เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 217 กระบี่เทพวิญญาณ เจ็ดจอมปีศาจ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 217 กระบี่เทพวิญญาณ เจ็ดจอมปีศาจ
ตอนที่ 217 กระบี่เทพวิญญาณ เจ็ดจอมปีศาจ
ทุกคนนิ่งมองเจ้ากระบี่บอกสิ่งที่ตนรู้ออกมาตามจริง ครั้งนี้พวกเขากลับไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าใดนัก แค่ทอดถอนใจอยู่ในอกว่าอภินิหารของมรรคาจารย์ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก
ผ่านไปพักหนึ่ง เจียงฉางเซิงยังมิทันให้เจ้ากระบี่เขียนความลับของตนออกมา เจ้ากระบี่ก็ทนต่อไปไม่ไหวและสิ้นใจไปโดยสิ้นเชิง อวัยวะภายในทั้งห้าและหกของเขาถูกทำลายจนแหลกเละ หากมิใช่เพราะอยู่ในระดับขั้นสูงส่ง ต่อให้เป็นวิชาหวนชีวันก็ยังไม่สามารถยืดลมหายใจสุดท้ายของเขาไว้ได้ เจียงฉางเซิงใช้พลังวิญญาณแปลงเป็นเปลวไฟเผาศพของเจ้ากระบี่เป็นจุณ ในวังหลวงมีศพของผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์อยู่เป็นจำนวนไม่น้อยแต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะนำไปศึกษาให้เกิดประโยชน์ใดๆ ออกมาได้ ครั้งฮ่องเต้ซุ่นเทียนยังอยู่จึงได้ยกเลิกการศึกษาไป ดังนั้นเก็บศพไว้ก็ไร้ประโยชน์
“ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเทพแห่งสงครามในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์เก้า ทว่าตามที่เขาพูดมานั้นคาดว่ายากจะเป็นจริงได้”
จีอู๋จวินบอก ในฐานะที่นางเป็นองค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จึงเข้าใจอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด ขั้นถ้ำสวรรค์เก้า คำนี้ทำเอาทุกคนหนังตากระตุกอย่างรุนแรง
เจียงเจี้ยนถามว่า
“เหตุใดกัน ในเมื่อฝ่ายอำนาจตั้งมากมายร่วมมือกันเอาทรัพยากรออกมา และทรัพยากรด้านยุทธ์ที่นำมารวมกันนั้นมากมายจนยากจะจินตนาการได้ จะต้องทำให้ฝ่ายอำนาจโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างแน่นอน”
จีอู๋จวินส่ายหัวกล่าวว่า
“สิ่งที่พวกเขามี เทพสงครามของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็มีเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้ใต้หล้าคลอนแคลน หลังจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แตกแยก เหล่าเทพสงครามจะต้องไปยึดครองดินแดนสักแห่งเป็นแน่ ไหนเลยจะมีเวลาว่างมาช่วยราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่อ่อนแอ หนำซ้ำในขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าท่านมรรคาจารย์มีพลังมากมายเท่าใด พวกเขาจะไม่กล้าบุ่มบ่าม เพราะจะอย่างไรระดับขั้นของพวกเขาก็สูงกว่า ลำพังแค่ได้ยินตำนานนานาของท่านมรรคาจารย์ก็รู้แล้วว่าพลังยุทธ์ของท่านมรรคาจารย์ต้องมิใช่ขั้นถ้ำสวรรค์เก้าทั่วไปจะเทียบเทียมได้ จนถึงขั้นที่อาจมีพลังยุทธ์เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์เก้าด้วยซ้ำ”
