เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 235: เฮาเทียนก็มาถึงเสียที
“เรียกเอาเองว่าวิถีเซียน? แสร้งทำเป็นลึกลับซับซ้อน หากว่าเป็นวิถีเซียนจริงยังต้องสร้างข่าวลือเช่นนี้อีกหรือ ก็แค่อยากได้ชื่อเสียงเงินทองเท่านั้น”
จือจวินเอ่ยดูแคลน เพราะในใจนางมีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่าวิถีเซียน
อย่างน้อยมรรคาจารย์จะไม่สร้างข่าวลือเหมือนกับเทพาจารย์ถังผู้นี้ ทุกครั้งที่มรรคาจารย์ลงมือล้วนทำเพื่อต้าจิ่ง เพื่อเผ่ามนุษย์โดยไม่หวังสิ่งใด
เยี่ยสวินตี๋กล่าวอย่างอ่อนใจว่า “ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็แข็งแกร่งจริงๆ มีหลายกระบวนท่าที่ดูไปแล้วเกินกว่าจะคาดคิดได้”
ได้ฟังคำพูดนี้คนอื่นๆ ยังไม่ทันส่งเสียงใด จือจวินก็ลุกขึ้นและกล่าวว่า “นำทาง ข้าจะไปพบเขาสักคราว”
เยี่ยสวินตี๋และหยางโจวได้ยินก็ดีใจขึ้นมาและตอบตกลงทันที เทพกระบี่ที่เพิ่งนั่งลงก็ลุกขึ้นอีกครั้งด้วย
ไป๋ฉีมองเจียงฉางเซิงก่อนพูดอย่างระมัดระวังว่า “เจ้านาย ข้าไปได้หรือไม่…”
“ไปเถิด หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ไปได้ แต่พวกเจ้าจะต้องคอยดูแลควบคุมพวกมันให้ดี”
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นานๆ ครั้งจะได้ครึกครื้นดังนี้ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาไปเถิด
เสียงไชโยโห่ร้องพลันดังขึ้นในลานบ้าน รวมทั้งเจียงเจี่ยนและผิงอันด้วย ทุกคนต่างเหินออกจากเขามังกรผงาดอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นภายในเรือนก็เหลือแต่เจียงฉางเซิงผู้เดียว
หากเป็นเมื่อก่อนเจียงฉางเซิงสามารถไปรับมือกับเทพาจารย์ถังผู้นี้ด้วยตนเอง แต่เวลานี้แต้มเซ่นไหว้เขาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมาก ไม่มีความจำเป็นต้องลดชื่อเสียงของตนลงเพื่อคนที่ไม่ส่งผลต่อรางวัลรอดชีวิต กลับจะส่งผลให้แต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นช้าลงเสียอีก เว้นแต่เทพาจารย์ถังไม่ลืมหูลืมตาและเป็นฝ่ายมาท้าสู้เขาก่อน
ยิ่งลึกลับยิ่งห่างไกลเกินเอื้อม กลับยิ่งทำให้ความน่าเลื่อมใสเพิ่มขึ้นได้ง่าย ชื่อเสียงของเจียงฉางเซิงมีมากพอแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือรักษาภาพลักษณ์ให้มั่นคงและสร้างภาพลักษณ์ของเซียนบนแดนมนุษย์ขึ้นมา
เจียงฉางเซิงฝึกวิชาไปด้วยและส่องดูความเป็นไปภายในโลกมรรคาไปด้วย
เมื่อปีศาจนางแอ่นน้อยกลายเป็นอีกาทองสามขาแล้ว มันก็ไม่ได้แอบขี้เกียจแต่กลับเป็นเจ้าตัวที่ขยันที่สุดและคอยฝึกวิชาอยู่ทั้งวัน
