เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 212 เวียนว่ายตายเกิด พวกมันจะกลายร่างเป็นมังกร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 212 เวียนว่ายตายเกิด พวกมันจะกลายร่างเป็นมังกร
ตอนที่ 212 เวียนว่ายตายเกิด พวกมันจะกลายร่างเป็นมังกร
ขณะที่เยี่ยสวินตี๋กำลังคิดอย่างฟุ้งซ่านอยู่นั้น ไป๋ฉีก็อดถามไม่ได้ว่า
“ช้าก่อน หากเขาเป็นเผ่ายักษ์และยังเป็นจักรพรรดิยุทธ์ด้วย แล้ววังใต้ดินของเกาะเผิงไหลน้อยจะเก็บซ่อนศพของเขาไว้ได้หรือ”
เจียงเจี่ยนพูดอย่างอ่อนใจว่า
“มันเรียกว่าเกาะเผิงไหลน้อย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะเล็กจริงๆ เกาะที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในโพ้นทะเลมีเกาะใดบ้างที่มีขนาดเล็ก เกาะที่เล็กจริงๆ จะถูกพวกสัตว์ปีศาจและอสูรยักษ์ทำลายลงหรือไม่ก็ถูกน้ำท่วมไปโดยง่าย”
ไป๋ฉีคิดว่ามีเหตุผลจึงไม่ได้ถามอีก
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“ในเมื่ออันตรายเพียงนี้ ข้าก็จะไม่ไปแล้ว จะได้ไม่ทำให้เผ่ามนุษย์วุ่นวายมากขึ้นด้วย”
จีอู๋จวินถอนหายใจด้วยความโล่งอกและมองเจียงฉางเชิงด้วยความซาบซึ้ง สมแล้วที่เป็นมรรคาจารย์ จึงไม่ได้ไม่เชื่อคำพูดของนางและยืนกรานที่จะท้าทายจักรพรรดิยุทธ์โบราณ
ไป๋ฉีขยับเข้ามาพูดประจบเจียงฉางเชิง
“นายท่าน ข้าคิดว่าจักรพรรดิยุทธ์โบราณไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของท่านได้หรอก”
“พูดจาเลอะเทอะ ข้ายังไปไม่ถึงแม้แต่ขั้นจักรพรรดิยุทธ์ในปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ แล้วจะเทียบกับในยุคโบราณได้เยี่ยงใด”
เจียงฉางเชิงดีดหน้าผากไป๋ฉีไปหนหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าไป๋ฉีจะเจ็บแทบตายแต่มันก็ยังต้องหัวเราะเหอๆ และแสร้งทำสีหน้าว่าได้รับความโปรดปรานจากเจียงฉางเชิง
เจียงเจี่ยนมองจีอู๋จวินและถามด้วยความใคร่รู้ว่า
“ผู้อาวุโส ตามที่ท่านเอ่ยมาจักรพรรดิยุทธ์ก็เป็นเพียงระดับขั้นหนึ่งเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมิใช่ว่าเผ่ามนุษย์จะมีจักรพรรดิยุทธ์ได้มากกว่าหนึ่งคนหรอกหรือขอรับ”
จีอู๋จวินส่ายหัวและกล่าวว่า
“แม้ว่าในสมัยโบราณจะมีจักรพรรดิยุทธ์อยู่มากมาย แต่ล้วนเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกัน อย่างน้อยในช่วงหมื่นปีนี้ก็ไม่เคยมีจักรพรรดิยุทธ์สองคนในยุคเดียวกัน ซึ่งจักรพรรดิยุทธ์เองก็มีโชคชะตาที่คับคั่ง และผู้ก่อตั้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์คือจักรพรรดิยุทธ์”
ทุกคนต่างเข้าสู่ความคิดและต้องรำพึงกับความยิ่งใหญ่ของวิถีแห่งยุทธ์
หวงเทียนตะโกนว่า
“ข้าจะพยายามเป็นราชันแห่งเผ่าปีศาจให้จงได้ และหวังว่าหนึ่งในพวกท่านจะได้เป็นจักรพรรดิยุทธ์ เมื่อเป็นดังนี้ใต้หล้าก็จะสงบสุขแล้ว!”
