เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 218 ปฐพีถล่ม ปีศาจแรกปรากฏตัว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 218 ปฐพีถล่ม ปีศาจแรกปรากฏตัว
ตอนที่ 218 ปฐพีถล่ม ปีศาจแรกปรากฏตัว
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาดึงสายตากลับมา จากนั้นถอดดวงจิตเข้าไปใต้ดิน เขาเห็นว่าพื้นผิวของแผ่นศิลาชีพจรมังกรเริ่มเกิดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ผนึกชีพจรมังกรกำลังจะแตกแล้ว!
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน เมื่อทอดสายตาออกไป พบว่ายังมีโพรงลึกลับบนพื้นดินอื่นๆ อีกหลายแห่งที่มีน้ำทะเลพุ่งจากใต้ดินสูงขึ้นฟ้า น่าตื่นตกใจนัก ไม่ใช่แค่ต้าจิ่งเท่านั้น ในอาณาจักรอื่นๆ ที่มีชีพจรมังกร ต่างก็มีโพรงใต้ดินเช่นนี้ปรากฏขึ้นเช่นกัน ราวกับว่าพื้นดินกลายเป็นรูพรุนไปแล้วและมีน้ำทะเลทะลักออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
สถานการณ์ไม่ดีเสียแล้ว! รอยคิ้วของเจียงฉางเซิงยิ่งขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม
ในเวลาเดียวกัน ทั้งเมืองหลวงก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น องครักษ์ชุดขาวจำนวนนับไม่ถ้วนเห็นออกจากในเมืองหลวงราวกับฝนลูกธนู เพื่อเร่งรีบไปยังตาน้ำพุขนาดมหึมาที่อยู่ไกลออกไป
จีอู๋จวินมาที่เบื้องหน้าของโพรงใต้ดินลึกลับ นางมุดเข้าไปในน้ำทะเลนั้นทันที พุ่งตัวทวนกระแสน้ำลงไปเบื้องล่างและหายวับไปไม่เหลือร่องรอยอย่างรวดเร็ว
เยี่ยสวินตี๋มองเจียงฉางเซิงถามว่า
“หรือว่าชีพจรมังกรจะทลายลงแล้ว”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า
เจียงเจี้ยนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง กล่าวว่า
“เช่นนั้นพวกเราควรทำเช่นไร หรือว่าจะต้องอพยพกันจริงๆ หากเป็นดังนี้ แล้วประชาชนต้าจิ่งควรทำเช่นใด”
ภัยพิบัติที่มาอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้พวกเขาไม่อาจรับมือได้ ต้าจิ่งทำสงครามมานานปี บุกเข้าทำลายศัตรูแข็งแกร่งมามากมาย ไม่ได้ตายอยู่ภายใต้น้ำมือของศัตรู แต่กลับจะถูกชีพจรมังกรซึ่งอยู่ข้างใต้เท้าทำลายจนป่นปี้ ต่อให้ต้องอพยพ แต่ต้าจิ่งจะสามารถอพยพคนได้กี่มากน้อย
ภายภาคหน้าจะเสาะหาทรัพยากรเพื่อให้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร เจียงเจี้ยนยิ่งคิดก็ยิ่งอับจนในใจ เขาสู้อุตส่าห์ทำศึกเพื่อต้าจิ่งมาหลายสิบปีจึงทำให้มีความผูกพันที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งต่อแผ่นดินนี้
เทพกระบี่ ไป๋ฉี หวงเทียนและเฮยเทียนต่างมองเจียงฉางเซิงด้วยความตื่นตระหนก รอคำสั่งจากเขา
เจียงฉางเซิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขากำลังใช้ดวงจิตตรวจดูข้างใต้ดินอยู่
น้ำทะเลผิดปกติ ต่อให้ผืนแผ่นดินกลายเป็นโพรงขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่น้ำเหล่านี้พุ่งขึ้นมาได้อย่างไร ผืนดินของรัฐชือสูงกว่าพื้นที่แถบชายทะเลตั้งพันจั้ง ครั้งนี้เขาตัดสินใจเด็ดขาด บุกเข้าชนจนผนึกชีพจรมังกรสลายเพราะจะอย่างไรก็ไม่อาจปิดกั้นได้อยู่แล้ว
โครม!