แม้จะอยู่ในโลกมรรคาแต่พวกมันก็ยังไม่สามารถฝึกเซียนได้เพราะโลกมรรคาก็ยังคงอยู่ภายในโลกแห่งยุทธ์และพวกมันก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาจากโลกแห่งยุทธ์ ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางของการหล่อกายแกร่งด้วยปราณวิญญาณ แต่ไม่ได้ดูดซับปราณวิญญาณเพื่อให้กลายเป็นพลังวิญญาณ
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อพวกมันอาศัยคุณสมบัติส่วนตัวและปราณวิญญาณในโลกมรรคาก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายนอก
เจียงฉางเซิงพึงพอใจจึงเก็บความสนใจของตนกลับมาก่อนจดจ่อฝึกวิชาต่อไป
ทุกสิ่งล้วนดีทั้งสิ้นมีสิ่งเดียวที่ยังไม่พอก็คือเขายังไม่แข็งแกร่งพอ
เป้าหมายต่อจากนี้ก็คือมุ่งสู่วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่เก้าเพื่อทำให้พลังของเขาพุ่งทะยานอีกครั้ง เช่นนี้จึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในยุคแห่งความโหดร้ายที่กำลังจะมาเยือน
ไม่ถึงสามวัน พวกของจือจวินก็กลับมา ทุกคนเดินห้อมล้อมจือจวินเป็นดาวล้อมเดือนเข้ามาภายในลานบ้าน แม้แต่สายตาที่เทพกระบี่มองนางก็ยังเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส
ไม่ต้องมองสีหน้าท่าทางของพวกเขาเจียงฉางเซิงก็รู้ผลแล้ว
แม้ว่าเทพาจารย์ถังจะอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์ห้า แต่จือจวินแข็งแกร่งยิ่งกว่า นางอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์หกแต่สามารถรับมือกับผู้เยี่ยมยุทธ์ในขั้นถ้ำสวรรค์แปดเช่นต้นดับโลกาได้แล้ว จะไม่สามารถจัดการเทพาจารย์ถังได้อย่างไร
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเทพาจารย์ถังก็ถูกจัดการจนต้องร้องขอชีวิต
เจียงฉางเซิงคอยมองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ใกล้ๆ ต้องพูดทีเดียวว่าจือจวินลงมือหนักหนาจริงๆ ทำเอาเทพาจารย์ถังสะบักสะบอมเกินประมาณ
“ท่านมรรคาจารย์ ข้าทดสอบแล้วไม่ใช่วิถีเซียนจริงด้วยเจ้าค่ะ”
จือจวินกล่าวด้วยรอยยิ้มและกล่าวสบายๆ เป็นเมฆบางลมเบา หนนี้แม้แต่ไป๋ฉีก็ยังไม่กล้าค่อนแคะนาง แต่กลับเข้าไปประจบประแจงอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเสียอีก
ทุกคนต่างรู้ว่าจือจวินแข็งแกร่งมากแต่ก็มีแค่เยี่ยสวินตี๋ที่เคยท้าสู้กับนาง ครั้งนี้จึงนับว่าได้เข้าใจถ่องแท้แล้ว
การต่อสู้ครั้งนี้ก็สร้างชื่อสะเทือนใต้หล้าด้วยเช่นกัน จือจวินไม่ได้บอกกล่าวชื่อแซ่แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อแรงกระเพื่อมจากการต่อสู้ครั้งนี้ เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่และหยางโจวต่างก็ฝึกยุทธ์อยู่ภายใต้การชี้แนะของมรรคาจารย์ ฉะนั้นสตรีลึกลับผู้นี้ก็ย่อมเป็นคนของมรรคาจารย์ด้วย
