เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 234: การฟื้นคืนชีพของจอมปีศาจ ผู้แอบอ้างวิถีเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 234: การฟื้นคืนชีพของจอมปีศาจ ผู้แอบอ้างวิถีเซียน
ในวังหลวง ประตูสวรรค์จากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์บานมโหฬารถูกองครักษ์ชุดขาวขั้นเทวชนกลุ่มหนึ่งช่วยกันประคองลงมาตั้งที่พื้นเป็นผลสำเร็จ ประตูสวรรค์ตั้งตระหง่านสูงถึงสิบจั้ง
เจียงเช่อกับเฉินหลี่เดินเข้ามา พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังโชคชะตามหาศาลที่อยู่บนประตูสวรรค์ พลังโชคชะตาของทั้งเมืองหลวงเพิ่มพูนขึ้นตาม
เฉินหลี่ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้มาจากที่ใดกัน”
เจียงเซ่อตอบว่า “เราก็ไม่รู้แน่ชัดนัก แต่มรรคาจารย์สั่งไว้ไม่ให้เราตามสืบต่อ”
เฉินหลี่ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ของสิ่งนี้จะไม่ธรรมดา หากมีข่าวลือแพร่ออกไปจะนำภัยร้ายแรงมาให้”
เจียงเช่อพยักหน้า ไม่พูดอะไรต่ออีก
ผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับแปดคนแบกประตูมาย่อมทำให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าในเมืองหลวงไม่น้อย แต่ไม่นานองครักษ์ชุดขาวก็สยบข่าวเอาไว้ได้
หลังจากกวนทงโยวเข้ามาพักอาศัยในเมืองหลวง เขาก็ฝึกวิชาอยู่ในจวนอยู่ตลอด ไม่สนใจเรื่องนี้
เวลาล่วงเลยมาถึงเดือนสิบสอง
เจียงฉางเซิงเพิ่งช่วยผู้ศรัทธาคนหนึ่งโจมตีสัตว์ปีศาจที่ล้อมหมู่บ้านจนแตกกระเจิง
ทุกเดือนเขาจะเลือกประทับร่างผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เจาะจงเลือกผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย ส่วนผู้ศรัทธาที่ปรารถนาลาภยศชื่อเสียงคนเช่นนั้นเขาคร้านจะช่วยเหลือ
เขาเปิดแต้มเซ่นไหว้ของตนเองออกมาตรวจดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 1,820,047,903 แต้ม]
หนึ่งพันแปดร้อยล้านแต้ม แล้วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
ตอนนี้เจียงฉางเซิงมีสี่ตัวตนที่คอยเก็บเกี่ยวแต้มเซ่นไหว้ ได้แก่ มรรคาจารย์ วิหคทมิฬ ผานกู่ แล้วก็เทพเซียน
เทพเซียนคือตัวตนของเขาในความคิดของคนตระกูลมู่กับหลินเฮาเทียน พวกเขาไม่รู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา จึงได้แต่ใช้ตัวตนของเทพเซียนปริศนาจินตนาการถึงเขา
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่แต้มเซ่นไหว้ไม่พอระหว่างผ่านด่านเคราะห์อย่างก่อนหน้านี้ เจียงฉางเซิงไม่คิดจะสิ้นเปลืองแต้มเซ่นไหว้ เขาสะสมมันต่อไป
เจียงฉางเซิงกำลังขบคิดว่าเลื่อนขั้นครั้งต่อไปจะต้องใช้แต้มเซ่นไหว้สักเท่าไร
ระยะนี้เมืองหลวงครึกครื้นขึ้นทุกที เพราะการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างต้าจิ่งกับเฟิ่งเทียนกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
องค์หญิงจากเฟิ่งเทียนกำลังอยู่ระหว่างเดินทางมา ทั่วทั้งอาณาจักรต้าจิ่งล้วนอยู่ในบรรยากาศแห่งความรื่นเริงยินดี ไม่เคยได้สัมผัสความหวาดกลัวจากเผ่าปีศาจ
