เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 236: หรือต้าจิ่งจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 236: หรือต้าจิ่งจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์
หลินเฮาเทียนต้องตกใจอย่างหนักเพราะคนลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นข้างกาย ท่าทีสง่างามเช่นนี้ทำให้เขานึกถึงคำเรียกขานอย่างหนึ่ง
“ท่านเซียน!”
“ผู้อาวุโส!”
หลินเฮาเทียนร้องด้วยความตื่นเต้น ลมปราณที่ผนึกเข้ามาพลันหายวับไปในชั่วพริบตา แต่เขาไม่สนใจอีกแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงเขาไม่อาจอยู่ในอาการสงบนิ่งได้ เวลานี้เขาตื่นเต้นราวกับเด็กเล็กๆ เช่นนั้น
เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว มาช้ากว่าที่ข้าคาดเอาไว้”
หลินเฮาเทียนได้ฟังก็อึดอัดใจขึ้นมาน้อยๆ จึงกล่าวว่า “ระหว่างทางข้าได้พบกับวาสนายิ่งใหญ่จึงทำให้เสียเวลาไป ผู้อาวุโส ท่านได้ยินเสียงในใจข้าใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “อืม ดีที่เจ้าไม่ได้นินทาว่าร้ายข้าอยู่ในใจ”
“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในใจข้าทีเดียว ความศรัทธาเลื่อมใสที่ข้ามีต่อท่านนั้น…”
หลินเฮาเทียนรีบพูด จากนั้นก็เอาแต่ประจบอยู่ไม่หยุดหย่อน เขากลับเป็นหลินเฮาเทียนคนเดิมอีกครั้งแล้ว
ทว่าเขายังพูดไม่จบก็ถูกคลื่นยักษ์ที่ซัดม้วนเข้ามาขัดจังหวะ คลื่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และอยู่ไม่ไกลจากหมู่เกาะแห่งนี้แล้ว
ไม่รู้ว่าใครร้องด้วยความตกใจมาจากข้างหลังว่า “มรรคาจารย์มาแล้ว!”
ทุกคนที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทะเลสวรรค์เป็นของต้าจิ่งแล้ว ตำนานเกี่ยวกับมรรคาจารย์ย่อมแพร่สะพัดออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้มีดวงตะวันลอยอยู่ข้างหลังหัว นั่นก็คือสัญลักษณ์ของมรรคาจารย์ มีเพียงเขาเท่านั้นที่มี
มีคนหยุดนิ่งอยู่กับที่มากขึ้นเรื่อยๆ และต่างมองแผ่นหลังของเจียงฉางเซิงด้วยความตื่นเต้น
หลินเฮาเทียนฝืนสะกดความตื่นเต้นของตนเองเอาไว้แล้วถามว่า “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่าจะทำเช่นไรขอรับ”
เจียงฉางเซิงไม่ได้ตอบเขา หากยกแส้ขนกิเลนขึ้นมาแล้วสะบัดไปข้างหน้า ชั่วอึดใจนั้นลมกระโชกแรงก็พัดออกไปปะทะกับคลื่นยักษ์ที่ไร้ขอบเขตนั้น หลินเฮาเทียนเบิกตากว้าง ท่ามกลางสายตาของเขาและชาวทะเลสวรรค์ที่อยู่ข้างหลัง คลื่นยักษ์ไร้ขอบเขตราวยาวไปถึงสุดขอบฟ้านั้นกระจายตัวหายไปในพริบตา ฟองคลื่นเหินขึ้นไปบนท้องฟ้า ทะเลเมฆที่เชื่อมต่อกับขอบฟ้าก็ยังถูกพัดจนกระจายไปด้วย
“นี่มัน…”
หลินเฮาเทียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาก็เคยคาดเดาว่าคนที่ยิงตะวันก็คือเจียงฉางเซิง แต่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเขามาก จึงเทียบไม่ได้กับความตกตะลึงขนานหนักที่ภาพตรงหน้านี้นำมาให้เขา แค่สะบัดมือครั้งหนึ่ง คลื่นยักษ์ที่ไร้ขอบเขตนี้ก็กระจายหายไปแล้วหรือ
โชคดีที่เหยี่ยวอัสนีเวหาซึ่งอยู่ไกลออกไปพ้นจากภัยร้ายนี้ไปได้ ความสามารถในการควบคุมพลังวิญญาณของเจียงฉางเซิงนั้นเหนือกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้แล้ว ย่อมไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ไปด้วย
เจียงฉางเซิงถามว่า “ข้าจะไปรอเจ้าอยู่ที่รัฐซือแห่งต้าจิ่ง”
พูดจบเขาก็หันหลังจากไป และหายวับไปกับที่อย่างรวดเร็ว
หลินเฮาเทียนนิ่งตะลึงอยู่กับที่ เขาเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าเหตุใดจึงเอาเขาไปด้วยไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงเหยี่ยวอัสนีเวหาขึ้นมา เมื่อนั้นจึงเข้าใจในทันที หากว่าพาเขาและเหยี่ยวอัสนีเวหาไปด้วยจะทำให้เสียเวลา ใช่ว่าผู้อาวุโสอยากจะค่อยๆ เดินทางไปกับพวกเขาอย่างสบายอุรา
เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความยินดีดังลั่นฟ้ามาจากหมู่เกาะที่อยู่ข้างหลัง ทุกคนพากันแซ่ซ้องว่ามรรคาจารย์จงเจริญหมื่นปี เหยี่ยวอัสนีเวหาบินมาตรงหน้าหลินเฮาเทียนพลางส่งเสียงร้องว้าวุ่น มันก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน อยากรู้ว่าคนเมื่อครูนี้คือใคร
หลินเฮาเทียนพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ก็คือผู้อาวุโสที่ข้าบอกกับเจ้า เห็นแล้วหรือไม่ ฝีมือเมื่อครูนี้ไม่ใช่ฝีมือของเซียนหรอกหรือ วิชายุทธ์จะแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร”
เหยี่ยวอัสนีเวหาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ภายในห้อง เจียงฉางเซิงเข้าผสานร่างกับร่างแยก
[ปีไทเหอที่สิบเอ็ด เก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์สร้างคลื่นยักษ์พลังปีศาจขึ้นด้วยต้องการเข้าโจมตีเผ่ามนุษย์ เจ้าลงมือช่วยไว้ได้ทันกาลปกป้องเผ่ามนุษย์ไว้ได้กลุ่มหนึ่ง ผ่านด่านเคราะห์มาได้ครั้งหนึ่ง รับรางวัลรอดชีวิตเป็น สมบัติอาคม ‘กำไลเทพสวรรค์ป้องกาย’]
เก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์!
เจียงฉางเซิงย่นคิ้ว แล้วพยากรณ์ความสามารถของเก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทันที ก่อนนี้เก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ฟื้นคืนชีพจึงไม่เหมาะจะพยากรณ์ แต่เวลานี้น่าจะพยากรณ์ได้แล้ว
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 170,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งร้อยเจ็ดสิบล้าน!