มันฟังมาตั้งครึ่งค่อนวัน ที่สุดก็หาโอกาสพูดได้แล้ว ในความคิดของมัน ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์โบราณหรือโชคชะตาอันใดนั้น ขอเพียงแข็งแกร่งมากพอ อยากจะเรียกอย่างไรก็เรียกได้ตามใจชอบ ถึงยามนั้นมันจะไม่เรียกตัวมันว่าราชันแห่งเผ่าปีศาจอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนชื่อเป็นจักรพรรดิเผ่าปีศาจ จะได้สอดคล้องกับจักรพรรดิยุทธ์แห่งเผ่ามนุษย์พอดีด้วย
เฮยเทียนเริ่มส่งเสียงร้องเลียนแบบหวงเทียนพูดอีกด้านหนึ่ง
นักพรตเฮอหงกลับมายังคฤหาสน์ด้วยความเร็วสูงสุด และเล่าสิ่งที่เขาได้รู้มาให้นักพรตเฮอยวี่ยนฟัง
นักพรตเฮอยวี่ยนได้ฟังแล้วยังคงอยู่ในอาการสงบและกล่าวว่า
“ดูเอาเถิด สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้นไม่ผิดเลย มรรคาจารย์สามารถไขความจริงของความลับโบราณให้พวกเราได้จริงๆ เป้าหมายของพวกเราบรรลุแล้ว ส่วนว่าจะเปิดหรือไม่นั้นก็ปล่อยไปตามชะตาเถิด”
“เรื่องนี้…”
นักพรตเฮอหงอยากจะหักล้างนัก แต่คิดอีกทีก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็มิใช่ความจริงนี้หรอกหรือ แต่หลังจากรอคอยมานานถึงสามสิบสองปี กลับได้เพียงคำอธิบายข้อหนึ่ง ทำให้เขารันทดใจนัก
นักพรตเฮอยวี่ยนพูดด้วยท่าทีผ่อนคลายว่า
“การที่อาจารย์ให้พวกเราอยู่ต่อ อาจเป็นเพราะท่านเดาได้ว่ามรรคาจารย์จะไม่ไปและเกาะเผิงไหลน้อยควรตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่ต้าจิ่ง หากข้าเดาไม่ผิด จะต้องมีจักรพรรดิยุทธ์เกิดขึ้นที่ต้าจิ่งเป็นแน่ เจ้าและข้าจงอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อเป็นแรงหนุนให้ต้าจิ่งและเป็นกำลังให้เผ่ามนุษย์ด้วย”
นักพรตเฮอหงนิ่งเงียบ
นักพรตเฮอยวี่ยนกล่าวว่า
“ศิษย์น้อง พวกเรามาสร้างเกาะเผิงไหลน้อยขึ้นมาใหม่เถิด หลายปีมานี้ไม่มีจดหมายมาเลย เกาะเผิงไหลน้อยต้องดับสูญไปแล้วเป็นแน่”
ได้ยินเช่นนี้ นักพรตเฮอหงก็ยิ่งเศร้าเสียใจ
เจียงฉางเชิงไม่ได้ไปเกาะเผิงไหลน้อย และเฮอหงกับเฮอยวี่ยนก็ไม่ได้กลับไปเช่นกัน พลังยุทธ์ของคนทั้งสองล้วนไม่เลวเลย หลังจากได้สร้างเส้นสายมาในหลายปีนี้ พวกเขาจึงไปเปิดอารามเต๋าแห่งหนึ่งบนภูเขานอกเมืองหลวง
ปีซุ่นเทียนที่หกสิบสี่
ต้นเดือนสี่ เกิดสงครามใหญ่ในแถบทะเลทางตะวันตกของทวีปชีพจรมังกร กองทัพของต้าจิ่งและกองทัพของราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกสามแห่งได้มาพบกันกลางทะเล ยังไม่ทันได้เจรจาก็เปิดศึกเสียแล้ว อาศัยกำลังของผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์จํานวนห้าคนที่มาจากไท่เทียนไห่และเกาะลอยฟ้า ต้าจิ่งเพียงชักธงศึกก็มีชัยแล้ว เมื่อรายงานศึกไปถึงต้าจิ่ง ประชาชนทั่วแผ่นดินกลับอยู่ในอาการนิ่งสงบ
สำหรับประชาชนต้าจิ่งในยุคนี้ ชัยชนะของต้าจิ่งนับเป็นเรื่องธรรมดา พ่ายแพ้ต่างหากจึงเป็นเรื่องผิดปกติ
เดือนห้า ณ ห้องทรงพระอักษร
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนกำลังฝึกฝนพลังภายใน เขาขมวดคิ้วแน่นและมีไอสีดำมืดปรากฏอยู่ระหว่างคิ้วของเขา ดูไปแล้วผิดปกติอย่างมาก ทันใดนั้นฮ่องเต้ซุ่นเทียนก็กระอักเลือดออกมาสาดไปทั่วพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
เขาพึมพำกับตัวเองว่า