ภัยจากปีศาจบริเวณรอบทวีปชีพจรมังกรถูกกำราบแล้ว แม้แต่แดนสมุทรบริเวณใกล้เคียงก็ฟื้นกลับมาสงบสุข
แต่เจียงฉางเซิงรู้ว่าความสงบสุขนี้จะคงอยู่ไม่นานนัก นามเผ่าสวรรค์อาจปรามเผ่าปีศาจได้ แต่เจ็ดจอมปีศาจที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอยู่ห่างจากทวีปชีพจรมังกรของพวกเขาไม่ไกลนัก ยามนี้พวกมันยังฟื้นคืนชีพไม่สมบูรณ์ ร่องรอยของพวกมันจึงค้นหายากนัก พญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ยที่เพิ่งโผล่มาไม่นานตนนั้นก็ไม่รู้ว่าหลบไปอยู่ที่ใด บางครั้งเจียงฉางเซิงก็ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตค้นหาแต่ไม่เคยหาพบ
หยางโจวเดินเข้ามาในเรือน เขาสาวเท้าเร็วไวมาตรงหน้าเยี่ยสวินตี๋แล้วเอ่ยว่า “อาจารย์ รัฐหงเสวียนมียอดฝีมือลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขายินดีรับคำท้าจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้า ผู้ใดเอาชนะเขาได้จะได้รับยอดเคล็ดวิชาที่เขามี ได้ยินว่ายอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สองคนจากจวนมังกรจำแลงพ่ายแพ้แล้ว อาจารย์จะไปลองดูหรือไม่ขอรับ”
เยี่ยสวินตี๋ได้ยินดังนั้นก็ลืมตาขึ้นมาทันที “ผู้ฝึกยุทธ์สองคนจากจวนมังกรจำแลงที่ลงมือขั้นถ้ำสวรรค์เท่าไร”
หยางโจวส่ายหน้าบอกว่า “เรื่องนั้นข้ามิทราบขอรับ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์ชอบทำตัวลึกลับ ไม่เคยเปิดเผยระดับขั้นที่แท้จริงของตนเอง”
เยี่ยสวินตี๋ลุกขึ้นยืนทันที “ไป ไปดูสักหน่อยซิ!”
เทพกระบี่ก็นึกสนใจเหมือนกัน ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็อยู่ในแผ่นดินต้าจิ่ง ไปดูเสียหน่อยจะเป็นอันใด ทั้งสามคนเดินออกไปข้างนอกทันที
หลายปีนี้เจียงฉางเซิงไม่ได้กักบริเวณพวกเขาแล้ว พวกเขาจึงมักจะลงจากเขาไปบ่อยๆ
สมาชิกพวกเดียวที่ยังถูกคุมอยู่ก็คือหวงเทียนกับเฮยเทียน พวกมันไปมาได้แค่ในเมืองหลวงเท่านั้น
ไป๋ฉีหันไปมองจือจวินแล้วถามว่า “เจ้าไม่ไปลองดูด้วยหรือ ระยะนี้มียอดฝีมือแห่งวิถียุทธ์เข้ามาในต้าจิ่งมากขึ้นทุกที แล้วก็มีอัจฉริยะมากมายสร้างชื่อลือนาม แต่ข้าคิดว่าหากเจ้าเผยฝีมือละก็ อันดับสองของต้าจิ่งต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน”
จือจวินตอบโดยที่ไม่ลืมตา “ก็แค่การละเล่นของเด็กน้อยเท่านั้น ข้าหาสนใจไม่”
เจียงเจี่ยนกับผิงอันกำลังนั่งทำสมาธิฝึกวิชา ทั้งสองคนเตรียมตัวจะเลื่อนขั้นเป็นขั้นจักรวาล ผิงอันมีนิสัยรักเล่นเดิมทีเขาเลื่อนขั้นได้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว แต่กลับชักช้ายืดยาดมาจนถึงตอนนี้ เพราะเจียงฉางเซิงบังคับให้เขาอยู่กับร่องกับรอยหรอกนะ เขาถึงยอมตั้งใจฝึกวิชา
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น จูเทียนจื้อประมุขจวนมังกรจำแลงก็เดินทางมาเยี่ยมเยียน หนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์หกคนนี้กลับไม่ได้มาเพื่อยลโฉมมังกร