นี่มันแข็งแกร่งกว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ยังมีชีวิตอยู่เสียอีก แต่ก็เป็นเรื่องปกติ ครั้งนั้นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไมอาจทำลายซากศพของเก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ จึงจำเป็นต้องแบ่งแยกศพของมันออกและปิดผนึกเอาไว้ด้วย
ช่างแข็งแกร่งนัก
ทว่าตอนที่ลองสัมผัสพลังปีศาจของเก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์เมื่อครูนี้ แม้ยังไม่ใช่พลังปีศาจทั้งหมดของอีกฝ่าย แต่สามารถนำมาวิเคราะห์หาระดับความแข็งแกร่งของพลังปีศาจของตัวมันได้ ในสายตาของเจียงฉางเซิงเห็นว่าแข็งแกร่งมาก แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง สามารถรับมือได้ แต่อย่าผลีผลามเปิดศึกเป็นดีที่สุด
เจียงฉางเซิงยังไม่ได้รับการถ่ายทอดกำไลเทพสวรรค์ป้องกาย แต่กลับมองไปตามทิศทางของคลื่นยักษ์ ผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็มองเห็นเก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์ เจ้าตัวนี้ครอบครองทวีปแห่งหนึ่งและกำลังรวบรวมสัตว์ปีศาจจากแถบทะเลทั้งสี่ เคราะห์ดีที่ไม่มีร่องรอยของมนุษย์อยู่บนทวีปแห่งนั้น
เจียงฉางเซิงเก็บสายตากลับมา เวลานี้ยังไม่เหมาะจะลงมือ รอไว้บรรลุขั้นแล้วค่อยว่ากัน เก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์มิใช่ปีศาจทั่วไป ฐานะของมันสูงส่งกว่าเผ่าอีกาสวรรค์เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเจียงฉางเซิงสามารถสังหารอีกฝ่ายได้หรือไม่ ต่อให้สังหารแล้วก็จะเป็นที่สนใจของเผ่าปีศาจมากขึ้น จะอย่างไรก็ยังมีจอมปีศาจอยู่อีกหกตน!
ต่อให้ลงมือในฐานะของเผ่าสวรรค์อีกครั้ง เผ่าปีศาจก็จะต้องเดือดดาลกันอย่างหนัก เมื่อเผ่าสวรรค์ปกป้องเผ่ามนุษย์ แล้วเผ่าปีศาจจะไม่หันมาลงมือกับเผ่ามนุษย์ได้อย่างไร
เมื่อเจียงฉางเซิงแน่ใจว่าเก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ห่างจากทวีปชีพจรมังกรอย่างมากจึงวางใจลงได้ชั่วคราว เก้ายอดมังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์ไม่น่าจำเรื่องราวหลังจากตายไปแล้วได้ ในความทรงจำของมันจะต้องไม่มีทวีปชีพจรมังกร ฉะนั้นก็ไม่ต้องหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัว
เจียงฉางเซิงเริ่มรับการถ่ายทอดกำไลเทพสวรรค์ป้องกาย
กำไลนี้เป็นสมบัติอาคมสำหรับป้องกันสามารถกางกั้นพลังลมปราณ รวมทั้งลมหายใจและพลังชีวิตของตนได้ เมื่อสวมมันแล้วอาจทำให้เผ่าอีกาสวรรค์ค้นหาเขาไม่พบ หนำซ้ำกำไลนี้ยังมีเขตอาคมป้องกันที่แกร่งกล้ามาก ส่วนว่าที่แท้แล้วจะแข็งแกร่งเท่าใด เขายังไม่รู้ได้เป็นการชั่วคราว แต่รางวัลรอดชีวิตนี้ไม่น่าจะอ่อนด้อย
นอกจากกำไลเทพสวรรค์ป้องกายจะสามารถปกป้องตนเองแล้ว ก็ยังสามารถใช้พันธนาการศัตรูและจู่โจมศัตรู ตัวของมันเองนั้นแข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้
เจียงฉางเซิงหยิบกำไลเทพสวรรค์ป้องกายออกมา กำไลนี้เป็นสีเงิน พื้นผิวของมันสลักลวดลายแห่งมรรคาที่แสนลึกล้ำยากจะเข้าใจได้ ซึ่งเหมือนกับอักษรกระดูกและกระดองเต่าในยุคโบราณของจีนอย่างมาก ทว่าแต่ละขีดล้วนมีความหมายลึกล้ำอยู่ภายใน
เขาเริ่มหลอมเปิดเขตอาคมของมัน เขตอาคมของกำไลนี้มีมากถึงแปดสิบเอ็ดข้อ ทุกข้อล้วนเป็นระดับที่สูงมาก ดูไปแล้วกำไลนี้แข็งแกร่งอย่างมาก เวลาผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ เจียงฉางเซิงจึงได้กลายเป็นเจ้านายของกำไลเทพสวรรค์ป้องกายอย่างเสร็จสมบูรณ์ กำไลนี้สามารถขยายใหญ่และหดลงได้ตามใจภายใต้การควบคุมของเขา
เขาเริ่มสัมผัสถึงเขตอาคมป้องกันของกำไลเทพสวรรค์ป้องกาย คาดว่าแม้จะเป็นพลังปีศาจที่เทียบเท่ากับเจ้าปีศาจชั่วบริสุทธิ์และเจ้าปีศาจปราบสวรรค์ก็ยังยากจะทำลายเกราะป้องกันของกำไลนี้ลงได้ในเวลาอันสั้น
เป็นสมบัติอาคมที่ไม่เลวเลย!