“จะอย่างไรตอนนี้ข้าก็ยังคิดไม่ออกว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาธรรมดาๆ ใช้สิ่งใดมาดึงดูดเทพสงครามให้มาต่อสู้กับท่านมรรคาจารย์ที่เก่งกาจจนยากจะหยั่งถึง”
เยี่ยสวินตี๋ยิ้มกล่าวว่า
“อย่างไรก็ต้องมีคนที่รนหาที่ตาย ต้องมีคนที่ทะนงตน ซึ่งข้าก็เป็นอย่างหลัง”
ครั้งนั้นเขารู้ทั้งรู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก แต่ก็ยังมาอยู่ดี นี่ก็คือนิสัยชนิดหนึ่งของชาวยุทธ์ เมื่อได้พบกับคนที่อาจแข็งแกร่งกว่าตนก็จะรู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างมาก จีอู๋จวินมีบางสิ่งจะพูด แต่ที่สุดก็ยังเลือกที่จะเงียบไว้ เวลานี้ศพของเจ้ากระบี่ถูกเผาเป็นเถ้าไปหมดแล้ว เจียงฉางเซิงจึงเดินเข้าไปในห้องของตน มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาต่อตาเขา
[ปีไทเหอที่สอง เจ้ากระบี่ประสงค์จะช่วงชิงจิตกระบี่อัครยุทธ์ของเทพกระบี่ เจ้าลงมือขัดขวางได้ทันกาล ตัดเวรกรรมไปได้ครั้งหนึ่ง ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดวิชาฝึกเซียน “กระบี่เทพจิตวิญญาณ”]
วิชากระบี่ที่ได้มาจากเจ้ากระบี่ น่าสนใจนี่! เจียงฉางเซิงเริ่มตั้งตารอกระบี่เทพจิตวิญญาณ เมื่อมีคำว่าวิญญาณก็ต้องไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เขาเดินเข้าไปภายในห้อง ปิดประตูห้องให้ดี ก่อนลงนั่งขัดสมาธิบนตั่งนอนเพื่อรับการถ่ายทอดกระบี่เทพจิตวิญญาณ
เยี่ยสวินตี๋อดถามไม่ได้ว่า
“ร่างสีน้ำเงินเมื่อครู่นี้เป็นยอดเคล็ดวิชาใด พวกเจ้าเคยพบเห็นมาก่อนหรือไม่”
สายตาของเขามองทางไป๋ฉี ไป๋ฉีอยู่กับเจียงฉางเซิงมานานที่สุดและยังไม่เคยลงเขาเลยด้วย ไป๋ฉีส่ายหัว เจียงเจี้ยนเองก็มีสีหน้าอยากรู้ พวกเขาหันสายตาไปมองเทพกระบี่ ไป๋ฉีพูดเร่งไปว่า
“รีบๆ บอกมาสิว่าเมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้น ร่างของเจ้าหมอนั่นทะลุทีเดียว การต่อสู้เมื่อครู่ต้องดุเดือดมากกระมัง”
เทพกระบี่กล่าวด้วยสีหน้าประหลาดว่า
“จะว่าอย่างไรดี ก็ดุเดือดจริงดังว่า แต่ดุเดือดอยู่แค่ข้างเดียว”
เขาพรรณนาการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทุกคนฟังแล้วต่างต้องทอดถอนใจ มรรคาจารย์ช่างมีพลังลึกล้ำเกินหยั่งจริงๆ
“ช่วงชิงจิตกระบี่ของมือกระบี่? วิชายุทธ์ชนิดนี้แพร่ออกไปถึงโพ้นทะเลเชียวหรือนี่ นั่นเป็นวิชายุทธ์ต้องห้ามของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว”