จูเทียนจื้อเดินมาตรงหน้าเจียงฉางเซิงแล้วค้อมกายคำนับ “มรรคาจารย์ ยามนี้มหันตภัยเผ่าปีศาจมาเยือนแล้ว ก่อนหน้านี้ชีพจรมังกรของทวีปต่างๆ พังทลาย จอมปีศาจปรากฏตัว เผ่าพันธุ์ประหลาดจากยุคโบราณออกมาเพ่นพ่านทั่วแดนสมุทร หลายปีก่อนท่านยิงดวงตะวันตก ดวงตะวันเหล่านั้นเกิดจากเผ่าอีกาสวรรค์ พวกมันต้องมาแก้แค้นแน่ ข้าได้ยินมาว่าไม่นานมานี้ทะเลไร้ขอบเขตยังมีเผ่าสวรรค์โผล่มาอีก นับว่ามีศัตรูแข็งแกร่งรายล้อมอย่างแท้จริง ท่านเคยคิดเรื่องย้ายที่อยู่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงฟังคำกล่าวนี้จบกลับไม่เอ่ยตอบสักคำ
เจียงเจี่ยนลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร คิดจะให้มรรคาจารย์ทอดทิ้งต้าจิ่งหรือ”
จูเทียนจื้อส่ายศีรษะตอบว่า “ย่อมมิใช่ แต่เป็นการพาต้าจิ่งอพยพไปด้วยกัน หากต้าจิ่งปรารถนาจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ทวีปชีพจรมังกรย่อมดีไม่พอ อย่างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อน พวกเขาตั้งอาณาจักรอยู่บนทวีปทวยเทพ ขนาดของทวีปทวยเทพกว้างใหญ่ชนิดที่เอาทวีปชีพจรมังกรสิบทวีปมาต่อกันก็ยังเทียบไม่ได้ ปราณวิญญาณยุทธ์ท่วมท้น ขุนเขาลำน้ำยิ่งใหญ่ประหนึ่งปราการสวรรค์ขวางกั้นระหว่างเผ่าปีศาจกับเผ่ามนุษย์”
เจียงฉางเซิงลืมตา คนอื่นต่างหันไปมองจูเทียนจื้อด้วย
จือจวินเอ่ยว่า “ทวีปชีพจรมังกรดีไม่พอก็จริง แต่คิดจะตามหาสถานที่อย่างทวีปทวยเทพนั้นยากเย็นปานไฉน”
จูเทียนจื้อหันไปมองจือจวินแล้วเอ่ยว่า “เดินทางไปทางเหนือ ทั้งออกห่างจากเผ่าปีศาจ ทั้งได้ออกสำรวจแดนสมุทรที่ยังไม่รู้จัก สาเหตุที่ทะเลไร้ขอบเขตถูกเรียกว่าทะเลไร้ขอบเขต ก็เพราะว่าทะเลทิศเหนือของพวกเราใกล้สุดเขตแดนสมุทรที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เคยสำรวจแล้ว แต่มันกลับหาใช่สุดปลายมหาสมุทรไม่”
ข้อเสนอของเขาทำให้เจียงฉางเซิงหวั่นไหว แม้จะมีเผ่าสวรรค์คอยแบ่งความสนใจของเผ่าปีศาจ แต่รอบด้านก็ยังอันตรายมากอยู่จริงๆ หากเปลี่ยนสถานที่ ได้ฝึกวิชาอย่างสบายใจก็เป็นเรื่องดี
ทว่าการอพยพไปอย่างไม่รู้อะไรเลยเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแท้จริง
เจียงฉางเซิงจึงเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นจวนมังกรจำแลงก็จงไปตามหาทวีปที่เหมาะสมเถิด”
จูเทียนจื้ออึ้งไปวูบหนึ่งแล้วรีบบอกว่า “มรรคาจารย์ ต่อให้จวนมังกรจำแลงหาพบ ก็คงต้องใช้เวลาเนิ่นนาน รอจวนมังกรจำแลงหาพบแล้วต้าจิ่งค่อยย้ายไป เกรงว่าจะไม่ทันกาลแล้ว”
นี่มิใช่การย้ายสำนัก ต้าจิ่งเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา จำนวนประชากรมากเกือบแสนล้านคน อยากจะอพยพไปทั้งหมด ยุ่งยากมากปานใด เชื่องช้ามากปานใด
เจียงฉางเซิงกลับตอบอย่างนิ่งสงบ “ไม่มีทางไม่ทันกาล ขอเพียงพวกเจ้าตามหาพบ ข้าจะยกทวีปชีพจรมังกรตามไปเอง”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนก็หันมามองเขาด้วยสีหน้าประหลาด
แม้เขาจะเคยย้ายภูเขา ยกมหาสมุทรมาแล้ว แต่ยกทวีปทั้งทวีปนี่มันก็ออกจะ…
จูเทียนจื้อตกตะลึง แต่จากนั้นก็ดีใจจนใบหน้าแดงก่ำ เขาเชื่อว่ามรรคาจารย์ไม่โกหก ด้วยเหตุนี้เองเขาถึงยินดีปรีดา จวนมังกรจำแลงกอดต้นขาถูกคนแล้วจริงๆ!