อารามมังกรผงาดก็ถูกบอกเล่ากันไปปากต่อปากทั่วทั้งยุทธภพอีกครั้งในทันใด
เยี่ยสวินตี๋หัวเราะลั่นและกล่าวว่า “วิชายุทธ์ประหลาดของเจ้าหมอนั่นถูกผู้อาวุโสจีแทงทะลุในทวนเดียว จนตอนนี้ข้ายยังจำสีหน้าในเวลานั้นของเขาได้ชัดเจนนัก”
จือจวินกล่าวว่า “วิชายุทธ์ทั้งหลายของเขาที่ดูคล้ายวิถีเซียน ความจริงแล้วเหมือนกับวิถีขุนพลอย่างมาก แค่เป็นการหยิบเอาโชคชะตามาใช้เท่านั้น ส่วนทวนของข้านี้เป็นฝ่าบาทพระราชทานให้ นับเป็นหนึ่งในศาสตราเทวะของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์สามารถทำลายโชคชะตาได้”
เสื้อเกราะและทวนเงินของนางอยู่ภายในแหวนบรรจุสรรพสิ่งสามารถนำออกมาใช้ได้ตลอดเวลาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำหาย
แหวนบรรจุสรรพสิ่งก็คล้ายกับค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ต่างก็ต้องการศิลามิติ ซึ่งเวลานี้ต้าจิ่งยังไม่อาจนำออกไปใช้อย่างกว้างขวางเพราะเครื่องมือที่เกี่ยวกับมิติในต้าจิ่งยังคงเป็นของล้ำค่ามาก
เยี่ยสวินตี๋อิจฉาขึ้นมาอย่างหนัก เขาถูกทวนเงินวิญญาณมังกรของจือจวินดึงดูดเข้าให้ หวังอยากมีศาสตราเทวะเช่นนั้นบ้าง เพราะมันช่างสง่างามเหลือเกิน
เจียงเจี่ยนก็อิจฉาศาสตราเทวะนี้มากเช่นกัน ง้าวสามแฉกสองคมของเขาก็แค่หนักเท่านั้นไม่ได้มีพิเศษใด
พร้อมกับการกลับมาของทุกคน เรือนพักก็ครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้งตามไปด้วย
เจียงฉางเซิงไม่ได้เข้าไปร่วมวง หากแต่ตั้งใจฝึกวิชา เขากำลังคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในใจ
หลินเฮาเทียนจวนจะมาถึงทะเลสวรรค์แล้ว ไว้เมื่อเขามาถึง ที่นี่คงจะยิ่งครึกครื้นขึ้นไปอีกกระมัง เพราะทั้งเยี่ยสวินตี๋ เจียงเจี่ยน ผิงอัน หวงเทียน เทพกระบี่และจือจวินล้วนเป็นผู้ชมชอบในการต่อสู้และยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งสิ้นอีกด้วย
ขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้ม เหยี่ยวอัสนีเวหามุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หลินเฮาเทียนในชุดดำทั้งตัวยืนอยู่บนหลังมันด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
หลังจากได้รับการถ่ายทอดความทรงจำการศึกจากจักรพรรดิยุทธ์แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ซึ่งนี่เป็นการลอกคราบทางจิตใจ ทำให้เขาไม่ได้มุทะลุเช่นก่อนมาอีกแล้ว
“จวนถึงทะเลสวรรค์แล้ว เช่นนั้นต้าจิ่งก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว เหยี่ยวน้อย เตรียมตัวให้พร้อมที่จะได้พบกับท่านผู้อาวุโสแล้วหรือไม่”