แผ่นศิลาชีพจรมังกรกลายเป็นผุยผงในพริบตา ดวงจิตของเจียงฉางเซิงลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็วและไปถึงพื้นที่ว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตาแห่งหนึ่ง เขาเห็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่มีแสงสว่างไสวสีน้ำเงินสลับเงินแห่งหนึ่ง น้ำหมุนม้วนเป็นเส้นเส้นต้นเสาน้ำหลายสายพุ่งขึ้นจากผิวน้ำทะเลเข้าไปยังปากโพรงที่อยู่เบื้องบนและพุ่งตรงขึ้นสู่ผิวดิน
มีร่างแสนน่ากลัวร่างหนึ่งลอยอยู่กลางมหาสมุทร กว้างใหญ่นั้น เมื่อเขาเพ่งตามองจึงเห็นว่าเป็นหัวหัวหนึ่ง เป็นหัวของมังกรน้ำ แต่หัวของเจ้ามังกรนี้เหมือนหัวงูเหลือม บนหัวมีเขาวิเศษสองเขา ไม่มีหนวดมังกรและไม่งดงามเหมือนไป๋หลง แต่เพราะมันมีเขานี่เองจึงพอจะถูไถเรียกว่าเป็นมังกรน้ำได้
สิ่งสำคัญคือหัวมังกรน้ำนี้มีขนาดใหญ่มาก เทียบเท่าภูเขาสูงหนึ่งพันจั้งได้ทีเดียว
ลำพังแค่ส่วนหัวก็ยังใหญ่โตเพียงนี้ เจียงฉางเซิงจึงยากจะจินตนาการได้ว่าร่างกายของมันจะใหญ่โตสักเพียงใด
เจียงฉางเซิงมองต่อไป พบว่ามหาสมุทรไพศาลแห่งนี้ปกคลุมพื้นที่ใต้ดินของทวีปทั้งหมด หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ ผืนดินข้างใต้ทวีปเป็นโพรงและพอดีว่าภายในบรรจุมหาสมุทรแห่งนี้เอาไว้ นอกจากนี้เขายังมองเห็นหัวของมังกรน้ำตัวอื่นๆ ด้วย
เขาลองนับดู มีหัวมังกรน้ำทั้งหมดเก้าหัว ซึ่งมีลักษณะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนและขนาดรูปร่างก็เหมือนกันด้วย หัวมังกรน้ำทั้งเก้าไร้ซึ่งชีวิตชีวาแต่พวกมันกลับมีพลังปีศาจที่แรงกล้า สามารถควบคุมให้น้ำทะเลพุ่งขึ้นไปบนพื้นดินได้โดยที่มันไม่รู้ตัว เมื่อใดที่น้ำทะเลถูกดูดไปจนเหือดแห้งทั้งไม่มีผนึกชีพจรมังกรอีกแล้ว ทวีปชีพจรมังกรจะพังทลายลงเพื่อลงมาเติมเต็มช่องว่างที่มีขนาดมหึมานี้ แม้จะไม่ถึงขั้นที่ทำให้ทวีปชีพจรมังกรจมลงก้นทะเล แต่แผ่นดินไหวหนักหนาเช่นนี้จะต้องทำให้ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน
ในขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังสังเกตดูอยู่ ทันใดนั้นดวงตาของหัวมังกรน้ำทั้งเก้าหัวที่ซ่อนตัวอยู่ในน้ำทะเลก็เป็นประกายขึ้นมา แสงสีแดงทมิฬส่งออกมาจากในลูกตา
หัวมังกรน้ำทยอยบินออกไปจากใต้ทะเล ข้างหลังหัวมังกรเชื่อมต่อกับต้นเสาน้ำราวกับเป็นร่างกายของพวกมัน พวกมันพาต้นเสาน้ำขึ้นไปกระแทกผิวดินจนทะลุและพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น เจียงฉางเซิงที่อยู่ภายในเรือนพักก็หายไป คนอื่นๆ ยังคงเฝ้ารออยู่อย่างตึงเครียดและยังคงไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
เจียงฉางเซิงใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุพุ่งทะลุดินที่ลึกกว่าหมื่นจั้งลงไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงพื้นที่ว่างใต้ดินแห่งนี้ น้ำทะเลยังคงพุ่งขึ้นข้างบน ตอนมาถึงที่นี่เจียงฉางเซิงสัมผัสถึงพลังปีศาจอันมากมายมหาศาลได้อย่างแจ่มชัด
พลังปีศาจของมังกรน้ำปีศาจเหล่านั้นกำลังดึงให้น้ำทะเลพุ่งขึ้นสู่พื้นดิน เขายังค้นพบอีกเรื่องหนึ่งว่ามหาสมุทรแห่งนี้มีปราณวิญญาณยุทธ์ที่เข้มข้นอย่างมาก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าน้ำทะเลนี้จะผนึกตัวขึ้นจากปราณวิญญาณยุทธ์
ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากของเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นทันใด เมื่อแสงสีทองพุ่งออกมา เขาก็ปล่อยต้นดับโลกาขนาดมหึมาออกมาภายนอก ต้นดับโลการ่วงลงในมหาสมุทร บังเกิดคลื่นถาโถมน่าตื่นตกใจ ลำตัวของมันใหญ่โตนัก หลังจากร่วงลงไปในมหาสมุทร ทำให้ยอดบนสุดของต้นไม้ติดอยู่กับพื้นดินที่อยู่เบื้องบน
“หืม…”
ต้นดับโลกาตกใจ มันกำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ก็ถูกปล่อยออกมา
เจียงฉางเซิงบอกว่า
“เจ้าสามารถค้ำยันชั้นดินเบื้องบนไม่ให้มันถล่มลงมาได้หรือไม่”
ต้นดับโลกาตะลึงค้าง แม้มันยังง่วงอยู่ แต่มันก็ยื่นเถาวัลย์ขนาดมหึมาเท่าตัวมังกรหลายสายพุ่งออกไปแทงทะลุชั้นดินเบื้องบน จากนั้นก็ขับพลังปีศาจภายในกายออกมาและพยายามให้ครอบคลุมทั่วทั้งผืนแผ่นดิน
“ขอบเขตกว้างเกินไป!”
ต้นดับโลกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงรนราน
เจียงฉางเซิงกล่าวทั้งสีหน้าราบเรียบ
“ขอเพียงเจ้ายันเอาไว้ได้ เจ้าจะกลายเป็นเสาค้ำยันของทวีปแห่งนี้ โชคชะตามหาศาลจะถาโถมมาสู่เจ้า ทำให้ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ขาดสาย อาจมีวันหนึ่งที่เจ้าจะอยู่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์และไปถึงระดับขั้นที่สูงยิ่งกว่า”
ได้ยินคำ ต้นดับโลกาก็นิ่งเงียบลง มันส่งเถาวัลย์ออกมามากกว่าเดิมและแทงเข้าไปในพื้นดินที่อยู่ข้างบนหัวเพื่อให้พลังปีศาจของตนครอบคลุมผืนแผ่นดินและทำให้พื้นดินมั่นคง
เจียงฉางเซิงมองมหาสมุทรที่กำลังถาโถมอยู่รอบๆ ต้นดับโลกา และพบว่าน้ำทะเลกำลังกัดกร่อนร่างปีศาจของต้นดับโลกา นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย มหาสมุทรแห่งนี้แปดเปื้อนด้วยพลังปีศาจของมังกรน้ำปีศาจ แม้มันจะมาจากปราณวิญญาณยุทธ์แต่ก็เต็มไปด้วยอันตราย
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็นึกถึงอภินิหารชนิดหนึ่งที่ตัวเขาเคยได้มาก่อนหน้านี้ หัวคิ้วของเขาจึงได้คลายตัวออก
“เจ้าต้องค้ำเอาไว้ให้ได้ ส่วนน้ำทะเลรอบๆ นี้ ปล่อยให้มันสาดซัดออกไป!”
เจียงฉางเซิงทิ้งท้ายไว้เช่นนี้แล้วหายตัวไป เขาใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุมุดออกไปจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว ก่อนกระโดดข้ามเมืองหลวงมาอยู่กลางอากาศสูง
เขาทอดสายตาไป ต้นเสาน้ำที่อยู่สุดปลายผืนดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าจะพุ่งขึ้นไปถึงท้องฟ้า เจียงฉางเซิงสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง
เขาชูมือสองข้างขึ้น เริ่มใชวิชามหาอิสระยกสมุทร ใช้ดวงจิตครอบคลุมต้นเสาน้ำที่อยู่ห่างไกลออกไปและดึงดูดให้มันเข้ามาอยู่ในสองฝ่ามือของตน
ต้นเสาน้ำทรงพลังเริ่มบิดและโค้งมาทางเขา น้ำทะเลถาโถมไม่ขาดสายลอยตามมา กลายเป็นแม่น้ำกลางท้องฟ้าขนาดใหญ่ลอยข้ามหมู่เขา องครักษ์ชุดขาวและชาวยุทธ์ที่อยู่ระหว่างทางต้องปากอ้าตาค้าง
ครั้งนี้เจียงฉางเซิงตัดสินใจว่าจะใช้พลังที่มีทั้งหมด ในเมื่อจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยทั้งใต้หล้า และผู้ศรัทธาเซ่นไหวของเขากระจายอยู่ในหลายแห่งในผืนทวีปแล้ว
เขามีแววตามุ่งมั่น ดวงเนตรมหามรรคาที่หว่างคิ้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ช่วยให้ดวงจิตของเขาขยายออกจนสามารถครอบคลุมทั่วทั้งผืนทวีป
รัศมีเทพทรงฤทธิ์ที่อยู่หลังหัวยิ่งส่องแสงแรงกล้าจนบดบังใบหน้า ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นดวงเนตรมหามรรคาของเขา เวลานี้เอง ชาวบ้านในเมืองหลวงก็สังเกตเห็นตัวของเจียงฉางเซิงแล้ว
“นั่นคือผู้ใด”
“เป็นท่านมรรคาจารย์! ท่านมรรคาจารย์ออกโรงแล้ว!”