ตอนแรกมีบางคนในจวนไม่พอใจ หมายจะจับตัวมรรคาจารย์ไปให้ได้ โชคดีที่เขาปฏิเสธความเห็นต่างทั้งหมด นั่นเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในชีวิตเขาอย่างแน่นอน
“ขอรับ ข้าจะจัดการออกไปค้นหาทันที นี่จะเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของจวนมังกรจำแลง!”
จูเทียนจื้อเอ่ยอย่างฮึกเหิม กล่าวจบเขาก็คำนับแล้วจากไป
คนอื่นๆ เข้ามาถามเจียงฉางเซิงอย่างสงสัยใครรู้ยิ่งนักว่าเขายกทวีปได้ใหญ่แค่ไหน เรื่องนี้เจียงฉางเซิงเพียงบอกว่าจะทำสุดกำลังที่ทำได้ ไม่รู้ว่าขีดจำกัดอยู่ที่ใด ทำให้ทุกคนได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ
นี่ช่างเป็นความสามารถของเทพเซียนโดยแท้จริง
เจียงฉางเซิงมิได้โกหก ยามใดจวนมังกรจำแลงค้นพบทวีปใหม่ เขาสามารถใช้อภินิหารแปลงฟ้าเปลี่ยนปฐพีทำให้ทวีปชีพจรมังกรหดเล็กลงเหลือเท่าเกาะเกาะหนึ่ง จากนั้นพายกไปถึงทวีปใหม่แห่งนั้นแล้วใช้วิชาแปลงฟ้าเปลี่ยนปฐพีอีกหน จับมันไปเชื่อมกับทวีปผืนใหม่
แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องให้หลินเฮาเทียนกับตระกูลมู่อพยพมาถึงก่อน ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีวันหาต้าจิ่งพบ
ขั่วนิรันดร
ครืนนน!
เมฆอสนีบาตก่อตัวรวมกันประหนึ่งมหาสมุทรสีดำทะมึนซัดโถมเกรี้ยวกราดอยู่บนนภา ผิวทะเลเบื้องล่างก็มีเกลียวคลื่นซัดโถมน่ากลัวดุจเดียวกัน พายุคลั่งกับสายฝนกระหน่ำกลืนกลบสรรพเสียงในใต้หล้า
ในแดนสมุทรอันมืดหม่นพลันปรากฏเงาดำมหึมาประหนึ่งเทือกเขาร่างแล้วร่างเล่า เมื่อพิจดูก็พบว่าเป็นพญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ยนั่นเอง
ลำคอยาวทั้งเก้าประหนึ่งเทือกเขา ยามพายุฝนกระหน่ำสาดเทลงบนนั้น พวกมันก็แตกสลายประหนึ่งแสงเย็นเฉียบนับไม่ถ้วน หัวมังกรน้ำใหญ่ยักษ์ดุจภูเขาสูงพันจั้งทั้งเก้าหัว มีดวงตาสีแดงฉานคู่แล้วคู่เล่าเปิดอยู่
จอมปีศาจฟื้นคืนชีพแล้ว!
หัวทั้งเก้าของมันกู่ร้องดังกึกก้องพร้อมกัน เสียงของมันสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ดังลอยไปถึงแดนสมุทรมากมายหลายแห่ง
สุดปลายผิวสมุทรทั่วทุกสารทิศมีสัตว์ปีศาจขนาดมหึมาตัวแล้วตัวเล่าโผล่ขึ้นมา มีทั้งงู ปลา เต่าแล้วยังสัตว์ปีศาจปริศนาที่ดูโหดเหี้ยมน่ากลัวอีกมากมาย พวกมันทั้งหมดล้วนก้มหัวคารวะพญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ย จากนั้นจึงพากันส่งเสียงคำรามทุ่มต่ำ ตอบรับเสียงกู่ร้องเกรี้ยวกราดของจอมปีศาจ
พญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ยกู่ร้องยาวนานจบก็ค่อยๆ ก้มหัวทั้งเก้าลงมาอย่างเชื่องช้า แต่ละหัวมองไปยังทิศทางที่แตกต่างกัน หัวที่อยู่ตรงกลางหัวเราะเย็นเยียบ “ในที่สุดข้าก็ฟื้นคืนชีพแล้ว ดูท่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะล่มสลายแล้ว จักรพรรดิยุทธ์สกุลจีเอ๋ย สุดท้ายอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าบากบั่นสร้างมาก็ล้มครืนไปตามกาลเวลา น่าเสียดายจริง น่าขันเสียจริง
ในเมื่อข้าฟื้นคืนชีพมาแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้โลกใบนี้ ของขวัญชิ้นใหญ่ที่มีนามว่าความสิ้นหวัง!”