หลินเฮาเทียนเอ่ยปาก เมื่อเอ่ยถึงเจียงฉางเซิงใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มขึ้นมา
เรียกได้ว่าตลอดเส้นทางนี้เต็มไปด้วยหลุมและบ่อ ทำให้เขาได้รับประสบการณ์มากมายนักและเขาก็กลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองเต็มที่ เขาเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อว่าผู้อาวุโสจะติชมเขาเช่นใด
เหยี่ยวอัสนีเวหาตอบรับเขาด้วยเสียงร้องแห่งความเบิกบานใจ ตัวมันเองก็เฝ้ารอที่จะเข้าสู่ต้าจิ่งเช่นกัน
ในเวลานี้เองหลินเฮาเทียนคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงหันหัวไปมอง เหยี่ยวอัสนีเวหาก็เหินขึ้นสูงตามไปพร้อมกัน เมื่อนั้นก็มองเห็นว่าเกิดคลื่นลูกมหึมาที่สุดปลายผิวน้ำทะเล เป็นภาพยิ่งใหญ่นัก ไม่อาจมองเห็นจุดปลายสุดทั้งสองข้างของคลื่นยักษ์ได้ ราวกับว่าทั้งมหาสมุทรกำลังถูกยกขึ้น
“นั่นคือสิ่งใด”
หลินเฮาเทียนขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ว่ามีพลังปีศาจที่แข็งกล้าหนักหนาอยู่ท่ามกลางคลื่นลูกมหึมานั้น
เหยี่ยวอัสนีเวหาเหินขึ้นไปบนทะเลเมฆ แต่คลื่นทะเลเบื้องล่างกลับขึ้นมากระทบกับชั้นเมฆที่อยู่ค่อนข้างต่ำ ทำเอาหลินเฮาเทียนถึงกับตกตะลึง
รวดเร็วจากนั้นคลื่นลูกมหึมาราวกับจะล้างโลกก็ซัดม้วนออกไปจนนำหน้าพวกเขา รวดเร็วดังลูกธนูคมกริบ เสียงดังเช่นสายฟ้าฟาด
หลินเฮาเทียนตกตะลึงทันใด ทิศทางนั้นไม่ใช่ต้าจิ่งหรอกหรือ ต้าจิ่งเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนเป็นแน่ หากว่าคลื่นลูกมหึมาเช่นนี้ม้วนซัดไปถึงต้าจิ่ง จะเป็นเรื่องใหญ่เพียงใด
เขาตะโกนร้องเรียกผู้อาวุโสอยู่ในใจทันใดเพื่อบอกเล่าเรื่องนี้ต่อผู้อาวุโส
ท่องมหาสมุทรมาหลายสิบปี เขามักรู้สึกว่าผู้อาวุโสจะต้องได้ยินความในใจของเขา
“ไปข้างหน้า ไล่ตามคลื่นยักษ์นั่นไป!”
หลินเฮาเทียนสั่ง เหยี่ยวอัสนีเวหารีบไล่ตามไปด้วยความเร็วทันที
สิบวันที่สองของเดือนสาม
ข้างใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงฉางเซิงพลันขมวดหัวคิ้ว
เขาได้ยินเสียงในใจของหลินเฮาเทียน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาขมวดคิ้วไม่ใช่หลินเฮาเทียนแต่เป็นสาวกในทวีปอื่นๆ พื้นที่ที่พวกเขาอยู่ต้องประสบกับคลื่นยักษ์ที่ยากจะพบได้ในหมื่นปี มีคนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเกินไป พวกเขาไม่ทันที่จะสวดภาวนาด้วยซ้ำ
ดูจากสภาพความยับเยินในทวีปอื่นๆ แล้ว เจียงฉางเซิงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคำเตือนของหลินเฮาเทียน
เขาทอดสายตาออกไป รวดเร็วจากนั้นก็มองเห็นคลื่นยักษ์อันน่าตื่นตะลึงที่มุ่งจากเหนือลงใต้ ยอดคลื่นที่สูงที่สุดสูงถึงหนึ่งพันจั้ง ไม่ว่าคนธรรมดาทั่วไปคนใดเผชิญกับคลื่นยักษ์เช่นนี้ก็ต้องสิ้นหวังทั้งสิ้น
คลื่นยักษ์นี้เข้าใกล้ทะเลสวรรค์มากแล้ว
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นเดินเข้าไปภายในห้องเขา แบ่งร่างแยกออกมาหนึ่งร่างและทิ้งเอาไว้ภายในห้อง ส่วนร่างแท้ของเขามุดลงไปใต้ดิน มุ่งหน้าไปด้วยวิชาหลีกเร้นห้าธาตุ เร่งรีบไปยังทะเลสวรรค์ด้วยความรวดเร็ว
ทางใต้สุดของทะเลสวรรค์เป็นท่าเรือของเกาะในทะเลขนาดใหญ่ห้าเกาะรวมกัน นับแต่ทะเลสวรรค์ถูกต้าจิ่งยึดครองโอรสสวรรค์ก็ส่งกำลังคนจำนวนมากมาซ่อมแซมท่าเรือเพื่อป้องกันอันตรายที่จะมาจากทางใต้
ท่าเรือมีความยาวมาก ทางเข้าและทางออกมีมากถึงร้อยกว่าแห่ง เรือจำนวนนับไม่ถ้วนแค่จอดเทียบท่าอยู่เท่านั้น ท่าเรือหลายแห่งยังคงกำลังก่อสร้างอยู่
ผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังปาดเหงื่อบนหน้าผากอยู่บนคานเรือนแห่งหนึ่ง เขาหันไปมองสุดปลายผิวหน้าทะเลโดยไม่ตั้งใจ และต้องเบิกตากว้างในทันทีพร้อมกับสีหน้าเหลือเชื่อ
เขาเห็นว่าที่สุดปลายผิวหน้าทะเลเหมือนกับถูกยกขึ้น และซัดเข้าใส่ด้วยพละกำลังประหนึ่งจะม้วนแผ่นฟ้า
เขาตั้งสติในทันทีพร้อมร้องเสียงดังว่า “มีคลื่นยักษ์!”
เขาเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์จึงมีลมปราณทรงพลัง เสียงตะโกนของเขาสะท้อนก้องอยู่ภายในท่าเรือทำให้คนจำนวนนับไม่ถ้วนหันมามองและต่างต้องตกใจทั้งสิ้น
“เหตุใดจึงมีคลื่นที่สูงเช่นนี้”
“สวรรค์ ข้าไม่ได้ตาลายไปหรอกกระมัง”
“บ้าเอ๊ย รีบหนีสิ!”
“จะหนีอย่างไร คลื่นสูงเพียงนี้จะต้องท่วมทับพวกเราเป็นแน่”
“จบกัน จบกัน…”
ผู้คนในท่าเรือแต่ละแห่งพากันตกใจ ผู้คนที่หลบอยู่ภายในเรือนต่างวิ่งออกมาแล้วต้องตกตะลึงตามไป
ในเวลาเดียวกัน ข้างหลังคลื่นยักษ์ คนผู้หนึ่งและเหยี่ยวตัวหนึ่งกำลังไล่ตามมา
หลินเฮาเทียนยืนอยู่บนหลังเหยี่ยวและคอยซัดหมัดเข้าใส่ไม่ยอมหยุด เป็นหมัดสังสารวัฏไร้พ่ายนั่นเอง
เวลานี้เขาอยู่ในขั้นจักรวาลจึงแข็งแกร่งเอาการ หนึ่งหมัดของเขาสามารถชกคลื่นยักษ์พันจั้งจนทะลุ แต่กลับไม่อาจทำอันตรายมหาคลื่นครั้งนี้ได้แต่อย่างใด หัวคลื่นถูกชกจนทะลุแต่หลังจากนั้นก็มีหัวคลื่นใหม่โผล่ขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
หลินเฮาเทียนสัมผัสได้ว่าพลังปีศาจลึกลับนั้นกำลังควบคุมมันอยู่ ยากจะจินตนาการได้ว่าเป็นปีศาจชนิดใดจึงจะมีพลังปีศาจทรงพลังเช่นนี้ได้…