เจียงฉางเซิงสวมมันไว้บนข้อมือขวา ภายในใจรู้สึกว่าปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เขาเดินออกมาจากห้องและเข้ามาที่ลานบ้าน
ตั้งแต่คืนวาน เจียงเจี่ยนได้รับโอกาสที่จะบรรลุขั้นและกำลังบรรลุขั้นที่ยอดเขามังกรผงาด กำลังรวบรวมลมปราณยุทธ์และหล่อหลอมร่างกายให้แข็งแกร่ง คนอื่นๆ ต่างแหงนหน้ามองเขา
“ท่านมรรคาจารย์ ศิษย์หลานของท่านผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย ดวงตาที่สามของเขานั้นสามารถรวบรวมโชคชะตาได้ทีเดียว ข้ายังไม่เคยเห็นคุณสมบัติของร่างกายเช่นนี้มาก่อนเลย”
จือจวินเดินมาเอ่ยทอดถอนใจตรงหน้าเจียงฉางเซิง ก่อนหน้านี้นางแค่รู้สึกว่าดวงตาแนวตั้งของเจียงเจี่ยนประหลาดนัก แต่ตอนที่เจียงเจี่ยนบรรลุขั้นและดวงเนตรแห่งมรรคาก็ดูดซับโชคชะตาจำนวนมากช่วยให้ร่างกายของเจียงเจี่ยนแข็งแกร่งขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ก็ทำให้นางประหลาดใจอย่างยิ่ง
นี่จะต้องเป็นสายเลือดของเซียน!
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ และกล่าวว่า “ต้าจิ่งก็มีผู้มีพรสวรรค์เช่นกัน”
สายตาเขามองไปทางผิงอัน ผิงอันกำลังเหม่อมองเจียงเจี่ยน เขาเตรียมสร้างเตาหลอมโอสถให้ผิงอันเพื่อช่วยหนุนให้เขาบรรลุขั้น
ทันใดนั้นเจียงเจี่ยนก็ชักนำให้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์แห่งฟ้าดิน หมอกทึบทั่วทั้งเขามังกรผงาดต่างหมุนอยู่รอบตัวเขา ท้องฟ้าเบื้องบนกลายเป็นวังน้ำวนสุดแสนอลังการ แต่เพราะจุดกำเนิดของวังวนนี้อยู่ที่เขามังกรผงาด คนทั้งเมืองจึงไม่เป็นกังวล แต่กลับสงสัยใครรู้เสียอีก
เจียงเช่อและเจียงซิ่งก็เคยมาหาและรู้ว่าเป็นเจียงเจี่ยนกำลังบรรลุขั้น พวกเขาต่างดีอกดีใจเพราะล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เวลานี้ตระกูลเจียงยังต้องการคนที่เป็นสุดยอดในด้านยุทธ์ผู้หนึ่ง อย่างน้อยก็ยังสามารถไปช่วงชิงอันดับหนึ่งของยุทธภพได้
แม้เจียงซิ่งจะได้รับการถ่ายทอดจากราชามนุษย์ แต่เวลานี้เขาเป็นแค่ขั้นจักรวาลเท่านั้น แม้ว่าฮ่องเต้ซุนเทียนจะอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์แต่เมื่อถ่ายทอดต่อไปกลับสามารถถ่ายทอดถึงขั้นจักรวาลเท่านั้น หนำซ้ำปกติแล้วเจียงซิ่งยังเอาแต่พัวพันในหญิงงามไม่ได้ฝึกวิชาแต่อย่างใด พลังยุทธ์จึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย กระทั่งยังถดถอยลงเล็กน้อยเสียอีก