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…เหตุใด… หลังจากเลื่อนชั้นเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาแล้ว มิใช่ว่าอายุขัยของเราควรยืดออกไปหรอกหรือ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาอายุเจ็ดสิบสี่ปีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ฮ่องเต้องค์ก่อนๆ จะมีชีวิตผ่านอายุเท่านี้ไปได้ แต่เขาต่างออกไปนี่ เขาอยู่ในระดับขั้นสูงส่งและยังเป็นผู้ที่ทำให้ต้าจิ่งได้เป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา แล้วเหตุใดเขาต้องตายด้วย ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งตระหนกลนลาน
เขาพยายามสงบสติอารมณ์ ห้ามบอกเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด เขาเรียกเฉินหลี่มาหาในทันที
เฉินหลี่ได้เป็นเทวชนแล้ว การมีอายุยืนถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็น และเขาก็ช่วยฮ่องเต้บริหารราชการแผ่นดินมาสองรัชสมัยแล้ว หลังจากนั้นไม่นานเฉินหลี่ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อฮ่องเต้ซุ่นเทียนเล่าเรื่องสภาพร่างกายของตนให้เขาฟัง เฉินหลี่ได้ฟังแล้วสีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก
แม้เฉินหลี่จะคิดว่าเจียงเช่อไม่เลวเลย แต่จะอย่างไรเขาก็ยังคงคิดว่าเจียงเช่อไมอาจเทียบเท่าฮ่องเต้ซุ่นเทียน ที่ด้อยกว่าก็ด้อยที่เรื่องพลังยุทธ์และเจียงเช่อไม่มีความกล้าหาญเท่าฮ่องเต้ซุ่นเทียน เวลานี้อยู่ในภาวะสงครามระหว่างราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา ซึ่งฮ่องเต้ไมอาจขาดโอรสสวรรค์เช่นฮ่องเต้ซุ่นเทียนไปได้
เฉินหลี่ไปสัมผัสโชคชะตาของฮ่องเต้ซุ่นเทียนในทันทีและกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า
“วาระสุดท้ายจวนมาถึงแล้วจริงดังว่า ชีพจรของพระองค์ตัดขาดโชคชะตาออกไป…นี่มัน…”
เขาไม่เข้าใจขึ้นมาทันใด การที่โอรสสวรรค์ราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาจะมีชีวิตอยู่มากกว่าหนึ่งร้อยปีไม่น่าเป็นเรื่องยากเย็น แม้ว่าโอรสสวรรค์แห่งต้าฉีอายุยังไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็มีการเปลี่ยนโอรสสวรรค์แล้ว แต่โดยมากแล้วโอรสสวรรค์ของราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาอื่นๆ ในผืนทะเลก็มีอายุยืนยาวเกินหนึ่งร้อยปีทั้งนั้น
“หรือจะเป็นเพราะต้าจิ่งก่อตั้งราชวงศ์มาสั้นเกินไป แม้ว่าโชคชะตาจะแข็งแกร่งแต่รากฐานกลับไม่มั่นคง”
เฉินหลี่พูดกับตัวเอง เขาไม่ได้ถามฮ่องเต้ซุ่นเทียนแต่ถามตัวเองอยู่
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนยืนขึ้นอย่างยากเย็น กล่าวว่า
“เราจะไปพบท่านมรรคาจารย์ที่อารามมังกรผงาด”
เฉินหลี่รีบเข้าไปประคองเขา วิธีเดียวที่มีในตอนนี้คือไปหาท่านมรรคาจารย์เท่านั้น
ในเรือนพัก ฮ่องเต้ซุ่นเทียนบอกเล่าปัญหาของตนให้เจียงฉางเชิงรู้และเจียงฉางเชิงก็ตรวจดูเขาในทันที เขาไม่ได้ธาตุไฟเข้าแทรก ทั้งไม่ได้บาดเจ็บสาหัสใดๆ แต่อวัยวะภายในทั้งห้าและหก รวมทั้งเส้นลมปราณของฮ่องเต้ซุ่นเทียนกำลังอ่อนแอลง จากสภาพที่ถดถอยลงรวดเร็วเช่นนี้ เขาจะเสียชีวิตภายในหนึ่งปี
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เขายกมือขึ้นกวัก ให้โอสถสามขวดจากในเรือนพุ่งออกมาและกล่าวว่า
“ทรงเสวยโอสถนี้ก่อนเถิด”
เมื่อฮ่องเต้ซุ่นเทียนเห็นโอสถ หัวใจเขาก็เย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง เขาขบฟันถามว่า
“ท่านมรรคาจารย์ ในหล้านี้ไม่มีวิธีที่ทำให้เป็นอมตะจริงๆ หรือ”