เวลานี้หลินเฮาเทียนได้เพียงภาวนาว่าผู้อาวุโสจะได้ยินเสียงภายในใจของเขา เพราะลำพังแค่อาศัยเขาคนเดียวไม่สามารถช่วยชาวบ้านของทะเลสวรรค์และต้าจิ่งได้ เพราะเจียงฉางเซิงเขาจึงมีความรู้สึกที่ดีอย่างยิ่งต่อทะเลสวรรค์และต้าจิ่ง ด้วยเหตุนี้แม้จะไม่เคยได้พบกันมาก่อนเขาก็หวังว่าทะเลสวรรค์และต้าจิ่งจะสามารถรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้
หลินเฮาเทียนต้องมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคลื่นยักษ์เข้าใกล้หมู่เกาะเข้าไปทุกขณะ เขาเห็นว่ามีคนจำนวนนับไม่ถ้วนข้างบนเกาะกำลังวิ่งพล่านและยังมีชาวยุทธ์ที่มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งคอยยกคนทั่วไปทีละคนเหินหนีไป แต่พวกเขาจะพาคนไปได้สักกี่มากน้อยกัน
“แย่แล้ว”
หลินเฮาเทียนกัดฟัน ก่อนกระโดดสูงขึ้น กลายเป็นลำแสงสีดำพุ่งตัวอย่างรวดเร็วและนำหน้าคลื่นยักษ์ไป เขาร่อนลงหน้าหมู่เกาะ หันหน้าเข้าหาคลื่นยักษ์แสนพรั่นพรึงที่โถมโจมตีมาแต่ไกล มือทั้งคู่กำหมัดแน่นเริ่มผนึกกำลัง
“อย่าขวางเลย เจ้าขวางไว้ไม่ไหวหรอก รีบหนีเถิด!”
เสียงร้องเรียกด้วยความตกใจของผู้เฒ่าคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง ผู้เฒ่าผู้นี้ก็เป็นขั้นจักรวาลเช่นกันแต่เขามีประสบการณ์ไม่ธรรมดา คลื่นยักษ์เช่นนี้จะต้องไม่ใช่ภัยธรรมชาติเป็นแน่แต่ต้องเป็นฝีมือของปีศาจ ปีศาจที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์เช่นนี้ขึ้นมาได้จะต้องแข็งแกร่งมากมายเพียงใด
หลินเฮาเทียนได้ยินเสียงของอีกฝ่ายพลันมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขาเคยเดินทางไปหลายดินแดน แต่โดยมากแล้วล้วนเป็นผู้คนที่มีน้ำใจจืดจาง คำพูดประโยคหนึ่งของชาวยุทธ์ในทะเลสวรรค์ยิ่งทำให้เขาแน่วแน่มากขึ้น ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะต้องลองดู!
หลินเฮาเทียนสูดหายใจลึกๆ แววตาเย็นเฉียบ กล่าวพึมพำว่า “เมื่อเทียบกับปีศาจนับร้อยล้านในสนามรบโบราณ เจ้าสิ่งนี้จะนับเป็นสิ่งใดได้”
“แน่นอนว่านับเป็นสิ่งใดไม่ได้ แต่ยังไม่ต้องให้เจ้ามาสู้อย่างสุดชีวิตที่นี่”
เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังมา หลินเฮาเทียนยังนึกว่าตนเองหูแว่วไปเสียอีก จากนั้นหางตาของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยแสงจ้า เขาหันไปมองโดยไม่รู้ตัว ร่างหนึ่งเดินมาข้างกายเขา คนผู้นี้สวมชุดคลุมเต๋าแสนสง่างาม ที่เอวพันแถบผ้าไหมผืนหนึ่งไว้และเหน็บน้ำเต้าสีม่วงหนึ่งลูก เขายังพกกระบี่งดงามเล่มหนึ่ง มือถือแส้ขนจามรี มีพระอาทิตย์ดวงเล็กลอยอยู่ข้างหลังหัวที่ส่องแสงสว่างจ้าตาบดบังใบหน้าของเขา แม้ว่าหลินเฮาเทียนจะยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังไมอาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้