลังที่ก้าวกระโดดข้ามขั้นนั้นทำให้พวกมันอิจฉา เจียงฉางเชิงหัวเราะ
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องวิวัฒน์ พรสวรรค์ของพวกเจ้าแข็งแกร่งมากพอแล้ว ต้องการเพียงเวลาเท่านั้น”
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง โลหิตกับลมปราณของไท่วากับไทซีเทียบได้กับขั้นกายาทองคำ ขณะที่ระดับขั้นของพวกมันก็บรรลุขั้นเทวชนแล้ว พวกมันช่างเลื่อนขั้นได้เร็วเหลือเกินจริงๆ! ทั้งที่พวกมันเพิ่งอายุสามสิบปีเท่านั้น!
หลังจากเติบใหญ่ไท่วาเรียกได้ว่ารูปโฉมงดงามล่มเมือง ครึ่งท่อนบนสวมเสื้อผ้าที่ทำจากเปลือกไม้ปกปิดเรือนร่างอย่างง่ายๆ ขณะที่ครึ่งท่อนล่างเป็นร่างงูที่แข็งแกร่งกำยำ แม้จะเป็นพี่ชายกับน้องสาว แต่มันกลับยกให้ไท่วาเป็นผู้นำ เจียงฉางเชิงเฝ้ามองปีศาจนกนางแอ่นน้อยจนมันดูดซับดวงวิญญาณโลหิตหมด ไอโลหิตแผ่ออกมาจากร่างของมัน ก่อนจะวนเวียนรอบรอบกายอย่างรวดเร็วก่อตัวรวมกันเป็นไข่สีเลือดฟองหนึ่ง ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินเริ่มไหลทะลักแทรกเข้าไปในไข่สีโลหิตใบนั้น
เจียงฉางเชิงมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็กำชับว่า
“พวกเจ้าดูแลมันให้ดี อย่าปล่อยให้พวกตัวอื่นเข้ามารบกวน”
ไป๋หลง ไท่วากับไท่ซีพยักหน้า เพราะความลำเอียงของเจียงฉางเชิง ภายในโลกมรรคาแห่งนี้พวกมันจึงมีตำแหน่งสูงสุด ยิ่งไท่วากับไทซีมีต้นสิ้นภพหนุนหลัง สัตว์อสูรตนอื่นยิ่งไม่กล้าล่วงเกินพวกมัน
ร่างมายาของเจียงฉางเชิงเลือนหายไป สติของเขาหวนกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้วพาตนเองก้าวออกไปจากห้อง เขาเริ่มตั้งตาคอยปีศาจนกนางแอ่นน้อยที่กำลังจะวิวัฒน์กลายเป็นอีกาทองสามขา ไป๋ฉีถามอย่างฉงนงงงวย
“นายท่าน นกน้อยตัวนั้นเล่า”
พอไม่เห็นปีศาจนกนางแอ่นน้อย มันก็ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง มันสังหรณ์ว่าปีศาจนกนางแอ่นน้อยอาจจะเป็นเหมือนไป๋หลง น่าชังนัก! เมื่อไหร่จะผลัดถึงตาข้าบ้าง! มันกู่ร้องคำรามอยู่ในใจ หลังจากนั้นก็ขยับเข้าไปข้างขาเจียงฉางเชิงแล้วเลียมือของเขา
เจียงฉางเชิงตอบว่า
“ข้าส่งมันไปกักตนฝึกวิชาที่สถานที่หนึ่ง”
ไป๋ฉีโอดครวญ
“ไม่จริงน่ะ นกน้อยตัวหนึ่งก็กลายเป็นมังกรได้หรือ นายท่าน เมื่อใดจะพิจารณาข้าบ้างเล่า!“
พอคำนี้ถูกเอ่ยออกมา คนอื่นๆ ก็พากันหันมามองเจียงฉางเชิงด้วย จีอู๋จวินได้ยินเรื่องไป๋หลงมาก่อนแล้ว นางสนใจกระบวนการที่ว่านี้มากทีเดียว เจียงฉางเชิงส่ายหน้าบอกว่า
“มันจะไม่กลายเป็นมังกรหรอก ข้าเพียงจะเพิ่มพรสวรรค์ให้มันเท่านั้น ส่วนเจ้า รอไปก่อนเถิด ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็อยู่ข้างกายข้าตลอดอยู่แล้ว”