จีอู๋จวินเลิกคิ้วกล่าว แต่เมื่อคิดว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายไปแล้ว นางก็หมดอารมณ์ขึ้นมาในทันใด เยี่ยสวินตี๋ตบไหลเทพกระบี่และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเนื้อหอมไม่เบา แต่ไม่น่าขายหน้าไปหน่อยหรือ ถึงกับต้องให้ท่านมรรคาจารย์ออกโรงช่วย ตั้งใจฝึกวิชาเถิดจะได้ไปขั้นถ้ำสวรรค์สองในเร็ววัน”
เทพกระบี่ถลึงตาใส่เขา แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะโต้เถียง เจียงเจี้ยนเดินมาพูดตรงหน้าผิงอันว่า
“ท่านอาจารย์ลุงไปฝึกวิชากันได้แล้ว พวกเราก็ต้องสำเร็จขั้นจักรวาลในเร็ววันเช่นกัน”
แม้ปัญญาของผิงอันจะอ่อนด้อยแต่ก็เชื่อฟังคำพูดของเจียงเจี้ยน เขาหัวเราะเหอๆ วางเฮยเทียนที่อยู่ในมือลงแล้วเริ่มไปฝึกวิชา หลังจากนั้นสองวัน เจียงฉางเซิงก็ออกมาจากภายในห้องและมาฝึกวิชาใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี จากนั้นช่วงเวลาหนึ่ง เทพกระบี่ไปหาเจียงเช่อด้วยตัวเองเพื่อแจ้งว่าตนเองไม่อยากอยู่ที่รัฐตงอีกต่อไปและอยากอยู่ฝึกวิชาที่อารามมังกรผงาด เจียงเช่อตัดใจไม่ได้ แต่ก็ทำได้แต่ตอบตกลง เพราะจะอย่างไรเทพกระบี่ก็เป็นคนของบรรพบุรุษของเขา ส่วนสำนักของเทพกระบี่ในรัฐตงนั้น เขาก็ยินดีมอบให้เจียงเช่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เจียงเชอดีใจขึ้นมา เพราะสำนักเทพกระบี่ในรัฐตงนับว่ามีฐานะที่ไม่ต่ำต้อยเลย และต้าจิ่งก็อาศัยสำนักแห่งนี้ควบคุมดูแลยุทธภพของรัฐตงเพื่อไม่ให้ยุทธภพรัฐตงเกิดฝ่ายอำนาจที่ก่อกบฏขึ้นได้ ดังนี้เองเทพกระบี่จึงได้กลับมาฝึกวิชาภายในเรือนพักอีกครั้ง
เทพกระบี่ เยี่ยสวินตี๋ ไป๋ฉี หวงเทียน เฮยเทียน เจียงเจี้ยน ผิงอัน จีอู๋จวินรวมทั้งหยางโจวที่จะมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว ทำให้ภายในลานบ้านเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ก่อนนี้เจียงฉางเซิงชอบความเงียบสงบ แต่เวลานี้กลับชอบให้ครึกครื้นสักหน่อย ทำให้เวลาไม่ผ่านไปเร็วเกินไปนัก วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีไทเหอที่สาม เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทุกแห่งในใต้หล้า ภายในเวลาหนึ่งปีเกิดแผ่นดินไหวสองครั้งในสิบสามรัฐ ความสั่นสะเทือนล้วนไม่ได้รุนแรงไม่ได้ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากนัก ราวกับว่าผืนแผ่นดินกำลังสัปหงกอยู่ เจียงเชอมาหาเจียงฉางเซิงอีกครั้ง บอกว่า
“ยังคงเป็นราชวงศ์ที่มีชีพจรมังกรเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น ท่านมรรคาจารย์ข้าสังหรณ์ใจว่าผิดปกติ กรมโชคชะตาตรวจสอบโชคชะตาดูแล้วแต่กลับหาสาเหตุไม่พบ ดูจากโชคชะตาอย่างเดียวก็มองไม่ออกแต่อย่างใด”