“นี่มันเรื่องใดกัน ท่านมรรคาจารย์เป็นคนทำให้เกิดเสียงดังเลื่อนลั่นเมื่อครูนี้หรือ”
“ว้าว พวกเจ้ามองไปทางนั้นเร็ว มีปีศาจ!”
“ฮี่… นั่นคือสิ่งใด!”
ชาวบ้านร้องด้วยความตกใจ แต่เพียงชั่วครู่ก็ถูกภาพจากอีกทิศทางหนึ่งดึงดูดความสนใจไป พวกเขาเห็นมังกรน้ำยักษ์หัวหนึ่งกำลังหมุนคว้างกลางอากาศสูง มันดูดกลืนปราณวิญญาณยุทธ์ที่อยู่ระหว่างฟ้าและดิน ดวงตาทั้งคู่ของมันส่องแสงสีแดง แม้จะเป็นเวลางวันก็ยังดูน่าหวาดกลัวหนักหนา
หัวมังกรน้ำอีกแปดตัวก็กำลังหมุนคว้างอยู่กลางอากาศในที่ต่างๆ ของใต้หล้าและกำลังดูดกลืนปราณวิญญาณยุทธ์อยู่เช่นกัน นำมาซึ่งความหวาดกลัวและสิ้นหวังของผู้คนในใต้หล้า
เจียงเชอยืนอยู่หน้าห้องทรงพระอักษร มองหัวมังกรน้ำที่ขอบฟ้าไกล เขาเบิกตากว้าง สั่นสะท้านไปทั้งตัว
“นั่นคือสิ่งใด… เหตุใดจึงมีปีศาจที่ใหญ่โตเช่นนี้…”
เจียงเชอรำพึงกับตนเอง ในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความหวาดกลัว
ลำพังแค่ส่วนหัวก็ยังใหญ่โตนับพันจั้ง ยากจะจินตนาการได้ว่าตัวของมันจะใหญ่โตเท่าใด แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลลิบ แค่มองก็ยังสะเทือนในตาอย่างหนัก
เขาอดมองไปข้างบนหัวไม่ได้ เจียงฉางเซิงที่อยู่สูงขึ้นไปเบื้องบน ประหนึ่งตะวันดวงน้อยดวงหนึ่งที่กำลังดูดแม่น้ำสายหนึ่งกลางท้องฟ้าไหลไป
เขาไม่เข้าใจว่ามรรคาจารย์จะทำสิ่งใด แต่เขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่ตัวมรรคาจารย์
หมอกทึบแห่งเขามังกรผงาดพลันถูกพัดให้กระจายตัวออก ร่างหนึ่งพุ่งออกมาดุจลูกธนูและจุดหมายที่พุ่งไปก็คือหัวมังกรน้ำที่อยู่ไกลออกไปนั่นเอง
เยี่ยสวินตี๋!
“เดรัชฉาน! บังอาจมาก่อกวนเผ่ามนุษย์ รนหาที่ตาย!”
เยี่ยสวินตี๋ตะโกนลั่น เสียงก้องกังวานหาใดเปรียบ นำมาซึ่งความหวังของประชาชนเมืองหลวง
ในเวลาเดียวกัน ลึกลงไปใต้ดิน จีอู๋จวินลงมาตามสายน้ำและมาถึงพื้นที่ว่างแห่งนี้ ตอนที่นางเห็นต้นดับโลกา หัวคิ้วก็ต้องย่นเข้าพร้อมบังเกิดไอสังหารขึ้น
ใบหน้ามนุษย์ของต้นดับโลกาเห็นนางก็รีบร้องไปว่า
“อย่าลงมือเชียว! ท่านมรรคาจารย์ส่งข้ามาให้ช่วยค้ำจุนแผ่นดินให้พวกเจ้า อย่าทำให้ข้าเสียเรื่อง!”