เจียงฉางเซิงเดินมาตรงหน้าเตาหลอม เตรียมจะหลอมโอสถน้ำ รูปร่างของผิงอันแข็งแกร่งกำยำนัก ยังต้องใช้เตาหลอมที่ใหญ่ที่สุดด้วย
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ผิงอันก้าวเข้าสู่ขั้นจักรวาลอย่างราบรื่น พลังยุทธ์ของเขาสะสมมามากพอนานแล้ว ร่างกายยิ่งแข็งแกร่งกว่าขั้นจักรวาลส่วนใหญ่มากนักเรียกว่าขาดอีกก้าวเดียวก็จะถึงประตูแล้ว แม้เจียงฉางเซิงไม่อาจทำให้ระดับขั้นของคนกระโดดไปข้างหน้าได้ทันใด แต่เรื่องทำนองผลักเรือตามน้ำก็ยังสามารถทำได้อยู่
เจียงซิ่งดีใจนักหนาและยังจัดงานเลี้ยงฉลองให้โดยเฉพาะด้วย แต่เจียงฉางเซิงตั้งมาตรฐานของคนทั้งสองไว้สูงมากจึงไม่ให้พวกเขาทำศึกให้ต้าจิ่งเป็นการชั่วคราว แต่ให้มุ่งไปยังขั้นถ้ำสวรรค์ต่อในทันที เมื่อมรรคาจารย์เอ่ยปากเอง เจียงซิ่งย่อมไม่กล้าเชิญพวกของเจียงเจี่ยนทั้งสองออกจากเขา
ในวันนี้ที่สุดหลินเฮาเทียนก็มาถึงรัฐซือเสียที ทว่าเขายังไม่ทันก้าวเข้าเมืองหลวงก็ถูกคนผู้หนึ่งขวางเอาไว้
กวนทงโยว!
กวนทงโยวผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์เก้ามีประสาทสัมผัสที่เหนือคนธรรมดาอย่างยิ่ง แม้จะห่างออกไปหลายร้อยลี้ เขาก็ยังสัมผัสถึงลมปราณปีศาจครึ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในตัวหลินเฮาเทียนได้
กลางป่าเขา “เจ้าเป็นคน หรือปีศาจ?”
กวนทงโยวเอ่ยเสียงหนัก สายตาคมกริบ จิตสังหารเพ่งเล็งไปที่ตัวของหลินเฮาเทียน
หลินเฮาเทียนหรี่ตา คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่ายสามารถทำให้เขาเก็บซ่อนลมปราณไว้ได้ แต่คิดไม่ถึงว่ายังถูกอีกฝ่ายพบเห็นเข้า ต้าจิ่งสูงส่งลึกล้ำเกินหยั่งจริงดังว่า
หลินเฮาเทียนเอ่ยปากว่า “ข้าย่อมเป็นคน เพียงแต่เพราะมีวาสนาที่พิเศษก็เท่านั้น เจ้ากับข้าไม่มีความแค้นต่อกัน เจ้าคงไม่ได้เอาความเคียดแค้นที่มีต่อปีศาจมาขืนครอบใส่ในตัวข้าหรอกกระมัง”
เขาไม่ได้มีนิสัยมุทะลุเช่นก่อนอีกแล้ว ยามพูดจาก็เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้ขวานผ่าซากอีกต่อไป กวนทงโยวพินิจมองเขา แต่กลับไม่ได้หลีกทางให้
ในเวลานี้เองคล้ายว่ากวนทงโยวได้ยินบางสิ่ง จึงรีบเก็บจิตสังหารไปอย่างรวดเร็วแล้วประสานฝ่ามือกับหมัดและกล่าวว่า “ขออภัย ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าเป็นคนของท่านมรรคาจารย์”