เพราะเกินจะรับมือแล้ว เขาจึงได้แต่ต้องมาหาเจียงฉางเซิง เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงคิดถึงตำนานของทวีปชีพจรมังกรที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ เบื้องล่างของชีพจรมังกรมีปีศาจลึกลับซุกซ่อนอยู่ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่พันธมิตรสมุทรไร้ขีดจำกัดทุ่มเทสุดชีวิตก็จะต้องมาที่ต้าจิ่งให้จงได้ แต่ทุกคราวที่เขาพยากรณ์เรื่องแผ่นดินไหว แต้มเซ่นไหว้ที่ต้องใช้ก็มากเท่ากับมูลค่าของต้าจิ่งทีเดียว เขาตัดใจใช้แต้มเซ่นไหว้ตั้งมากมายเช่นนั้นไม่ได้ หากว่าฟ้าถล่มลงมาจริงๆ อย่างมากเขาก็จะเอาประชาชนของต้าจิ่งใส่ไว้ในโลกมรรคา แล้วทุกคนค่อยไปหาทวีปแห่งใหม่อยู่อาศัย เพียงแต่เมื่อไปจากผืนแผ่นดินแห่งนี้แล้วโชคชะตาก็จะสลายหายไปด้วย และต้าจิ่งต้องเริ่มต้นเดินใหม่และสะสมสิ่งต่างๆ อีกครั้ง
หนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ดปี เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยคำ แต่ถอดดวงจิตออกไปและมุดลงสู่ใต้พื้นดิน เข้ามาถึงอุโมงค์ใต้ดินจุดที่มีแผ่นศิลาชีพจรมังกรอยู่ ดวงจิตของเขาใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุมุดต่อไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่ามีพลังหนึ่งขวางกั้นไม่ให้เขาไปข้างหน้าต่อ พลังนี้ไม่นับว่าแข็งแกร่งนัก หากเขาใช้กำลังทั้งหมดจะสามารถทำลายและทะลุไปได้อย่างสบาย แต่หากว่าทำเช่นนั้นผนึกชีพจรมังกรก็จะถูกทำลายไปด้วย เขาหยุดอยู่ในชั้นดินและพบว่าแม้แต่ดวงจิตก็ยังถูกกางกั้นเอาไว้ เขาจึงทำได้แค่เงี่ยหูฟังอยู่อย่างสงบ เขาได้ยินเสียงน้ำไหลแรงมาก ทำให้เกิดความสงสัยอยู่ในใจ หรือว่าข้างใต้ที่ชีพจรมังกรจะมีแม่น้ำขนาดใหญ่อยู่ เสียงน้ำนี้ไม่ได้เบาเลย ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงจิตของเขาก็กลับเข้ามาในร่างอีกครั้ง เวลานี้เจียงเชอยังคงหารือกับทุกคนอยู่ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการสอบถามจีอู๋จวิน เนื่องจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะต้องรู้จักโชคชะตาลึกซึ้งที่สุดเป็นแน่
จีอู๋จวินกล่าวว่า
“อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นคนทำผนึกชีพจรมังกรจริงดังว่า เพื่อสะกดปีศาจยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อหลายพันปีก่อนเอาไว้ ปีศาจยักษ์เหล่านั้นแข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ร่างกายของมันจะไม่ดับสลาย เลือดเนื้อของมันสามารถทำให้ปีศาจธรรมดาเหมือนได้ลอกคราบเป็นตัวใหม่ ซึ่งก็หมายความว่าแม้จะตายไปแล้วก็ยังสามารถช่วยเผ่าปีศาจได้ ดังนั้นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จนปัญญาจึงได้แต่ปิดผนึกซากของพวกมันเอาไว้ ทวีปแห่งนี้มีชีพจรมังกรอยู่เก้าสาย ดูทีว่าสิ่งที่ชีพจรมังกรกดทับเอาไว้นั้นต้องเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งอย่างมากทีเดียว เวลานี้โชคชะตาของเผ่าปีศาจขยายตัวขึ้น อาจเป็นได้ว่าซากปีศาจสัมผัสถึงสิ่งนี้จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ห้ามไปแตะต้องชีพจรมังกรเด็ดขาด”