กล่าวจบ หัวมังกรน้ำทั้งเก้าก็อ้าปากเล็งไปที่ผิวมหาสมุทรพร้อมกัน พลังปีศาจอันน่าหวาดกลัวกลายเป็นเสาแสงสีโลหิตพุ่งจมหายไปในน้ำทะเล เพียงชั่วพริบตาคลื่นก็โถมขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า ผิวทะเลในระยะร้อยลี้เดือดปุดๆ ทว่าอุณหภูมิของมันกลับไม่ร้อน มีเพียงผิวทะเลที่มีสภาพเหมือนน้ำเดือด
ต่อจากนั้น น้ำทะเลก็โถมตัวสูงพันจั้งโดยมีพญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ยเป็นศูนย์กลาง เกิดเป็นกำแพงวงกลมยักษ์ขนาดมหึมาที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ พวกมันแผ่ขยายโถมไปยังทิศทางที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว สัตว์ปีศาจตนแล้วตนเล่าถูกคลื่นทะเลกลืนกลบหายไป
เมื่อคลื่นผ่านไปแล้ว พวกมันถึงโผล่หัวออกมาใหม่อีกหน
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือลูกน้องกลุ่มแรกของข้า จงติดตามข้าก่อตั้งเทวตำหนักหมื่นปีศาจ”
เสียงของพญามังกรน้ำจิ่วเจวี่ยสะท้อนก้องท้องนภาอันมืดหม่น แม้แต่เสียงคำรามของอสนีบาตก็มิอาจดังกลบเสียงของมัน
ปีไทเหอที่สิบเอ็ด ต้นเดือนหนึ่ง
เยี่ยสวินตี๋อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพต้าจิ่งท้าสู้กับเทพาจารย์ถังผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์จากโพ้นทะเล ทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างดุเดือดสามวันสามคืนก็ยังไม่อาจตัดสินแพ้ชนะ สุดท้ายจึงรามือด้วยผลเสมอกัน ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพเล่าลือเรื่องนี้อย่างครึกครื้น
นามของเทพาจารย์ถังเลื่องลือไปทั่วยุทธภพ ตอนแรกต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์สองคนของจวนมังกรจำแลง จากนั้นก็ต่อสู้กับเยี่ยสวินตี๋ โดยไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ พลังระดับนี้ทำให้คนนับถือยำเกรง
โอรสสวรรค์ส่งองครักษ์ชุดขาวไปชักชวนเขามาทำงานให้ราชสำนัก แต่ได้ยินว่าเทพาจารย์ถังปฏิเสธอย่างอ้อมๆ
ครึ่งเดือนหลังจากนั้นเยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่กับหยางโจวก็กลับมา
ไป๋ฉีล้อทันที “เหตุใดจึงกลับมาช้าเช่นนี้เล่า ผลการต่อสู้หนนี้ลือไปทั่วเมืองหลวงแล้ว”
เยี่ยสวินตี๋ตอบว่า “ก็ถกเรื่องวิถียุทธ์กับตาเฒ่าคนนั้นอยู่เลยเสียเวลาน่ะสิ”
สีหน้าของเขานิ่งสงบ แต่คนสนิทต่างมองออกว่ายามนี้เขากำลังขัดใจอย่างยิ่ง
เทพกระบี่บอกว่า “อีกฝ่ายบอกว่าตนเองฝึกบำเพ็ญวิถีเซียน แม้ไม่เอ่ยถึงมรรคาจารย์ แต่ข้ารู้สึกว่าเขามาเพราะมรรคาจารย์”
พอคำพูดนี้เอ่ยออกมา ทุกคนก็หันไปมองเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงไม่สะทกสะท้าน เขาสำรวจเทพาจารย์ถังคนนี้มาก่อนแล้ว บนร่างเขามีแต่ลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์ เพียงแต่ระดับขั้นสูงมาก สูงถึงขั้นถ้ำสวรรค์ห้าเท่านั้น สาเหตุที่สู้เสมอกับเยี่ยสวินตี๋ คงเป็นเพราะต้องการไว้หน้า กลัวจะล่วงเกินต้าจิ่งแล้วโดนโทษตายกระมัง