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“ไม่มี สรรพสิ่งในหล้าล้วนไมอาจหลีกหนีจากวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดไปได้”
แม้ว่าเขาจะเป็นอมตะ แต่เพราะเขามีวิถีแห่งเซียนปกป้อง ซึ่งตัวเขาเองไมอาจฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของโลกแห่งยุทธ์ได้ ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดก็เป็นความจริง
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนนิ่งเงียบ
สีหน้าของคนอื่นๆ ก็ไม่ดีนักเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดต่างรู้สึกดีต่อฮ่องเต้ซุ่นเทียนอย่างมาก ไม่เคยมีฮ่องเต้พระองค์ใดที่เป็นมิตรและอบอุ่นเท่าฮ่องเต้ซุ่นเทียนมาก่อน หากว่าเขาอยู่ในเมืองหลวง เขาจะมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกันที่นี่ทุกเทศกาล แม้แต่ครั้งเจียงจื่ออวี้ครองราชย์อยู่ก็ยังไม่เคยมาครึกครื้นด้วยกันเช่นนี้มาก่อน เพราะในใจของเจียงจื่ออวี้ในเวลานั้นมีแต่ความคิดที่จะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งเท่านั้น
ฮ่องเต้ซุ่นเทียนสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเผยรอยยิ้มและกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร เรามีโอสถของท่านอยู่ น่าจะประคองอยู่ได้อีกปีหรือสองปี เราขึ้นครองราชย์เมื่ออายุได้สิบขวบ ได้สัมผัสสิ่งพิเศษยอดเยี่ยมในหล้ามาหมดแล้ว ไม่เสียดายเลย”
แม้จะพูดไปเช่นนี้ แต่ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงความหดหู่ของเขา และคนที่รู้สึกเสียใจที่สุดก็คือเจียงเจี่ยน เขาเคยต้องส่งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ เสด็จพี่ใหญ่และพี่น้องคนอื่นๆ จากไป และเวลานี้เขาต้องส่งคนรุ่นหลังจากไปอีกแล้ว เขาอดมองเจียงฉางเชิงไม่ได้ ไม่รู้ว่าท่านปู่จะรู้สึกเช่นใด
เจียงฉางเชิงมีสีหน้าสงบ ไม่ได้ปลอบโยนฮ่องเต้ซุ่นเทียน จากนั้นฮ่องเต้ซุ่นเทียนก็แสร้งทำทีกลับไปอย่างสง่างาม
จีอู๋จวินกล่าวว่า
“อายุขัยของโอรสสวรรค์ของราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาสามารถยืดออกไปได้จริงดังว่า แต่แค่อาจจะเท่านั้น แม้แต่โอรสสวรรค์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังมีพระชนม์ชีพได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยชันษา สวรรค์มีความยุติธรรม แต่เมื่อโอรสสวรรค์ได้รับโชคชะตาจากอาณาประชาราษฎร พระองค์ก็ต้องแลกเปลี่ยนกับอายุขัยที่อาจจะยืนยาวขึ้นนี้ อย่างไรก็ดีด้วยระดับขั้นของพระองค์ แต่กลับมีพระชนมชีพได้แค่เจ็ดสิบกว่าชันษาก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยนัก”
นางไม่ไยดีต่อความเป็นและตายมานานแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจมากมายนัก
ไป๋ฉีเศร้าสร้อยอยู่ในใจ มันเป็นเพียงเทวชนเท่านั้น วันหนึ่งก็ต้องถึงวาระสุดท้ายเช่นกัน หรือพูดให้ถูกต้องก็คือไม่ว่าสรรพชีวิตใดล้วนต้องเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น มันไม่กล้าจินตนาการถึงภาพที่ตัวมันแก่ตาย เหตุที่มันคอยอยู่ข้างกายเจียงฉางเชิงก็ด้วยความหวังว่าจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด
มีเพียงเยี่ยสวินตี้เท่านั้นที่ไม่อยู่ในลานบ้านแห่งนี้ เขาใกล้ชิดกับฮ่องเต้ซุ่นเทียนมาก แต่ตอนนี้เขาไปเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ของยุทธภพต้าจิ่ง หากว่าเขาอยู่จะต้องเสียใจเป็นแน่