เจียงเชอถามทั้งขมวดคิ้วว่า
“เมื่อไม่ไปแตะต้อง แล้วอยู่ได้อย่างสงบปลอดภัยหรือ”
จีอู๋จวินส่ายหัว กล่าวว่า
“หม่อมฉันจะไปทราบได้อย่างไร สรุปก็คือหากพวกท่านขืนจะเปิดผนึกให้ได้ ทวีปแห่งนี้จะต้องพังทลายเป็นแน่”
มิใช่ว่านางจะกระจ่างในทุกเรื่องไปหมด เรื่องของชีพจรมังกรนี้นางก็รู้มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้ยินคำ หัวใจของเจียงเชอก็ประหนึ่งตกลงไปก้นหุบเหว แม้ต้าจิ่งจะยืนหยัดในมหาสมุทรได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่หากว่าทวีปพังทลายจะทำให้ประชาชนล้มตายไปกี่มากน้อย เขาไมอาจทานรับได้ไหว! เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า
“เสด็จกลับไปเถิด บางเรื่องมิใช่ว่าพระองค์จะทรงควบคุมได้ จงปกครองแผ่นดินด้วยใจสงบเป็นพอแล้ว”
เจียงเชอสูดหายใจลึก ก่อนหันไปคำนับเจียงฉางเซิงด้วยความเคารพ จากนั้นจึงกลับไป ไป๋ฉีพูดอย่างอารมณ์ดีว่า
“หากว่าพังทลายลงจริงๆ ภายหน้าพวกเราจะต้องไปอยู่บนทะเลใช่หรือไม่”
เจียงเจี้ยนถลึงตาใสมันและกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“สัตว์ปีศาจในทะเลมีมากกว่าและยังดุร้ายกว่าบนพื้นดินมากมายนัก”
จีอู๋จวินพูดอย่างเป็นกังวลว่า
“เรื่องนี้นับเป็นลางที่ไม่ดีเลย หรือว่าพวกปีศาจทั้งหมดที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์สะกดเอาไว้ในครั้งนั้นกำลังจะหลุดออกมาแล้ว”
แม้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะล่มสลายไปแล้ว แต่ในฐานะเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ นางยังคงหวังว่าเผ่ามนุษย์จะสามารถยืนหยัดต่อไปได้ ขุนเขาสูงต่ำ ตะวันสายัณห์สีชาดแผ่ทั่วนภา บนหน้าผาชันแห่งหนึ่ง ชายชุดคลุมสีขาวนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปทางตะวันตกดิน มีวิหคปีศาจขนาดใหญ่จำนวนมากบินวนอยู่เหนือหัวเขา ร่างหนึ่งร่อนตัวจากฟ้าลงข้างหลังเขา เป็นชายลึกลับสวมหน้ากากกระดูกขาวผู้หนึ่ง ชายสวมหน้ากากคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งและกล่าวว่า
“รายงานนายท่านผู้สูงส่ง ผนึกชีพจรมังกรที่สะกดเจ็ดจอมปีศาจเอาไว้เริ่มปะทุออกดังที่ท่านคาดการณ์ไว้จริงๆ อีกไม่นานซากของเจ็ดจอมปีศาจจะทำลายผนึกออกมาได้ขอรับ”
ได้ยินคำ ชายชุดคลุมสีขาวก็ลืมตาขึ้นและถามว่า
“ขบวนใหญ่ของเผ่าปีศาจอยู่ห่างจากชีพจรมังกรที่อยู่ใกล้ที่สุดเท่าใด”