หากเป็นยามปกติมันไม่มีทางเห็นจีอู๋จวินอยู่ในสายตาเด็ดขาด แต่เวลานี้มันกำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะต้องแผ่กระจายพลังปีศาจออกไปค้ำจุนผืนแผ่นดินไว้และยังต้องอดทนต่อน้ำทะเลที่คอยกัดเซาะด้วย
ได้ยินคำว่ามรรคาจารย์ จีอู๋จวินต้องตะลึงงัน นางรำพึงกับตนเองว่าแต่แรกนั้นนางหาศพของต้นดับโลกาไม่พบจึงได้กังวลใจเรื่อยมา และสงสัยว่ามรรคาจารย์จะเป็นคนเอาไป แต่นางคิดไม่ออกว่ามรรคาจารย์จะเอาต้นดับโลกาไปซ่อนไว้ที่ใดได้ นึกไม่ถึงว่ากลับเป็นข้างใต้ดินนี้ ไม่ถูกต้องสิ!
ตอนลงมาเมื่อครูนี้ นางก็เห็นหัวมังกรน้ำแสนน่ากลัวหัวหนึ่ง พลังปีศาจนำทำให้นางต้องหวาดแล้วและไม่กล้าขวางไว้แต่อย่างใด นางนึกย้อนไปถึงคำว่า ‘ส่ง’ ในคำพูดของต้นดับโลกานั่นก็หมายความว่าต้นดับโลกาเพิ่งจะมาถึง เช่นนั้นมันมาจากที่ใด ร่างกายที่มหึมาเช่นนี้จะมาเงียบๆ ไม่ได้
“ดูทีว่าเจ้าก็รู้จักท่านมรรคาจารย์ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงช่วยกั้นน้ำที่อยู่โดยรอบนี้ให้ข้าที ทรมานเหลือเกินแล้ว”
เสียงต้นดับโลกาดังมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
จีอู๋จวินลังเลอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ยังเหินไปบนกิ่งหนึ่งของต้นดับโลกา ก่อนซัดฝ่ามือไปบนต้นดับโลกา ลมปราณแผ่กระจายออกไปและปกคลุมลำต้นด้านล่างของต้นดับโลกาอย่างรวดเร็ว ใช้ลมปราณของตนปกป้องร่างกายของมันเอาไว้ อึดใจนี้จีอู๋จวินรู้สึกถึงความเหลวไหลที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่นางกำลังปกป้องปีศาจอยู่! ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นปีศาจที่เคยสังหารเผ่ามนุษย์มาก่อนด้วย!
นางพยายามไม่ไปคิดถึง ได้แต่หันเหสายตาไปมองพื้นที่ว่างใต้ดินนี้และใคร่ครวญว่ามันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่
เมื่อต้นเสาน้านอกรัฐชือเข้ามาเชื่อมกับสองฝ่ามือของเจียงฉางเซิง ดวงจิตของเขาก็จับต้นเสาน้ำในทุกแห่งทั่วใต้หล้าได้ จึงใช้วิชามหาอิสระยกสมุทรดูดพวกมันเข้ามา ทันใดนั้นต้นเสาน้ำในที่ต่างๆ ก็บิดไปมาและพุ่งมายังทิศทางหนึ่งพร้อมกัน น้ำทะเลกลายเป็นแม่น้ำบนท้องฟ้าที่มีคลื่นขนาดใหญ่หลายลูกอยู่ภายใน ไม่สาดลงมาบนพื้นดิน หากแต่พุ่งไปยังสุดปลายฟ้าดิน ภาพนี้ทำให้คนนับไม่ถ้วนต้องตกใจ
ตอนที่เจียงเชอมองเห็นแม่น้ำที่อยู่เหนือท้องฟ้าเมืองหลวง เขาก็ต้องตะลึงงันไปทันใด หรือว่าท่านบรรพบุรุษจะเป็นเทพเซียนจริงๆ แม้เจียงฉางเซิงจะเคยทำเรื่องเหลือเชื่อมาแล้วมากมาย แต่เพราะใกล้ชิดกันเกินไปเขามักคิดว่าเจียงฉางเซิงเป็นฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับขั้นสูงส่ง แต่เวลานี้ดูไปแล้ว… ไม่มีทางเป็นชาวยุทธ์! ต้องเป็นเทพเซียนเป็นแน่!