หากว่าเป็นคนของมรรคาจารย์เขาก็จะวางใจลงได้ ในเรือนของมรรคาจารย์ก็เลี้ยงสัตว์ปีศาจเอาไว้ กระทั่งถูกชาวเมืองหลวงคิดว่าเป็นสัตว์วิเศษที่สามารถนำโชคดีมาให้ ด้วยเหตุนี้ในสายตาเขา ขอเพียงเป็นสัตว์ปีศาจของมรรคาจารย์จะต้องเป็นปีศาจที่ดีแน่นอน
หลินเฮาเทียนได้ยินตำนานมากมายของมรรคาจารย์มาตลอดทาง รู้ว่ามรรคาจารย์น่าจะคือผู้อาวุโสในใจเขา เมื่อได้ยินกวนทงโยวพูดในเวลานี้เขาก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าทันใด
หลินเฮาเทียนประสานฝ่ามือกับหมัดเช่นกัน กล่าวว่า “ข้าน้อยหลินเฮาเทียน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสชื่อเรียงเสียงใด เป็นระดับขั้นใดขอรับ” เขามิได้วางอำนาจข่มเหงคน กลับกันยังให้เกียรติกวนทงโยวด้วยซ้ำ
กวนทงโยวกล่าวว่า “ข้าน้อยกวนทงโยว ขั้นถ้ำสวรรค์เก้า”
หลินเฮาเทียนได้ฟังแล้วสีหน้ายังคงราบเรียบ แต่ใจเขากลับเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ขั้นถ้ำสวรรค์เก้า? บ้าอะไรกันนี่! ต้าจิ่งแข็งแกร่งเพียงนี้เชียวหรือ แค่สุ่มเลือกชาวยุทธ์ออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าผู้หนึ่งก็เป็นขั้นถ้ำสวรรค์เก้าแล้ว?
สิ่งที่หลินเฮาเทียนรู้มาพังทลายไปหมดแล้ว ก่อนหน้านี้เขายังไม่เคยได้พบกับขั้นถ้ำสวรรค์เก้ามาก่อน ผู้เฒ่าลึกลับผู้นั้นก็ไม่ได้บอกกล่าวระดับขั้นของตน คนผู้นี้เป็นขั้นถ้ำสวรรค์เก้าก็ยังเคารพนบนอบต่อผู้อาวุโสถึงเพียงนี้ แล้วผู้อาวุโสจะอยู่ในระดับขั้นใดกัน หลินเฮาเทียนรู้สึกว่าตนเองได้ก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งใหม่ หรือต้าจิ่งจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์
ตลอดทางเขาพบว่าพลังยุทธ์ของชาวยุทธ์ในต้าจิ่งไม่นับว่าสูงนัก ยังนึกว่าต้าจิ่งเป็นเพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั่วไป แต่เพิ่งก้าวเข้ามาในรัฐซือกลับได้พบกับขั้นถ้ำสวรรค์เก้าแล้ว…
หลินเฮาเทียนเอ่ยปากบอกว่า “ผู้อาวุโสกวน เช่นนั้นท่านนำทางเข้าเมืองหลวงเถิด จะได้ช่วยแนะนำให้ข้าสักหน่อยด้วย”
“ตกลง น้องชาย เจ้ามาจากที่ใด”
“ทวีปเทพโบราณ”
“หือ? ทวีปเทพโบราณที่นั่นห่างไกลนัก”
“ท่านเคยไปทวีปเทพโบราณมาก่อนหรือ”
“อืม ครั้งนั้นประมุขจวนศักดิ์สิทธิ์แห่งทวีปเทพโบราณเคยคิดจะฝากตัวเป็นศิษย์ข้าแต่ข้าปฏิเสธไป ทว่าเขายังคงเชื้อเชิญด้วยไมตรียิ่ง ข้าจึงไปเป็นแขกเขาคราวหนึ่ง และได้ทิ้งวิชายุทธ์เอาไว้หนึ่งวิชาด้วย เป็นการให้กำลังใจแก่ศิษย์ของจวนศักดิ์สิทธิ์ให้ตั้งอกตั้งใจฝึกยุทธ์”