“ห่างออกไปอีกสิบน่านทะเล ในระยะเวลาหลายสิบปีนี้ยากเข้ามาใกล้ได้ขอรับ”
ชายสวมหน้ากากตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชาไม่มีอารมณ์ขึ้นลงแม้แต่น้อย ชายชุดคลุมสีขาวช้อนตาขึ้นมองตะวันตกดิน ถอนใจกล่าวว่า
“เมื่อชีพจรมังกรพังทลาย ไม่รู้ว่าต้องมีผู้คนมากน้อยเท่าใดต้องสูญเสียชีวิต จนใจนักที่ไม่อาจระงับเรื่องนี้ไว้ได้”
ชายสวมหน้ากากไม่ได้พูดต่อ ชายชุดคลุมขาวมองไปยังเส้นขอบฟ้าและเข้าสู่ห้วงความคิด ผ่านไปพักหนึ่ง
“บอกเรื่องนี้แก่เขา ให้เขาเตรียมตัวลงมือเถิด”
ราวกับว่าชายชุดคลุมขาวได้ตัดสินใจแล้วและเอ่ยไปด้วยเสียงหนัก ชายสวมหน้ากากเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่ภายใต้หน้ากากกระดูกขาวเต็มไปด้วยแววแห่งความไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาขบฟันกล่าวว่า
“นายท่านผู้สูงส่ง เขาเป็นผู้ที่เกิดใหม่อีกครั้ง ควรค่าจะเชื่อใจเขาจริงหรือ”
ชายชุดคลุมขาวกล่าวว่า
“ใต้หล้าพังทลาย เผ่ามนุษย์กำลังรอคอยจักรพรรดิยุทธ์คนต่อไป ทำได้เพียงอาศัยเขาผู้เดียวมารับมือกับพละกำลังอันมหาศาลของเผ่าปีศาจ”
“แต่ว่า…”
“เอาละ ไปได้!”
ชายชุดคลุมขาวเน้นเสียง ชายสวมหน้ากากได้ฟังแล้วต้องตกใจและไม่กล้าพูดมากอีก จึงลุกขึ้นและจากไป บนหน้าผาสูงชัน เหลือเขาแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเวิ้งว่าง รำพึง
“ฝ่าบาท ผู้เป็นสวรรค์ลิขิตที่ท่านเอ่ยถึงนั้น เมื่อใดจึงจะปรากฏตัวออกมา…”
เดือนเก้า ณ รัฐตงหลิน ต้าจิ่ง ป่าไม้บนเขาทีดยาวไกลสุดลูกหูลูกตาช่างยิ่งใหญ่งดงามสงบเงียบนัก พื้นดินแห่งหนึ่งกลางป่าเขายุบตัวลงเกิดฝุ่นดินคละคลุ้ง กลายเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งหลุมหนึ่ง ไม่นานนักก็มีน้ำทะเลถาโถมทะลักออกมาจากใต้พื้นดิน ราวกับน้ำแร่พุ่งสูงขึ้นไปหนึ่งจั้ง สาดพรมไปยังป่าบนเขา ไม่เพียงแต่ในรัฐตงหลินเท่านั้น ในพื้นที่ต่างๆ บนแผ่นดินก็ทยอยปรากฏหลุมยักษ์ลึกลับขึ้นและต่างก็มีน้ำทะเลผุดออกมาเช่นกัน หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกน้ำซัดจนพังทลาย เมืองหลวง ภายในเรือนพัก เขามังกรผงาด เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น จากนั้นก็มีเสียงเลื่อนลั่นดังมาแต่ไกล ทำเอาทุกคนตกใจจนต้องลืมตาขึ้นเช่นกัน
“เรื่องใดกัน มีศัตรูมาบุก?”
ไป๋ฉีถามไปอย่างระมัดระวัง เยี่ยสวินตี๋ขมวดคิ้วแน่น กล่าวว่า
“โชคชะตาของต้าจิ่งปั่นป่วนแล้ว ปั่นป่วนจนผิดปกติอย่างยิ่ง”
จีอู๋จวินลุกพรวดพราดขึ้นมาและหายตัวไปทันที เจียงฉางเซิงเริ่มมองตามทิศทางที่เสียงนั้นดังมา เขามองเห็นมวลน้ำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่เขานอกรัฐชือ เป็นน้ำที่ทะลักออกมาจากโพรงใต้ดินลึกลับแห่งหนึ่ง เสียงดังเลื่อนลั่นไปหมด