บรรยากาศเงียบเหงา เจียงฉางเชิงหลับตาลง ฝึกวิชาต่อไป
เขาได้ส่งคนที่รู้จักคุ้นเคยจากไปหลายชั่วคนแล้ว นับวันจิตใจของเขาจึงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ได้ครอบครองสิ่งที่เป็นความปรารถนาสุดท้ายซึ่งผู้คนเสาะแสวงหาแล้ว และสิ่งที่เขาต้องทำคือใช้โอกาสที่ได้มาด้วยวาสนานี้อย่างคุ้มค่า ด้วยการที่เขาจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล
เขาไม่รู้ว่าจะได้มีชีวิตนิรันดร์เป็นครั้งที่สองหรือไม่ แต่เขาจะต้องดำรงอยู่ให้ได้ดังนั้น ไม่ใช่แค่ไม่ตายเท่านั้น แต่จะต้องไม่ดับสูญอีกด้วย! เขาอยากไปถึงขั้นที่ไม่มีใครสามารถสังหารเขาได้ ตราบใดที่เขายังอยู่ โลกแห่งนี้ซึ่งคนคุ้นเคยรู้จักของเขาเคยประสบมาก็จะมีคุณค่าในการดำรงอยู่ อย่างน้อยเพราะยังมีความทรงจำของเขาอยู่
คนเรามีชีวิตอยู่ในหล้า หลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยปี นอกเหนือจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์แล้ว คนส่วนใหญ่จะถูกลืมเลือนไปภายในห้าสิบปี แม้กระทั่งในประวัติศาสตร์ก็อาจมีช่วงที่ขาดตอนไป เจียงฉางเชิงอุตส่าห์ได้มีชีวิตมาอีกชาติหนึ่ง เขาจะไม่ยอมตายอีกแล้ว
นอกเมืองหลวง บนเส้นทางบนภูเขา ชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งไปข้างหน้าและคุ้มกันรถม้าหลายคัน คนหัวหน้าเป็นชายชราผมขาว เขามองไปยังยอดเขาที่ตั้งตระหง่านและถามว่า
“ที่นั่นก็คืออารามมังกรผงาดที่มรรคาจารย์อยู่ใช่หรือไม่”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ คนหนึ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ไม่ผิด พวกท่านก็อยากมากราบไ้อารามเต๋าของเซียนด้วยกระมัง ข้าแนะนำพวกท่านว่าให้มาต่อแถวตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ยามนี้แค่อยากจะขึ้นเขาก็ยังยากนัก เว้นแต่พวกท่านมีพลังยุทธ์สูงส่งและสามารถเหินขึ้นไปได้ทันที”
ชายชราผมขาวมีแววร้อนระอุออกมาจากดวงตา ขบวนของเขายังคงเดินหน้าต่อไป สองชั่วโมงต่อมาพวกเขาเพิ่งมาต่อแถวรอเข้าเมือง
ชายวัยกลางคนพาพวกเขาไปยังคฤหาสน์หลังหนึ่งและพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“คฤหาสน์หลังนี้คือที่ที่ฮ่องเต้เหวินตี้เคยประทับอยู่สมัยก่อนนี้ อยู่ใกล้กับเขามังกรผงาดมาก ฮ่องเต้ไท่จงทรงชิงชังฮ่องเต้เหวินตี้ยิ่งนัก จึงได้ขายที่ประทับของพระองค์ไปเสีย ไม่ได้คำนึงถึงพระเกียรติของฮ่องเต้เหวินตี้แม้แต่น้อย แต่ผ่านไปหลายปี คฤหาสน์หลังนี้ก็ได้เปลี่ยนเจ้าของไปหลายคน ทุกท่านมาจากต่างถิ่น คฤหาสน์หลังนี้เป็นเพียงหลังเดียวที่สอดคล้องกับความต้องการของพวกท่าน เพียงแต่ว่าราคา…”
ชายชราผมขาวขัดขึ้นมาว่า
“ราคาไม่ใช่ปัญหา ต่อให้เอาวังหลวงมาขาย พวกเราก็ยังซื้อได้”
ชายวัยกลางคนยินดีปรีดาขึ้นมา
“พูดจาส่งเดชเช่นนี้ไม่ได้ แม้ว่าโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันจะทรงปราดเปรื่องยิ่งกว่า แต่อย่างไรก็อย่าได้วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ปัจจุบันส่งเดช อ้อใช่แล้ว ข้าอยากถามพวกท่านมาตลอดว่าสิ่งที่พวกท่านขนส่งมาในรถม้าคือสิ่งใด ข้าเห็นว่าเหมือนจะเป็นไข่ มีแต่ฟองใหญ่ๆ ทั้งนั้น เป็นไข่ของสัตว์ปีศาจหรือ”
ชายชราผมขาวพูดอย่างเฉยชาว่า
“อืม”
“ขอถามเถิดว่าเป็นสัตว์ปีศาจชนิดใด เหตุใดจึงได้ใหญ่เช่นนี้”
“เพราะพวกมันจะกลายร่างเป็นมังกร”